มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

    ตอนที่ 23 ชายผมสีเงิน (1)

    “จงลิ้มรสความสิ้นหวังและตายไปซะ” เสียงที่แปร่งหูดังออกมาจากขุนปัถวีลงกรณ์



    อสูรครึ่งวัวครึ่งคนตอบรับเสียงของขุนปัถวีลงกรณ์ทันที มันยกขวานยักษ์ทั้งสองของมันขึ้น แล้วมันก็เปลี่ยนวิธีถือจากท่าปกติ มาใช้หัวขวานทิ่มลง เมื่อมันพร้อมอสูรครึ่งวัวครึ่งคนปักหัวขวานยักษ์ทั้งสองลงพื้นทันที



    ทันใดนั้นพื้นดินตรงที่ขวานยักษ์ปักลงแตกออก บังเกิดคลื่นผิวดินที่ดูเหมือนกับคลื่นยักษ์ในทะเล คลื่นดินเริ่มต้นไหลออกจากบริเวณที่ขวานยักษ์ปักอยู่ แล้วมันก็แผ่กระจายออกเป็นวงกว้างในรูปแบบวงรีครึ่งวง คลื่นดินกวาดไถกระแทกทุกอย่างที่ขวางหน้า หากโดนก้อนหิน ก้อนหินจะถูกส่งลอยขึ้นกลางอากาศแล้วร่วงหล่นลงมากระแทกกับพื้น แม้แต่ร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหารที่มีน้ำหนักกว่าก็ไม่เว้น มันลอยสูงเสียจนตกลงมาแม้แต่ศพก็ยังต้องคอหักซ้ำอีกครั้ง



    เมื่อเห็นคลื่นดินเคลื่อนเข้ามา ปลายฝนขยับมือของเธอทันที แต่คราวนี้ไม่ได้มีเกลียวน้ำแรงดันสูงออกมาจากมือของอสูรจักรราศีมีนอีกแล้ว ปรากฏเป็นแสงรัศมีสีฟ้าจาง ๆ ขึ้นมาแทนเหมือนกับการเสกมนตร์คาถาบางอย่างออกมา



    ในจังหวะที่คลื่นดินเข้ามาใกล้ ธัญญ่า ดิเรก ผู้กองเกรียงเดช และเทพไทได้แต่มองอย่างสิ้นหวัง นอกจากพวกเขาจะมีปีกบินขึ้นได้เอง มิฉะนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีหนทางหลบกระแสคลื่นดินที่กำลังมาได้เลย



    ทันใดนั้นมีแสงสีฟ้าห่อหุ้มร่างกายของพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ มันเป็นเหมือนกับฟองอากาศขนาดใหญ่ที่ครอบพวกเขาเอาไว้ทั้งตัว มันไม่ได้มีแต่พวกเขาที่ได้ฟองอากาศนี้ แม้แต่ดาริน ปลายฝน รวมถึงปกรณ์ก็ได้รับมันด้วย มันคือฟองอากาศที่มาจากอสูรจักรราศีมีนนั่นเอง



    เมื่อคลื่นดินกระแทกเข้ามา ฟองอากาศได้ช่วยผ่อนความเสียหายที่พวกเขาได้รับเท่านั้น หลังจากพวกเขาลอยขึ้นเพราะคลื่นดิน เมื่อร่วงหล่นลงมากระแทกกับพื้นฟองอากาศก็แตกสลายไปทันที



    แม้ว่าฟองอากาศจะช่วยให้พวกเขาไม่ถึงขั้นร่วงลงมาคอหักตาย แต่ธัญญ่า ดิเรกและผู้กองเกรียงเดชที่รับศึกหนักมาตลอดก็ยากที่รับความเสียหายระดับนี้ไหว พวกเขานอนแน่นิ่งทันทีที่ฟองอากาศหล่นกระแทกกับพื้น ส่วนดารินและปลายฝนไม่เป็นอะไรมาก เนื่องจากพวกเธออยู่ไกลจากศูนย์กลางของคลื่นดิน ความรุนแรงจึงลดหลั่นลงมา



    พร้อมกับฟองอากาศที่หายไป นางเงือกของปลายฝนก็หายไปเช่นกัน



    ขุนปัถวีลงกรณ์พูดออกมาด้วยเสียงแปร่งหูอีกครั้ง “เอากษาปณ์มีนมาให้ฉัน แล้วฉันจะปล่อยแกไป เจ้าคนทรง”



    สิ้นคำพูดของขุนปัถวีลงกรณ์ ทหารคนสนิทของเขาคนหนึ่งก้าวมาหาปลายฝนแล้วใช้ดาบจ่อคอของเธอไว้



    ปลายฝนกัดฟันกำกษาปณ์มีนแน่นก่อนจะพูด “ไม่ คุณต้องปล่อยทุกคนไป แล้วฉันถึงจะยอมให้กษาปณ์นี่กับคุณ”



    ดารินค่อนข้างประทับให้น้ำใจของปลายฝน ถึงขนาดที่สิ้นหวังแล้ว เธอก็ยังพยายามต่อรองขอชีวิตคนอื่น ๆ ด้วย ตอนนี้เธอชักอยากรู้ว่าเด็กสาวคนนี้แท้จริงคือใครกันแน่ โดยเฉพาะที่เธอเป็นคนทรงอสูรจักรราศีมีนได้อย่างไร เพราะอันที่จริงแล้ว เธอเข้าใจมาตลอดว่า อาณาจักรธาราของเธอไม่มีใครอยู่ในฐานะคนทรงอสูรจักรราศีมีนในตอนนี้ ไหนจะดิเรกอีกคนที่มีความสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะธาตุตัวเองให้ผสมกับธาตุที่ได้รับมาอีกด้วย ถ้าบอกว่าทั้งสองคนนี้คือคนในเขตพระราชวังเธอก็เชื่อ แม้ดิเรกจะมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นทหารหลวงของพระราชวัง แต่ปลายฝนเธอดูเด็กเกินไปที่จะเป็นทหารหรือเป็นขุนนางในวังได้



    “ช่างเป็นแม่พระเสียจริงนะแม่คุณ” ขุนปัถวีลงกรณ์มองปลายฝนด้วยสายตาดูถูก “เธอคิดว่าเธอยังอยู่ในสถานะที่ต่อรองกับฉันได้อยู่อีกงั้นหรือ?”



    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดาบที่เคยจ่อคอของปลายฝนอยู่ถูกชูขึ้นฟ้าทันที มันพร้อมที่จะฟันลงมาได้ทุกวินาที



    ขุนปัถวีลงกรณ์พูดต่อ “ถ้าไม่ยอมให้กันดี ๆ ไว้ฉันเอามาจากศพเธอเหมือนกับตอนที่ฉันหยิบกษาปณ์พฤษภจากซากของย่าทวดของฉันก็ได้”



    สิ้นคำพูดเป็นดั่งระฆังบอกให้ลงมือ ดาบที่ชูขึ้นฟ้าในที่สุดก็ถูกใช้ฟันลงมา



    เคร้ง!



    ดิเรกที่ทุกคนคิดว่าสิ้นสภาพไปแล้ว เขากลับลุกขึ้นมาช่วยปลายฝนได้อย่างทันท่วงที ในคราวนี้เขามาพร้อมกับดาบใหญ่เพื่อรับการฟันลงมาจากอีกฝ่าย ดูจากสถานการณ์แล้ว ดิเรกดูไม่สู้ดีนัก แม้ว่าดาบของอีกฝ่ายจะเล็กกว่าแต่มันก็เคลือบไปด้วยพลังเวทมนตร์แห่งดิน มันจึงสามารถผ่าเข้าไปในใบดาบของดาบใหญ่ได้ถึงครึ่งใบ



    “หนีไป คุณดารินช่วยพาเธอหนีที ฉันจะขวางพวกมันเอาไว้เอง” ดิเรกกัดฟันพูดโดยไม่หันกลับมามองขณะพยายามยันดาบของอีกฝ่ายเอาไว้



    ฉึก!