ณ ภายในห้องนอนของเซเลส ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่บุรุษผมสีน้ำเงินมาถึงหน้าคฤหาสน์
บรรยากาศภายในห้องนอนกำลังวิกฤตถึงขีดสุด ร่างของเซเลสที่เคยนั่งนิ่งอยู่บนเตียง จู่ๆ ก็สั่นกระตุก ลมหายใจที่เคยพอจะประคองได้กลับแผ่วเบาลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างของเธอจะล้มพับลงไปกองกับฟูก หมอเลียมรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างนั้นทันที แต่เมื่อสัมผัสถูกตัวเขาก็ต้องชะงักด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายของนางที่ร้อนอยู่แล้วกลับยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ
หมอเลียมแตะนิ้วลงบนชีพจรของหญิงสาวเพียงชั่วครู่ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความสยดสยอง สีหน้าซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว เขาพยายามกดนิ้วลงไปซ้ำๆ อย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่สัมผัสได้
หมอเลียม "เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้! ยาที่หมอหลวงปรุงมาให้ควรจะกดพิษไข้นี้ไว้ได้ แต่ทำไม... ทำไมมันถึงเป็นเช่นนี้!"
หมอเลียมพึมพำย้ำไปมาด้วยท่าทีเสียสติ เขาพยายามจับสัญญาณชีพของนางอยู่หลายครั้ง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าราวกับร่างนั้นไร้ซึ่งลมหายใจโดยสิ้นเชิง ซาร่าที่ยืนเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงถึงกับหน้ามืด ตาพร่ามัวราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจด้วยความตื่นตระหนกจนแทบจะขาดใจ
เธอเซถลาล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที มีอาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แม้จะช็อกจนใจสลายไม่แพ้กัน แต่ด้วยความที่เป็นห่วงเจ้านายมากกว่าชีวิต เธอจึงฝืนความมึนงงและอาการที่กำลังจะหน้ามืดตามไปนั้น เข้าประคองร่างของซาร่าเอาไว้สุดชีวิต มือของเธอสั่นเทาขณะพยายามพยุงซาร่าโดยที่ทำอะไรไม่ถูก
ทว่าในห้องที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายนั้น เสียงลมหายใจของเซเลสที่แผ่วเบาจนเลือนหายไปจากสัมผัสของหมอเลียมโดยสิ้นเชิง...
ความเงียบงันมรณะเข้าปกคลุมห้อง หมอเลียมที่ตรวจไม่พบสัญญาณชีพแม้แต่น้อยได้แต่ยืนอึ้งนิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง เขาไม่รู้จะสรรหาวิธีใดมาปฐมพยาบาลในสถานการณ์ที่เกินกว่าจะเข้าใจเช่นนี้ได้อีก
ในจังหวะที่ความสิ้นหวังเกาะกินหัวใจจนถึงขีดสุด เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากหลังบานประตู
"ข้ามีเวลาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก"
สิ้นเสียงนั้น ประตูห้องนอนก็ถูกผลักออก เวอเดี้ยนเดินนำหน้าบุรุษผมสีน้ำเงินก้าวเข้ามาภายในห้อง หมอเลียมที่เห็นเวอเดี้ยนก็หันไปมองทันที แต่เวอเดี้ยนกลับดีดนิ้วมือครั้งหนึ่ง
กริ๊ก—!
สรรพเสียงในห้องพลันเงียบสนิท แม้แต่ลมหายใจของหมอเลียมและมีอาที่เพิ่งพยุงซาร่าไปนอนที่โซฟาก็หยุดชะงัก ทุกอย่างถูกหยุดเวลาไว้อย่างฉับพลัน ท่ามกลางห้วงเวลาที่นิ่งสนิท บุรุษผมสีน้ำเงินก้าวตรงไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียงซึ่งว่างเปล่าอยู่ เขามายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นห่างจากหมอเลียมและซาร่า
บุรุษผมสีน้ำเงินหยิบห่อผ้าออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเปิดออกเผยให้เห็นแร่ผลึกเลือดสีเข้มข้น เขากำมันไว้ในมือแน่น ยืนรอจังหวะเวลาอยู่ครู่หนึ่งพลางพึมพำถ้อยคำภาษาประหลาดที่ฟังดูคล้ายกับคำที่เซเลสเคยละเมอเพ้อพูดมาก่อนหน้านี้
ทันใดนั้น แร่ผลึกเลือดในมือก็สว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีแดงฉานน่าเกรงขาม เขาจึงเริ่มเค้นพลังเปลวไฟสีน้ำเงินออกมาหลอมแร่นั้นจนกลายเป็นหยดของเหลวข้น แล้วบรรจงหยดลงบนริมฝีปากที่ซีดเซียวของเซเลส
บุรุษผมสีน้ำเงิน "มันจะทันการใช่ไหม... มันจะช่วยนางได้จริงๆ ใช่ไหม..." เขาพึมพำเสียงแผ่ว ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวดูโศกเศร้าและเปราะบางอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น
เวอเดี้ยนยืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันมรณะ "เรื่องที่เจ้าจะช่วยนางน่ะ... มันก็เป็นสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แต่หลังจากนี้ ให้เวลาเป็นเครื่องนำทางเถอะ ว่านางควรจะอยู่ต่อหรือเปล่า"
บุรุษผมสีน้ำเงินเฝ้ามองหยดผลึกนั้นด้วยแววตาที่สั่นไหว ก่อนจะหันมาหาเวอเดี้ยนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล "ข้าอยู่ช่วยนางต่อไม่ได้นานนัก... ข้าจะต้องรีบกลับไปยังที่ของข้า... ข้าออกมาจากที่นั่นได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น... ชีวิตของนางหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร? นางจะฟื้นขึ้นมาหรือไม่ ข้า... ข้าไม่สามารถอยู่เพื่อเฝ้าดูต่อไปได้"
เวอเดี้ยนยังคงยืนกอดอก มุมปากประดับรอยยิ้มจาง ๆ "โอกาสที่นางจะกลับมาได้นั้น ไม่ได้มีมากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย... เปรียบดังเหรียญที่ถูกโยนขึ้นฟ้า โอกาสรอดและดับสูญนั้นมีเท่ากันอย่างละกึ่งหนึ่ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าจิตวิญญาณของนางจะแข็งแกร่งพอที่จะคว้ามันไว้ได้หรือไม่"
บุรุษผมสีน้ำเงินพยักหน้าเบา ๆ "ถ้าเช่นนั้น... คราวหน้าข้าจะมาหานางใหม่อีกครั้ง หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะมีเวลาได้พูดคุยกับนางมากขึ้น"
สิ้นคำพูดนั้น หยดสุดท้ายของผลึกเลือดก็ไหลเข้าสู่ร่างของหญิงสาวจนหมดสิ้น บุรุษผมสีน้ำเงินหันมองร่างที่นอนนิ่งอยู่เป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาอาลัย ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อย ๆ เลือนหายไปจากห้วงมิตินี้ราวกับหมอกควัน
เวอเดี้ยนมองตามทิศทางที่ชายผู้นั้นจากไปแล้วพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ "เฮ้อ... เจ้าหมอนี่ล่ะนะ"
เมื่อความกดดันมหาศาลหายไปจนหมดสิ้น หมอประหลาดก็สะบัดนิ้วมือเบา ๆ อีกครั้งเพื่อคลายเวทสะกดเวลา
กริ๊ก—!
ณ ห้องนอนของเซเลส
เสียงนาฬิกาในห้องกลับมาเดินเป็นจังหวะ ทุกอย่างที่เคยหยุดนิ่งพลันกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง หมอเลียมที่ยังคงช็อกกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเวอเดี้ยน
เขายังไม่ทันได้ถามว่าอีกฝ่ายเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อใด ก็ต้องรีบหันความสนใจกลับมายังร่างของเซเลสที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง และซาร่าที่ยังคงหมดสติอยู่บนโซฟา ความรู้สึกสับสนปนทึ่งในฐานะผู้รักษาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือคำอธิบายถาโถมเข้าใส่เขาอย่างหนักหน่วง
หมอเลียม "ตลอดระยะเวลาที่ข้าเป็นหมอมา ข้าไม่เคยพบเห็นอาการประหลาดเช่นนี้มาก่อน ยาที่ข้าปรุงสุดความสามารถ รวมถึงตำรับยาจากหมอหลวงก็มิอาจหยุดยั้งความตายครั้งนี้ได้... มันเป็นไปไม่ได้" หมอเลียมพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาของเขายังคงจดจ้องร่างของเซเลสราวกับไม่เชื่อสายตาตนเอง
เวอเดี้ยนที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เจ้าแน่ใจจริงๆ หรือ ว่านางสิ้นลมไปแล้ว"
หมอเลียมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองเวอเดี้ยนด้วยสีหน้าขุ่นเคือง "ท่านพูดอะไร! ข้าตรวจสอบชีพจรของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า สัญญาณชีพของนางหยุดนิ่งไปแล้วจริงๆ นางหมดลมหายใจไปแล้ว!"
เวอเดี้ยนเพียงแต่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะย้ำคำเดิมด้วยท่าทีสบายๆ "เช่นนั้นหรือ แต่ข้ากลับไม่เห็นว่านางจะเป็นเช่นนั้นนะ"
คำพูดของเวอเดี้ยนทำให้หมอเลียมเกิดความสับสนปนหวาดหวั่น แต่ด้วยความที่ชายตรงหน้าดูมั่นใจอย่างประหลาด หมอเลียมจึงตัดสินใจเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะที่ข้อมือของหญิงสาวอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ความจริง
แต่เพียงปลายนิ้วสัมผัส จังหวะที่ควรจะว่างเปล่ากลับมีสัมผัสของแรงสั่นไหวเบาๆ ส่งผ่านมา
หมอเลียม "นี่มัน เป็นไปได้อย่างไร!"
หมอเลียมเบิกตากว้าง เขาถึงกับหยิกแขนตัวเองแรงๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะกดนิ้วลงบนชีพจรของเซเลสอีกครั้ง ชีพจรที่ควรจะดับสูญไปแล้วกลับมาเต้นเป็นจังหวะ แม้จะแผ่วเบาและเต้นอย่างเชื่องช้า
แต่ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงชีวิตที่หวนคืน อีกทั้งลมหายใจที่เคยขาดหายไป บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของนาง รอยแผลคล้ายสายฟ้าฟาดบนร่างที่เคยปูดโปน ก็ค่อยๆ จางหายไปต่อหน้าต่อตา
หมอเลียม "ชีพจรนางกลับมาเต้น แล้วลมหายใจก็... แม้จะยังอ่อนอยู่มาก แต่ก็กลับมาแล้ว! นี่ท่านทำอะไรลงไป!
เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!"
ทว่าเมื่อเขาหันไป สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่า เวอเดี้ยนหายไปแล้ว ราวกับหมอกควันที่จางหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงหมอเลียมที่ยืนงงงันอยู่กลางห้อง
หมอเลียม "หายไปไหนแล้ว... ทั้งที่เพิ่งยืนอยู่ตรงนี้? ช่างเถอะ..."
หมอเลียมพึมพำกับตัวเองอย่างฉงน ก่อนจะรีบหันไปดูแลซาร่าที่ยังคงหมดสติอยู่บนโซฟา โดยมีมีอาคอยช่วยประคอง ก่อนที่ทั้งคู่จะพยุงร่างของนางเพื่อพาไปพักที่ห้องพักในที่สุด
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งความมืดมิดของยามค่ำคืนเริ่มถูกแทนที่ด้วยแสงสลัวของรุ่งอรุณ แสงวันใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นจากภายนอกห้อง หมอเลียมที่เฝ้าดูแลเซเลสมาตลอดทั้งคืนค่อยๆ ขยับตัวเมื่อเริ่มสังเกตเห็นแสงสว่างนั้น
หมอเลียม "นี่ใกล้จะเช้าแล้วรึ..."
เขามองแสงที่เริ่มลอดผ่านเข้ามา ก่อนจะหันมาสั่งกำชับมีอาที่นั่งเฝ้าเซเลสอยู่ไม่ห่าง
หมอเลียม "นางปลอดภัยดีแล้ว อาการคงที่ ส่วนซาร่าแค่อ่อนเพลียจนเป็นลมไป ปล่อยให้นางพักผ่อนเถิด เดี๋ยวสักพักนางคงจะตื่นขึ้นมาเอง ข้าต้องขอตัวกลับเข้าไปในตัวเมืองเสียหน่อย ยาที่นำติดตัวมาเมื่อคืนไม่เพียงพอ
ข้าจะกลับมาดูอาการนางอีกครั้งในช่วงสายหรืออย่างช้าก็ช่วงบ่ายของวันนี้ ระหว่างนี้เจ้าก็คอยเฝ้าดูแลนางไปก่อน หากมีอะไรผิดปกติให้รีบส่งข่าวบอกข้าทันที"
มีอารับคำด้วยสีหน้าโล่งใจ "เจ้าค่ะ ท่านหมอ..."
หมอเลียมพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้มีอานั่งเฝ้าดูอาการของเซเลสบนเตียงต่อไป