ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 36 หายนะคืบคลาน

              เช้าวันถัดมา ฮารุโตะกำลังปรับแต่งและตรวจเช็กสภาพปืนสไนเปอร์ไรเฟิลประจำตัวเขาหมุนสลักลูกเบี้ยวก่อนถอดลูกเลื่อนออกจากโครงนำลูกเลื่อน แล้ววางบนผ้าที่กางไว้ตามต่อด้วยการถอดสลักขอรั้งปลอก เกิดเสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ เขาลงมือเช็ดทำความสะอาดทีละส่วนในกรณีฉุกเฉิน สิ่งนี้จะช่วยปกป้องเขาได้เพราะฉะนั้นจึงต้องคอยดูแลมันอย่างสม่ำเสมอ


              ภายในห้องพักประจำตัวของเขานั้นมีทั้งกีตาร์ มีไพ่และเกมกระดาน รวมถึงเครื่องเกมคอนโซล เมื่อเวลาว่างต่างตรงกันเพื่อนของเขาก็มักจะนัดมารวมตัวทำกิจกรรมผ่อนคลายภายในห้องซึ่งเคนจิมักเป็นคนแพ้และถูกเกมลงโทษเยอะที่สุดเสมอจนเจ้าตัวอดโวยวายออกมาไม่ได้เสียทุกครั้ง


              พอคิดถึงภาพความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเหล่านั้นก็ทำเอาฮารุโตะอมยิ้มน้อย ๆ ออกมา


              สมาชิกของหน่วยโทชิโร่จะได้รับห้องส่วนตัวภายในโรงแรมซันพลาซ่าแต่หลังจากเข้าประจำการทั้งเรย์และเคนจิต่างก็ต้องโยกย้ายไปตามฐานปฏิบัติการแต่ละแห่งเพื่อทำภารกิจช่วยเหลือและป้องกัน จึงไม่ได้กลับห้องตัวเองบ่อยเท่าไหร่ พวกเขาจึงหาเวลาร่วมกันยาก


            เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ฮารุโตะคว้าอาวุธคู่ใจสะพายบนบ่าเดินออกไปประจำที่อาคารสังเกตการณ์ เขาพยักหน้าทักทายคนอื่น ๆ ซึ่งประจำอยู่ก่อนเลือกมุมน้อยคนแล้วเข้าไปประจำตำแหน่ง


              การมีอยู่ของปืนในมือทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้นิดหน่อยเมื่อต้องเผชิญกับภยันตราย


              บริเวณชั้นดาดฟ้าของอาคารที่ฮารุโตะเลือกประจำการเป็นอาคารสูงใกล้ ๆ กับซันพลาซ่า ที่ใช้เป็นจุดเฝ้าระวังและสังเกตการณ์บนดาดฟ้ามีหน่วยแม่นปืนจำนวนหนึ่งที่ประจำตำแหน่งอยู่แต่ละมุมคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวรอบ ๆ ชุมชนบางคนใช้กล้องส่องทางไกลเพื่อตรวจสอบในระยะไกลขณะที่บางคนกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อให้พร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่


              เขานอนลงราบไปกับพื้นปลดเซฟตี้ดึงสลักเกลียว และเพ่งสมาธิล็อกกล้องปืนไว้บนใบหน้าที่บิดเบี้ยวเน่าเปื่อยซึ่งเดินไปเดินมาแถวโรงเรียนกวดวิชาทางทิศใต้ซึ่งเป็นระยะอันตรายใกล้เขตชุมชนของพวกเขา


              ฮารุโตะเหนี่ยวไก เปลวไฟออกจากกระบอกปืน


              เปรี้ยง!


              กระสุนเจาะเข้าที่หน้าอกไม่สามารถฆ่ามันได้ทันที ขณะที่มันเริ่มตื่นตัว และบ้าคลั่งเหวี่ยงแขนขาไปมาอย่างสะเปะสะปะ


              ‘เอ...คำนวณลมพลาดไปงั้นเหรอ’


              ฮารุโตะส่ายหัวและตั้งใจเล็งเป้าด้วยกล้องปืนอีกครั้ง


              เสียงของผีดิบที่กำลังดิ้นรนเริ่มดึงดูดความสนใจของพวกมันตัวอื่นๆแต่พวกมันก็ไม่สามารถหาแหล่งที่มาของการโจมตีโดยปราศจากกลิ่นของผู้รอดชีวิตและยังคงเดินสะเปะสะปะไปมาเช่นเดิมเหมาะแก่เป็นเป้าซ้อมมืออย่างยิ่ง


              เปรี้ยง!


              คราวนี่ฮารุโตะไม่พลาดหัวของผีดิบระเบิดเป็นชิ้น ๆ ตะกอนของเลือดดำฟุ้งกระจายในอากาศ


              “อืมกล้องซีคิวบีสโคปแบบนั้นกำลังขยายน้อยเกินไป ไม่เหมาะกับปืนแบบนั้นถ้าเธอยืนยันใช้มันในระยะนี้ ฉันขอแนะนำให้เปลี่ยนไปเป็นไรเฟิลสโคปดีกว่านะ”


              ฮารุโตะได้ยินคำแนะนำของชายคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนใช้กล้องส่องทางไกลดูผลงานของเขา


              “ลองกระบอกนี้ของฉันดูสิ”


              ชายคนดังกล่าวยื่นปืน M24 ของกองทัพสหรัฐติดกล้องหัวโต ฮารุโตะจึงรับมาลองดู


              ดวงตาแนบลำกล้อง นิ้วปรับขยายเส้นเล็ง


              เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!


              “กระสุนทุกนัดเข้าเป้าเป้าหมายล้มลงเรียบร้อย ...โห ปรับโฟกัสได้สุดยอดมาก แม่นขึ้นจริง ๆ ด้วยครับ”


              ฮารุโตะผุดสีหน้าชื่นชม เขาสามารถสังหารผีดิบสามตัวด้วยกระสุนหนึ่งนัดต่อหนึ่งหัวอย่างแม่นยำ


              “ใช่ไหมล่ะฮ่า ๆ”


              “ลูกพี่เคยเป็นทหารมาก่อนหรือเปล่าครับ”


              “ไม่ใช่หรอกฉันเป็นเคยนายพรานที่ชื่นชอบการล่าสัตว์เท่านั้นแหละ เลยพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง”


              ชายที่ถูกเขายกให้เป็นลูกพี่โบกไม้โบกมือเป็นเชิงปฏิเสธก่อนจะเล่าถึงวีรกรรมในการล่าสัตว์ของตัวเองในประเทศต่างๆ ที่เคยเดินทางไปมาให้ฟัง


              “สุดยอด!”


              ฮารุโตะที่ได้ฟังเรื่องทั้งหมดต้องอุทานออกมาตาเป็นประกายด้วยความชื่นชม


              “งั้นผมของยืมปืนกระบอกนี้ซ้อมมืออีกสักหน่อยได้ไหมครับ”


              “แน่นอนตามสบายฉันเฝ้ามาทั้งวันจนเมื่อยตัวไปหมดแล้ว เดียวขอตัวไปพักสักหน่อยน่ะคืนนี้ก็ฝากด้วยล่ะ”


              ฮารุโตะนอนลงอีกครั้งเล็งเป้าไปยังทิศทางเดิม ทว่าสิ่งที่เห็นนั้นทำเอาเขาถึงกับกลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัวปรับกำลังขยายซูมเข้าซูมออกเพื่อความแน่ใจ


              “เอ๊ะ—นี่มัน...!?”


              ชายที่ให้คำแนะนำฮารุโตะกำลังจะเดินจากไปต้องเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยก่อนใช้กล้องส่องไปยังทิศทางเดียวกัน


              “มีอะไรงั้น—พระเจ้านี่! ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม!?”


              ภาพที่เห็นผ่านเลนส์กล้องคือปีศาจขนาดมหึมาตัวโปร่งใสพื้นผิวของมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจนไม่อาจระบุรูปลักษณ์ที่ชัดเจนได้คาดคะเนด้วยสายตามีขนาดความสูงเทียบเท่าอาคารเกือบห้าชั้นโดยประมาณ


              มันกำลังใช้มือหยิบเหล่าผีดิบที่ถูกพวกเขาสังหารขึ้นมาหย่อนใส่ปาก


              ใช่แล้วอารุโตะไม่ได้รู้สึกว่าตนมองผิดไปเลยแม้เพียงสักนิด


              เจ้านั่นกำลังอยู่ในอิริยาบถที่กำลังยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วแหงนหน้าเหมือนกำลังหย่อนอาหารลงในปากจริง ๆ


              และสิ่งที่ทำให้เขามั่นใจว่านั่นคือส่วนของศีรษะก็เพราะช่วงที่มันอ้าปากนั่นทั้งฟันนับร้อยและลิ้นที่เรียวยาวกลับปรากฏออกมาในโพรงปากอย่างเด่นชัดโดยที่ส่วนอื่น ๆ ยังคงโปร่งแสง... ขนของเขาลุกขึ้นชูชันกับภาพที่ปรากฏ


              ความรู้สึกครั้งยังเด็กซึ่งลืมเลือนไปนานหวนกลับมา


              ฮารุโตะเห็นภาพนั้นทับซ้อนกับพิพิธภัณฑ์สักแห่งตัวอย่างโครงกระดูกปลาวาฬซึ่งถูกแขวนเต็มพื้นที่เพดานโถงอันกว้างขวาง ในสายตาของเขาซึ่งเยาว์วัยสิ่งนั้นใหญ่โตเกินกว่าจะเป็นโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตเขาจินตนาการไม่ออกถึงตอนที่ร่างมหึมาของมันมีชีวิตและเคลื่อนไหว


              มันใหญ่มโหฬารจนไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในมิติเดียวกันเป็นสิ่งที่อยู่คนละระดับโดยสิ้นเชิง


              ที่น่าแปลกใจเพิ่มขึ้นไปอีกคือเหล่าผีดิบรอบ ๆ ทำราวกับว่าเจ้าสิ่งนั้นไม่มีตัวตนใด ๆ สำหรับพวกมัน เหมือนเป็นเพียงอากาศธาตุ


              หลังจากจัดการกินซากทั้งหมด มันก็ได้พรางตัวหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนแต่ดวงตาทั้งสองคู่ได้บันทึกภาพทุกอย่างไว้ และช่วยยืนยันแก่กันและกันได้ว่ามันคือเรื่องจริง


              ฮารุโตะที่กำลังซูมกล้องเหมือนจะใบ้กินไปชั่วครู่


              “นี่...เป็นสถานการณ์อะไรกันครับ!?”


              “เจ้านี่ไม่เคยปรากฏในรายงานทั้งหมดของพวกเรามาก่อนเหมือนกัน”


              ทั้งสองแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองใครก็คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่เจอมาเดิมทีน่าพรั่นพรึงมากอยู่แล้วแต่ตอนนี้พวกเขากลับเจออะไรที่มากกว่านั้น


              “แล้วจะเอายังไงกันดีครับลูกพี่”


              “เธอจับตาดูมันเอาไว้นะเผื่อมันอาจโผล่ขึ้นมาโจมตีเราได้ทุกเมื่อ… ฉันจะรีบไปรายงานเรื่องนี้กับคุณโทชิโร่!”


              “ระ...รับทราบครับ”

     


              ข้อมูลการปรากฏตัวของปีศาจรูปแบบใหม่ถูกรายงานมาถึงทุกฝ่าย


              “ช่วยเล่าให้ทุกคนฟังอีกทีได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น”


              โทชิโร่เอ่ยคำถามขึ้นขณะที่ทุกคนมารวมกันภายในห้องประชุม ฮารุโตะจึงเล่าสิ่งที่ตัวเองเห็นทั้งหมดให้ทุกคนฟังอีกครั้ง


              “คุณโทชิโร่คิดว่ามันเป็นอะไรคะ”


              มัตสึบาระเอ่ยถาม


              “ไม่รู้สิแต่อยากน้อยเท่าที่ฟังจากรูปลักษณ์ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในพวกตัวประหลาดที่เรายังไม่เคยพบมาก่อนนั่นแหละมันอาจมีความเกี่ยวข้องกับพี่ดิบพวกนั้นก็ได้”


              “เท่าที่ฟังดูเหมือนว่ามันจะปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้เหมือนพวกกิ้งก่าเพื่อหลบซ่อนจากสายตาไม่แน่มันอาจจะอยู่รอบตัวพวกเรามานานแล้วก็ได้นะครับ”


              ทาดาชิแสดงความเห็น


              “มันจะเป็นตัวอะไรก็ช่างการเฝ้าระวังยังคงทำเหมือนเดิมคิดซะว่าแค่มีตัวให้ต้องระวังเพิ่มเข้ามาเหมือนซามูไรกับผีดิบพวกนั้น— หืม... เรย์คุงมีอะไรรึ”


              โทชิโร่เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นเขายกมือ


              “เอ่อ...พอดีผมรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องน่ะครับเกี่ยวกับศพเดินได้พวกนั้น”


              “เธออยากบอกอะไรงั้นรึ?”


              “เท่าที่ผมเฝ้าสังเกตดูผีดิบพวกนั้นไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมตามตรรกะ พวกมันไม่กระจายตัวอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนสิ่งมีชีวิตไร้สติปัญญาแต่กลับเคลื่อนไหวเป็นหมู่ และปรากฏตามจุดต่าง ๆ กระจายตัวอย่างมีรูปแบบ...”


              เรย์หยุดไปเล็กน้อย ปล่อยให้คนอื่น ๆ ได้ย่อยข้อมูลแล้วอธิบายต่อ


              “ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นทุกคนต่างได้รับความสามารถอันเหนือจินตนาการหลากหลายรูปแบบผมคงไม่ต้องยืนยันเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ถึงโดยส่วนตัวจะยังไม่ได้ข้อสรุปแต่ผมยังไม่อยากละทิ้งความเป็นไปได้เกี่ยวกับความสามารถประเภทควบคุมทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต”


              มีคนในที่ประชุมส่งคำถามแย้งขึ้นมาอย่างสงสัย


              “แต่ฉันก็ยังเห็นพวกมันเคลื่อนไหวสะเปะสะปะเอาแน่เอานอนไม่ได้เหมือนกันนะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีคนคอยควบคุม”


              “ผมคิดว่ามีคนจงใจปิดบังเงื่อนงำอย่างหนึ่งดังนั้นชี้นำคุณไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาด เงื่อนงำนี้ซ่อนเร้นที่สุดแต่ก็สำคัญที่สุด สรุปแล้วเป็นใครคอยควบคุม เป็นใครที่พยายามปกปิดร่องรอยและใครคนนั้นต้องการอะไร ...ผมยังไม่สามารถหาคำตอบได้เหมือนกัน”


              คนละเอียดอ่อนอย่างเรย์ยามขบคิดปัญหาก็ไม่มองข้ามสักความเป็นไปได้ขณะคิดอยู่ก็ยกมุมมองขึ้นมองไปยังฝั่งตรงข้าม


              ไม่มีใครที่จะเป็นคนโง่แน่นอนไม่นานทุกคนก็คิดถึงความเป็นไปได้นั้น ภายในห้องประชุมมีเสียงอุทานดังขึ้นมาทันที จู่ ๆทุกคนก็รู้สึกแผ่นหลังหนาวเย็นขึ้นคล้ายกับว่าขณะที่ตนเองกำลังสู้อยู่บนเวทีท่ามกลางแสงสว่างกลับมีคนคนหนึ่งจ้องมองมานิ่ง ๆ ในความมืดนอกเวที


              “อา— จริงด้วยสินะเจ้าพวกซามูไรนั่นน่ะโผล่ออกมาโจมตีพวกเราทันทีหลังเกิดปรากฏการณ์เกี่ยวกับเจ้าลูกทรงกลมบนฟ้านั่นจึงพออนุมานได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกัน”


              มัตสึบาระเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่ออย่างสงสัย


              “แต่กับเจ้าผีดิบพวกนั้นจู่ ๆ ก็โผล่ออกมาภายหลังจากเกิดเรื่องไปแล้วตั้งกว่าสัปดาห์ ถ้าเจ้าปีศาจตัวใหม่ที่ฮารุโตะเห็นนั่นอยู่ฝั่งเดียวกันกับพวกผีดิบก็แสดงว่าต้องเป็นศัตรูกับพวกซามูไรด้วย ซึ่งยังไงฉันคิดว่ามันประหลาดมาก”


              มัตสึบาระก่อนหน้านี้ที่จริงตนเองค้นพบเงื่อนงำมากมายแล้วแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเรื่องเหนือธรรมชาติมากเข้าเธอเลยไม่ได้คิดทบทวนให้ละเอียดจนกระทั่งเด็กหนุ่มย้ำเตือน


              "อยากถามความเห็นเธอหน่อยน่ะว่าเพราะอะไรกันแน่ที่พวกมันถึงต้องสู้กันเองด้วย"


              ทาดาชิแสดงความสงสัยที่ติดค้างอยู่ในใจออกมา


              "...ถึงตอนนี้จะเป็นแค่การคาดเดาซะส่วนใหญ่งั้นเหรอครับ"


              "ใช่"


              ทาดิชิพยักหน้าหนักแน่น เรย์เงียบลงอีกครั้งหลายวินาทีเขาใช้มือลูบจมูกด้วยความเคยชินเมื่อต้องใช้ความคิด


              "ถ้าดูเพียงผิวเผินพวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดเหมือนกัน... พวกซามูไรไม่จับเชลยฆ่าโดยไม่แยกแยะสิ่งมีชีวิตใด— ส่วนอีกฝ่ายฆ่าเพื่อต้องการขยายจำนวนพูดให้เจาะจงคือ พวกมันมีความเป็นปรปักษ์แต่กำเนิด"


              หากคิดตามหลักการแล้ว ทุกอย่างจะลงตัวพอดี เป็นประโยคจุดประกายอันชัดเจนโทชิโร่จึงพยักหน้าแสดงความเข้าใจในแนวคิดนั้น


              “...ซึ่งนั่นพอจะอนุมานได้จากการกระทำอันไม่สอดคล้องกัน เห็นได้ชัดเลยว่าเป้าหมายภารกิจของพวกมันแตกต่างกันอย่างชัดเจนโดยมีพวกเราเป็นสมการ”


              "’งั้นเราอยู่เฉย ๆปล่อยให้พวกมันฆ่ากันเองได้ด้วยนี่... ใช่ไหม"


              “ก็นะ พอมองในแง่บวกขึ้นบ้างละ”


              ทาดิชิพยักหน้างึกหงักตาม แต่ก็ถูกมัตสึบาระเบรกไว้


              "ยังมีข้อเท็จจริงที่ว่าพวกผีดิบเคลื่อนไหวอย่างมีแบบแผนด้วยนี่คะพวกมันมีมากมาย แม้แต่ละร่างจะอ่อนแอแต่ก็สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนซ่อนตัวอยู่ในความมืดและรอโอกาสลงมือ...ไม่ว่ายังไงพวกมันต่างคือภัยคุกคามซึ่งต้องคอยเฝ้าระวังอยู่ดี"


              โทชิโร่ขมวดคิ้วลูบคางอย่างครุ่นคิดตามสายบ้าพลังอย่างเขาไม่ค่อยถนัดเรื่องซับซ้อนชวนปวดหัวแบบนี้เท่าไหร่นัก


              “สรุป... มีใครคนหนึ่งซึ่งพวกเรายังไม่รู้ตัวตนคอยชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนี้สินะ— เฮ้อ ยุ่งยากจริง ๆ แฮะ...”


              “แม้ยังไม่รู้ว่าเจ้านั่นมีเป้าหมายอะไรแต่ไม่ว่ายังไงมันคงเป็นคนน่ารังเกียจนั่นแหละ สักวันนึงก็ต้องแสดงตัวออกมา...ถึงตอนนั้นพวกเราแค่ซัดมันเหมือนที่เคยทำมาก็พอแล้วนี่ครับ!”


              เคนจิกำหมัดกล่าวอย่างแกร่งกร้าว


              ทว่าเรย์กลับไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องง่ายเช่นนั้นต่อให้เจ้าคนที่อยู่เบื้องหลังปรากฏตัวออกมาก็ตามที


     


     

              ชั้นชมวิวของอาคารศาลาว่าการกรุงโตเกียวตั้งอยู่บนชั้น 45 ของอาคารหลัก เกนโดทอดสายตามองดูเมืองอันไร้จิตวิญญาณด้านล่างจากที่แห่งนี้ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เมื่อก่อนมันยังเต็มไปด้วยพลังงานของชีวิตกว่านี้มากทว่าภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่สัปดาห์มันกลับเปลี่ยนโฉมไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง


              แค่ไม่มีมนุษย์อยู่ก้อนคอนกรีตที่เป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์ก็ดูเหมือนธรรมชาติที่งอกเงยขึ้นมาจากผืนดิน


              "ท่านเกนโดคนของพวกเราเตรียมพร้อมรับคำสั่งแล้วครับ"


              นาโอกิขึ้นมารายงาน เกนโดพยักหน้ารับก่อนจะลงลิฟท์ไปยังลานกว้างด้านล่าง


              เสียงเฮขึ้นดังลั่นทันทีที่เกนโดปรากฏตัวบนเวทีซึ่งถูกจัดเตรียมไว้


              “ด้วยความช่วยเหลือจากทุกคนอาณาจักรของเราที่สร้างขึ้นนั้นพูดได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง—ทุกคนต่างรู้กันดีว่าความก้าวหน้าทั้งหลายในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ย่อมสร้างความสูญเสียให้กับคนส่วนน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้บางครั้งยังบานปลายไปถึงคนส่วนใหญ่... แต่เราต้องตระหนักด้วยว่าสำหรับมนุษย์ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ความสูญเสียแบบนี้มีขีดจำกัดและเกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น พวกที่ไม่เห็นด้วยอาจสร้างปัญหาให้เราแต่ตราบใดที่อณาจักรนี้ยังยืนหยัดอยู่ได้ สิ่งที่เราได้ทำก็จะทำให้มนุษยชาติได้รับการวิวัฒน์—พวกมันที่คิดจะเป็นขวากหนามคอยขัดขวางเส้นทางนั้น จงหยิบยื่นบทลงโทษแก่พวกมัน!”


              ทุกคนต่างตะโกนโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งตอบรับคำปราศรัยแก่หัวหน้าใหญ่ของพวกเขา ที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงโหวกเหวกของสมาชิกในหน่วยปฏิบัติการแนวหน้าและเสียงเซ็งแซ่ของพลรบนับพัน


              เกนโดรู้สึกมีความสุขเหลือเกินเขาไม่มีความสุขมากเท่านี้มานานแล้ว บริหารทรัพยากรมนุษย์มนุษย์ที่เต็มใจลงมือทำสิ่งโสโครก บงการให้ทำสิ่งต่าง ๆ และเห็นผลได้จริง ๆเขาเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ทำให้เกิดผลนั้น เป็นมากกว่าแค่เงาอยู่เบื้องหลังมากกว่าชื่อลอย ๆ ให้คนกลัว


              "แล้วพวกหัวหน้าหน่วยล่ะ"


              หลังลงจากเวลาทีเกนโดหันมาเอ่ยถามกับนาโอกิซึ่งเดินตามอารักขาอยู่ไม่ห่าง


              "ทุกคนมากันพร้อมแล้วเช่นกันครับ"


              "ดีมาก ส่งพวกเขาไปประจำตำแหน่งแล้วเริ่มจู่โจมตามกำหนดการที่วางไว้"


              เกนโดนพยักหน้าอย่างพอใจ


              "ตามบัญชาครับ"


              นาโอกิค้อมหัว หันหลังเดินจากไป


              คืนนี้พวกที่ขัดขวางเป้าหมายของเขาต้องถูกกำจัดให้หมดสิ้น

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน