ในห้วงจักรวาลอันไพศาล เป็นมิติมืดดำกว้างไกลโดยไร้ที่สุด จุดแสงของดวงดาวจำนวนอภิมหาศาลส่งแสงประกายนับล้านล้านดวง ดวงดาวเหล่านั้นบ้างเรียงตัวกันเป็นกลุ่มก้อนบ้างเป็นเส้นสาย ต่างประชันแสงหลากสีระยิบระยับ เป็นสีสันพร่างพรายงดงามตระการตา
.. อุทัยสายตาพร่างพรายมองดูแสงสีอันสวยงามเหล่านั้น
.. ฮือออออ .. นี่ข้ากลับเข้ามามิติจิตเงาอสูรอีกแล้วหรือ
เงาร่างกำยำของบุพอสูรนั่งขัดสมาธิลอยอยู่ ผมแดงเพลิงยาวสยาย บนศีรษะมีสองเกรียวเขาเห็นได้เด่นชัด
อุทัยกล่าวขึ้น “.. บิดาอสูร”
เหนือร่างนั้นมีดวงตาสีดำขนาดมหึมาคู่หนึ่งลืมตื่นขึ้น ดวงตาอันดุร้ายของบุพอสูรทาบผ่านผืนมิติแห่งจักรวาล เกิดประกายละอองสีทองระยิบแผ่กระจายออกไปโดยทั่ว
“.. ยังไม่ทันไรกลับมาอีกแล้ว” เสียงบุพอสูร
อาาา .. อุทัยอุทาน เมื่อทบทวนดูก็จำได้ว่าถูกเจ้าทาสกระบี่เสียบทะลุหน้าอกอย่างแรง มันนำมือขึ้นลูบคลำหน้าอกกล่าวเสียงอ่อยว่า “.. สงสัยบุตรจะประมาทไป ถูกผู้อื่นทุบตีกลับมาอีกแล้ว”
“.. มิได้ประมาท .. ต้องกล่าวว่า .. มิได้ประมาณตน” เสียงบุพอสูร
อุทัยหน้าจ๋อย บุพอสูรยังกล่าวต่อ “เจ้าปรสิตนั่น มีพลังมากกว่าเจ้านับล้านเท่า”
อุทัยกล่าว “.. บิดา หมายถึง ไอ้ตัวที่คล้ายหนอนยักษ์ตัวนั้น มันคือตัวอันใด”
บุพอสูรกล่าว “เจ้านั่นหนะ คือสัตว์อสูร”
อุทัยกล่าวทวน “.. สัตว์อสูร”
บุพอสูรกล่าวต่อ “ใช่ เป็นสัตว์อสูรชั้นต่ำ มันจะเข้าไปอาศัยอยู่ในร่างสิ่งมีชีวิตอื่น ควบคุมความคิด และเสพพลังชีวิตของร่างนั้น”
อุทัยกล่าว “.. กินพลังชีวิตอันใด ร่างนั้นยังแข็งแกร่งกว่าเดิมอีก”
บุพอสูรกล่าว “ถูกต้อง .. มันจะดึงพลังแฝงของร่างนั้น ทำให้แข็งแกร่งขึ้นนับร้อยเท่า ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องตัวตนอันอ่อนแอของมัน .. แต่สุดท้ายพลังชีวิตของร่างนั้นจะถูกดื่มกินจนหมดสิ้น จะต้องหาร่างใหม่ดำรงชีพอีกเรื่อยไป”
อุทัยพยักหน้ากล่าว “.. เป็นเช่นนี้เอง จึงเรียก ปรสิต” แล้วถามต่อ “แล้วจะสังหารมันได้อย่างไร”
ฮา .. เสียงหัวเราะของบุพอสูร “กลับมาหาบิดาได้ ถือว่าโชคดีแล้ว นี่ยังคิดสังหารมันเชียวหรือ”
หวา .. อุทัยหน้าม่อยกล่าวต่อ “.. เช่นนั้นคงได้แค่หลบหนีแล้ว พลังสายฟ้าอันใดนั่นก็ ใช้ได้บ้าง ใช้มิได้บ้าง”
ฮา .. บุพอสูรหัวเราะอีก “เจ้าหมายถึงผลึกอัสนีนี่ดอกหรือ”
ทันใดปรากฏก้อนผลึกเรืองแสงลอยอยู่ในห้วงมิติ แสงเรืองรองสีม่วงอมฟ้าใสกระจ่าง
ภายนอกเป็นแท่งผลึกน้อยใหญ่โผล่ยื่นอย่างไร้ระเบียบ แกนกลางภายในมีสีม่วงเข้มจนคล้ำดำ เส้นสายอัสนีม่วงนับแสนล้านวิ่งปะทะชนกันวุ่นวาย
อุทัยกล่าว “.. อัสนีธาตุบริสุทธิ์ระดับดึกดำบรรพ์”
บุพอสูรกล่าว “ผู้อื่นตามหาแทบพลิกทุกพิภพ กลับมาอยู่ที่นี่เอง”
อุทัยถาม “.. มันคือสิ่งใดกัน”
บุพอสูรกล่าว “แก่นอัสนีธาตุบรรพกาล เป็นต้นกำเนิดของพลังอัสนีคราวกำเนิดโลกธาตุ”
อาาา .. อุทัยอุทาน บุพอสูรกล่าวต่อ “หลังจากถ่ายทอดพลังสู่โลกธาตุทั้งหลายนานนับล้านๆ ปี แก่นอัสนีธาตุก็ปะทุระเบิดออก เกิดเป็นผลึกอัสนีธาตุกระจายไปตามพิภพต่างๆ”
อาาา .. อุทัยอุทานอีก บุพอสูรกล่าว “แต่ผลึกอัสนีอันนี้ มันยังคงเหลือพลังอยู่อีกหรือ”
ราวไม่ยอมรับวาจาของบุพอสุร ผลึกอัสนีธาตุเปล่งแสงเป็นเท่าทวีทั้งส่งเส้นสายอัสนีนับพันปะทุวิ่งชนกัน .. เปรี๊ยะ .. ปร๊ะ .. ปร๊ะ
ฮา .. บุพอสูรหัวเราะ “เจ้าผลึกนี่ .. ไม่เลว .. ไม่เลว”
อุทัยกล่าวบ้าง “.. ผู้บุตรควบคุมพลังอัสนีจากผลึกนี้ ผ่านทางเส้นลมปราณ แต่บางครั้งพลังนั้นสูญหายไป ไม่สามารถใช้ออกได้”
บุพอสูรกล่าว “เจ้าผลึกธาตุนี้ ราวกับมีชีวิตจิตใจ” .. ผลึกอัสนีธาตุเปล่งแสงวูบวาบเหมือนกำลังสื่อสารอันใด
อือออ .. บุพอสูรกล่าวต่อ “เป็นเช่นนี้เอง .. มันบอกว่า ร่างกายของเจ้าอ่อนแอดังมดปลวก หากใช้พลังจากมันมากไป เจ้าจะถูกเผาผลาญเป็นเถ้าธุลี”
อุทัยกล่าว “.. หวา .. คงต้องวิ่งหนีเจ้าปรสิตนั้นหัวซุกหัวซุนแล้ว”
บุพอสูรกล่าว “เรื่องเช่นนี้ เจ้าถนัดอยู่แล้วมิใช่หรือ .. ฮา” บุพอสูรหัวเราะร่าราวยินดีกับคราวเคราะห์ของผู้บุตร แล้วกล่าวต่อว่า “อีกสักครู่พลังของเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหนึ่งระดับ”
อุทัยกล่าว “.. เพียงพอให้หลบหนีการทุบตีหรือไม่”
บุพอสูรกล่าว “ไม่น่าจะรอด ดูทรงแล้วคงถูกกระทืบจนบี้แบน ร่างเจ้าปรสิตนั้นแข็งแกร่งพอดู ทั้งที่เห็น ยังมิใช่พลังสูงสุดของมัน”
“มารดามัน” อุทัยก่นด่า “นั่นระดับจิตญาณคุรุแล้วนะ ยังไม่ใช่ระดับสูงสุดของมันอีกหรือ”
บุพอสูรกล่าว “เจ้านี่ วันๆ แส่หาแต่บาทา สมกับเป็นบุตรข้าจริงๆ ” .. ฮา ฮา ฮา บุพอสูรหัวเราะร่า กล่าวต่อว่า “เอานี่ไป ..”
ที่เบื้องหน้าปรากฏเม็ดกลมสีขาวส่องประกายราวไข่มุกขึ้นเม็ดหนึ่ง อุทัยจ้องมองตาไม่กะพริบ
บุพอสูรกล่าว “โอสถเปิดจักรวาล ฮา”
อึกกก .. อุทัยกลืนน้ำลายลงคอ “.. คืออันใด .. ขอรับ”
บุพอสูรกล่าว “โอสถเพิ่มพลัง รับรองเพียงพอให้เจ้าใช้หลบหนีได้แน่นอน ฮา”
อุทัยตาเป็นประกาย แค่สัมผัสพลังจากเม็ดโอสถยังรู้สึกกระชุ่มกระชวยถึงเพียงนี้ แต่ทันใดก็รู้สึกแน่นอึดอัดขึ้นมา
บุพอสูรกล่าว “ไปเถิด รีบไป ประเดี๋ยวจะไม่ทันการ”
ภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง .. ปราณ ‘เทวะแท้จริง’ พลังเทวะบริสุทธิ์ของเทวาบรรพกาลจริงแท้ เป็นปราณหลักทำการก่อร่างจุดชีพจรและเส้นลมปราณขึ้นใหม่อีกครั้ง
ปราณสีพลอยชมพูสดใสภายในจุดชีพจรหลักทั้งแปดชักนำอีกสองพลังปราณ คือ ปราณ ‘อรุณโรจน์’ โดยแก่นชีวะพุทธอรุณเป็นสีทองจรัสร้อนแรงบริสุทธิ์ และปราณ ‘อสูรบรรพกาล’ ก่อกำเนิดใหม่จากจิตวิญญาณ มีสีดำสนิทเย็นเยือกภายในมีละอองทองระยิบวิ่งพล่านอยู่
.. ทั้งสามปราณต่างถูกถ่ายเทออกมาทางไขกระดูกตามแนวสันหลัง
จุดชีพจรหลักอัดแน่นไปด้วยขุมพลังปราณทั้งสาม ที่เชื่อมต่อด้วยเส้นชีพจรเป็นปราณแขนงเก้าเส้นหมุนวนกันเป็นสามเกลียวสามสี หนึ่งชมพูพลอยเรืองรอง หนึ่งทองเรืองจรัส และอีกหนึ่งดำสนิทประกายละอองทอง
เส้นลมปราณเกลียวเชื่อมกระจายไปยังจุดชีพจรทั้งหมด จากล่างขึ้นบน จากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย สู่จุดชีพจรแขนงที่เล็กย่อยที่สุด
ขุมพลังทั้งสามของอุทัยที่จุดชีพจรหลักทั้งแปดพลันพองตัวขยายออก พลังปราณทั้งสามวิ่งกระจายไปผ่านเส้นชีพจรเกลียวแล้วขยายตัวบีบรัดกระชับกันอย่างแน่นหนา
ภายในหูอื้ออึง เสียงบุพอสูรดังแว่วเข้ามา “โอสถเปิดจักรวาลเพียงมีผลชั่วครู่ จงจำไว้”
.. เปรี้ยงงงงงงงง !!!! .. เกิดเสียงดังสนั่นภายในร่างกาย เส้นลมปราณสะสมพลังอัดแน่นจนเต็มปริ่มแล้ว ก่อเกิดพลังตามมาอย่างมหาศาล
อุทัยทะลวงผ่านระดับยุทธ์ ‘ปรมะปราณ’ .. มันก้าวข้ามไปสู่อีกระดับ พลังปราณและร่างกายกล้าแกร่งเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยเท่า
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นพบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นวิหารอันเย็นเฉียบ ครอบคลุมด้วยปราการปราณวารีอันทรงพลัง แต่กระนั้นดูเหมือนปราการปราณกำลังจะสูญสลายถูกทำลายลง
.. นี่เรานอนหลับไปนานเท่าไร .. อุทัยครุ่นคิด
เห็นซิงซิงผมสีฟ้าพุ่งถอยร่างออกมา ทั้งยังลากสตรีนางหนึ่งออกมาด้วย .. สตรีผู้มีผมยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะ
อุทัยสัมผัสพลังชีวิตของสตรีผมขาวได้ทันที .. เป็นพลังชีวิตที่มันคุ้นเคย .. นางคือ วาวา .. แต่ที่น่าตระหนก คือ .. กระบี่เทพวายุกำลังพุ่งเข้าใส่แสกหน้าของนาง
ร่างกายรวดเร็วประดุจความคิด .. อุทัยหายวาบมาขวางอยู่ด้านหน้า ยืดแขนขวาออกนำสองนิ้วชี้กลางคีบปลายแหลมของเจ้าทาสกระบี่ไว้ แขนซ้ายช้อนร่างของวาวาไว้ในอ้อมแขน
จ๊ากกก ! .. เจ้าทาสกระบี่ร้อง “.. นี่เจ้า .. เจ้ายังไม่ตาย”
ถูกต้อง .. อุทัยยังไม่ตาย ทั้งระดับพลังยุทธ์ก็เพิ่มพูน ร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นแข็งแกร่งกำยำยิ่งกว่าเดิม
อุทัยหาใส่ใจเจ้าทาสกระบี่ไม่ สายตาของมันจ้องมองไปยังสตรีในวงแขน ดวงตาของวาวาเอ่อคลอด้วยน้ำใสๆ กล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “.. ท่าน .. ท่านกลับมาแล้ว”
อุทัยสัมผัสถึงชีพจรปราณอันปั่นป่วนของวาวา นางเร่งเร้าพลังจนถึงขีดสุดจนปราณพลังทั่วร่างแทบไม่เหลือแล้ว
.. นี่นางยอมสละพลังทั้งหมดเพื่อปกป้องข้าหรือ
แต่ที่ชีพจรมูละธารณะของวาวา กลับมีพลังคล้ายกำลังจะระเบิดปะทุออก พลังอันมหาศาลอัดแน่นแต่ไม่สามารถกระจายออกไปตามเส้นชีพจร
อุทัยมองดวงตาคู่นั้นอย่างอ่อนโยน แล้วกล่าวว่า “.. ข้าอยู่นี่แล้ว จะไม่มีอันใดทำร้ายท่านได้ ข้าจะปกป้องท่านด้วยชีวิตของข้า”
.. แล้วจึงก้มลงนำปากประกบกับริมฝีปากอันบอบบางของวาวา
.. ปราณเทวะแท้จริงอันพิสุทธิ์ถูกถ่ายเทผ่านริมฝีปากเข้าสู่ร่างกายดรุณีผู้งดงาม
.. วาวาหลับตาพริ้ม รู้สึกถึงกระแสปราณที่แทรกไปตามอณูชีพจรปราณ เป็นความอบอุ่นอย่างประหลาด ทั้งร่างกายจิตใจเคลิบเคลิ้มราวล่องลอยอยู่บนเส้นขอบฟ้า
.. จุดชีพจรของวาวาถูกซิงซิงทะลวงจนปลอดโปร่ง ทำปราณเทวะจริงแท้ไหลผ่านได้โดยสะดวก ทุกอณูชีพจรปราณถูกเสริมสร้างหมดจดราวก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ .. พลังจากจุดชีพจรมูละธารณะกระจายถ่ายเทวนเวียนไปทั่วร่าง
อีกทางหนึ่งกระบี่เทพวายุพยายามดิ้นหนี แต่สองนิ้วของอุทัยทรงพลังดังคีมเหล็กจนมันไม่สามารถกระดิกไปไหนได้ อุทัยถ่ายทอดปราณอสูรบรรพกาลผ่านสองนิ้วเข้าสู่กระบี่เทพวายุ
ปลายแหลมของกระบี่ถูกกัดกร่อนกลายเป็นอณูล่องลอยกระจายออกโดยรอบ
อ๊ากกกกก .. เสียงร่ำร้องอย่าปวดร้าวของเจ้าทาสกระบี่ ใบหน้าของมันเหยเกทั้งตื่นกลัวทั้งเจ็บปวด “.. ข้าไม่ยินยอม .. ข้ายังไม่อยากตายเช่นนี้ .. โฮฮฮฮฮฮฮ ..”
ศาสตราระดับเทวะถูกย่อยสลายเรื่อยมาจนถึงโคนกระบี่ สุดท้ายกระบี่เทพวายุก็หายไปราวไม่เคยคงอยู่มาก่อน มันสูญสลายคืนสู่ธาตุธรรมชาติไปเสียแล้ว
วาวาสงบนิ่งคล้ายกำลังจำศีลบำเพ็ญเพียร อุทัยหยุดถ่ายทอดปราณพลังเงยหน้าขึ้นกล่าวกับซิงซิงว่า “พวกท่านรีบหลบหนีออกไปจากเมืองนี้ ไปให้ไกลได้เท่าไหร่ยิ่งดี”
ซิงซิงตื่นจากภวังค์ กล่าวตอบว่า “ทุกคนได้รับยาถอนพิษแล้ว กำลังเดินทางออกจากเมือง” นางจ้องร่างกายที่เปลี่ยนแปลงของอุทัยกล่าวต่อว่า “.. ข้าใกล้แปรสภาพกลับเป็นแมวน้อยแล้ว .. ไป รีบไปกัน”
อุทัยกล่าว “.. พวกท่านไปก่อนก้าวหนึ่ง ข้าจะถ่วงเวลาให้” แล้วจึงนำสองแขนช้อนร่างวาวาส่งให้ซิงซิง
ซิงซิงรับร่างวาวามาแล้วกล่าวว่า “.. เจ้าโล้นบ้า .. นี่เจ้าจะทำอันใดอีก รีบตามมาหล่ะ”
อุทัยกล่าวโดยไม่นำพา “.. แล้วเจอกัน .. ข้าไม่ตายง่ายๆ ดอก .. ฮา” แล้วจึงหันร่างกลับไปเผชิญกับเจ้าปรสิตที่สิงอยู่ร่างปรมาจารย์ยุทธ์ชื่อก้องทวีป
ฮือออ .. กระบี่ทลายนภารู้สึกฉงน ปราณกระบี่สังหารของมันหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งยังสัมผัสไม่ได้ถึงการคงอยู่ของกระบี่เทพวายุ มันพุ่งกายเข้าหาโดยทันใด
แต่แล้ว .. ปราการปราณวารีธาตุก็ระเบิดออก .. บรึ่มมมมมม !!! .. ก่อเกิดม่านไอน้ำแข็งฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นวิหาร
ยังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ก็ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มมายืนขวางอยู่ตรงหน้า กระบี่ทลายนภากล่าวอย่างแปลกใจ “.. เจ้า .. นี่เจ้า”
อุทัยยืนแยกเขี้ยวกล่าวว่า “.. แปลกใจหล่ะเซ่ .. เจ้าปรสิต” ร่างกายปรากฏอักขระยันต์สีทองอร่ามสดใส มันง้างหมัดขึ้น
.. หมัดอรุณโรจน์ !!!
เปรี้ยงงง !!! .. หมัดขวาชกเข้าใบหน้ากระบี่ทลายนภาอย่างจัง
เปรี้ยงงง !!! .. หมัดซ้ายชกเข้าใบหน้ากระบี่ทลายนภาอีกทีจนหน้าหงาย
เปรี้ยงงง !!! เปรี้ยงงง !!! .. หมัดขวาซ้ายชกอีก ทำกระบี่ทลายนภาหน้าสะบัดไปมา
กระบี่ทลายนภาไม่ทันตั้งตัวถูกชกจนโงนเงน อุทัยหมุนกายหนึ่งรอบพร้อมเหวี่ยงสะโพกปลดปล่อยแข้งขวาสะบัดออก
.. ประหารพยัคฆา !!!
เปรี้ยงงงงง !!! แข้งขวาของอุทัยเตะเสยเข้าหน้าอก ส่งร่างกระบี่ทลายนภาผงะลอยตามแรงแข้ง
อุทัยกล่าว “.. เจ้าหนอนกาฝาก .. คิดจะสังหารข้า ไม่ง่ายนักหรอก” .. มันส่งร่างตามติดดีดตัวนำสองเข่ากระแทกเข้าหน้าอกปรมาจารย์ยุทธ์
.. ประทับล้มคชสาร !!!
เปรี้ยงงงงง !!! เข่าคู่อันทรงพลังดังเครื่องกระทุ้งประตูเมืองในยามศึกสงคราม
ร่างกายระดับจิตญาณคุรุไม่สามารถทนทาน กระดูกหน้าอกกระบี่ทลายนภาหักดัง กร๊อบบบ ! .. ร่างลอยละล่องชนผนังวิหารจนพังทลายดัง .. โครมมม !!!
อุทัยไม่ปล่อยโอกาสทองหลุดลอย มันตรงไปยังกระบี่คู่เทวะการีย์ที่ปักอยู่บนพื้นวิหาร แล้วดึงกระบี่วิเศษเล่มเขื่องออกมาเล่มหนึ่ง
อุทัยกล่าว “.. เจ้าหนอนบัดซบ กล้าทำร้ายสตรีของข้า”
อุทัยใช้สองมือยกกระบี่เทวะการีย์ยาวกว่าสี่ศอกขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวราวบ้าเลือด “ข้าจะผ่าร่างตาเฒ่ากระบี่ แล้วเอาเจ้าตัวหนอนเช่นเจ้า ออกมาสับเป็นชิ้นๆ .. ฮี ฮี”
อุทัยพุ่งกายไปด้านหน้า กระโดดลอยเข้าหากระบี่ทลายนภาที่นอนกองอยู่ กระบี่โบราณถูกเงื้อขึ้นเหนือศีรษะ พลังปราณอรุณโรจน์บรรจุลงจนเต็มปริ่ม
.. หนึ่งดาบผ่านสวรรค์ !!!
ร่างทะยานพุ่งลอยกลางอากาศ กระบี่วิเศษส่องแสงสีทองอร่ามวาบจนแสบตา นั่นคือกระบวนท่าสังหารอันรวดเร็วรุนแรง เป็นท่าสังหารแรกในเก้าเพลงดาบเทพสงคราม
“!!!” อุทัย ตาขวาของมันขยิบยิบยิบ
กระบวนท่าเพิ่งถึงกลางทาง ที่ด้านซ้ายปรากฏพลังรุงแรงเข้าโจมตีพร้อมเสียงคำรามดัง .. โฮ๊กกกกก !!!
อุทัยปรับเปลี่ยนท่าร่าง เอี้ยวตัวฟาดฟันกระบวนท่าใส่ปราณพลังนั้น ปราณอรุณโรจน์สีทองถูกส่งผ่านท่าดาบปะทะปราณเทวะมังกรส่องประกายวิบวับ .. เปรี้ยงงงงง !!!
อุทัยก่นด่า “.. บิดามึง .. ใครหว่ะ”
บุรุษหนุ่มร่างเปลือยเปล่าพุ่งกายตามติด มันมีรูปร่างเปรียวแกร่งด้วยมันกล้ามเนื้อ ผมดำขลับปลิวไสว ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตร มันกล่าวขึ้นว่า “.. ข้าเอง”
อุทัยตาเบิกโพลง กล่าวอย่างประหลาดใจ “ไอ้ธรรม .. เมิง ..”
ผู้มาคือองค์ชายฤทธา รูปลักษณ์ของมันยิ่งสูงส่งกว่าเก่าก่อน กล่าวกับอุทัยว่า “เจ้าคนโสโครก .. เจ้าไม่สมควรอยู่ร่วมโลกกับข้าจริงๆ”
อุทัยถึงกับหน้าเหวอ เมื่อผลึกแว่นทิพย์แสดงพลังของเจ้าธรรมในร่างใหม่ .. ‘มนุษย์ : จิตญาณคุรุ - ระดับพลัง ๓,๕๙๙,๐๗๖ จุด’
อุทัยก่นด่าอีก “.. ไอ้ธรรม ! ไอ้เช็ดเปร็ด !!! .. นี่เมิงไปทำอันใดมาอีกว่ะ”
องค์ชายฤทธากล่าวด้วยโทสะ “ไอ้กระจอก บังอาจมายุ่งกับสตรีของข้า” แล้วจึงปล่อยฝ่ามือสังหารออก
.. ฝ่ามือมังกรเทวะพิโรธ !!!
ปราณเทวะมังกรส่องประกาย มังกรเทวะตัวมหึมาส่งสายตากราดเกรี้ยวกางปีกสยาย โกงคอร้องคำรามเสียงดัง .. โฮ๊คคคคคคค !!!
อุทัยนำกระบี่เทวะการีย์มาขวางรับไว้ .. เปรี้ยงงงงง !!!
ทั้งคนทั้งกระบี่ถูกฝ่ามือทรงพลังฟาดจนลอยกระเด็น องค์ชายฤทธายังตามติดง้างหมัดขวาพุ่งลอยเข้าหา
อุทัยม้วนกายหนึ่งตลบนำกระบี่วิเศษปักลงพื้นวิหาร .. สะเก็ดไฟสาดกระจายเป็นสาย คมกระบี่เฉือนศิลาแกร่งเป็นทางยาว .. แกร๊กกกกกกก !!!
อุทัยเคลื่อนไหวตามสภาวะ ใช้กระบี่เทวะการีย์เป็นจุดหมุนเหวี่ยงกาย ปล่อยมือจากด้ามจับส่งร่างย้อนไปหาองค์ชายฤทธา
องค์ชายฤทธายิ้มเยาะกล่าวว่า “จงตกตายไปกับชีวิตอันต่ำต้อยของเจ้าเถอะ” แล้วชกออกด้วยหมัดอย่างแรง
.. หมัดมังกรเทวะถล่มปฐพี !!! .. โฮ๊กกกกกกกกก
ปราณเทวะมังกรส่องสว่างกางปีกโผทะยาน ก่อเกิดปราณหมัดเป็นสิบๆ หมัดพุ่งเข้าใส่
อุทัยระเบิดพลังปราณจนอักขระยันต์สีทองตามเนื้อตัวเพิ่มแสงสว่าง ร่างพุ่งไปข้างหน้า ตั้งหนึ่งศอกหนึ่งเข่า เป็นคู่แหลมดังปลายศาสตรา
.. หอกฟ้าปราบมาร !!!
ปั๊กกก ! ปั๊กกก ! ปั๊กกก ! ปั๊กกก ! ปั๊กกก ! .. อุทัยถูกปราณหมัดชกใส่รัวๆ ไปหลายหมัด แต่กายาของมันทนทานชาด้านทะยานต่อไม่หยุดยั้ง
อุทัยกัดฟันกรอดกล่าวว่า “สตรีของเมิงหรอ .. องค์ชายขี้คุย เอ้ยยย ..” แล้วนำหนึ่งเข่าหนึ่งศอกกระแทกใส่หน้าอกและใบหน้าองค์ชายฤทธา .. เสียงดัง .. เปรี้ยงงงงง !!!
เจอวิชาหมัดมวยเข้าไปเช่นนี้ ทำร่างขององค์ชายฤทธาถึงกับลอยผงะหงาย
อุทัยง้างหมัดปรี่เข้าหา .. แต่ก็ต้องชะงักวูบ เนื่องจากมีปราณสังหารถูกส่งโจมตีเข้ามาทั้งซ้ายขวา
.. ปราณอัคคีสังหารอันลวกร้อนรูปมังกรเทวะพุ่งทะยานมาจากด้านซ้าย
.. กลุ่มปราณสังหารสีเงินวาวพุ่งวาบครอบคลุมมาทางด้านขวา ปราณพลังส่งแสงวิบวับมองดูคล้ายกลุ่มดาว
เป็นปราณสังหารจากมังกรเรืองโรจน์และมหาขันที พวกมันสังเกตเห็นองค์ชายฤทธาเสียเปรียบจึงลงมือต่ออุทัยพร้อมกัน
อุทัยหยุดร่างพลิกกายหมุนซ้ายทีขวาที จึงหลบลอดจากปราณสังหารนั้น แล้วจึงกระโดดหมุนกายกลับหลังถอยออกมาราวสิบเก้า
ปลายเท้าเพียงสัมผัสพื้น อุทัยต้องใจหายวาบ .. เนื่องเพราะเกิดเสียงระเบิด ดัง .. ตูมมมมม !!!
กระบี่ทลายนภาระเบิดพลังทำก้อนศิลาปลิวว่อน ปรมาจารย์กระบี่พุ่งกายส่งพลังจิตสังหารครอบคลุมอุทัยไว้
ในเสี้ยววินาทีกระบี่ทลายนภาก็มาถึงเบื้องหน้าอุทัยแล้ว ปราณนภาลัยส่งประกายบริสุทธิ์วิบวับ มันกล่าวขึ้นว่า “เจ้าเด็กผี เพียงเพิ่งบรรลุปรมะปราณ ยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้” .. แล้วจึงส่งกรงเล็บสังหารด้วยพลังปราณสุดกำลัง
.. กรงเล็บจ้าวนภาลัย !!!
อุทัยโคจรปราณอรุณโรจน์จนถึงขีดสุด อักขระมนต์ตามร่างกายทอแสงสีทองส่องสว่างเป็นเท่าทวี มันชกหมัดขวาออกไปอย่างไม่กริ่งเกรง
.. หมัดอรุณโรจน์ !!!
เปรี้ยงงงงงงง !!! หนึ่งหมัดหนึ่งกรงเล็บปะทะกันอย่างจัง ปราณพลังทั้งสองสายกระจายออกด้านข้าง ทำทั้งวิหารสั่นสะท้าน .. คลืนนน .. คลืนนน
กร๊อบบบ !!! เสียงกระดูกมืออุทัยแตกดังลั่น .. กรงเล็บทรงพลังระดับจิตญาณคุรุขั้นสุดกระแทกอุทัยกระเด็นไปไกลกว่าสามสิบก้าว ร่างของมันลอยไปอัดกับผนังวิหารดัง .. โครมมม !!!