ทะเลสาบหนานเทียนอยู่ห่างจากตัวเมืองของผมกว่าร้อยกิโลเมตรเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีแม่น้ำไหลผ่าน จึงเป็นแหล่งน้ำที่มีการไหลเวียน
ด้วยภูมิทัศน์ที่งดงามจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในพื้นที่
ตอนปีหนึ่งชั้นเรียนของผมเคยจัดทริปไปที่นั่นครั้งหนึ่ง
แต่ไม่คิดเลยว่าการกลับไปครั้งนี้จะเป็นเพราะต้องไป‘เก็บศพ’
เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอาจารย์ผมจึงถามขึ้นอีกครั้ง “อาจารย์ ศพนี้ดุร้ายขนาดนั้นเลยเหรอถึงต้องให้ท่านออกโรงเองแบบนี้”
อาจารย์พยักหน้า“อืม…ถ้าเป็นงานที่โทรมาจากสายนี้ล่ะก็ล้วนเป็นเรื่องยุ่งยากทั้งนั้น”
ผมหันไปมองโทรศัพท์บ้านเก่าๆเครื่องนั้นอีกครั้ง
‘ใต้เท้า’ ที่โทรมาเป็นใครกันแน่
เป็น‘เจ้าหน้าที่ของโลกนี้’ หรือ ‘เจ้าหน้าที่ของอีกโลก’?
แต่ดูเหมือนอาจารย์จะไม่คิดบอกผมมากกว่านี้เพียงพูดต่อว่า “เก็บของอีกเดี๋ยวรถของฌาปนสถานจะมารับเรา”
“รับทราบครับ อาจารย์” ผมพยักหน้าก่อนรีบขึ้นไปข้างบน
ตลอดเวลาที่ฝึกกับอาจารย์นอกจากพื้นฐานต่างๆ เขายังสอนให้ผมรู้ว่าเมื่อออกไปทำงานเผชิญหน้ากับวิญญาณประเภทต่างๆ ควรเตรียมอุปกรณ์อะไรไปบ้าง
อย่างเช่นครั้งนี้เป็นการเก็บศพ…แถมเป็นศพที่อยู่ในน้ำ
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องนำไปด้วยคือ‘ตาข่ายสะกดศพ’ ซึ่งถักขึ้นจากขนสุนัขดำ ขนลา และเชือกป่านพิเศษ
อาจารย์บอกว่าตาข่ายชนิดนี้มีพลังสะกดศพที่แข็งแกร่งมากแม้แต่ผีดิบทั่วไปก็ไม่อาจขยับตัวได้หากถูกขึงด้วยตาข่ายนี้
ผมเดินไปยังที่เก็บกล่องเครื่องมือและเตรียมอุปกรณ์สำหรับเก็บศพอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายผมหยิบเครื่องมือประจำตัวขึ้นมาด้วย
กระบี่กระดูกปลาแส้กระดูกงู ร่มปรภพ และยันต์สะกดวิญญาณ
ส่วนธูปเทียน และกระดาษเงินกระดาษทองซึ่งเป็นของพื้นฐานก็เตรียมไว้ครบถ้วน
นอกจากนี้ยังมีเป้สองใบกับกระเป๋าหิ้วใบใหญ่
ภายในบรรจุเครื่องรางและอุปกรณ์เก็บศพเฉพาะทางทุกอย่างถูกเตรียมไว้อย่างมืออาชีพ
เมื่อผมหิ้วสัมภาระลงมาชั้นล่างอาจารย์ถามขึ้นทันที “เอาตาข่ายสะกดศพกับโซ่เหล็กดำมาด้วยหรือเปล่า”
“เอามาหมดแล้ว ทุกอย่างเตรียมพร้อม ท่านวางใจได้เลย” ผมตอบด้วยความมั่นใจ
ถ้าหากเรื่องแค่นี้ยังเตรียมไม่ได้ผมก็สมควรถูกวิญญาณร้ายเล่นงานตายไปจริงๆ
อาจารย์มองผมอย่างพึงใจก่อนพยักหน้าเล็กน้อย
แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังกล่าวเตือนผมอย่างเคร่งเครียด “ดี!การเดินทางครั้งนี้จะต้องมีปัญหาใหญ่แน่ ไม่เช่นนั้นข้างล่างคงไม่โทรมาหาฉันดังนั้นหากเราไปถึง โดยเฉพาะตอนขึ้นเรือและเริ่มเก็บศพ ห้ามสบตากับพวกมันเด็ดขาดถ้าหากพลาดพลั้งตกน้ำอย่าตกใจ ใครก็ตามที่เข้าใกล้นายให้ใช้กระบี่กระดูกปลาฟันมันทันที
โชคชะตานายผูกพันกับสายน้ำอาวุธที่ฉันมอบให้ทั้งกระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงูล้วนมีพลังสยบศพสะกดสิ่งชั่วร้าย…”
นี่เป็นครั้งแรกที่อาจารย์พูดเตือนอย่างจริงจังก่อนออกเดินทาง
ผมไม่กล้าประมาทเพราะรู้ว่างานนี้เป็นงานที่เอาชีวิตเข้าแลก
หากทำสำเร็จผลตอบแทนย่อมมหาศาล ขั้นต่ำหลักหมื่น หากโชคดีอาจพุ่งถึงหลักแสนหรือมากกว่านั้น
แต่มีบางคำที่ทำให้ผมหยุดคิด
อาจารย์บอกว่า…‘ข้างล่าง’ เป็นคนโทรมา
ความหมายของเขาคืออะไร
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคิดเรื่องนี้
ผมตอบกลับไปอย่างหนักแน่น“อาจารย์ ผมจำทุกอย่างขึ้นใจแล้วเมื่อถึงที่นั่น ไม่ว่าท่านสั่งอะไร ผมจะทำตามทั้งหมด ไม่มีลังเลแน่นอน”
อาจารย์ยิ้มออกมาอย่างพอใจ“ดี! คืนนี้ฉันจะสอนวิธีเก็บศพดุร้ายให้นาย”
ขณะที่เรากำลังพูดคุยกันรถคันหนึ่งก็มาจอดหน้าร้าน
“ปรี๊นๆ …”
เสียงแตรดังขึ้นสองครั้ง
ผมกับอาจารย์หันไปมองเห็นว่าเป็นรถขนศพของฌาปนสถาน
อาจารย์หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะหันมาพูดกับผม “ขึ้นรถไปนั่งข้างฉัน ห้ามพูดกับคนขับ ถึงที่แล้วก็ลงจากรถทันทีอย่าอยู่บนรถนาน”
ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เมื่ออาจารย์พูดแบบนี้ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่าง
เพราะงานในโลกของคนตายทุกคนที่ทำอาชีพนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่
ผมพยักหน้าโดยไม่ซักถามอะไรเพิ่มเติม
เห็นดังนั้นอาจารย์จึงเดินนำออกไปจากร้าน
หลังจากปิดประตูร้านเราเดินไปที่รถขนศพ
ผมเหลือบมองคนขับ
เขาเป็นชายวัยกลางคนผิวเหลืองซีด ริมฝีปากแหลมและซูบผอม แต่ที่สะดุดตาคือดวงตาของเขามันใหญ่และดำสนิทผิดปกติ ไม่เหมาะกับอายุของเขาเลย
เขาไว้หนวดบางๆเป็นเลขแปด (八) แถมใบหน้ายังดูเหมือนหนู
เมื่อเขาเห็นเราเดินมาดวงตาพลันเป็นประกาย
เขาเผยรอยยิ้มแปลกๆแต่ไม่มีความรู้สึกใดแฝงอยู่ในนั้น ก่อนพูดขึ้น “ซ่งซือโถวพาลูกศิษย์มาอีกแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่เรื่องของแก เปิดประตู”
อาจารย์ไม่แม้แต่จะไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ
เขาพาผมไปที่ประตูด้านข้างเปิดมันออก แล้วพาผมขึ้นไปนั่งข้างใน
ภายในรถถูกถอดเบาะออกหมดเหลือเพียงเก้าอี้ไม้เล็กๆ วางอยู่
ผมกับอาจารย์นั่งลงที่ด้านหลัง
อากาศในรถเย็นยะเยือกแทบจะทันทีที่ก้าวขึ้นไปอาจเพราะรถคันนี้เคยขนศพมามาก
แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าคือกลิ่นประหลาดที่อบอวลอยู่ในรถ
มันเหมือนกลิ่นขนสัตว์ป่าที่ขึ้นรา
และกลิ่นนั้น…ดูเหมือนจะมาจากที่นั่งคนขับ
ผมไม่รู้ว่าเขาไม่ได้อาบน้ำมานานแค่ไหนแม้แต่ผมที่อยู่เบาะหลังถึงยังได้กลิ่นชัดเจนขนาดนี้
คนขับมองผ่านกระจกหลังเมื่อเห็นเรานั่งเรียบร้อย เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงเหยียบคันเร่งออกรถทันที
ระหว่างที่ขับไปเขาเอ่ยถามผม “ไอ้หนูชื่ออะไร อยู่กับซ่งซือโถวมานานแค่ไหนแล้วเหรอ”
คนขับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบหากเป็นสถานการณ์ปกติ ผมคงตอบกลับไปตามมารยาท
แต่เพราะอาจารย์เตือนไว้ล่วงหน้าว่า‘ห้ามพูดกับคนขับ’ ผมจึงปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไร
อาจารย์ที่อยู่ข้างๆผมจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ
เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบคนขับก็พูดขึ้นอีก “ทำไม ไม่ให้เกียรติฉัน ‘ท่านฮุย’ เลยหรือไง”
น้ำเสียงของเขาเริ่มเจือความไม่พอใจ
แต่ทันใดนั้นอาจารย์ก็พ่นควันออกมาแล้วสวนกลับไปทันที “แกมีเกียรติอะไรนักหนาหุบปากแล้วขับรถไปเถอะ ถ้ายังกล้าหันมาพูดกับลูกศิษย์ฉันอีก ฉันจะฆ่าแกตรงนี้เลยเอาไหม”
ชายที่เรียกตัวเองว่า ‘ท่านฮุย’ ไม่ได้โกรธเลยสักนิด กลับหัวเราะเบาๆแล้วพูดต่อ “อย่าหัวเสียไปสิ ซ่งซือโถว ฉันก็แค่คนขับรถไม่ได้จะหาเรื่องสักหน่อย แค่อยากบอกว่า ลูกศิษย์ของคุณน่ะ หน้าตาดีทีเดียวแต่ดวงกลับถูกเมฆดำบดบัง ดูท่าเคราะห์ร้ายกำลังมา”
สีหน้าผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ผมกำลังเผชิญกับลางร้ายอย่างนั้นหรือ
อาจารย์กลับกลอกตาตวาดกลับ“ไอ้เวร ขับรถของแกไปให้ดีๆ เถอะแกเองก็ยังไม่รู้จักทางเดินชีวิตตัวเองดีพอ ยังกล้ามาทำนายชะตาคนอื่นอีกถ้ายังไม่หุบปากล่ะก็ ฉันจะอัดแกตรงนี้เลย”
คนขับไม่โกรธสักนิดเขายังคงยิ้มเยาะอยู่หน้ารถ ก่อนตอบกลับมา “ได้ๆ ฉันจะเงียบแล้วแต่เดี๋ยวความเร็วอาจเพิ่มขึ้นหน่อย เตรียมตัวให้ดีล่ะ”
ได้ยินดังนั้นผมแอบมองเขาผ่านกระจกมองหลัง
ใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มแปลกๆประดับอยู่ เหมือนคนที่กำลังเสแสร้ง
อาจารย์ขยับตัวเล็กน้อยก่อนส่งสัญญาณให้ผมจับที่จับข้างตัว
ผมไม่ลังเลรีบจับมันเอาไว้แน่น
แต่ในวินาทีถัดมาผมกลับเห็นภาพบางอย่างผ่านกระจกมองหลัง
ชายที่กำลังขับรถเอื้อมมือขึ้นไปดึงเส้นหนวดเลขแปดของตัวเองออกมาเส้นหนึ่งหนวดเส้นนั้นหนาและแข็งกว่าปกติ มันดูแปลกประหลาดกว่าหนวดของคนทั่วไป
เขาถือหนวดไว้ที่จมูกสูดดมมันสองสามครั้ง
ท่าทางของเขาดูวิปริตและน่าขยะแขยง
เขาเป่าลมหายใจลงไปบนเส้นหนวด
ทันใดนั้นหนวดเส้นนั้นก็ลุกไหม้ขึ้นโดยไร้สัญญาณเตือน
เปลวไฟที่ลุกขึ้น…กลับเป็นสีเขียวเรืองแสง!