เพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน

    เบื้องหลังสกุลหนาน

            เขตซานตง หัวเมืองหลักทางตอนใต้

            ท่ามกลางชาวเมืองและพ่อค้างต่างถิ่นที่พลุกพล่าน ซานตงเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับไหลแม้กระทั่งยามที่ตะวันดับแสงไปแล้ว ที่นี่เป็นเมืองหน้าด่านที่อาศัยการค้าขายตามแนวชายแดนเป็นตัวขับเคลื่อนความเป็นอยู่และจ่ายภาษี ทั้งยังมีสินค้าจากนอกด่านจำนวนมากที่ต้องขนส่งผ่านมาตามเส้นทางหลักสายนี้เพื่อกระจายขึ้นไปทางภาคเหนือและเมืองหลวงของแคว้น นอกจากเส้นทางสัญจรทางบกแล้วยังมีการขนส่งตามแม่น้ำสายหลักที่พาดผ่านกลางเมืองโดยมีปากอ่าวเปิดออกสู่ทะเลกว้าง นับได้ว่าเขตเมืองนี้มีความมั่งคั่งไม่น้อยไปกว่าเมืองหลวงของแคว้นซ่งเลยทีเดียว ดังนั้นตลอดทั้งวันจึงได้ยินแต่เสียงพ่อค้าตะโกนเรียกแขก บ้างก็ถกต่อรองราคากันอย่างเคร่งเครียด ผู้คนจากหลากหลายชนเผ่าเดินพูดคุยอยู่ไปทั่ว  โต๊ะเก้าอี้ถูกตั้งวางระเกะระกะไปตามท้องถนนและหน้าร้านรวงต่างๆ รถม้าและเกวียนขนของต่างวิ่งสวนกันขวักไขว่  ยังมีความสับสนวุ่นวายเช่นการฉกชิงวิ่งราว ล้วนแต่เป็นภาพความหลากหลายที่พบเห็นได้จนชินตา 


            แต่ภายในจวนสกุลหนานซึ่งตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่มหานครแห่งนี้กลับเงียบสงบ ต่างจากภาพของความวุ่นวายเอิกเกริกที่เพิ่งมีเรื่องมงคลเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนลิบลับ


            เพียงพริบตาเดียวหนานข่ายลี่ก็ติดอยู่ที่นี่เกือบหนึ่งเดือนแล้ว ตั้งแต่กลับมาถึงสถานที่แห่งนี้ เขาก็ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในจวน ทำราวกับเขาเป็นหญิงสาวในห้องหอต้องเก็บเนื้อเก็บตัวก่อนออกเรือนจนเหล่าสหายของเขายังไม่รู้ว่าเขากลับมาถึงบ้านแล้ว กระทั่งได้เทียบเชิญจากพ่อบ้านของจวนสกุลหนานถึงได้ทราบว่าคุณชายหนานกำลังจะมีข่าวมงคลในในอีกไม่ถึงสิบวันข้างหน้า 


            เรื่องนี้ทำให้เหล่าคุณหนูและฮูหยินในเมืองต่างพากันเศร้าสลด ตีอกชกตัว บางคนถึงขนาดแสดงความผิดหวังข้าวไม่กินน้ำไม่ดื่มราวกับได้รับข่าวอัปมงคลกันเลยทีเดียว นั่นเพราะหลายจวนที่มีบุตรสาวซึ่งอยู่ในวัยพร้อมหมั้นหมาย ต่างวางข่ายดักแห หมายให้ปลาอ้วนตระกูลหนานหลงเข้าไปติดอยู่ช้านาน วางแผนจับคู่กันอยู่หลายปี กลับถูกชิงตัดหน้าไปเสียดื้อๆ ไม่ต้องกล่าวว่าตระกูลหนานเป็นตระกูลเก่าแก่ทางภาคใต้แห่งนี้ เฉพาะในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมาเครือข่ายการค้าตระกูลหนานกลับเติบโตขยายอาณาเขตอย่างรวดเร็ว ไม่รวมถึงสัปทานเดินเรือขนส่งอีกสามลำที่อยู่ภายใต้การดูแลโดยตรงของหนานข่ายลี่อีก หากจะบอกว่าในเมืองหลวงมีห้าตระกูลการค้าหลักที่กุมฐานการเงินส่วนใหญ่ของดินแดนจงหยวนไว้ สำหรับเมืองหลักทางตอนใต้แห่งนี้ตระกูลหนานก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน แม้ตัวหนานข่ายลี่จะมีภาพลักษณ์เป็นบุรุษเจ้าสำราญ เทียวเที่ยวเล่นไปวันๆทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรเมื่อเทียบกับคนหนุ่มในรุ่นเดียวกัน แต่เพราะมีภูมิหลังทางการเงินที่แข็งแกร่งนุนหลังเขาอยู่ ในฐานะคนรวยรุ่นที่สองที่ไม่ต้องทำอะไรไปอีกแปดรุ่นก็ยังคงมีกินมีใช้ไม่ลำบาก จึงเป็นเรื่องที่เหล่าสตรีที่หวังปีนป่ายขึ้นหอสูงไม่ต้องเสียเวลากลับไปนอนไตร่ตรองทบทวนให้มากความ หลายๆจวนจึงพยายามที่จะเข้ามาผูกสัมพันธ์กับหนุ่มโสดดวงดอกท้อเช่นเขามาตลอด กระทั่งยอมลงทุนเปิดกิจการร่วมกับตระกูลหนานเลยก็มี คิดไม่ถึงเลยว่าเมล็ดผักกาดที่หว่านไว้ ลงแรงเพาะเลี้ยงจนเติบโตพร้อมเก็บเกี่ยว กลับถูกหมูนอกสายตาวิ่งปราดมาแทะกินเสียเรียบ


            ในเวลานี้ชายหนุ่มชะตาดอกท้อกำลังตรวจบัญชีเล่มสุดท้ายของร้านค้าผ้าเกือบสิบสาขา ทันทีที่เขาปิดสมุดบัญชีและวางพู่่กันลง เขาก็เอนหลังถอนหายใจออกมาทันที ระยะเวลาเกือบเดือนที่เขาต้องเร่งสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทุกร้านให้ทันปิดกลางปีเพื่อให้ช่วงปลายปีเขาจะได้มีเวลาส่วนตัวมากขึ้น ออกไปจากจวนสักหลายเดือนโดยไม่ทิ้งภาระไว้บ่นบ่าให้บิดาต้องหนักใจ ช่างเป็นงานที่หนักหนาสาหัสทำร้ายอิสระภาพของเขาอย่างแท้จริง  ชายหนุ่มเหม่อมองไปที่กองสมุดบัญชีหนาหลายเล่มซึ่งถูกเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบตรงหน้า ก่อนจะรู้สึกปลอดโปร่งจนเผลอยิ้มกริ่มออกมา ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเขาสู้อดทนตรวจพวกมันมาได้อย่างไรทั้งกลางวันและกลางคืน อาจเพราะเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่ในหัวจนทำให้ความสามารถในการสะสางงานเพิ่มมากขึ้นเป็นทบทวี


            “ อาจาง  น้ำ “  เขาเรียกหาน้ำจากคนสนิทเสียงเบา  ในขณะเดียวกันก็มีถ้วยชาอุ่นๆยื่นมาวางไว้เยื้องซ้ายมือของเขา เพียงแต่พอเขาได้สติเหลือบสายตาไปมองถึงตระหนักได้ว่าเหล่าจางไม่ได้อยู่ข้างกายเขาในตอนนี้ มีเพียงบ่าวรับใช้ทั่วไปที่ไม่คุ้นหน้าอยู่คอยปรนนิบัติเขาเท่านั้น


            หนายข่ายลี่กำลังรอให้เหล่าจางมาหาอย่างใจจดใจจ่อ ห้วงเวลานี้เขาเริ่มคิดย้อนไปว่าการรับปากจะรอใครสักคนมันช่างกินเวลายาวนานเกินจำเป็นโดยแท้ หากมิใช่ถูกล่อหลอกจากคนสนิทว่าเดินทางคนเดียวด้วยม้าเร็วจะคล่องตัวกว่าและเขาจะเร่งกลับมาหลังทำภารกิจให้คุณชายเซียวแล้วเสร็จก็ตาม แต่นี่.. หายไปตั้งหลายวันไม่ส่งข่าว จะให้เขารอไปจนถึงเมื่อไหร่


            หลังพักสายตาได้ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนมาเดินวนมาวนไปอย่างหงุดหงิดราวกับหนูไร้ทางออกอยู่ภายในห้องหนังสือ สายตาชะเง้อสอดส่ายไปมาอยู่บริเวณภายนอกห้องแทบตลอดเวลา จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งปรี่เข้ามา หนานข่ายลี่ึจึงรีบวิ่งสวนออกไปทันที


            “ เจ้าๆๆ ไอ้ลูกเลว! “ กลับกลายเป็นหนางกงหลุนที่วิ่งผลุนผลันเข้ามาดึงหูบุตรชายอย่างแรง ก่อนจะลากกลับเข้าไปยังเรือนด้านในอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะมองสีหน้าของหนานข่ายลี่ที่ตอนนี้เหยเกอย่างที่สุด

            “ ท่านพ่อ ปล่อยๆๆ โอ๊ะ.. โอ้ย ยย หูข้าจะขาดแล้ว “ หนายข่ายลี่ตะโกนโวยวายเสียงดังไปตลอดทาง

            เมื่อมาถึงห้องเล็กด้านหลัง นายท่านหนานรีบผลักบุตรชายเข้าไปภายในและปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว ก่อนหันหลังก้าวฉับๆตรงไปหาเขา

            หนายข่ายลี่ที่ยืนงงอยู่ด้านใน หลังจากตั้งหลักได้เขารีบหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับผู้เป็นบิดา ก่อนส่งเสียงประท้วง “ เดี๋ยว เดี๋ยว หยุดก่อน มีอะไรค่อยๆพูดค่อยๆจากันดีกว่า” มือก็ดันไปข้างหน้าปากก็พูดเกลี้ยกล่อม ขาสองข้างพลางถอยหลังเร็วๆสองสามก้าว

            “เจ้าเด็กบ้า ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก  เจ้าไปทำอะไรมาเมื่อหลายเดือนก่อนบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ “ หนานกงหลุนผู้พ่อ เดินตรงเข้าไปง้างมือหมายจะทุบตีเขาสักทีสองที

            หนายข่ายลี่เอ่ยสวนขึ้นมาบ้าง “ข้าจะไปทำอะไรได้ ก็แค่เที่ยวเล่นไปวันๆ แล้วก็ถูกท่านตามจับกลับมานี่อย่างไร “ 

            หนานผู้พ่อเดินปรี่เข้าไปดึงหูอีกข้างของเขาในช่วงขณะที่เขาลดการป้องกันตัวลง ก่อนลากเขามานั่งลงบนเก้าอี้พนักสูงที่ตั้งอยู่เกือบจะกลางห้อง แล้วเริ่มทำการสอบสวนอย่างจริงจัง

            “ เจ้าเด็กบ้าคนนี้นี่ ข้าบอกกี่ครั้งแล้วอย่าออกไปหาเรื่องข้างนอกเจ้าก็หาเรื่องมาได้ไม่เว้นแต่ละวัน คราวนี้ดีนักหาเรื่องให้ข้าแล้ว”

            หนายข่ายลี่เอียงคอสงสัยก่อนจะค่อยๆดึงหูออกจากนิ้วมือของบิดาตนเอง ปากก็ร้องโอดโอยประท้วงการกระทำของผู้พ่อไปด้วย “ โอย ท่านดูสิ หู  ข้าแดงเถือก นี่ๆ.. มีแผลเล็กๆตรงนี้ด้วย ทำไมไม่รู้จักตัดเล็บก่อน “  เขาหันไปหากระจกทองเหลืองในลิ้นชักเล็กๆที่ตั้งอยู่ด้านข้างผนัง ก่อนจะหยิบมันมาส่องดูผ่านๆ “ ซี๊ด.. ทายา ต้องหายาทาอีกแล้ว “   ไม่พูดเปล่าขาสองข้างทำท่าจะลุกเดินหนีออกไปจากห้องทั้งอย่างนั้น

            แต่บิดาของเขาเดินไปดักข้างหน้าเขาไว้ ก่อนจะเขกหัวเขาลงไปแรงๆทีหนึ่ง “ เจ้าอย่ามัวแต่เฉไฉ ตกลงจะพูดหรือไม่พูด หลายเดือนก่อนเจ้าไปทำอะไรมาบ้าง “ 

            เมื่อเห็นว่าคงปิดบังเรื่องที่กระทำไว้ไม่ได้ หลังจากนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ นึกทบทวนว่าควรจะเล่าอะไรก่อนดีถึงจะไม่เป็นการเปิดเผยเกินกว่าเหตุ หนายข่ายลี่จึงปรับท่าทางถ่วงเวลา ลูบปัดไปมาบนเสื้อผ้าของเขาด้วยท่าทางกวนประสาท แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ ข้าทำอะไรท่านก็รู้หมดอยู่แล้วนี่มีอะไรที่ปิดบังท่านพ่อได้บ้างเล่า “  เอ่ยเช่นนี้ จะได้ไม่ต้องสารภาพออกมาเอง เขาคิดว่าความฉลาดส่วนนี้คงจะได้มาจากบิดากระมัง   พูดจบก็เดินลิ่วกลับมานั่งที่เก้าอี้สอบสวนตัวเดิม

            “ อาลี่ เรื่องอื่น พ่อไม่คิดตำหนิเจ้า แต่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตระกูลกู้ เจ้าควรอยู่ให้ห่างไว้ อย่าได้เข้าไปวุ่นวายในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเราอีก เฉพาะที่เจ้าแอบส่งคนไปสืบข่าวบ้านตระกูลกู้ แอบช่วยเหลือพวกเขาอยู่บ่อยๆ ข้ารู้ทั้งหมดอะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป หลังจากนี้อย่าได้มีเรื่องนี้อีกเด็ดขาด“

            “ หืม ”  หนานข่ายลี่เลิกคิ้ว  “ อ่อ เรื่องนี้เอง ใช่ก่อนหน้าข้าทำเช่นนั้นจริงๆ แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำแล้วนี่ ” 

            “ แล้วตอนนี้เจ้าคิดจะทำอะไรอีก ” หนานกงหลุนหรี่ตามองตรงไปที่บุตรชายเพียงคนเดียวของเขา ทำให้หนานข่ายลี่รีบตอบกลับมาโดยไว “ ไม่มี ท่านพ่อ ไม่มีแล้วจริงๆ ตอนนั้นข้าแค่เป็นห่วงสหาย จึงได้ทำไปโดยพละการ แต่หลังจากที่ข้าช่วยเหลือพวกเขารอบนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ไปสืบเสาะหรือติดตามอะไรอีกท่านวางใจได้ ” 

            “ หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ” หนานผู้พ่อเอ่ยตอบเขาเสียงเข้ม  พูดจบพลางตะโกนเรียกบ่าวรับใช้ชายด้านนอกให้เดินเข้ามา “ พาคุณชายกลับไปที่เรือนตัวเองหากไม่มีคำสั่งข้าห้ามใครปล่อยเขาออกมาเด็ดขาด “

    หนายข่ายลี่ได้ยินคำสั่งที่ทำให้เขาผิดแผนขนาดนี้ถึงกับตาโต รีบตะโกนห้ามทันที

            “เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน เกิดอะไรขึ้น ข้าทำอะไรผิดกันแน่ ไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวาย ทำไมถึงทำกันแบบนี้ ข้ายังมีธุระต้องออกไปจริงๆนะ ท่านพ่อ  ปล่อยข้าก่อน “ บ่าวรับใช้ชายสามคน กึ่งอุ้มกึ่งลากเขาออกไปจากบริเวณห้องทันที หลังจากนั้นอิสรภาพของเขาก็ถูกปิดลงพร้อมกับประตูเรือนที่ถูกลงดานไว้อย่างแน่นหนาโดยไร้คำอธิบาย

            หลังจากโวยวายอยู่ด้านในไปได้สักพัก เสียงนั้นก็ค่อยๆเงียบลง อย่างไรเขายังมีเหล่าจางอยู่ กำแพงเรือนสูงเพียงแค่นี้ ย่อมไม่ใช่ปัญหาที่จะปีนป่ายออกไป

    เค้านั่งๆนอนๆ รออยู่ภายในเรือนของตนพร้อมกลุ่มผู้คุ้มกันที่เป็นเหล่าชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ ผ่านไปอีกหนึ่งวันหนึ่งคืน และในคืนที่สองเหล่าจางจึงได้กลับมา 

            “ นายน้อย ท่านเป็นอย่างไรบ้าง “ นี่เป็นประโยคแรกที่เขาเอ่ยขึ้นหลังจากไม่ได้พบหน้าหนานข่ายลี่อยู่หลายวัน

            “จะเป็นอะไรได้ กินอิ่มนอนหลับ ตรวจบัญชีทั้งวัน  ทางเจ้าหล่ะ “  หนานข่ายลี่ตอบของตัวเองไปส่งๆอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับมองปราดไปทางคนสนิทและรอฟังคำตอบของเขาอย่างตั้งใจ

            “ นายน้อย เรื่องทางนั้นไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว หมอหญิงหาวิธีรักษาคุณหนูได้แล้ว นางน่าจะดีขึ้นในเร็วๆนี้ “ เหล่าจางตอบกลับมาสั้นๆ ทำเอาบุรุษหน้าใสเบื้องหน้าถึงกับพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหัวเสีย “ ไปตั้งหลายวัน ทำไมมีแค่นี้ หมอคนนั้นก็หาทางรักษาอยู่ตลอดอยู่แล้วนี่ ”

    หนานข่ายลี่หมดอารมณ์เดินกลับไปนั่งหันหลังให้เขา เริ่มขีดๆเขียนๆบนสมุดบัญชีตรงหน้าต่อ สักพักจึงได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินเข้ามายืนอยู่ข้างหลัง ห่างไปไม่มากนัก “ เพราะทุกอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีก ข้าจึงได้รายงานไปตามจริง ไม่ทราบว่านายน้อยต้องการฟังอะไรอีกบ้าง ข้าจะได้เล่าให้ฟัง ”

            หนานข่ายลี่ได้ยินดังนั้น จึงค่อยๆละสายตาจากสมุดบัญชีตรงหน้า และเงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับเขาต่อ “ เซียนเซียนนางบ่นคิดถึงข้าบ้างหรือไม่ ” สายตาคนถามส่องประกายระยิบระยับอย่างมีความหวัง

            แต่กลับต้องหน้าคว่ำไปอย่างรวดเร็ว “ นางเพียงเล่าเรื่องของท่านให้คุณชายเซียวฟังครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้ฝากอะไรข้ามาทั้งนั้น”  เหล่าจางยืนกอดอกแล้วเอ่ยตอบไปตามจริง เพียงแต่เขาไม่ได้บอกไปว่าตอนที่เขาจากมาก็ไม่ได้ไปแจ้งให้ทางนั้นทราบเหมือนกันเพราะดันเกิดเรื่องวุ่นวายกับเซียวหลงขึ้นก่อน 

            สีหน้าของหนานข่ายลี่สลดลงไปเล็กน้อย ก่อนจะปรับมาเป็นปกติในอีกอึดใจต่อมา “ เช่นนั้นเราควรไปกันได้แล้ว หน้าที่ดูแลน้องสาว สมควรเป็นข้าจนกว่านางจะหายดี ”  เขาพูดจบ พลางเป่าสมุดบัญชีที่เพิ่งถูกเขาลงนามไว้หวังให้หมึกดำแห้งเร็วขึ้น ก่อนจะนึกถึงอีกคนขึ้นมา  “ แล้ว คุณชายเซียวหล่ะ ”

            เหล่าจางเอ่ยตอบอย่างไม่สนใจสายตาเจือผิดหวังของชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขา “ อีกไม่กี่วันคุณชายเซียวจะกลับเมืองหลวงแล้ว ยังให้        ข้ามาสอบถามท่านว่า พอจะมีโอกาสได้เจอท่านกลางทางได้บ้างหรือไม่ “ 

            หนานข่ายลี่นั่งนิ่งคิดอยู่สักพัก “ ดีสิ เราไปดักรอเขาที่จุดพักม้า อย่างไรก็ต้องได้พบหน้า ” หลังโต้ตอบออกไปก็หวนคิดถึงปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้ หากเขาจะลอบออกไปย่อมไม่เกินกำลัง เพียงแต่จะออกไปพ้นประตูเมืองหรือไม่ ยังคงต้องวางแผนให้ดีอีกรอบ เขาอยากจะพบกับเซียวหลงเช่นกัน มีหลายอย่างที่อยากจะพูดคุยหารือกันให้ดีเสียก่อน

            ระหว่างที่คิดเขารีบเดินไปยังตู้เก็บของเล็กๆหลังหนึ่ง อุ้มเอากล่องโลหะออกมาตั้งที่โต๊ะ หยิบเอาตั๋วเงินมาปึกหนึ่งสอดไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะรีบผลุนพลักทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง แต่กลับถูกเหล่าจางส่งเสียงห้ามไว้ 

            “ นายน้อย ท่านอยู่ที่นี่ไปต่ออีกสักพักเถอะ ทางนู้นไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว ซ้ำท่านยังซื้อตัวบ่าวรับใช้และจ้างหมอประจำไปอีกหลายคน         ท่านไม่ต้องรีบร้อนเช่นนี้จะดีกว่า รังแต่จะทำให้นายท่านยิ่งสงสัย เรื่องที่เราปิดบังนายท่านไว้ ข้าเกรงจะปิดไว้ได้อีกไม่นาน “

            

            ที่เหล่าจางเอ่ยเช่นนี้เพราะมีเหตุผล เขาหวนนึกถึงเมื่อครู่ตอนที่เขาพึ่งกลับมาถึงจวนยังไม่ทันได้มาพบคุณชาย นายท่านกลับเรียกหาเขาให้ไปพบทันที คาดว่าคงให้คนมาดักรอพบเขาอยู่หลายวันแล้ว  

            หลังเข้าไปยังห้องหนังสือส่วนตัวกับนายท่านหนาน เขาจึงได้รับรู้เรื่องสำคัญที่แม้กระทั่งหนายข่ายลี่เองก็ไม่เคยรู้มาก่อน หนานกงหลุนเล่าให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงติดกังวลอยู่หลายส่วน นั่นคือเหตุการณ์ล่มสลายของตระกูลกู้เมื่อหลายปีก่อน สาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากหลงจู๊ที่เคยทำงานให้นายท่านกู้ตามหัวเมืองใหญ่เช่นพวกเขานั่นเอง  แม้นายท่านหนานจะต้องทำเพื่อความอยู่รอด ร่วมมือกับหลงจู๊คนอื่นๆ รวมถึงพ่อบ้านใหญ่ตระกูลกู้ ให้ข้อมูลของนายท่านกู้กับฝ่ายต่อต้านราชสำนัก ทำให้นายท่านกู้ยิ่งเดินยิ่งถลำลึก ผูกมัดตนเองราวกับปลาในแห แม้ดิ้นรนเพื่อถอยห่างยิ่งบาดเจ็บมากกว่า แถมยังลากเอาคนทั้งตระกูลเดือดร้อนไปด้วย ทรัพย์สมบัติหลายส่วน ถูกคนสนิทที่หลุดลอดมายักยอกแจกจ่ายเข้ากระเป๋าตนเองไปจนสิ้น ดังนั้นการที่นายท่านไม่อยากให้น้ำบ่อไปยุ่งกับน้ำคลองอีกก็เพื่อตัดความสัมพันธ์ให้เด็ดขาด หากมีเรื่องราวตามมาภายหลังก็ยากจะสาวมาถึงตระกูลหนาน

            “ ชะตาชีวิตคนเรา ล้วนไม่แน่นอน หากวันนั้นข้าไม่เลือกเดินหมากเช่นนี้ก็ไม่แน่ว่าคนที่จะต้องตายจะเป็นพวกเราหรือไม่  “ หนานกงหลุนถอนหายใจออกมาเอ่ยบอกแก่เขา “ ที่ข้าพูดมาทั้งหมด เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าต้องทำอย่างไรต่อ “ น้ำเสียงแม้ไม่ดุดัน แต่เหล่าจางตระหนักถึงความสำคัญในเนื้อหาที่ได้ฟังอย่างถ่องแท้  ก่อนเขาจะขอตัวจากมา นายท่านยังบอกให้เขาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่ต้องเล่าให้หนานข่ายลี่ฟัง เพียงแค่คอยจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิดและมารายงานเป็นระยะก็พอ


            มาถึงตอนนี้ เหล่าจางถึงตระหนักได้ว่าเหตุใดคู่หมั้นของหนายข่ายลี่ จึงจำเพาะต้องเป็นบุตรสาวของรองแม่ทัพประจำเมืองแห่งนี้  เพราะตระกูลหนานแม้จะมีทรัพย์สินมั่งคั่ง เขายังจำต้องมีเส้นสายในแวดวงทหารหรือราชสำนักทางอ้อม เพื่อใช้มันปกป้องดูแลบุตรชายโทนหนึ่งเดียวของตระกูลไปด้วย แม้จะเป็นการบังคับให้เลือกก็ตามเพราะการมีเส้นสายนับว่าช่วยแก้ปัญหาได้มากกว่าและเส้นสายที่ดีย่อมต้องใช้เงินหล่อเลี้ยง  นับว่านายท่านได้วางแผนเส้นทางชีวิตของหนายข่ายลี่เอาไว้ได้อย่างรอบคอบ หากที่ผ่านมาตระกูลกู้มีคนสนับสนุนเช่นขุนนางใหญ่ หรือกระทั่งนายทหารระดับสูงเสียหน่อย ไม่แน่ว่าวันนี้ชื่อของตระกูลกู้คงไม่ถูกลบออกจากบัญชีพ่อค้าอันดับต้นๆของเมืองหลวงอย่างแน่นอน เขาในฐานะบ่าวคนสนิท มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของหนายข่ายลี่ คุณชายคือคนสำคัญที่สุดของเขา ไม่ว่ากู้เซียนเซียนทางนั้นจะดูน่าเห็นใจเพียงใด แต่หากทำให้ชีวิตของนายน้อยก้าวพลาดหรือตกอยู่ในอันตราย เขาก็พร้อมจะเป็นคนแรกที่เดินถือดาบเข้าไปสังหารนาง  ถึงอย่างไรหลังจากที่เขาได้ฟังนายท่านหนานเล่าเรื่องในอดีต สรุปได้เลยว่าเด็กสองคนนั่นจะกลายเป็นเส้นขนานที่ไม่อาจหวนคืนมาบรรจบกันได้อีก 

            ‘ หรือบางที.. มิสู้เขาจัดการเองเสียเลยจะดีกว่า ตัดไฟแต่ต้นลมไปเงียบๆ’  ขณะที่คิดสายตาของเหล่าจางสะท้อนรังสีอำมหิตออกมาปราดหนึ่ง แต่ก็พลันปรับเปลี่ยนเก็บสายตาไปอย่างรวดเร็ว

            เขายืนมองแผ่นหลังของหนานข่ายลี่ ที่ตอนนี้หมุนตัวไปเก็บข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่เงียบๆ ของหลายชิ้นที่เขาหยิบขึ้นมาอย่างทะนุทะนอมคือของเล่นและเครื่องประดับที่เขาเตรียมไว้ให้สตรีนางนั้น

            เหล่าจางได้แต่ทอดถอนใจ ไม่ได้เข้าไปช่วยเขาเก็บของเหมือนอย่างเคย ทำเพียงยืนมองดูอยู่เงียบๆ แล้วนึกย้อนไปถึงความทุ่มเทของหนายข่ายลี่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา  ทั้งการจ้างคนออกตามหาเหล่าพี่น้องตระกูลกู้ที่เมืองหลวงอยู่ร่วมหลายเดือน จนกระทั่งได้เบาะแส เขาก็ไม่เคยทิ้ง    ความพยายามในการช่วยเหลืออย่างลับหลังมาตลอด ใช้จ่ายเงินออกเป็นจำนวนมาก หลังจากที่กู้หยุนและน้องสาวกลายเป็นนักโทษถูกเนรเทศไปชายแดนแล้ว เขายังคงติดตามจ่ายสินบนจำนวนมากเพื่ออำนวยความสะดวกเล็กๆน้อยๆ ให้พี่น้องตระกูลกู้ไม่ต้องลำบากตรากตรำมากนัก แต่สำหรับกู้เซียนเซียนนั้น หลังจากหาตัวนางพบในวันที่พี่น้องของนางถูกเนรเทศ เขาก็เฝ้าดูแลนางลับหลังมาตลอด จนกระทั่ง.. นางต้องระหกระเหินมายังเมืองชายแดนทางตอนใต้แห่งนี้

    เขาเพ่งมองไปที่หนายข่ายลี่อีกครั้ง ตอนนี้เขาถึงกับทดลองสะพายห่อของขนาดใหญ่ เดี๋ยวหยิบเข้าเดี๋ยวหยิบออก ท่าทางลังเลจะหยิบของใส่เพิ่มเข้าไปอีก ทำให้ตอนนี้ห่อสมบัติของเขาดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมากจนแทบจะไม่ใช่การลักลอบหลบหนีออกจากบ้านไปเสียแล้ว

    เหล่าจางถึงกับกระตุกยิ้มที่มุมปากขึ้นมา พลันนึกถึงข้อดีของนายน้อยของเขา คือดีเกินไป ซื่อตรงเกินไป และข้อเสียของเขาก็คือดีเกินไปอีกนั่นเอง

    หนายข่ายลี่รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองอยู่เบื้องหลังจึงหันกลับมามองเหล่าจางด้วยท่าทางประหลาดใจ 

            “ มัวแต่ยืนเหม่ออะไรอยู่ มีอะไรจะเล่าก็รีบเล่ามาอีก  หรือจะเก็บไว้เล่าระหว่างทางก็ได้นะ “ เขาลากห่อผ้ามาตั้งไว้ด้านหน้าเหล่าจาง ก่อนจะเดินไปหรี่ตามองลอดช่องประตู แล้วหันมากดเสียงเบาบอกคนสนิท “ จัดการคนพวกนั้นให้สลบ พวกเราจะได้ไปกันเสียที “

    แต่เหล่าจางกลับยืนนิ่งไม่ขยับ จนกระทั่งหนานข่ายลี่เอียงคอมองด้วยความสงสัย “ อะไรกัน ไม่ได้บอกให้เจ้าฆ่าพวกเขาซะหน่อย “  เขาเอ็ดคนสนิทเสียงเบา 


            เหล่าจางหันมาเผชิญหน้ากับหนายข่ายลี่โดยตรง ก่อนเอื้อมมือไปบนหัวของเขา จัดเกี้ยวหยกขาวที่ครอบผมอยู่ให้ตรง ผูกเชือกมัดด้านหลังให้แน่นขึ้น แล้วจึงเอ่ยตอบเขาด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบแฝงความเห็นใจอยู่สองส่วน

            “ คุณชายข้าเห็นว่าท่านสมควรอยู่ที่จวนไปก่อนจะดีกว่า ท่านเองก็เพิ่งจะหมั้นหมาย หากแม้หายหน้าหายตาไปเช่นนี้ จะไม่เป็นการหยามเกียรติท่านรองแม่ทัพไปหน่อยหรือ คุณหนูท่านนั้นก็คงรอให้ท่านไปเยี่ยมเยือนที่เรือนอยู่บ้างกระมัง  ระหว่างนี้คนที่ท่านควรเอาใจใส่ใช่สมควรจะเป็นคู่หมั้นของท่านมากกว่าหรือไม่  ส่วนคุณหนูเซียนเซียนสมควรฝากฝังให้คนอื่นดูแลแทนจะเหมาะสมกว่า ” 


            หนายข่ายลี่สบตาเหล่าจาง “ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่ เซียนเซียนน้อยของข้าไม่สบาย ข้าย่อมต้องไปดูแล เจ้าแยกแยะความหนักเบาได้มาโดยตลอด เหตุใดรอบนี้ถึงเอ่ยเช่นนี้ “ น้ำเสียงเจือแววผิดหวังชัดเจน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาผิดหวังที่ไม่ได้ออกไปจากบ้าน หรือผิดหวังในตัวของคนสนิทกันแน่

            เหล่าจางจึงถือโอกาสอธิบายเสริมแก่เขาทันที “ ก่อนข้าจะกลับมา คุณชายเซียวและหมอหญิงรักษานางจนหายแล้ว เหลือแต่เพียงให้นางได้ดูแลตัวเองสักหน่อย ภายในปีครึ่งปี นางก็จะหายดีเป็นปกติ “

    หนายข่ายลี่ได้ฟังประโยคที่คาดไม่ถึงก็พลันตาโตสายตาเป็นประกาย ปรี่เข้าไปจับต้นแขนสองข้างของเหล่าจาง   เขย่าเบาๆ “ เจ้าพูดจริงหรือ นางหายแล้วจริงๆหรือ “ 


            เหล่าจางยิ้มเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับ “ ตาก็มองเห็นแล้ว ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลมาก แต่การที่ท่านเดินทางไปไปมาเช่นนี้ต่างหากเป็นสิ่งที่ข้ากังวล อย่างแรกนายท่านจะสงสัย และแม่นางกู้จะอยู่ที่นั่นต่อไม่ได้ ข้อสำคัญสถานการณ์บ้านเมืองบัดนี้ใช่ว่าจะปลอดภัย ท่านก็เห็นตัวอย่างมาแล้ว ท่านอยู่ที่นี่เถอะหากท่านต้องการพบนาง ข้าจะหาโอกาสไปพบนางเอง เช่นนี้ดีกว่าหรือไม่ “  ขณะที่เหล่าจางพูด เขาก็สังเกตเห็นหนานข่ายลี่เหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย มองมาที่เขาเหมือนพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง ทำให้เขาต้องพูดเสริมอีกประโยคตรงเข้าประเด็นสำคัญทันที


            “ นายน้อย ข้ากลับเห็นด้วยกับนายท่าน  ท่านควรอยู่แต่ที่เมืองนี้ เลิกออกไปเตร็ดเตร่ก็ดีเหมือนกัน “ จู่ๆเหล่าจางก็เอ่ยประโยคที่สวนทางกับความคิดของหนานข่ายลี่ขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา 


            เพราะประโยคนี้ กลับดึงความสนใจของหนานข่ายลี่ได้อีกครั้ง เขามองหน้าเหล่าจางด้วยสายตาไม่พอใจ  “ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน เจ้าเปลี่ยนไปนะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ “

            หลังพูดแล้วหนายข่ายลี่ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เพ่งมองไปที่คนสนินชั่วขณะก่อนจะหันหลังเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้เงียบๆ  เสียงของเหล่าจางก็ดังขึ้นมาตามหลัง

            “ คุณชาย อายุท่านก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว สมควรแต่งงานมีครอบครัวมีหลานให้นายท่าน.. .”

            “ พอแล้ว ! “ เสียงตะคอกของหนานข่ายลี่ดังแทรกขึ้นมา น้ำเสียงเจือความผิดหวังชัดเจน ต่อให้เหล่าจางไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก เขาก็พอเดาได้ว่าคนของเขาคงถูกบิดาซื้อตัวไปแล้ว ยังเหลือแต่ว่าไม่ได้บอกเล่าความประพฤติและสิ่งที่เขาแอบทำลับหลังให้บิดาเขารู้ทั้งหมดเพียงเท่านั้น 

            “ ขอถามอีกครั้ง จะไปหรือไม่ไป “ หนานข่ายลี่เอ่ยโดยไม่หันหลังกลับไปมองเหล่าจาง ภายในห้องเงียบสนิทอยู่ช่วงหนึ่ง บรรยากาศอึดอัดกดทับคนทั้งคู่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            สักพักจึงมีเสียงหนักแน่นตอบกลับ “  ไม่ไปใหนทั้งสิ้น  “ 

            “ ฮึ.. อะไรกัน กระทั่งเจ้าก็ถูกพ่อข้าซื้อตัวหรือนี่ “ หนายข่ายลี่ทำเสียงเยาะเย้ยขึ้นมา มือสองข้างกำหมัดไว้แน่น

            แต่เหล่าจางกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น ตัวท่านล้วนทราบดี “  


            ชายหนุ่มร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้าๆ แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงเพียงแต่แลดูโดยเดี่ยวอ้างว้าง ขาสองข้างก้าวยาวๆเข้าไปยังเรือนนอนชั้นใน ปิดประตูแน่นหนา แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการต่อบทสนทนาหรือเห็นหน้าเหล่าจางอีก 

            เหล่าจางยืนอยู่หน้าประตูที่ถูกปิดสนิทครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องของตัวเองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องของชายหนุ่ม เขานั่งนิ่งที่ริมเตียงนอนแววตาทอประกายหม่นหมอง 

    ‘ นายน้อย ท่านคือเพื่อนเพียงคนเดียวของข้า ท่านคือคนที่ข้าจะปกป้อง  ไม่ว่าท่านจะคิดว่าข้าทรยศหักหลังอย่างไร ข้าไม่แก้ตัวทั้งนั้น ขอเพียงท่านปลอดภัยก็พอ ‘ 


                    ข่าวจากเหล่าจางส่งมาถึงมือของเซียวหลงก่อนวันที่เขาจะจากไปเพียงหนึ่งวัน เนื้อหาในนั้นระบุว่าหนานข่ายลี่ถูกกักบริเวณหลังงานหมั้นหมาย ไม่สามารถมาส่งและร่วมหารือกับเขาได้ ส่วนกู้เซียนเซียนขอให้วางใจ หนานข่ายลี่และเขาจะดูแลนางเอง

    หลังอ่านจดหมายด่วนฉบับนั้นจบ เซียวหลงพลันรู้สึกหนักใจขึ้นมา  เรื่องราวการหมั้นหมายของหนานข่ายลี่เขาพอรู้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าจะส่งผลกับอิสรภาพของเขาไปด้วย 


            แม้จะรับปากดูแลตามสมควร แต่จะปล่อยหญิงสาวเอาไว้ตามลำพังเช่นนี้ เขากลับรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก 

            กู้เซียนเซียน นางจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังได้อย่างไร

            เซียวหลงเผาจดหมายฉบับนั้นกับตะเกียงเพียงดวงเดียวภายในห้องนอน ก่อนไอโขลกออกมาหลายทีจนรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณบาดแผลที่หน้าอกกระทั่งต้องยกมือขึ้นกดเอาไว้ นัยน์ตาสีนิลก้มมองไปที่เศษเถ้าถ่านของจดหมายบนโต๊ะ แววตาฉายความว้าวุ่นลังเลอย่างที่ไม่ค่อยจะได้พบเห็นบ่อยนัก

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786