หลังจากการจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย การเดินทางไปอารามพฤกษา์เริ่มต้นในเวลาต่อมา
ก่อนออกเดินทางดร๊อกป้ารู้สึกคาดหวังกับการเดินทางกับผู้ควบคุมธาตุ แต่ก็ผิดหวังอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นผู้ควบคุมปฐีกลบฝังเรือที่เหมือนใบไม้ขนาดใหญ่ไว้เฉยๆ และเดินด้วยสองขาเหมือนคนธรรมดา
อารามห่างจากพื้นที่ตรงนี้อีกหลายสิบกิโลเมตร แม้จะมีพฤกษา์เป็เครื่องนำทาง แต่คนปกติก็ไม่มีวันเดินไปถึงที่นั่นได้ตลอด่ชีวิต เพราะมีอำนาจบางอย่างคอยปิดกั้นผู้คนธรรมดาเอาไว้อยู่
ดร๊อกป้าสังเกตว่ากลุ่มศิษย์ในชุดสีเขียวอ่อนเดินแบ่งกลุ่มเป็สามกลุ่ม แม้จะเดินด้วยกันแต่ก็เว้นระยะห่างกันอย่างชัดเจน
ส่วนพวกเขาทั้งสองก็เดินตามกลุ่มฮเยห่างๆ
พอมองไปชายหนุ่มผมขาวนั้น..ก็พบว่ากำลังวุ่นวายกับชุดชั่วคราวที่กำลังสวมใส่อยู่
ชุดชั่วคราวนั้น ถูกผู้ควบคุมธาตุสร้างขึ้นให้มีความเหนียวแน่นเป็พิเศษเพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มผมขาวทำลาย อย่างน้อยด้วยแรงของมนุษย์ธรรมดาก็ยากจะทำลายมัน
เมื่อเดินไปได้ครึ่งค่อนวัน ดร๊อกป้าก็ยังพบว่าชายหนุ่มผมขาวยังคงสนใจแต่การขยับชุดไปมา แม้ชุดชั่วคราวนี้จะไม่ขยับเลยก็ตาม
“อึดอัดเหรอ?” ดร๊อกป้าถาม
ชายหนุ่มผมขาวพยักหน้า สีหน้ายังคงนิ่ง
“ไม่ได้ ถึงจะอึดอัดก็ต้องอดทน เ้าดูคนพวกนั้นร่วมถึงข้าสิ พวกเราล้วนใส่ชุดเหมือนกันตลอดเวลา เพราะคนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าจะถูกมองว่าเป็คนประหลาด” ดร๊อกป้ากล่าว เมื่อนึกถึงการพบเจอชายหนุ่มที่แก้ผ้ามาั้แ่แรกเจอ เขาก็เปลี่ยนคำพูดหน่อย “แน่นอนถ้าอยู่กันแค่ไม่กี่คนเ้าอาจแก้ผ้าโป๊เปลือยได้ แต่กับคนกลุ่มใหญ่เ้าต้องระวังเื่นั้น ตอนนี้ชุดชั่วคราวอาจไม่ดี แต่ถ้าไปถึงอารามจะมีชุดใหม่ที่สบายกว่านี้มาให้เ้าเปลี่ยนแน่”
‘อดทน?’ ชายหนุ่มผมขาวไม่เข้าใจ เขาไม่ได้รู้สึกสนใจอยู่แล้วว่าจะถูกมองเป็ยังไง
‘แต่คนปกติใส่เสื้อผ้าตลอดเวลาเลยสินะ’ ชายหนุ่มผมขาวครุ่นคิด ก่อนจะเลิกยุ่งวุ่นวายกับการถอดชุดนี้ออก
งั้นเขาก็จะอดทนกับการใส่มันตลอดเวลา
แล้วเสียง “ปุ้ง” ก็ดังขึ้น...จากบั้นท้ายของเขา
ราวกับเวลาทั้งหมดหยุดนิ่งลง ทุกคนหยุดเดินและหันหน้ามามองชายหนุ่มผมขาว
“ปุ้ง” “ปุ้ง” “ปุ้ง” แต่ทุกคนก็ยังพบว่าเสียงนั้นยังคงดังขึ้นอีกหลายครั้ง
ส่วนเ้าตัวเ้าของเสียงนั้นก็ยังคงเดินนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย
“เสียงนั่น…ไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดใช่ไหม?” เสียงหนึ่งในกลุ่มศิษย์เอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ เพราะชุดเถาวัลย์นั้นมันมิดชิดเกินไป
แต่เมื่อชายหนุ่มผมขาวเดินผ่านเหล่าศิษย์ที่กำลังยืนอึ้ง คนรอบข้างก็เริ่มยกมือปิดจมูกด้วยสีหน้ารังเกียจ
“อย่าเข้าไปใกล้เขา! เขาอึแตก!”
“โธ่เว้ย! โคตรเหม็น”
“…?” เสียงด่าทอต่างๆ ทำให้ชายหนุ่มผมขาวหยุดชะงักลง เขาหันหน้าไปมองทุกคน และจบลงด้วยการมองไปดร๊อกป้า
ตอนนั้นดร๊อกป้าทั้งปวดหัวทั้งตกตะลึง
“ฝากเ้าจัดการเขาด้วย ตอนนี้พวกเราจะพักพอดี เพราะท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว” หัวหน้าศิษย์ฮเยกล่าวกับดร๊อกอย่างทำอะไรไม่ค่อยถูก และปิดจมูก นาทีนี้เธอเริ่มมั่นใจแล้วว่าชายหนุ่มผมขาวสูญเสียความทรงจำจริง คนที่ถ่ายของเสียต่อหน้าต่อตาคนหมู่มากด้วยสีหน้าเรียบเฉยแบบนี้ล้วนไม่ใช่คนปกติ
“ขอโทษแทนเขาด้วย” ดร๊อกป้าก้มศีรษะ รีบเดินไปลากชายหนุ่มไปยังเขตแม่น้ำ
“ทำไมเ้าไม่บอกข้าก่อน”
“ข้าบอกแล้ว” ชายหนุ่มผมขาวกล่าว
ดร๊อกป้านิ่งอึ้งก่อนจะทบทวนความทรงจำแล้วกุมขมับ ใครจะไปรู้ว่าที่ชายหนุ่มอยากถอดเสื้อผ้าจะเป็เพราะเื่นี้
เมื่อคิดดูและชายหนุ่มผมขาวและเขาใช้ชีวิตอยู่ในน้ำมานานเกือบเดือน บางทีการปล่อยทุกอย่างกับสายน้ำคงเป็เื่ปกติชายหนุ่มผมขาวไปแล้ว แม้แต่ดร๊อกป้าก็ด้วย
” ข้าผิดเอง อันดับแรกมาถอดเสื้อผ้านี่ก่อน” ดร๊อกป้าถอนหายใจ
…
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ ดร๊อกป้ากลับมาพร้อมชายหนุ่มผมขาวที่อยู่ในสภาพเอาเถาวัลย์พันรอบเอวราวกับกระโปรงเอาไว้อย่างหลวมๆ เมื่อไม่ได้ใส่อะไรคลุมทั้งตัว บรรยากาศของชายหนุ่มผมขาวก็ผ่อนคลายลง
แต่เมื่อเทียบกับผู้คนจากอาราม์ที่ยังมองมาที่พวกเขาอย่างไม่พอใจ แน่นอนยังมีบางคนมองมาที่พวกเขาอย่างขำขันราวกับเป็เื่ตลก
“โชคดีนะที่เ้าไม่ได้สนใจอะไรพวกนี่ เป็ข้าอายตายไปแล้ว” ดร๊อกป้าพูดเบาๆ
“อาย?” ชายหนุ่มผมขาวเอียงคอ
“ใช่ อาย! เ้าไม่รู้จักคำว่าอายสินะ?”
“ไม่รู้”
ดร๊อกป้าพลางถอนหายใจหนัก ๆ เหมือนรู้สึกกำลังพยายามอธิบายปรัชญาชีวิตให้ก้อนหินฟัง “ฟังนะ ความอายคือ…อืม…ความรู้สึกที่คนปกติจะมีเมื่อทำอะไรผิดแปลก อย่างเช่นนี่” เขาชี้ไปที่เถาวัลย์ที่พันรอบเอวชายหนุ่ม
“ถ้าคนปกติใส่แค่นี้เดินไปมาก็อายแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการแก้ผ้าก่อนหน้าของเ้าเลย เ้าไม่รู้สึกอายเลยเหรอ?”
ชายหนุ่มผมขาวมองตามนิ้วดร๊อกป้า พยายามคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงเรียบ “ข้าคิดว่าไม่”
ดร๊อกป้าชะงักไป เขาอ้าปากค้าง ก่อนจะปิดมันลงแล้วพึมพำกับตัวเอง “ใช่สิ ข้าคงคาดหวังอะไรมากไปจากคนที่ขี้แตกกลางทางเดินแล้วเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“แล้วถ้าเป็เ้าอายไหม?” ชายหนุ่มผมขาวถามกลับ สีหน้ายังคงนิ่ง แต่ดวงตาแสดงความใคร่รู้
ดร๊อกป้าถึงกับสะอึก “อายสิ! คนปกติก็อายกันหมด”
ชายหนุ่มผมขาวพยักหน้าเหมือนกำลังเก็บข้อมูลใหม่ “เช่นนั้น…เหมือนข้าจะไม่ใช่คนปกติสินะ “
ดร๊อกป้าหลุดหัวเราะพรืด “ใช่! หลังจากนี่เ้าก็อย่าพยายามทำแบบนี้อีก”
ชายหนุ่มผมขาวครุ่นคิดก่อนจะตอบ “ข้าจะพยายาม”
“ต้องทำให้ได้ ข้าขอเตือนนะ ถ้าเ้าทำอะไรแปลก ๆ แบบนี้อีก ข้าจะไม่ช่วยเ้าทำอะไรแล้ว ไม่แกะก้างปลาให้ ไม่ช่วยอาบน้ำ และไม่ถอดเสื้อผ้าให้” ดร๊อกป้าพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าสถานการณ์แปลกๆ
ชายหนุ่มผมขาวนั้นไร้เดียจสาเหมือนเด็ก
เหมือนกับรูปลักษณ์สีขาวของเขา
…
พักผ่อนหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางต่อ
การเดินทางครั้งนี้ไม่มีเื่วุ่นวายอะไร ดร๊อกป้ากับชายหนุ่มผมขาวเดินอย่างเงียบๆ อย่างไร้ตัวตน พวกศิษย์ที่เห็นแก่หน้าฮเยก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้พวกเขา เพียงเดินเว้นระยะห่างอย่างรังเกียจเท่านั้น
ดร๊อกป้าก็ไม่ได้ตีสนิทกับใครเพราะเข้าใจว่าการเข้าไปอารามครั้งนี้ คือไปเป็คนรับใช้ ไม่ใช่ศิษย์ เพราะงั้นควรอยู่นิ่งๆ อย่างเจียมตัว
เมื่อเดินออกจากทะเลต้นไม้ ดร๊อกป้าก็พบภาพที่น่าตกตะลึง
อารามไม้มากมายตั้งตระหง่านรายเรียงกันท่ามกลางป่าเขียวชอุ่ม โครงสร้างของอารามดูราวกับหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติโดยไร้รอยต่อ เสาไม้แต่ละต้นสูงใหญ่ ้าแตกกิ่งก้านสาขาแผ่ใบหนาแน่น ปกคลุมอารามทั้งหลังราวกับเป็หลังคาธรรมชาติ
ใจกลางของทุกสิ่ง เสาสีดำขนาดมหึมาที่สูงจนแทบมองไม่เห็นยอด มันดูแปลกแยกจากความกลมกลืนรอบข้าง เสานั้นเหมือนถูกเผาไหม้ด้วยไฟหรือถูกฟ้าผ่าจนไหม้เกรียม แม้จะดูเหมือนตายสนิท แต่กลับแผ่พลังอันลึกลับราวกับยังมีชีวิตชีวา
ดร๊อกป้ามองเสานั้นด้วยสายตาไม่อาจละได้
“นี่คือพฤกษา์?” เขาพึมพำกับตัวเอง
ศิษย์ทุกคนในกลุ่มไม่มีใครตอบ ไม่ว่าใครพบเจอพฤกษา์ที่อยู่ในตำนานก็ต่างพูดแบบนี้ทั้งนั้น
แม้แต่ชายหนุ่มผมขาวก็มองมันอย่างแน่นิ่ง เขาััได้ถึงความคุ้นเคยอันเลือนราง
…ราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของเขา
