ครั้นไท่ชางหวงกับสนมหยางเสด็จมาถึงถู่มู่เป่าแล้ว แต่ก็ยังมิได้เข้าประทับในราชรถเช่นที่สมควรจะเป็น กลับเดินสำรวจอยู่อย่างไม่ถือพระองค์แม้แต่น้อย เนื่องจากระยะเวลานับเดือนที่ผ่านมา มันได้เปลี่ยนแปลงอดีตฮ่องเต้ผู้นี้ในทางที่ดีขึ้นทุก ๆ วัน
ครั้นเห็นศพนักรบยมทูตก็ทรงจดจำได้ จึงตรัสขึ้นว่า
“อ้ายคนนี้กับพวกอีก 3 คน เป็นผู้สังหารหยางจื่อเหาผู้เป็นนายด่านต้าถ่งเมื่อครั้งก่อน”
หยางไคเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทั้งดีใจที่ตนล้างแค้นให้กับจอมยุทธสองได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีความเสียใจที่ปล่อยให้อีกคนหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล
..หลังจากกำชับให้คนย้ายผู้เสียชีวิตออกไปนอกป้อมแล้ว ชายหนุ่มก็มีความจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนแปลงแผนการขนานใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมันอาจนำพาอันตรายมาสู่อดีตฮ่องเต้ที่ไร้วรยุทธ์โดยสิ้นเชิงเป็นอันมาก เพราะหลังจากที่เขาได้หยั่งขุมพลังในเบื้องต้นแล้ว ก็ยังไม่พบฐานพลังปราณใด ๆ ปรากฎอยู่ในกายของไท่ชางหวงเลยแม้แต่นิดเดียว จึงไต่ถามกับหยางเหมย อย่างผิดหวังว่า
“ท่านอยู่สองต่อสองกับไท่ชางหวงนานนับเดือน แต่เหตุใดจึงไม่แนะนำแม้แต่พื้นฐานวรยุทธแก่พระองค์บ้างเลยเล่า ?”
หยางเหมยได้ฟังเช่นนั้นก็สั่นศีรษะ แล้วกล่าวว่า
“บัดนี้พระองค์ 23 ชันษาแล้ว ย่อมล่วงเลยเวลาจะปลูกฝังพลังลมปราณใด ๆ ลงไปอีก ท่านเองก็ย่อมทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้วมิใช่หรอกหรือ ?”
หยางไคย่อมทราบดีว่าวัยที่เหมาะสมในการฝึกยุทธ์ขั้นต้นคือ 13 ขวบ ไม่เกิน 18 ปี แต่หากใช้เคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับตัวบุคคลยังสามารถบ่มเพาะได้ก่อน 13 ปี รวมถึงหลังจาก 18 ปี ย่อมสามารถกระทำได้ไม่แตกต่างกัน
แต่ก็ว่ามิใช่ว่าทุกคนก็จะสามารถบัญญัติชุดวิชาฝีมือขึ้นมาได้เอง จึงรู้สึกเสียใจที่กล่าวเช่นนั้นอยู่บ้าง
แต่ในขณะนั้น ไท่ชางหวงซึ่งได้แอบฟังถ้อยคำสนทนาของทั้งสองคนอยู่ จึงตรัสขึ้นมาว่า
“เราเองก็มิได้ต้องการเป็นภาระแก่ผู้ใดดอก แต่ก็มีความจนใจเป็นอันมาก”
หยางไคพอได้ยินเช่นนั้นแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ จึงก้มศีรษะลงเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ
แต่ขณะที่กำลังก้มหน้าทั้งคำนับอยู่นั้นเอง ตนก็พลันคิดอะไรขึ้นได้ จึงกราบทูลขึ้นว่า
“พระองค์มีความต้องการจะบ่มเพาะตนจริง ๆ หรือพระเจ้าข้า”
ไท่ชางหวงได้ยินเช่นนั้นก็รับยืนยันไปว่า “จริง”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็ยินดี จึงทูลถามไปอีกว่า
“หากจำเป็นจะต้องลดพระองค์ลงเป็นศิษย์ของข้าพเจ้าแล้ว จะยังยอมลดพระเกียรติของพระองค์ลงหรือไม่เล่าพะย่ะค่ะ”
ตลอดหนึ่งเดือนที่ทรงตรากตรำนอนกลางดินกินกลางทราย จึงลดทอนขัตติยมานะของตนลงเป็นอย่างมาก ไท่ชางหวงจึงตรัสตอบไปอย่างมั่นพระทัยว่า
“จอหงวนนั้นเป็นราชครูขององค์หญิงหย่งชิงอยู่แล้ว และอีกประการหนึ่งราชครูหวังเจิ้งของเราก็สิ้นไปแล้ว หากบัดนี้ท่านจะแนะนำสั่งสอนย่อมถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม”
จากนั้นทรงคุกเข่าเพื่อคำนับหยางไคตามธรรมเนียมของจอมยุทธ
ฝ่ายหยางไคเมื่อเห็นว่าอดีตฮ่องเต้ได้ลดความถือพระองค์ลงมาได้ถึงเพียงนี้แล้ว จึงทูลไปว่า
“บัดนี้หม่อมฉันจำเป็นจะต้องสัมผัสจุดป๋ายฮุ่ย ณ ใจกลางพระเศียรของพระองค์ ๆ ทรงอยู่นิ่ง ๆ เพียงอึดใจเดียว ขอให้ตั้งสมาธิเข้าไว้ให้มั่น แล้วคอยจดจำเคล็ดวิชาดังต่อไปนี้ให้ดี”
จุดป๋ายฮุ่ย 百会穴 เป็นจุดที่อยู่สูงที่สุดในร่างกายมนุษย์ เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างใบหูทั้งสองข้างและเป็นแนวเดียวกับสันจมูก ซึ่งรวบรวมเส้นลมปราณทั้งหลาย สามารถตรวจสอบสมดุลหยินและหยางภายในร่างกายได้
พอกล่าวจบหยางไคก็วางมือลงที่กลางศีรษะจูฉีเจิ้นลูกศิษย์คนใหม่ แล้วเอ่ยเคล็ดพลังลมปราณอาชาซึ่งถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับผู้ครอบครองฐานกายและฐานใจนี้ว่า
༺ จิง ชี่ เสิน หมุนเวียนไร้สิ้นสุด สัมพันธ์แปรเปลี่ยนไร้กำหนด สิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น สิ่งนี้ดับลงสิ่งนั้นจึงดับ ༻
หยางเหมยเมื่อได้ยินก็ช่วยท่องเคล็ดวิชาวนเวียนอยู่หลายรอบ แล้วอาสาจะเป็นผู้ชี้แนะอดีตฮ่องเต้ต่อให้เอง
ชายหนุ่มจึงหยิบเอาผลท้อออกมา 2 ลูกสำหรับการบ่มเพาะของทั้งคู่ แล้วถวายบังคม จากนั้นลาไปเตรียมความพร้อมและพักผ่อนเนื่องด้วยมิได้หลับนอนมาตลอดทั้งคืน
..
....
พอช่วงสายของวันใหม่ หยางไคก็ตื่นขึ้นมาเดินตรวจดูความพร้อม ก็เห็นหลิวเย่รอง ผบ. ผู้นั้นได้สั่งการองครักษ์ทั้งปวงให้จัดขบวนเสด็จอย่างสมพระเกียรติ เนื่องจากคาดเดาว่าเมื่อจอหงวนเสร็จสิ้นภารกิจช่วยเหลืออดีตองค์ฮ่องเต้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สมควรจะเสด็จไปประทับยังเมืองใกล้ ๆ นี้ เพื่อรอคอยจนไฟสงครามหมอดดับสนิทลงไปเสียก่อน จึงจะค่อยย้อนกลับไปยังเมืองเป่ยจิง
แต่เมื่อหยางไคเข้ามาแจ้งแผนการว่า
“หามิได้!! ฝ่ายเราจะเป็นแนวรบด้านหลัง เพื่อดำเนินยุทธวิธีในการโจมตีตัดท้ายทัพมองโกลจากนอกนอกเมือง”
หลิวเย่ได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ จึงถามให้แน่ชัดอีกทีว่า
“จอหงวนคงหมายถึงให้พวกเราเดินทางไปส่งไท่ชางหวงจนปลอดภัยดีแล้ว จึงกลับมาปฏิบัติการเช่นนั้นใช่หรือไม่ ?”
แต่หยางไคกลับตอบอย่างปลอดโปร่งว่า
“หาเป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยฝ่ายเราย่อมจะต้องเสียเวลาไปอีกหลายสัปดาห์ ดังนั้นไท่ชางหวงจะทรงเสด็จไปกับเรา”
หลิวเย่ได้ฟังดังนั้นก็ทั้งแตกตื่นทั้งตกใจ จึงกล่าวทัดทานไปว่า
“กองทัพ 5 แสนนาย ยังไม่อาจปกป้องสวัสดิภาพของพระองค์อย่างปลอดภัยได้ แล้วฝ่ายเรามีเพียง 50 คนเท่านั้น ส่วนพระสนมซึ่งมีวรยุทธ์อยู่ย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการรบ แต่องค์ไท่ชางหวงนั้นแตกต่างออกไป แม้นท่านกระทำเช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่ต่างอันใดกับการลงมือสังหารพระองค์ด้วยตนเองเลย”
แต่ขณะนั้นไท่ชางหวงกับสนมหยางก็เสด็จออกจากรถพระที่นั่ง แล้วตรัสว่า
“เราจะไปกับพวกท่านด้วย”
ฝ่ายหลิวเย่สังเกตเห็นอดีตฮ่องเต้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน จึงรีบหยั่งขุมพลังอีกฝ่ายในทันที ก็ทราบว่าทรงอยู่ในขอบเขต [พลังบ่มเพาะ] ขั้นกลาง ซี่งสามารถป้องกันพระองค์เองหรือแม้แต่ต่อสู้กับทหารเลวสัก 1-2 คน ก็ย่อมไม่เกินขีดความสามารถเลยแม้แต่น้อย ซึ่งบัดนี้ก็ไม่อาจนับว่าพระองค์เป็นภาระของปฏิบัติการนี้เป็นอันขาด หลิวเย่จึงไม่คิดทัดทานอีกต่อไป..
ครั้นทุกฝ่ายตกลงและเตรียมตัวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไท่ชางหวงกับสนมหยางก็ขึ้นรถม้าพระที่นั่งพร้อมด้วยจอหงวนและองครักษ์เสื้อแพรทั้งปวง ก็ออกเดินทางเพื่อติดตามทัพมองโกลไปอย่างไม่ยอมลดละ
...
......
ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว
ณ เมืองเป่ยจิงจึงเริ่มมีกองหนุนจากหัวเมืองโดยรอบ ซึ่งได้ส่งกำลังพลและเสบียงอาหารเข้ามาช่วยส่วนเพิ่มเติมจำนวนหนึ่ง แต่ที่น่าแปลกใจไม่น้อยก็ด้วยเมืองอู่ฮั่นซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป ลับทำการส่งทัพใหญ่มาช่วยเหลือโดยหยางหยุนเหลียงเป็นประธาน ทั้งยังมีเหล่าชาวยุทธ์ส่วนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมเป็นกองกำลังอาสาต้านมองโกล นำโดยสำนักคุ้มภัยเหยาตี้ที่ได้ยกกำลังพลหลายคนมาร่วมด้วยทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้สภาพการรบโดยรวมของฝ่ายต้าหมิงจะซึ่งมีกำลังพลอยู่ไม่ถึง 6 หมื่นนาย แต่ก็พอจะยันทัพใหญ่ของมองโกลเอาไว้ได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนอย่างแน่นอน
แต่พอ ‘เอเซนข่าน’ ยกกำลังทหาร 1 แสนนายมาถึงเชิงกำแพงเมืองเป่ยจิง ก็มิได้ส่งทูตมาเจรจาสักคำแต่ประการใด ทั้งยังรีบติดตั้งปืนใหญ่ซึ่งตนได้ยึดมาจากป้อมถู่มู่ จากนั้นเล็งไปยังประตูเมืองแล้วระดมยิงพร้อมกันทั้ง 10 กระบอก ในทันทีที่พร้อม !
เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! ๆ ๆ ๆ เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! ๆ ๆ ๆ
..ตูมมม!! ตูมมม!! ตูมมม!!..
เดชะบุญที่ความชำนาญในการใช้ปืนใหญ่ของฝ่ายทหารนอกด่านนั้นต้อยต่ำเป็นอันมาก แม้พวกเขาจะได้ลองทดสอบประสิทธิภาพของมันมากกว่า 10 ครั้งแล้วก็ตามที
และแม้การบรรจุดินปืนรวมทั้งลูกกระสุนนั้นจะเสียเวลาไม่มากมายสักเท่าใด แต่ด้วยเทคโนโลยีด้านโลหะในสมัยนี้ จึงทำให้กระบอกปืนที่หล่อขึ้นได้ ก็มาไม่อาจทนท่านต่อความร้อนและแรงอัดระเบิดระดับดับสูงของดินปืนติดต่อกันได้เท่าใดนัก ถึงแม้นจะใช้น้ำราดเพื่อลดอุณหภูมิแต่ก็ยังต้องรอคอยกันนานไม่น้อยกว่า 2 ชั่วยาม
ฝ่ายหมิงจึงพอมีเวลาที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้พอสมควร
ฝ่ายปรมาจารย์หยางซีหยุนผู้เป็นยอดฝีมือตระกูลหยาง ทั้งยังมียศทางทหารเป็นถึงสารวัตรกองพันทหารม้า จึงนำทัพม้าเคลื่อนที่เร็วเร่งเคลื่อนกำลังออกทางประตูเมืองทางทิศเหนือและทิศใต้ เพื่อเข้าทำลายรถศึกของข้าศึกแล้วจึงมาบรรจบกันที่กึ่งกลางอันเป็นที่ตั้งปืนใหญ่ของมองโกลนั่นเอง
และแม้จะเป็นการโต้กลับอย่างรวดเร็วจากฝ่ายทหารหมิง แต่ทัพม้ามองโกลนั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่า ทั้งยังมีระยะยืนที่อยู่ใกล้กับรถศึกและปืนใหญ่มากกว่า จึงได้เข้าป้องกันทหารม้าต้าหมิงเอาไว้อย่างเข้มแข็ง
แต่ปรมาจารย์หยางซีหยุนผู้ครอบครองพลังลมปราณมังกรไฟ ทั้งยังมีขอบเขต [พลังก่อจิต] ขั้นต้น จึงใช้ความสามารถเฉพาะตัวตีฝ่าทัพมองกองเข้าไปจนถึงกึ่งกลางได้สำเร็จ จากนั้นจุดระเบิดมือแล้วโยนเข้าใส่ปลายกระบอกปืนใหญ่จนเกิดการระเบิดใหญ่โตขึ้นหลายครั้ง
ฝ่ายทหารปืนใหญ่มองโกลซึ่งประจำอยู่กับแท่นปืน เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจอัดดินปืนพร้อมลูกกระสุนลงไป แล้วรีบทำการจุดชนวนเพลิงเพื่อทำลายประตูหรือกำแพงเมืองเป่ยจิงให้ได้สักแถบก่อนก็ยังดี
แต่หยางซีหยุนก็ควบคุมม้าเข้ามายังแท่นแล้วบังคับให้ม้าเตะเข้าที่ปลายกระบอกปืนจนพลิกกลับทำมุม 180 องศา โดยมีเป้าหมายคือกองทัพมองโกลอย่างรวดเร็ว
หากหยางซีหยุนทำภารกิจนี้สำเร็จแล้ว ย่อมจะส่งผลต่อความได้เปรียบย่อมของฝ่ายต้าหมิงเป็นอันมาก แต่เมื่อชนวนลามเข้าไปในรังเพลิงกระสุนแล้ว ปืนใหญ่ซึ่งมีสภาพไม่พร้อมใช้งานกลับเกิดการแตกระเบิดขึ้น จนทำให้ทหารทุกฝ่ายรวมทั้งม้าศึกซึ่งอยู่ในรัศมีการทำลายนั้นย่อมเสียชีวิตทันทีในที่รบ รวมถึงปรมาจารย์หยางซีหยุนซึ่งอยู่ใกล้กับปืนใหญ่ที่สุดด้วย
..แล้วหลังจากการระเบิดขึ้น ทัพม้าทั้ง 2 พันนายของต้าหมิงก็ล้วนถูกสังหารสิ้น และไม่มีผู้ใดได้ที่มีโอกาสได้กลับเข้าไปด้านในของกำแพงเมืองเป่ยจิงได้อีกเลยแม้แต่เพียงผู้เดียว