“เจ้ามารน้อยยังไม่ตาย” เหม่ยลี่ที่ปรากฏกายตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครเห็นกล่าวออกมาขณะยืนอยู่ด้านหลังของจินลี่หยาง
จินลี่หยางกับจางฝูลู่หันไปมองตามเสียงลู่เจียวซินที่กำลังเดินออกไปเป็นคนสุดท้ายก็ได้ยินสิ่งที่เหม่ยลี่กล่าวเช่นเดียวกัน
“เจ้ามารน้อยเป็นหยางหัวใจพร่อง เมื่อครู่เสียพลังหยางมากเกินไปแต่ยังไม่ถึงกับตาย”เหม่ยลี่กล่าวและนั่งลงจับชีพจรให้เฉินอี้ “ชีพจรของเขาอ่อนและเต้นช้ามาก หากไม่สังเกตให้ดีจะเหมือนกับว่าเขาตายแล้ว”
จางฝูลู่รีบหันมาหาจินลี่หยาง“ใต้เท้าจิน! รีบพาอาอี้ลงเขาไปหาหมอเถิด” จินลี่หยางพยักหน้าทั้งคู่สีหน้ามีความหวังอีกครั้ง
“มิต้องพาเขาไปหรอก กว่าจะลงเขาเข้าหมู่บ้านอาจจะช้าเกินไป” เหม่ยลี่กล่าวทั้งสองคนมองหน้านาง
เหม่ยลี่ถลกแขนเสื้อตนเองขึ้นและเปิดเสื้อของเฉินอี้ออกจนเห็นอกขาวของเขานางใช้ฝ่ามือวางลงไปบนหน้าอกนั้นพลางหลับตา
เหม่ยลี่หายใจเข้าลึกๆครั้งหนึ่ง จากนั้นแสงสีฟ้านวลตาก็สว่างขึ้นที่ฝ่ามือของนาง
ลู่จางเหว่ยที่กำลังเดินกลับมาตามน้องสาวก็เห็นภาพนี้เช่นเดียวกัน
ครู่หนึ่งเหม่ยลี่ก็ดึงมือตนเองออก ขยับเสื้อของเฉินอี้กลับเข้าที่ให้เรียบร้อยเฉินอี้เริ่มหายใจขึ้นมาอีกครั้ง และใบหน้าก็กลับมามีสีเลือด
ลู่เจียวซินกับลู่จางเหว่ยเดินเข้ามาใกล้พวกเขามองเฉินอี้ราวกับไม่เชื่อสายตาตนเอง ทุกคนมองไปที่เหม่ยลี่ที่ลุกขึ้นยืนช้าๆ“บอกเจ้ามารน้อยด้วยนะ ว่าข้าขอเพิ่มขนมกุ้ยฮวาเป็นสองเท่า”
เฉินอี้เริ่มขยับตัวทุกคนหันมาที่เฉินอี้ จางฝูลู่กับจินลี่หยางใจเต้นโครมครามด้วยความดีใจ
“เฉินอี้ เจ้าได้ยินหรือไม่” จินลี่หยางเรียกเขาพลางจับมือเขาเขย่าเบาๆ
เฉินอี้หายใจเข้าลึกๆทีหนึ่งและขมวดคิ้ว
“อาอี้ เป็นอันใด เจ็บตรงไหนหรือ” จางฝูลู่ถามเฉินอี้น้ำตาคลอ
เฉินอี้ลืมตาขึ้นมาดวงตาสีม่วงที่จินลี่หยางกับจางฝูลู่คิดว่าคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นมันอีกแล้ว
“เหตุใดข้ายังหิวอยู่เลย” เฉินอี้หน้าบึ้ง“เป็ดย่างเมื่อครู่คงเป็นแค่ความฝันสินะ”
ทุกคนที่อยู่ล้อมรอบเฉินอี้หัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจ
คืนนั้นลู่ฉงเยวี่ยให้จินลี่หยาง จางฝูลู่ และเฉินอี้พักอยู่ที่คฤหาสน์ของเขา
ลู่ฉงเยวี่ยให้คนจัดเตรียมสุราอาหารมาเลี้ยงทุกคนที่ออกไปช่วยกันจับคนร้ายทุกคนสังสรรค์กันอย่างเฮฮาเพราะการออกไปทำภารกิจครั้งนี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยสักคนเดียว
มีเพียงหวูเอินเท่านั้นที่ถูกจิงอี๋เหนียงใช้ดาบแทงจนตายคนร้ายคนอื่นๆ ก็ถูกจับเข้าคุกรอวันตัดสินโทษ
จินลี่หยางกับจางฝูลู่ไม่ออกไปร่วมดื่มสุรากับคนอื่นๆทั้งสองคนนั่งเฝ้าเฉินอี้ที่นอนพักผ่อนอยู่ในห้อง สีหน้าของเฉินอี้ดีขึ้นมากแล้วเรี่ยวแรงก็กลับมาไม่น้อย แต่เขาก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจากเตียง
ลู่ฉงเยวี่ยเดินนำบ่าวที่ถือสำรับเข้ามาในห้องด้วยตนเองและยิ้มให้ทั้งสามคนอย่างอารมณ์ดี
“เห็นว่าเฉินอี้อยากกินเป็ดย่าง ข้าเลยให้ในครัวจัดการมาให้เจ้าแล้วนะ”ลู่ฉงเยวี่ยยืนยิ้ม บ่าวที่ยกอาหารนำอาหารมาจัดเรียงบนโต๊ะ
มิได้มีแค่เป็ดย่างเท่านั้นยังมีขาหมูตุ๋นน้ำแดง น้ำแกงสามสหาย เต้าหู้หม่าผัว ผัดหอยเหยาจู้ เกี๊ยวกุ้งน้ำใสข้าวผัดห่อใบบัว และยังมีสุราใส่เถาอุ่นมาให้อีกหลายขวด
จินลี่หยางกับจางฝูลู่มองอาหารละลานตาบนโต๊ะก็รีบกล่าวขอบคุณลู่ฉงเยวี่ยที่อุตส่าห์สละเวลามาดูแลพวกเขาด้วยตนเอง
ลู่ฉงเยวี่ยโบกมือ“มิเป็นไรๆ ข้าสิต้องขอบคุณพวกเจ้าที่ช่วยเหลือลูกสาวของข้าและพานางหนีออกมาได้”ลู่ฉงเยวี่ยเดินไปหาเฉินอี้ที่นั่งพิงหลังอยู่บนเตียงหลังใหญ่
“โดยเฉพาะเจ้า เฉินอี้ ข้าและคนเมืองฉางผิงเป็นหนี้บุญคุณเจ้ายิ่งนัก”ลู่ฉงเยวี่ยยกมือขึ้นจะคำนับเขา เมื่อตงเปียนบอกเฉินอี้ก็สะดุ้งรีบขยับตัวออกไปเพื่อห้ามลู่ฉงเยวี่ย
“ท่านลู่ขอรับ อย่าได้ทำเช่นนี้เลย ข้ารับไม่ไหวจริงๆ”
ลู่ฉงเยวี่ยประหลาดใจเล็กน้อยที่เฉินอี้รู้ว่าเขาจะทำอันใดแต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อตอนพลบค่ำ เขาก็ไม่ประหลาดใจแล้ว
เขาเป็นคนตรวจดูอาการของเฉินอี้ด้วยตนเองและพบว่าเฉินอี้ได้สิ้นใจไปแล้ว ผ่านไปเพียงไม่นานนัก พวกของจินลี่หยางก็ตามลงมาที่เชิงเขาโดยมีเฉินอี้พูดคุยเจื้อยแจ้วกับลูกชายและลูกสาวของเขาอยู่บนหลังของจินลี่หยาง
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างยืนอึ้งกันหมดเพราะต่างก็เห็นกับตาว่าเฉินอี้ตายแล้วจริงๆ
ก่อนที่เขาจะนำบ่าวยกสำรับมาจางเหว่ยกับเจียวซินก็ได้บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เขาฟังหากมิใช่ว่าคนที่เล่าคือลูกๆ ของเขา เขาเองก็คงยากที่จะเชื่อได้
“ข้ามิได้ทำอันใด เป็นเหล่าจางที่พาแม่นางลู่ลงเขาไปอย่างปลอดภัยขอรับ”เฉินอี้กล่าวกับลู่ฉงเยวี่ย
“เอาเป็นว่า พวกเจ้ามีบุญคุณกับข้า ข้าขอขอบใจพวกเจ้ามากนะ”
“ท่านลู่เกรงใจไปแล้วขอรับ” จินลี่หยางกล่าว
“ถ้าอย่างไรพวกเจ้าก็พักอยู่ที่บ้านของข้ากันเถิดมิต้องกลับไปโรงเตี๊ยมแล้ว ถือเสียว่าเป็นน้ำใจจากข้าก็แล้วกัน”ลู่ฉงเยวี่ยยิ้มและหันไปหาเฉินอี้
“เฉินอี้ เจ้าพักผ่อนอยู่บ้านข้าให้สบายเถิดนะพรุ่งนี้ข้าจะให้หมอฝีมือดีมาดูอาการเจ้าอีกครั้ง”
“ขอบคุณท่านลู่ขอรับ” เฉินอี้ยิ้ม
ลู่ฉงเยวี่ยขอตัวกลับออกไปจางฝูลู่ตักอาหารใส่ถ้วยมาให้เฉินอี้ที่เตียง “อาอี้ กินข้าวเถิด หิวมิใช่หรือ”
“แล้วเหม่ยลี่เล่า นางเป็นเช่นไรบ้าง” เฉินอี้เอ่ยถาม
“ก็มิเห็นเป็นไรนะ ยังบอกว่าจะขอขนมเพิ่มเป็นสองเท่าและกลับออกไปตั้งแต่เมื่อใดก็มิมีใครเห็น” จางฝูลู่กล่าว เฉินอี้ได้กลิ่นอาหารตรงหน้าแต่เขาไม่นึกอยากกินเลยสักนิด
“ข้าไม่หิวแล้วล่ะ”
“ทำหน้าเช่นนี้อีกแล้ว เป็นอันใดไปอีก” จางฝูลู่มองหน้าเฉินอี้
“ข้าเป็นห่วงเหม่ยลี่” เฉินอี้กล่าวและถอนใจเบาๆ“นางมิควรเสียพลังเซียนให้ข้าเลย”
“หากนางมิเสียพลังเซียนให้เจ้า ข้าก็ต้องเสียเจ้าไปเช่นเดียวกันเจ้าเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่อาอี้” จางฝูลู่เริ่มมีน้ำเสียงไม่พอใจยิ่งเห็นเฉินอี้นิ่งเงียบไปเขาก็ยิ่งโมโห เพราะนึกถึงสิ่งที่เถ้าแก่ถังเคยกล่าวตอนอยู่ที่อารามผิงจิ้งว่าเฉินอี้อาจคิดฆ่าตัวตายอยู่
“เจ้าคิดแต่จะช่วยเหลือวิญญาณ เจ้าคิดแต่จะสงสารคนอื่น แล้วข้าเล่าเจ้าคิดถึงความรู้สึกของข้าที่เป็นเพื่อนของเจ้าบ้างหรือไม่!”
“จางฝูลู่!” จินลี่หยางเอ่ยเตือนสติเขา “มีอันใดเอาไว้ค่อยคุยกันวันหลัง ตอนนี้เฉินอี้ควรได้พักก่อน”
จางฝูลู่อารมณ์ทั้งโกรธทั้งน้อยใจที่เหมือนกับว่าเฉินอี้ไม่เห็นความสำคัญของเขาเลย
จางฝูลู่เดินหันหลังกลับไปที่โต๊ะหยิบเหล้าออกมาขวดหนึ่งและเดินออกไปจากห้อง
จินลี่หยางหันมามองเฉินอี้เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงมิได้กล่าวอันใด จึงนั่งลงที่ขอบเตียงและหันหน้ามาคุยกับเฉินอี้
“หากเจ้าไม่หิวเจ้าก็นอนเถิด พักผ่อนเยอะๆ พรุ่งนี้อะไรๆ ก็ดีขึ้นเอง”
“พี่ลี่หยางขอรับ” เฉินอี้หันมาหาจินลี่หยาง “มีคนๆ หนึ่งฝากคำพูดมาถึงท่าน”
จินลี่หยางขมวดคิ้ว“ใครหรือ?”
“เขาบอกว่า ขอให้ท่านอย่ากล่าวโทษตนเอง เรื่องที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้วล้วนแก้ไขอันใดมิได้ ขอให้ท่านปล่อยวางเรื่องของเขาและทำในสิ่งที่ใจของท่านปรารถนา”
จินลี่หยางนิ่งเงียบฟังเฉินอี้กล่าวอันใดไม่ออก เฉินอี้ล้มตัวลงนอนและดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว “พี่ลี่หยาง จินลี่หลินน้องชายของท่านเขาช่วยบอกสิ่งต่างๆให้ข้าหลายอย่างเลย”
จินลี่หยางหันขวับมามองหน้าเฉินอี้ที่นอนหลับตาและยิ้มบางๆ
“เขาน่ารักมากนะขอรับ หยกแขวนที่ท่านให้เขาอยู่กับเขาตลอดมิเคยห่างกายเขาเลย” เฉินอี้กล่าวจบก็หลับไป
จินลี่หยางนั่งมองเฉินอี้อยู่อีกครู่ใหญ่ขยับผ้าห่มให้เขาและเดินไปนั่งที่โต๊ะ
ในที่สุดเขาก็อดกลั้นไม่ได้อีกต่อไปจินลี่หยางยกมือขึ้นมาปิดหน้าและสะอื้นเงียบๆ
.............................
-- ของแถมท้ายบท--
เหม่ยลี่ปลีกตัวออกมาจากกลุ่มคนที่ล้อมรอบเฉินอี้อยู่อย่างเงียบเชียบ
นางลอยตัวอยู่เหนือยอดไม้มองลงมาที่พวกเขาโดยเฉพาะหนุ่มน้อยดวงหน้าขาวซีดคนนั้นที่เริ่มแย้มยิ้มกับคนที่อยู่รอบๆ ตัวเขาได้
เหตุใดนางต้องช่วยเขานางก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน
นางเสียพลังเซียนให้เขาไปหนึ่งส่วนจากสามส่วนของนาง
“ข้านี่ทำเรื่องโง่กว่าเจ้ามารน้อยนั่นเสียอีก”
เหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่กล่าวกับตนเอง