[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 200 หลักการมั่งคั่งจึงยิ่งใหญ่ บุตรแห่งจักรพรรดิสวรรค์อิ๋งและคนเลี้ยงม้า

    ตอนที่ 200 หลักการมั่งคั่งจึงยิ่งใหญ่ บุตรแห่งจักรพรรดิสวรรค์อิ๋งและคนเลี้ยงม้า

            ยามที่กู้เซียนเอ๋อร์เผยท่าทีที่ดูราวกับแมวขนฟูที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ กู้ฉางเกอก็กลับแสดงสีหน้าอย่างเรียบเฉยดุจสายน้ำที่มิกระเพื่อมไหว ราวกับมิได้รู้สึกประหลาดใจใดๆ

            ทว่าขณะที่กู้เซียนเอ๋อร์เตรียมพุ่งตัวเข้าใส่หมายจะเอาชีวิตเขา กู้ฉางเกอก็เพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อ ทันใดนั้นความว่างเปล่าตรงหน้าก็พลันพร่ามัว ก่อนจะกลายเป็นเส้นทางแห่งมิติอันลี้ลับ

            ความรู้สึกปั่นป่วนราวกับแผ่นฟ้ากลับตลบก็ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกราวกับโลกหมุนคว้าง ฉากเบื้องหน้าหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เทือกเขาอันยิ่งใหญ่ที่ทอดยาว สายน้ำสายใหญ่คดเคี้ยว ลำธารใสกระจ่างคล้ายกับหยกเขียวทอดกว้างสุดสายตา ก่อนจะเคลื่อนห่างออกไปอย่างรวดเร็ว

            เบื้องหลังปรากฏกลิ่นอายของกู้ฉางเกอแผ่กระจาย บัดนี้เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองได้ถูกกู้ฉางเกอโอบรอบเอวเอาไว้แน่น ขณะที่ทั้งสองพุ่งทะยานผ่านมิติอันเวิ้งว้าง

            เสียงอื้ออึงดังก้องในหัวของกู้เซียนเอ๋อร์ ความคิดพลันว่างเปล่าราวกับสูญสิ้นทุกสิ่ง แม้กระทั่งคำถามว่ากู้ฉางเกอกำลังพานางไปยังที่ใดก็ได้เลือนหายไปโดยสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่นั้นก็คือสัมผัสแห่งกลิ่นอายของเขา ซึ่งอบอุ่นดุจหยกเนื้อดี สะอาดบริสุทธิ์ดุจลำธารกลางฤดูหนาว ทั้งยังแฝงเอาไว้ด้วยความเย็นเยียบอันลุ่มลึก

            เพียงชั่วอึดใจ ความเปลี่ยนแปลงของห้วงเวลาและสรรพสิ่งก็ผันแปร สรรพเสียงรอบกายกลับกลายเป็นความจอแจของผู้คน

            เมื่อสายตาของกู้เซียนเอ๋อร์ประสานเข้ากับฉากเบื้องหน้า ทั้งสองก็ได้หลุดพ้นจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก่อนจะมาปรากฏตัวยังถนนสายหนึ่งในนครโบราณมรรคาสวรรค์ซึ่งพลุกพล่านไปด้วยผู้คน

            สองข้างทางเต็มไปด้วยเหล่าผู้ฝึกตนและสรรพชีวิตจากหลากหลายเผ่าพันธุ์ สถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าตระหง่าน อาทิ พระราชวัง หอคอย ศาลา และวิหาร ล้วนแล้วแต่ปรากฏเป็นฉากหลังอันวิจิตรตระการตา

            การปรากฏตัวของกู้ฉางเกอในยามนี้ ดุจสายฟ้าฟาดท่ามกลางนคร ผู้คนรอบข้างต่างเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงัน ก่อนจะมองดูทั้งสองราวกับภาพลวงตา ยังมิทันที่จะตั้งสติได้จากความประหลาดใจอันใหญ่หลวงนี้

            “นี่มัน… ใช่แล้ว! นั่นคือนายน้อยฉางเกอ!”

            เสียงอุทานดังขึ้นด้วยความตกตะลึงจากผู้ฝึกตนคนหนึ่ง ในชั่วพริบตา พื้นที่โดยรอบกู้ฉางเกอและกู้เซียนเอ๋อร์ก็ถูกเปิดออกเป็นเขตว่างราวกับจักรวาลแยกตัวออกไปโดยรอบ

            ตลอดช่วงเวลานี้ ชื่อเสียงและบารมีของกู้ฉางเกอก็ได้สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนอนันต์สวรรค์ แทบจะมิมีผู้ใดที่มิรู้จักเขา การปรากฏตัวของเขาในที่ใดก็ตาม ก็ย่อมนำมาซึ่งความปั่นป่วนและความเคารพนอบน้อม

            ในเวลามินาน พื้นที่แห่งนั้นก็ถูกล้อมรอบจนแน่นขนัดไปด้วยเหล่าผู้ฝึกตนและสิ่งมีชีวิตที่รีบเร่งมาด้วยข่าวคราว

            เหล่ารุ่นเยาว์ผู้โดดเด่นในยุคนี้ หลายคนต่างก็มองไปยังร่างของกู้ฉางเกอด้วยแววตาซึ่งเปี่ยมไปด้วยความนับถือ พร้อมกับเสียงกระซิบเบาๆ ว่า

            “นี่หรือคือนายน้อยฉางเกอ คาดมิถึงเลยว่าวันนี้จะได้พบเห็นตัวจริง!”

            “หญิงสาวที่อยู่ข้างนายน้อยฉางเกอนั้นคือญาติผู้น้องของเขาอย่างนั้นหรือ นางช่างงดงามและมีเสน่ห์ล้ำลึก เกรงว่าในอนาคตจะต้องเป็นหญิงงามผู้ทำให้แผ่นดินปั่นป่วนเป็นแน่!”

            แววตาของสาวน้อยมากมายล้วนถูกดึงดูดไปยังความงามอันแปลกตาของกู้เซียนเอ๋อร์ บางคนถึงกับแสดงออกถึงความอิจฉาอย่างชัดเจน

            “มัวแต่เหม่ออันใดอยู่”

            น้ำเสียงอันเย็นเยียบของกู้ฉางเกอดังขึ้น โดยที่มิสนใจผู้คนรอบข้าง ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์สะดุ้งและหลุดออกจากภวังค์ในทันที

            นางมองไปรอบๆ ด้วยความสับสนเล็กน้อย พลางเอ่ยถาม

            “เจ้าพาข้ามายังที่แห่งนี้ด้วยเหตุอันใด”

            บริเวณโดยรอบดูเหมือนกับตลาดธรรมดาๆ ในนครโบราณที่พบเห็นได้ทั่วไป มิมีสิ่งใดที่พิเศษ นางมิอาจจะเข้าใจในจุดประสงค์ของกู้ฉางเกอได้

            “แล้วเจ้าคิดเห็นอย่างไรเล่า ดูเจ้าเถิด ทั้งร่างล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความยากไร้”

            กู้ฉางเกอกวาดตามองนางเพียงครั้งเดียว ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา

            “จะสวมชุดกระโปรงสีเขียวชุดเดียวนี้ไปชั่วชีวิตหรืออย่างไร หากกลับไปถึงตระกูล เจ้าก็คงทำให้ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงของข้าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปจนหมดสิ้น”

            แม้เขาจะปล่อยให้กู้เซียนเอ๋อร์รอคอยอยู่นาน ทว่าก็คิดว่าคงจะถึงเวลาที่นางจะได้สัมผัสถึงความเอื้อเฟื้อที่เขามีต่อนางแล้ว

            กู้ฉางเกอคิดการณ์ไกลยิ่งนัก เขารู้ดีว่าคนอย่างกู้เซียนเอ๋อร์ที่ซื่อจนดูน่าขันนั้น มิอาจจะรังแกได้อยู่ร่ำไป เขาจำต้องมอบรสชาติแห่งความโปรดปรานให้นางได้ลิ้มลองบ้าง

            หากมิเช่นนั้น เขาก็คงจะมิต้องเสียเวลาพานางมายังสถานที่ธรรมดาๆ เช่นนี้ด้วยตนเอง

            ต้องบอกว่าวิธีการเช่นนี้ช่างคล้ายกับในชาติภพก่อนยิ่ง สำหรับคนอย่างกู้เซียนเอ๋อร์ที่มีนิสัยรักความมั่งคั่งติดตัวอยู่แล้ว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะให้ได้ตระหนักรู้เสียบ้างว่าความมั่งคั่งล้นฟ้าคือสิ่งใด

            ผู้มีทรัพย์สินนั้นย่อมเป็นใหญ่

            โชคดีที่กู้ฉางเกอมีทรัพย์สมบัติที่สะสมอยู่มากมายจนน่าตกตะลึง มิว่าผู้ใดก็มิอาจจะเปรียบเทียบกับเขาได้

            “เจ้านั่นแหละที่ไร้ฐานะ...” เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ก็พลันรู้สึกมิพอใจขึ้นมาเล็กน้อย
    หากจะรอฟังคำพูดดีๆ จากปากของกู้ฉางเกอนั้น ก็ช่างเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก

            นางไร้ฐานะตรงไหนกัน

            หรือจะหมายความว่านางสวมชุดเดิมไปทั้งชีวิต

            คำพูดนี้ดูเหมือนจะแทงใจดำของนางเข้าอย่างจัง นางเพียงแต่ชื่นชอบเสื้อผ้าสีเขียวเท่านั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะเป็นเช่นคำกล่าวของเขา นางเองยังดูแลตัวเองอย่างสะอาดสะอ้าน ตัวหอมอบอวลไปทั้งกาย

            “มิได้! โอกาสที่จะให้กู้ฉางเกอต้องเสียทรัพย์นั้นหาได้ยากยิ่ง เราจะปล่อยให้หลุดมือไปมิได้เด็ดขาด!”

            กู้เซียนเอ๋อร์ครุ่นคิดกับตนเอง พร้อมทั้งด่าทอกู้ฉางเกอในใจเสียยกใหญ่ ก่อนจะรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง

            กู้ฉางเกอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับมิได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ บนใบหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์

            จากนั้น เขาก็ได้เริ่มพากู้เซียนเอ๋อร์ไปยังอาคารหอสูงศักดิ์ต่างๆ ราวกับย้อนกลับไปยังอดีต ทุกหนแห่งที่พานางไปก็ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่นางมิอาจจะเข้าใกล้ได้ในยามปกติ

            นางแทบจะกัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด เพราะรู้ว่ากู้ฉางเกอตั้งใจจะโอ้อวดความมั่งคั่ง ทว่าถึงอย่างนั้น นางก็อดจะชื่นชมมิได้!

            มิว่าจะเป็นบัตรม่วงทองคำของสหพันธ์การค้าหมื่นวิถี หรือตราประทับเฉพาะแห่งสำนักโอสถยอดวิถี…

            มิว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายอันศักดิ์สิทธิ์ อาวุธวิเศษ คัมภีร์โบราณ จนถึงโอสถอันล้ำค่า หากกู้เซียนเอ๋อร์เพียงแสดงความสนใจ กู้ฉางเกอก็จะตอบรับคำเดียวว่า “ซื้อ” โดยที่มิลังเลแม้แต่น้อย

            ท่าทีเช่นนี้ทำให้นางอดมิได้ที่จะสงสัยว่า กู้ฉางเกออาจจะรู้สึกผิดจริงๆ และตั้งใจจะชดเชยให้แก่นาง

            ด้วยความคิดที่ว่าจะต้องทำให้เขาเสียทรัพย์จนถึงที่สุด กู้เซียนเอ๋อร์จึงเริ่มเลือกซื้อสิ่งของมิหยุด จนสุดท้ายมือเล็กๆ ของนางก็เริ่มสั่นไหว

            นางเริ่มที่จะตระหนักได้ว่า ความมั่งคั่งของเขานั้นช่างไร้ขีดจำกัดนัก และสิ่งที่กู้ฉางเกอใช้จ่ายไปนั้น ก็ยังมิถึงเศษเสี้ยวของทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาเสียด้วยซ้ำ!

            ดวงตาของกู้เซียนเอ๋อร์ฉายแววอิจฉาจนแทบจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว นางอยากจะปล้นเขาให้สิ้นเนื้อประดาตัวไปเสียเดี๋ยวนั้น

            ชุดกระโปรงเซียนซึ่งปักด้วยวัสดุอันเลิศล้ำจากสวรรค์หลากหลายชนิดนั้นงดงามประหนึ่งแสงดาราทอประกายระยิบระยับอยู่บนเก้าชั้นฟ้า อาภรณ์นี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าที่แทบจะประเมินราคามิได้

            เป็นที่ลือกันว่าเป็นมรดกตกทอดจากมหายุทธ์หญิงในยุคบรรพกาล ทว่าด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วและใช้งานได้เพียงเพื่อความงามเท่านั้น จึงไร้ผู้ใดที่สนใจจะซื้อ

            ทว่ากู้ฉางเกอเพียงสังเกตเห็นสายตาที่ฉายแววความต้องการของนาง เขาก็รีบซื้อโดยที่มิลังเลแม้แต่น้อย ท่าทางของผู้มั่งคั่งเช่นนี้ ทำให้นางถึงกับกลั้นลมหายใจมิอยู่

            จนกระทั่งบัดนี้ นางก็เริ่มเข้าใจถึงเจตนาอันร้ายลึกของกู้ฉางเกอ ในภายภาคหน้า นางคงมิอาจจะกลับไปประหยัดมัธยัสถ์เช่นเดิมได้อีกแล้ว

            นางจะต้องขัดสนเงินทองอย่างแน่นอน หรือไม่ก็กลับไปทำเรื่องลับๆ เช่นในอดีต หรือไม่ก็ต้องเกาะกู้ฉางเกอไว้ให้แน่นยิ่งขึ้น เพราะเมื่อได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะแล้ว ผู้ใดเล่าจะหวนกลับไปกินเศษอาหารอีกได้

            เจ้าคนเจ้าเล่ห์นี่เลวร้ายยิ่งนัก! คิดบัญชีแค้นกับนางถึงเพียงนี้หรือ!

            “กู้ฉางเกอ เจ้านี่มันต่ำช้ายิ่งนัก…” กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวขึ้นอย่างอดกลั้นมิอยู่ ดวงหน้างามแสดงความเดือดดาลออกมาอย่างชัดเจน

            กู้ฉางเกอมิคาดคิดว่าสตรีน้อยผู้นี้จะสามารถล่วงรู้ถึงเจตนาแอบแฝงของเขาได้ ดูเหมือนว่าสมองของนางจะยังมิมึนงงไปเสียทีเดียว

            “เช่นนั้น เจ้าก็จงคืนของที่ซื้อไปให้ข้าเสียสิ” เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเรียบเฉย

            “มิมีวัน!” กู้เซียนเอ๋อร์รีบจ้องเขาตาขวาง หวังจะได้ของที่อยู่ในมือนางกลับคืนไปหรือ

            ฝันไปเถิด!

            ยิ่งไปกว่านั้น ของเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นางใช้ความสามารถของตนซื้อมา แล้วมีเหตุอันใดจะต้องคืนให้เขาด้วยเล่า

            …

            ในขณะเดียวกัน ณ ตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง ซึ่งเป็นราชวงศ์โบราณแห่งยุคดึกดำบรรพ์

            กลุ่มตำหนักและอาคารต่างๆ ตั้งเรียงรายอย่างงดงามวิจิตร บรรยากาศเปี่ยมไปด้วยความยิ่งใหญ่โอฬาร

            บริเวณด้านข้างของคอกม้าที่ดูเรียบง่ายหลังหนึ่ง มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์ธรรมดาสามัญ ใบหน้าอ่อนเยาว์เจือด้วยความสดใสและขาวสะอาด

            เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับคืนมา

            “เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้”

            เด็กหนุ่มพึมพำเบาๆ กับตนเอง สีหน้าฉายแววงุนงงอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็ยกมือขึ้นกุมศีรษะที่กำลังปวดร้าวราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

            เจ็บ!

            เจ็บเหลือเกิน!

            เจ็บจนแทบจะทานทนมิไหว!

            ภาพความทรงจำมากมายกระจัดกระจายราวกับเป็นเศษกระจกแตก ทว่ากลับเริ่มรวมตัวกันเป็นรูปเป็นร่างทีละน้อย

            ผ่านไปเนิ่นนาน เด็กหนุ่มลืมตากว้างจ้องมองไปรอบด้าน บรรยากาศแปลกตาตรงหน้ายิ่งทำให้เขาตื่นตระหนก

            ก่อนหน้านี้เขายังฝึกฝนวิชาอยู่ในมหาตำหนักแห่งจักรพรรดิ ทว่าเพียงชั่วพริบตา ทุกอย่างก็กลับมืดมิดลง… เมื่อฟื้นคืนสติอีกครั้ง เขาก็กลับกลายมาเป็นเด็กรับใช้ในคอกม้า ผู้ที่มีหน้าที่ทำความสะอาดและให้อาหารอาชาสวรรค์

            “เหตุใดข้าจึงกลายเป็นเด็กรับใช้ไปได้ แม้แต่ใบหน้านี้ก็มิใช่ของข้า สิ่งเดียวที่ยังเป็นของข้าอยู่ ก็มีเพียงแต่ความทรงจำเท่านั้น…”

            ดวงตาของเด็กหนุ่มเปี่ยมไปด้วยความตกตะลึง ผสมปนเประหว่างความขมขื่น มิยินยอม และยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

            เขาพึมพำถามกับตนเอง คล้ายกับยังหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงความฝันอันเหลวไหล

            “หรือว่าผู้อาวุโสท่านใดกำลังล้อข้าเล่นอยู่ บิดาของข้าคือจักรพรรดิสวรรค์อิ๋ง...” เสียงของเด็กหนุ่มดังกังวาน ใบหน้านั้นเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยวาจาต่อความเวิ้งว้างเบื้องหน้า

            แม้หน้าตาของเขาจะแลดูธรรมดา หากทว่ากลับแฝงเอาไว้ด้วยอำนาจอันข่มขวัญที่ยากจะต้านทาน ซึ่งเป็นพลังอันน่าเกรงขามที่มีเพียงผู้ยิ่งใหญ่ในตำแหน่งอันสูงส่งเท่านั้นจึงจะมีได้

            ทว่าเมื่อคำพูดของเขาจบลง บริเวณอันว่างเปล่าตรงหน้าก็ยังคงเงียบงันราวกับไร้ชีวิต มิมีสิ่งใดตอบสนอง นอกจากเสียงลมหายใจของตนเองและความเงียบงันที่แทรกผ่านม้าศึกในคอกเบื้องหลัง

            วาจาของเขา มิมีผลใดๆ ทั้งสิ้น

            “เหตุใดข้าถึงได้กลายมาเป็นอีกคนหนึ่งได้ ข้ากลับมิรู้อันใดเกี่ยวกับตัวตนของเขาเลยแม้แต่น้อย! เช่นนี้มันเป็นวิชาอันใดกันแน่”

            สีหน้าของเด็กหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นยิ่งทวีความขุ่นมัว เขากำหมัดแน่นราวกับอยากจะระบายความคับข้องใจ

            “หรือว่าจิตวิญญาณของข้าได้ถูกแลกเปลี่ยนกับวิญญาณของบ่าวผู้นี้ เขาได้กลายมาเป็นข้า และตัวข้าก็เปลี่ยนไปเป็นเขาอย่างนั้นหรือ” เสียงของเขาเริ่มสงบลง ก่อนจะครุ่นคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

            ยิ่งคิดก็ยิ่งมิสบายใจ ความโกรธแค้นพลันปะทุขึ้นในใจ

            เขามิอาจจะเข้าใจได้เลยว่า นี่เป็นเรื่องอันใดกันแน่ เหตุใดวิญญาณสองดวงจึงถูกสับเปลี่ยนที่กันโดยที่มิมีลางบอกเหตุ

            แม้แต่ในยุคที่บิดาของเขาเรืองอำนาจเป็นที่ยอมรับของหมื่นเผ่าพันธุ์ ก็มิเคยมีผู้ใดที่ได้ครอบครองเคล็ดวิชาแห่งชะตาลิขิตเช่นนี้

            เขาเป็นถึงบุตรของจักรพรรดิสวรรค์อิ๋ง พรสวรรค์ของเขานั้นย่อมเหนือกว่าผู้คนในยุคสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง ยากที่จะหาผู้ใดมาต่อกรได้

            ทว่าเมื่อบิดาเห็นว่าการบรรลุมรรคาในยุคนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อช่วงเวลาในอนาคต จึงได้ผนึกเขาเอาไว้ในห้วงแห่งกาลเวลามิให้สูญเปล่า มาจนกระทั่งถึงบัดนี้

            เขาใช้ชีวิตฝึกฝนอยู่ในตำหนักจักรพรรดิสวรรค์มาโดยตลอด มิเคยก้าวออกไปแม้แต่เพียงครึ่งก้าว อีกทั้งยังมิเคยประสบกับศัตรูใดๆ แล้วไฉนจึงต้องมาประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่แม้แต่ภูตผีปีศาจก็ยังมิอาจจะอธิบายได้เช่นนี้

            “หรือว่านี่จะเป็นฝีมือของศัตรูที่พ่ายแพ้ให้แก่บิดาของข้าในอดีต” เด็กหนุ่มกล่าวออกมาด้วยความเจ็บแค้นเกินกว่าจะทานทน เขาคือผู้สูงศักดิ์แห่งสายโลหิตราชันย์ ผู้มีฐานะและสายโลหิตล้ำเลิศจนมิมีผู้ใดจะเทียบเคียงได้ในใต้หล้า

            เพียงแค่เขาปรากฏตัว โลกนี้ก็จักต้องสยบแทบเท้า เหล่าชนเผ่าต่างๆ ในยุคบรรพกาลก็ล้วนแล้วแต่ต้องยอมศิโรราบให้แก่เขา เขาก่อร่างสร้างตำนานที่มิมีผู้ใดกล้าท้าทายมาก่อน

            ทว่าในตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับถูกช่วงชิงไปจนหมดสิ้น ชีวิตที่สูงส่งพลันร่วงหล่นกลายมาเป็นเพียงเด็กเลี้ยงม้าผู้ต่ำต้อยในคอกม้าแห่งนี้ เขาจะยอมรับได้อย่างไร

            “อย่าให้ข้ารู้ว่าเป็นเจ้าสารเลวหน้าไหนที่บังอาจมาแย่งชิงทุกสิ่งไปจากข้า!” แววตาของเขาเย็นเยียบดั่งคมมีด น้ำเสียงแฝงเอาไว้ด้วยความเดือดดาลอย่างลึกสุดหยั่ง

            ขณะที่เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยถ้อยคำกับตนเองนั้น เสียงดังแว่วของสาวใช้นางหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากหน้าคอกม้า

            “ฉู่ฝาน ยังมิได้ให้อาหารม้าสวรรค์ของคุณหนูหรือ คุณหนูเตรียมตัวจะออกเดินทางไปยังงานเลี้ยงวันเกิดของมารดาของท่านกู้ฉางเกอที่ตระกูลกู้แห่งชีวิตยืนยงแล้ว เจ้าอย่าได้ทำให้เรื่องใหญ่ของคุณหนูล่าช้าเชียว!”

            เมื่อได้ยินคำนี้ เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าฉู่ฝานก็กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขามิใช่ฉู่ฝาน นามของเขานั้นคืออิ๋งซวง! ทว่าบัดนี้ เขาจำต้องแบกรับตัวตนใหม่นี้ต่อไป

            ณ ที่ห่างไกลออกไปสุดขอบฟ้า ท่ามกลางความเวิ้งว้างแห่งมิติอันไร้ที่สิ้นสุด

            ในตำหนักอันงดงามเรืองรอง โอบล้อมด้วยสัญลักษณ์เทพอันลึกลับที่ลอยวนอยู่กลางสายหมอกแห่งความโกลาหล

            เด็กหนุ่มผู้หนึ่งลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว เขามีใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับภาพสลักในห้วงฝัน อาภรณ์ห้าสีพลิ้วสะบัดดุจดั่งเซียนท่องเมฆา

            “ข้า… ข้าได้กลายมาเป็นโอรสของจักรพรรดิสวรรค์อิ๋งแล้วอย่างนั้นหรือ”

            ดวงตาของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดีอย่างสุดประมาณ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน เสียงที่เปล่งออกมาช่างเต็มไปด้วยอารมณ์อันแสนล้นพ้น ราวกับถูกสวรรค์ประทานโชคลาภอันใหญ่หลวงเกินกว่าจะจินตนาการลงมาให้

            เพียงชั่วขณะ เด็กหนุ่มถึงกับรู้สึกราวกับสมองกลายเป็นความว่างเปล่า มิอาจจะรับมือกับความปิติอันท่วมท้นนี้ได้

            ก่อนหน้านี้ เขาเป็นเพียงเด็กเลี้ยงม้าธรรมดาผู้หนึ่ง ไร้ซึ่งบิดาและมารดา เติบโตขึ้นภายใต้การอุปการะของคุณหนูอิ่นเหมย นางได้มอบความเมตตา มอบเคล็ดวิชาให้แก่เขา ชีวิตของเขาจึงได้มีโอกาสก้าวสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝน มิเช่นนั้นแล้ว ร่างของเขาก็คงจะต้องถูกฝังกลบเอาไว้ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งในโลกนี้โดยไร้ซึ่งร่องรอยไปนานแล้ว!

            “ข้าคือบุตรแห่งองค์จักรพรรดิสวรรค์อิ๋ง สายโลหิตแห่งราชวงศ์โบราณผู้สูงศักดิ์...”

            ในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความปิติยินดีและความลิงโลด อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวและพรสวรรค์ที่สถิตอยู่ในร่างนี้ แม้จะไร้ซึ่งความทรงจำใดๆ ทว่าเรื่องนั้นก็หาได้สำคัญไม่!

            เพียงแค่เขารอบคอบและระมัดระวังสักนิด ก็ย่อมจะมิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงความผิดปกติของเขาได้!

            เมื่อคิดถึงจุดนี้ ฉู่ฝานก็พลันหัวเราะออกมาด้วยความยินดีอยู่ในใจ ทว่ามิใช่สิ ตอนนี้เขาคืออิ๋งซวง!

            เขามิใส่ใจเลยว่าเหตุใดจึงตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองกลายมาเป็นบุตรแห่งองค์จักรพรรดิสวรรค์อิ๋ง ผู้ฝึกฝนอยู่ภายในตำหนักจักรพรรดิสวรรค์ เรื่องเช่นนี้ มิจำเป็นจะต้องใส่ใจเลยสักนิด

            บัดนี้… เขาได้มาแทนที่บุตรแห่งองค์จักรพรรดิคนก่อนอย่างสมบูรณ์แล้ว

            เขาคือโอรสแห่งสวรรค์!

            “อิ่นเหมย… เจ้าจะเป็นของข้า...”

            ในห้วงเวลานั้น แววตาของเขาก็ปรากฏประกายของสิ่งที่มิเคยมีมาก่อน มันคือความทะเยอทะยานและความปรารถนาแห่งการครอบครอง!

            …

            เวลาครึ่งเดือนได้ล่วงเลยผ่านไปเพียงชั่วพริบตา

            ข่าวการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเกิดประมุขสตรีของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแดนสวรรค์และทุกสำนักมรรคา

            ในช่วงเวลานี้ แทบจะทุกขุมกำลังอำนาจก็ได้ต่างส่งยอดฝีมือออกเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญแสดงความยินดี

            นอกเขตแดนของตระกูลกู้ บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยความคึกคักอย่างหาใดเปรียบ ทุกวันจะเห็นเรือรบโบราณ รถทรงศึก องค์เทพศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนผ่านพร้อมกับเสียงอันกึกก้อง รังสีอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายดั่งสายฟ้า แสงสีเจิดจ้าทอประกายงดงาม

            เรือบินหยกขาวใหญ่โตดุจขุนเขา เรือรบขนาดมหึมาดุจดารากลางฟากฟ้า รายล้อมด้วยกลิ่นอายเซียน รังสีแห่งมรรคา ที่ล้วนแล้วแต่มาจากสำนักต่างๆ ทั้งทั่วหล้า ผู้ใดก็ตามที่ได้รับเทียบเชิญจากตระกูลกู้ ก็มิมีผู้ใดกล้าที่จะปฏิเสธ ส่วนผู้ที่มิมีคุณสมบัติเพียงพอแม้แต่จะก้าวเข้าสู่เขตแดนของตระกูล ก็ยังส่งผู้แทนมามอบของขวัญเพื่อแสดงถึงน้ำใจ แม้มิอาจจะย่างกรายเข้าสู่ธรณีภูผา ทว่าการฝากของขวัญเอาไว้ ก็ยังถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงส่ง

            ภายในช่วงเวลานี้เอง บริเวณเกาะนอกแห่งธรณีภูผาของตระกูลกู้ สายธารแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวอยู่ขวักไขว่ ราวกับเทศกาลแห่งสรวงสวรรค์ เกาะศักดิ์สิทธิ์อันใหญ่โตลอยละล่อง แสงสีอันเรืองรอง รัศมีแห่งโชคลาภนับหมื่นแผ่กระจาย พลังวิญญาณหนาทึบ สายหมอกเซียนหนุนเนื่องประหนึ่งมหาสมุทร

            ในเขตประตูภูผา

            สัตว์อสูรแห่งยุคโบราณตัวใหญ่ยักษ์เดินไปมา รัศมีโลหิตเปี่ยมล้นท่วมท้นฟ้า ทว่ากลับถูกใช้เป็นแรงงานลากสิ่งของ

            “ทูตแห่งตระกูลแรดทองยุคบรรพกาลมาถึงแล้ว! ถวายเขาแรดทองบรรพกาลหนึ่งคู่!”

            “ขอมอบโอสถเซียนเฉียนหยวนเก้าสิบเม็ด!”

            “น้ำพุแห่งยุคหมื่นกาล สามล้านชั่ง!”

            …

            ท่ามกลางบรรยากาศของความยิ่งใหญ่ บรรดาผู้มาเยือนต่างยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้าธรณีภูผาของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง พร้อมกับเปล่งวาจาแสดงความยินดีและนำของขวัญอันล้ำค่ามาถวายอย่างมิขาดสาย

            “เขาแรดทองแห่งยุคบรรพกาลหนึ่งคู่อย่างนั้นหรือ สิ่งนี้ถือเป็นวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์สำหรับการหลอมสมบัติลับ ในยุคสมัยนี้ก็คงจะหามิได้อีกแล้วกระมัง” ผู้อาวุโสแห่งสำนักใหญ่ที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงก็กล่าวขึ้นด้วยความอัศจรรย์ใจ

            เบื้องหลังของเขามีเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ที่ติดตามมา พวกเขาต่างทอดมองทิวทัศน์อันอลังการของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงเป็นครั้งแรกด้วยดวงตาเปล่งประกายแห่งความตื่นตะลึง

            “เขาแรดทองแห่งยุคบรรพกาล สำหรับพวกเรานั้น ถือว่าเป็นของล้ำค่าอันดับหนึ่ง ทว่าในสายตาของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงกลับเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า เกรงว่าหากนำไปแขวนไว้ในหอสมบัติก็ยังจะถูกมองว่ารกตา”

            “ทว่า... น้ำพุแห่งยุคหมื่นกาลจากใจกลางทะเลสาบน้ำแข็งหล่นจันทรา ณ ทิศเหนือสุดของดินแดนอนันต์สวรรค์ หนึ่งหมื่นปีจึงจะเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสายธาร และมีปริมาณเพียงมิถึงครึ่งจินเท่านั้น”

            “ข้าก็ได้ยินมาว่า… นายน้อยตระกูลกู้โปรดดื่มชา ตระกูลแรดทองนี้ก็คงจะวางแผนมาเป็นอย่างดี”

            เหล่าผู้มอบของขวัญทั้งหลายต่างถกกันด้วยความอัศจรรย์ใจต่อของล้ำค่าเหล่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่พวกเขานำมามอบแล้ว ก็มิต่างจากของซึ่งไร้ราคานัก

            ทันใดนั้นเอง

            เสียงร้องก้องกังวานของวิหคเพลิงดังสะท้านฟ้าจากฟากฟ้าในทางทิศตะวันออก พาให้ทุกสายตาเงยขึ้นมอง ก็เห็นเทพหงส์ศักดิ์สิทธิ์สีดำเก้าตัวกำลังลากเกี้ยวอันวิจิตร ลอยลิ่วจากท้องฟ้าสูงสู่ส่วนลึกของดินแดนแห่งนี้ โดยที่มิมีผู้ใดขวางกั้น

            บรรดาผู้มาเยือนต่างตกตะลึงจนดวงตาเบิกกว้าง

            “นี่เป็นผู้ใดกัน ถึงได้กล้าเคลื่อนไหวเช่นนี้ในตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงได้”

            “มิหนำซ้ำยังบุกล้ำเข้ามาโดยที่มิสนใจผู้ใดเลยเช่นนี้! ช่างไร้มารยาทสิ้นดี!”

            “แล้วยังมิมีผู้ใดกล้าขัดขวางเสียด้วย”

            เหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์จากดินแดนอันห่างไกลต่างตกตะลึงจนกล่าววาจาออกมาโดยมิรู้ตัว

            แต่แล้ว สมาชิกในตระกูลกู้ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่นำทางก็ยิ้มแย้ม ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน

            “นั่นคือเกี้ยวขององค์หญิงเยวี่ยหมิงคง พระนางคือว่าที่นายหญิงของตระกูลเรา...”

            เมื่อคำพูดนี้จบลง ทุกคนก็พลันเข้าใจในทันที

            เหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์หลายคนที่เคยได้ยินนามของเยวี่ยหมิงคง ต่างก็เผยแววตาชื่นชม ทว่าในที่สุดก็ทอดถอนหายใจด้วยความเสียดาย

            นามของเยวี่ยหมิงคงนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหล้า ทว่าบัดนี้ดอกไม้ล้ำค่านั้นกลับได้ถูกจองเอาไว้แล้ว ความนับถือในใจก็พลันกลายเป็นความโศกเศร้าระคนชื่นชม

            เกี้ยวขององค์หญิงที่แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่สะท้านฟ้านั้นห่อหุ้มไปรอบบริเวณ เหล่าผู้คนจากสำนักมรรคาสูงสุดและสำนักใหญ่น้อย ต่างก็เร่งรุดเข้าไปยังเกาะลึกด้านใน

            เบื้องล่าง ท่ามกลางเกาะเทพที่ลอยเด่น มีหมอกสายรุ้งและแสงสีทองพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ท่วงทำนองแห่งเซียนขับขานดังก้องประหนึ่งมรรคาแห่งสวรรค์ รังสรรค์บรรยากาศอันน่าเกรงขาม

            สะพานเทพที่ทอดปรากฏขึ้น ราวกับชโลมเอาไว้ด้วยสายฝนอันโปรยปรายเรืองรอง เสียงมรรคาดังกังวานแผ่วเบา สะท้อนถึงความลึกซึ้งแห่งหลักมรรคาอันเร้นลับ

            “เชิญเหล่าผู้มาเยือนทุกท่าน!”

            เหล่าผู้คนแห่งตระกูลกู้หลายคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะกล่าวบอกด้วยท่าทีเชื้อเชิญอย่างอ่อนน้อม

            “ความลึกล้ำของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนี้ ช่างมิอาจจะประเมินได้เลยจริงๆ”

            “บรรยากาศเช่นนี้ นับว่าเก่าแก่เสียยิ่งกว่าตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยงของข้าเสียอีก”

            หวังจื่อจินผู้แต่งกายด้วยอาภรณ์บุรุษ พร้อมกับซิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกาย เดินเคียงข้างมากับเหล่าผู้มาเยือนจากตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง นางเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางพลางทอดมองรอบกาย

            มินาน เหล่าผู้มาเยือนที่มาถึงก่อนต่างก็ก้าวเข้าสู่สะพานเทพที่ทอดยาวประดุจไร้จุดสิ้นสุด แสงสว่างอันเจิดจรัสเบื้องล่างราวกับข้ามผ่านห้วงอากาศ ก่อนจะไปถึงปลายทาง

            เบื้องหน้าคือแผ่นดินอันบริสุทธิ์

            หมอกเมฆโปรยปรายล่องละลอยในอากาศอย่างสูงส่ง ท่ามกลางหมู่เมฆอันเลือนราง ก็เห็นเงาของพระราชวังอันใหญ่โตที่ตั้งตระหง่านอยู่เรียงราย

            ปุยเมฆขาวโพลน ม่านหมอกแห่งเซียนเลือนรางบดบังสายตา ยิ่งทำให้พระราชวังเหล่านั้นดูยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเอื้อมถึง

            หน้าพระราชวังนั้น กู้ฉางเกอที่กลับมายังตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงกำลังยืนอยู่ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลทิน อีกทั้งยังเปี่ยมล้นไปด้วยความสง่างามเหนือโลกีย์

            เขาเผยรอยยิ้มบาง ก่อนจะกล่าวทักทายบรรดาคนรุ่นเยาว์ด้วยความละมุนละม่อม

            “ศิษย์มรรคากู้! เราได้พบกันอีกแล้ว!” เมื่อเห็นดังนั้น หวังจื่อจินก็ก้าวขึ้นไปข้างหน้า พลางยิ้มกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน