จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 42 หุ้นส่วน

    ความเงียบงันปกคลุมห้องประชุม ทุกสายตาของกรรมการบริหารทั้งห้าหันไปยังประธานอย่างพร้อมเพรียงชายชราหลับตาชั่วครู่ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

    “พวกเราคงไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไปแล้ว...”

    เสียงของเขาหนักแน่น แม้จะแฝงด้วยความอ่อนล้า

    “อีกไม่นาน... ประชาชนทั่วไปก็จะเริ่มรู้ความจริง”

    เขาหันไปสบตานิโคลัส ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่หลีกเลี่ยงอีกต่อไป

    “ท่านเข้าใจถูกแล้ว พวกเรากำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่... หนักหนาที่สุดเท่าที่กลุ่มการค้าเคยเจอมา”

    ชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ ดวงตาเย็นชาไร้อารมณ์

    “เช่นนั้น พวกท่าน... ยังจะรักษาสัญญาได้อยู่ไหม?”

    น้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน แฝงแรงกดดัน

    “ข้าไม่ได้ต้องการอะไรเกินควร... เพียงขอให้พวกท่านจ่ายค่าเล่าเรียนกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวจนครบหกปีเท่านั้น”

    คำพูดสั้น ๆ แต่ตรงไปตรงมา ทำให้ผู้สูงวัยหน้าชาหนักขึ้นอีกขั้น

    “หากเพียงเท่านั้น...”

    เขาหยุดชั่วครู่

    “แม้ว่ากลุ่มการค้าอาจอยู่ไม่ถึงวันที่ท่านเรียนจบ แต่ข้าสามารถช่วยเหลือท่านได้ แม้อาจไม่มากนัก... แต่ข้าสัญญาจะรับผิดชอบท่านแน่นอน”

    สีหน้าของชายชราเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

    “ท่านพ่อ แล้วหลานชายท่านล่ะ!”

    เสียงของอลัน โฮป ดังขึ้นด้วยความร้อนรน

    “แม้เขาจะสอบไม่ผ่านในปีนี้ แต่ปีหน้าเขายังมีโอกาส หากพวกเราเอาทุนไปให้คนอื่น แล้วลูกหลานเราเล่า?”

    ประธานหันกลับมามองลูกชาย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่เปี่ยมด้วยแรงกด

    “เรา... มีพันธะจากบรรพบุรุษที่ต้องรักษา และเป็นความผิดของเราทั้งหมดที่ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ครั้งนี้ได้”

    เขาหันมองกรรมการทั้งสี่คน

    “ข้าขอให้ทุกท่านช่วยกันรับผิดชอบ เราควรแบ่งภาระร่วมกัน ทุกคนเห็นว่าอย่างไร?”

    กรรมการที่เหลือแม้ไม่ได้พูด แต่สีหน้าแต่ละคนกลับแสดงความลังเลและกดดัน

    ในใจล้วนตระหนักถึง “สัญญาวิญญาณ” ที่ผูกพันกับกรรมการทุกคน หากกลุ่มการค้าล่ม... สัญญาก็หมดผลไปเช่นกันในยามเช่นนี้... ใครจะยอมควักทรัพย์ส่วนตัวออกมาเสี่ยงกับเรือที่กำลังจะจม

    นิโคลัสนั่งมองทุกคนเงียบ ๆ ไม่พูดแทรก

    ชายวัยกลางคนหนึ่ง ผู้ดูเหมือนเป็นผู้นำของกรรมการทั้งสี่ กล่าวเสียงเบาแต่เจือแรงตัดบท

    “ท่านประธาน เวลานี้พวกเราต่างลำบาก ทรัพย์ของกลุ่มการค้าเราก็ขายออกไปจนเกือบหมดแล้ว...แม้แต่เงินหมุนเวียน ยังไม่รู้จะพออยู่ถึงสองเดือนหรือไม่”

    คำพูดนั้นชัดเจนว่าไม่มีใครคิดช่วยเหลือ

    ประธานหันไปยังกรรมการที่เหลืออีกสามคน

    “แล้วพวกเจ้าคิดเช่นเดียวกันหรือ?”

    ไม่มีคำตอบ เพียงสายตาที่เบือนหลบกับใบหน้าก้มต่ำ

    ชายชราถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนหันกลับมาหานิโคลัส

    “แม้ตระกูลข้าจะค้าขายมาหลายชั่วอายุคน... แต่ครั้งนี้ ข้านำทรัพย์ตระกูลมาช่วยกลุ่มการค้าแล้วหลายส่วน จนตอนนี้... เหลือน้อยเต็มที”

    ชายหนุ่มยังคงนิ่ง ไม่ตัดสิน

    “แล้วท่านจะจ่ายให้ข้าอย่างไร?”

    คำถามที่มาอย่างตรง ถึงการกระทำไม่เพียงคำพูด

    “อีกไม่ถึงเดือนก็เปิดเทอม ข้ายังต้องจัดหาอุปกรณ์การเรียน... และค่าเทอม”

    เขายังไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ได้ทุนเล่าเรียนทั้งหมดจากสถาบัน เพราะต้องการเห็น ‘ความเต็มใจ’ ของอีกฝ่ายก่อน

    ชายชรานิ่งคิดก่อนล้วงหยิบถุงเงินใบหนึ่ง

    “ในนี้มีหกสิบเหรียญทอง... เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายสองปีหากท่านใช้ประหยัด”

    เขาหันไปมองกรรมการทั้งสี่

    “นี่คือทั้งหมดที่กลุ่มการค้าจะจ่ายให้ ส่วนที่เกินจากนี้... ข้าจะรับผิดชอบเองทั้งหมด”

    เสียงหนักแน่นจากชายชรา ทำให้ห้องประชุมเงียบลงทันที

    “หากท่านติดขัดเรื่องใด ขอให้แจ้งข้าโดยตรง”

    เขาเสริมด้วยแววตาจริงใจ

    “หากช่วยได้ ข้าจะไม่ปฏิเสธแน่นอน”

    นิโคลัสเหลือบตามองกรรมการทั้งสี่ทีละคน

    “หกสิบเหรียญทอง...”

    น้ำเสียงของเขาเย็นและช้า

    “นี่หรือ... คือทั้งหมดที่พวกท่านตั้งใจจะมอบให้ข้า?”

    ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบโต๊ะ

    “ไม่มีใครในพวกท่าน... คิดจะยื่นมือมาช่วยเลยหรือ?”

    ไม่มีคำตอบ บางคนก้มหน้า บางคนทำเพียงหลบตา

    นิโคลัสแค่นยิ้ม ก่อนหันกลับไปทางประธาน

    “ข้าขอรับเงินนี้ไว้ก็แล้วกัน... และสัญญาก็ยังคงอยู่ จนกว่าข้าจะเรียนจบ หรือไม่ก็จนกว่าที่นี่ปิดตัวลง”

    เขาหยุดเล็กน้อย

    “แต่ข้าคาดว่าคงเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า เพราะ... เส้นทางการค้าพวกท่านนั้น แทบไม่มีทางทำอะไรแล้วไม่ใช่หรือ?”

    คำพูดแทงตรงกลางใจ ยิ่งทำให้ผู้ฟังนั่งไม่ติด

    “หากไม่รีบขายกิจการ พวกท่านคงไม่เหลืออะไร...แต่ขอให้รู้ไว้ นั่นไม่ใช่ปัญหาของข้า”

    เสียงเย็นเยียบไม่ต่างจากคมดาบ

    “วันนี้ ข้าได้เห็นความจริงใจของพวกท่านชัดเจนแล้ว... มากพอแล้ว”

     

    นายน้อยเบลลาทอร์ลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนหันไปทางอลัน โฮปน้ำเสียงของเขาสงบ แต่ทรงอำนาจยิ่ง

    “ดูแลพี่สาวข้าให้ดี... แม้กิจการของพวกท่านจะล้ม ก็อย่าใช้สิ่งนั้นเป็นข้ออ้างในการทอดทิ้งนาง”

    อลันขมวดคิ้วแต่ตอบกลับทันที

    “ไม่ต้องห่วง ถึงเจ้าไม่พูด ข้าก็ไม่ปล่อยให้นางเป็นอะไรอยู่แล้ว”

    น้ำเสียงแฝงความมุ่งมั่น

    ขณะนั้น บิดาของเขา หัวหน้าตระกูลโฮปเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “สะใภ้ฉลาดเช่นนาง ข้าไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือเป็นแน่”

    นิโคลัสพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม ก่อนจะหันกลับไปพูดกับคนของเขา

    “พวกท่านออกไปรอข้าที่นอกอาคารก่อน ข้าจะไปหาพี่สาว แล้วจะตามไป”

    จอมเวทรอยพยักหน้า ก่อนเตือนเขาแล้วออกไป

    “เจ้าออกไปพร้อมกับอีรินอารินนะ อย่าอยู่ลำพัง”

     

    ชายหนุ่มเดินไปยังโถงรับรอง ภายในนั้น เขาเห็นพี่สาวของตนกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยมีอีรินและอารินคอยปลอบอยู่เคียงข้าง

    “พี่ใหญ่...”

    เสียงของเขาเอ่ยออกมาแผ่วเบา แต่ก็เพียงพอให้นางหันขวับมา

    ราวกับรอเพียงเสียงเรียกนั้น หญิงสาวโผเข้ากอดเขาทันที น้ำตาไหลพรากยิ่งกว่าเดิม

    สองแขนของชายหนุ่มโอบรับร่างบอบบางของญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ด้วยความแผ่วเบา และมั่นคง

    “ท่านวางใจเถิด...”

    น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นแต่เด็ดเดี่ยว

    “ข้าจะกลับไป... มันผู้ใดทำอะไรไว้กับพวกเรา ข้าจะคืนให้มันสิบเท่า”

    ดวงตาของเขาทอประกายมืดมัว แฝงแรงอาฆาตเย็นเยียบ

    “แม้ตอนนี้ เรายังทำอะไรมันไม่ได้... แต่ท่านพี่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้พวกนั้นก็อยู่ไม่เป็นสุขแล้ว”

    เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

    “ท่านพี่ย่อมจำได้ ว่าตระกูลเรามีหน้าที่อะไร... และกำแพงใหญ่ทางตะวันตกที่กั้นระหว่างมนุษย์กับสัตว์อสูรนั้น... เป็นของใคร?”

    หญิงสาวชะงัก รอยน้ำตายังเปื้อนบนใบหน้า

    “เจ้าหมายความว่าอย่างไร... กำแพงที่ยาวราวกับงูยักษ์นั่น เป็นของตระกูลเราใคร ๆ ก็รู้”

    นิโคลัสยิ้มบาง ๆ

    “เช่นนั้นหาก... กำแพงนั้นหายไป จะเกิดอะไรขึ้น?”

    “เจ้าเสียสติหรือ! หากกำแพงนั้นหายไป มันคือหายนะของทั้งแคว้น หรือแม้แต่จักรวรรดิก็ไม่อาจอยู่เฉยได้!”

    ระหว่างที่พูด เธอสังเกตเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของน้องชายก็เริ่มเข้าใจ

    “อย่าบอกนะว่า... เจ้าหมายถึงจริง ๆ ว่ามันหายไปแล้ว?”

    นิโคลัสพยักหน้า

    “ไม่ใช่แค่กำแพง... แต่รวมถึงปราสาท ทรัพย์สิน และโครงสร้างทุกอย่างของตระกูลเบลลาทอร์ ได้หายไปจากพื้นแผ่นดินนั้นแล้ว”

    เขาหยุดให้พี่สาวได้ซึมซับก่อนกล่าวต่อ

    “สิ่งที่พวกมันจะได้... คือผืนดินว่างเปล่าที่กลายเป็นสนามรบกับสัตว์อสูรที่พร้อมรุกเข้ามา”

    เขาแค่นยิ้มด้วยความสะใจ เมื่อคิดภาพคนเหล่านั้นถูกโถมทับด้วยคลื่นสัตว์ร้าย

    ยิ่งผ่อนคลายยิ่งขึ้น เพราะในที่สุด... แรงแค้นก็เริ่มถูกชำระ

     

    ในวินาทีนั้น... วิญญาณของ นิโคลัส คอมเวลล์ กับร่างกายของเบลลาทอร์ ได้หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์

    อดีตนักฆ่าในโลกเดิมกลายเป็นเจ้าของร่างนี้อย่างแท้จริง

    ทั้งความทรงจำ ความแค้น และเป้าหมาย กลายเป็นหนึ่งเดียว

    หญิงสาวยังสงสัย

    “ทำไมสิ่งเหล่านั้นจึงหายไปได้?”

    “มันคือ... เครื่องบรรณาการแด่ท่านเทพผู้พิทักษ์ เพื่อให้ข้ารอดออกมาจากที่นั่นได้”

    เขาตอบโดยจงใจปิดบังบางส่วน

    นิโคลัสได้วางแผนกับพ่อบ้านไว้แล้ว ว่าความจริงเรื่องอัญเชิญข้ามมิติควรรู้กันแค่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

    “น่าสงสารสามัญชนที่นั่น... พวกเขาต้องมารับเคราะห์”

    คำพูดจากใจจริงของพี่สาวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์เสมอ

    นิโคลัสพยักหน้า

     

    “แต่หากไม่ทำเช่นนี้... จะมีผู้คนล้มตายมากกว่าหลายเท่า หรือบางที... อาจถึงขั้นทั้งจักรวรรดิโซลมาจะพังครืน”

    น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมขึ้นทันทีที่นึกถึงคำเตือนของเทพผู้พิทักษ์

    เกี่ยวกับ ‘สิ่งที่ถูกผนึก’ ใต้ตระกูลของพวกเขา

    “เจ้าพูดถึงอะไร?”

    พี่สาวเหมือนจับได้บางอย่างจากน้ำเสียงของเขา

    นิโคลัสหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    “ตระกูลเรา มีพลังพิเศษในการต้านทานสัตว์อสูรจากป่าดารันธาร์ พี่ก็คงรู้ดีว่า หากไม่มีตระกูลเบลลาทอร์เป็นกำแพง พลังต้านจะอ่อนลงมาก”

    เขาปิดบังเรื่องเทพปีศาจที่ถูกผนึกไว้ เพราะ... ‘ยังไม่ถึงเวลา’

    แล้วเขาเปลี่ยนเรื่อง

     

    “พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องวานท่าน”

    “อะไรหรือ?”

    “ท่านรู้ดีว่าสถานการณ์ของกลุ่มการค้าเลวร้ายเพียงใด ข้าอยากให้ท่านช่วยโน้มน้าวหัวหน้าตระกูล... อย่าพึ่งขายกิจการออกไป ขอเวลาให้ข้า... แค่สองสัปดาห์ ข้าจะหาคนมาซื้อหุ้นเอง”

    “เจ้า... บ้าไปแล้วหรือเปล่า?”

    พี่สาวพูดเสียงหลง

    “เจ้าจะไปหาคนที่ไหนมาซื้อกิจการระดับนี้? แค่สถานที่ก็หลายพันเหรียญทองแล้ว!”

    นิโคลัสยิ้มเบา ๆ กระซิบชิดหูนาง

    “ข้าไม่ได้จะซื้อทรัพย์สินทั้งหมด... แต่จะรวบรวมหุ้นจากกรรมการอีกสี่คนที่เหลือ สองพ่อลูกของตระกูลโฮปถืออยู่ห้าสิบห้าส่วน ส่วนสี่คนนั้นรวมกันสี่สิบห้าส่วน ข้าจะเอาส่วนนี้มา”

    “เจ้ามั่นใจแค่ไหน?”

    “เต็มร้อย ขอแค่ท่านถ่วงเวลา อย่าให้ขายหุ้น ที่เหลือ ข้าจัดการเอง”

    “ตกลง ข้าจะพยายาม”

    สีหน้าของหญิงสาวแม้ยังคงกังวล แต่ก็เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวน้องชายของตน

    นิโคลัสอยู่คุยกับพี่สาวต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนขอตัวออกจากห้องพร้อมกับอีรินและอาริน

    เมื่อกลับไปถึงด้านนอก ชายหนุ่มก็กล่าวทันทีด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

    “ท่านตา เราไปหาโอลิเวอร์กันเถอะ... ข้ามีแผนธุรกิจจะเสนอ”

    จอมเวทรอยหันมามองนัยน์ตาสีออบซิเดียนของชายหนุ่มที่เปล่งประกายแน่วแน่... เขาก็พยักหน้าช้า ๆก่อนหันไปสั่งการให้ทุกคนเตรียมออกเดินทางทันที

     

    แจ็คนำทางคณะของนายน้อยเบลลาทอร์เข้าใกล้พื้นที่ “เขตทางการ” ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่แนวกำแพงพระราชวัง

    กลุ่มการค้าเหรียญทอง องค์กรการค้าขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของจักรวรรดิ

    มีชื่อเสียงเรื่องการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับราชวงศ์กับสถาบันเวทมนตร์วาลเดียลา และสถาบันหลักของแคว้นอื่น ๆ อีกสองแห่ง พวกเขาผูกขาดการขายสินค้าให้สองสถาบันเหล่านี้อย่างเบ็ดเสร็จ

    แม้จะมีเสียงวิพากษ์จากบางกลุ่ม แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยค้านตรง ๆ ทุกคนรู้ดีว่าใครอยู่เบื้องหลังกลุ่มนี้ อีกทั้งพวกเขาไม่ขยายธุรกิจไปล้ำเส้นกลุ่มอื่น จึงไม่เป็นภัยคุกคามต่อตลาดใด

    ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงอาคารสำนักงานของกลุ่มการค้าเหรียญทอง

     

    อาคารสูงเพียงสามชั้นไม่กว้างมากหากแต่ตกแต่งเรียบหรูอย่างมีรสนิยม ด้านหลังเป็นคฤหาสน์หินสีขาวขนาดใหญ่ ดูสง่างามโดยไม่ต้องพึ่งทองคำหรือแก้วผลึก

    ภายในอาคาร ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม ทุกชิ้นเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน ความหรูหราสะท้อนผ่านความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรสนิยม

    ขณะทุกคนกำลังชื่นชมบรรยากาศ พนักงานต้อนรับชายเดินเข้ามาด้วยความสุภาพนิโคลัสดึงเหรียญทองที่โอลิเวอร์มอบให้เขาออกมายื่นตรงหน้า

    “ข้า นิโคลัส เบลลาทอร์ แห่งเขี้ยวอัสดง ขอเข้าพบคุณโอลิเวอร์ คาชารัน”

    เมื่อพนักงานเห็นตราสลักบนเหรียญ ท่าทางเขาถึงกับเปลี่ยน สีหน้าตื่นตระหนกและอึ้งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะค้อมศีรษะอย่างเคารพยิ่ง

    “ข้าน้อยต้องขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติให้เหมาะสม รอสักครู่ ข้าจะรีบนำพวกท่านไปยังห้องรับรอง และแจ้งท่านโอลิเวอร์โดยทันที!”

    เขาคำนับอีกครั้งก่อนรีบหายตัวเข้าไปด้านในด้วยฝีเท้าเร่งรีบ

    ไม่ถึงนาที พนักงานหญิงสองคนในชุดต้อนรับหรูหราเดินออกมาอย่างเร่งรีบ พร้อมรอยยิ้มและท่าทีสุภาพ พวกเธอพาคณะของนิโคลัสไปยังห้องรับรองใหญ่โดยไม่ชักช้า

     

    ห้องรับรองประดับด้วยเก้าอี้บุนวมหรูหราและโต๊ะไม้เนื้อดี ที่วางไว้กลางห้องคือเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมและของว่างจัดเต็มอย่างรวดเร็ว แสดงถึงความพร้อมระดับสูงของกลุ่มการค้าแห่งนี้ในการต้อนรับแขกสำคัญ

    ระหว่างที่ทุกคนกำลังลิ้มรสของว่าง โอลิเวอร์ คาชารัน บุรุษร่างท้วมใหญ่ในชุดหรู วิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน หอบหายใจอย่างเห็นได้ชัด

    “ท่านโอลิเวอร์ ไม่ต้องรีบร้อนนัก พวกข้าไม่ได้จะหนีไปไหน อีกอย่าง... ขนมกับชาของท่านอร่อยมาก ขอบคุณท่านด้วยขอรับ”

    นิโคลัสกล่าวด้วยรอยยิ้ม พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ

    โอลิเวอร์ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้พูดต่อ หอบจนพูดไม่ออกนิโคลัสเพียงยิ้มบาง ๆ และพูดเสียงนุ่ม

    “ท่านนั่งพักให้หายใจสะดวกก่อน ข้าเองก็มีเวลาให้ท่านอีกมาก ไม่ต้องรีบ”

     

    เมื่อหายเหนื่อยแล้ว โอลิเวอร์กล่าวทักทายอย่างเป็นทางการกับทุกคน พร้อมยิ้มกว้าง

    “นายน้อยเบลลาทอร์ ข้าน้อยขอแสดงความยินดีด้วยกับอันดับสิบของการสอบ แม้ว่าในสายตาข้า... หากท่านเอาจริง ท่านสามารถขึ้นไปได้สูงกว่านั้นอีก”

    สายตาของโอลิเวอร์ฉายแววชื่นชม แต่ในสายตานิโคลัส กลับเห็นเพียงจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ในคราบพ่อค้า

    “ท่านก็พูดเกินไป คนที่สอบได้อันดับสูงล้วนเป็นลูกหลานชนชั้นสูงเก่ง ๆ ทั้งนั้น ข้าเป็นเพียงเด็กจากกิลด์ฮันเตอร์... จะไปทำตัวเกินหน้าเกินตาพวกเขาได้อย่างไรเล่า?”

    คำพูดเรียบ ๆ แต่เจือความนัยที่ไม่ได้ปฏิเสธ

    โอลิเวอร์หัวเราะเบา ๆ ตัวสั่นเล็กน้อยด้วยอารมณ์ขัน

    “นายน้อยนี่ช่างรอบคอบจริง ๆ ต่างจากหนุ่มสาวทั่วไปจริง ๆ”

     

    นิโคลัสหันไปหาจอมเวทรอย

    “ท่านตา ขอให้ท่านกั้นเสียงในห้องนี้ด้วยขอรับ”

    “และท่านโอลิเวอร์ ช่วยให้คนของท่านออกจากห้องก่อน พวกข้าอยากคุยกับท่านตามลำพัง”

    โอลิเวอร์พยักหน้า เข้าใจทันทีว่ามีเรื่องสำคัญต้องพูดกันแบบส่วนตัว เขาสั่งลูกน้องออกไปหมด

    เมื่อเหลือเพียงเขาและเขี้ยวอัสดงภายในห้อง

    โอลิเวอร์นำชายหนุ่มกับจอมเวทรอยไปนั่งยังโต๊ะประชุมด้านข้าง

     

    “ท่านยังจำได้ไหม... ที่ข้าเคยบอกว่ามีแผนธุรกิจอยากเสนอให้?”

    “จำได้สิ ข้าแค่ไม่คิดว่าท่านจะมาเร็วขนาดนี้หลังพึ่งสอบเสร็จได้วันเดียว”

    “ข้ามีเรื่องเร่งด่วน... แต่ขอคุยธุรกิจเราก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”

    นิโคลัสพูดพลางจ้องสบตาอีกฝ่ายด้วยความแน่วแน่

    “ท่านยังจำรถม้าระดับรองที่ท่านต้องไปทนใช้ได้ไหม? เพื่อให้ข้าที่หมดสติอยู่ได้ใช้รถม้าคันโปรดของท่านแทน”

    “จำได้ แม้จะไม่ได้นุ่มสบายเท่ารถข้าเอง แต่มันก็พอ... ใช้ได้ แม้จะมีกระเทือนอยู่บ้าง”

     

    นิโคลัสยิ้มน้อย ๆ ก่อนกล่าวต่อ

    “แม้ว่าคุณภาพแค่พอใช้ได้ มันก็ยังมีต้นทุนสูงมาก ไม่ว่าค่าจ้างนักเวทชั้นสูงเพื่อสลักวงเวท และค่าดูแลรักษารายปีเพื่อซ่อมแซมวงเวท รวมถึงหินมานาที่ต้องจ่ายให้วงเวททำงานระหว่างใช้งาน ท่านน่าจะรู้ว่า มันไม่คุ้มกับคุณภาพที่ได้ใช่ไหม?”

    โอลิเวอร์พยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย

    “แน่นอน มันเหมาะกับชนชั้นสูงหรือเจ้าของกลุ่มการค้าระดับมหาเศรษฐีเท่านั้น”

    นิโคลัสโน้มตัวไปข้างหน้า เลื่อนน้ำเสียงให้ต่ำลงอย่างมีจังหวะ

    “หากข้ามีวิธีทำให้รถม้านุ่มขึ้น สะดวกขึ้น ใช้พลังงานและวงเวท ‘น้อยลงกว่าครึ่ง’... ท่านจะสนใจลงทุนกับข้าไหม?”

    โอลิเวอร์ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนลุกพรวดขึ้นทันทีเสียงของเขาดังฟังชัดทั่วห้อง

    “ข้าตกลง!!”

     

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน