คืนนั้นผมเปลี่ยนที่นั่งทำงานไปที่โต๊ะริมหน้าต่างรู้สึกว่าโซฟานุ่มเกินไปจนชวนง่วงนอน แวบหนึ่งที่ผมนึกถึงอิสราและช่วงที่อยู่ด้วยกันสองต่อสอง
แต่แล้วภาพของอิสราก็พลันถูกแทรกด้วยใบหน้าของสหายชายผู้ที่แสดงความเป็นเจ้าของอย่างไม่ปิดบังแววตาของเขาในตอนที่เดินเคียงข้างอิสราลงลิฟต์ไปยังคงติดอยู่ในใจผมได้แต่สังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ราวกับยืนอยู่คนละฝั่งของหุบเหวแม้ว่าธรณีจะยืนยันว่าผมยังมีโอกาส และผมก็ไม่เห็นด้วยกับการจับจองไว้ล่วงหน้านี้
ทว่าจะไปต่อกรกับคนเจ้าเล่ห์อย่างสหายดูจะสุ่มเสี่ยงเกินไปเขาเป็นถึงหัวหน้าแผนกที่ดูแลเว็บไซต์ของสำนักข่าว มีหน้าตาหล่อเหลาเป็นอาวุธอีกทั้งมีเสน่ห์เหลือล้น ถ้าเผลอทำอะไรไม่ยั้งคิดอาจโดนเหล่าแฟนคลับจำนวนหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยตัวโจมตีกลับได้ ประสบการณ์การทำงานผมก็น้อยกว่าความมั่นคงในอาชีพก็ยังด้อยกว่ายิ่งรู้ว่าเป็นเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกับธรณียิ่งรับประกันความชาญฉลาดของชายผู้นั้นผมไม่มีทางสู้ได้เลย การตัดใจน่าจะเป็นทางเลือกเดียวที่ผมมีนอกเสียจากว่าอิสราจะกดปฏิเสธตอบกลับว่า อยากเป็นเพื่อนกับสหาย ก็จะจบเรื่องนี้ได้ซึ่งผมภาวนาให้เป็นเช่นนั้น
ผมหันมาใช้สมาธิจดจ่อกับงานต่อยังเหลืออีกสองข่าวที่ต้องสรุป
“พรรคสมดุลแสดงความเห็นว่ารับเงินของสำนักข่าวต้องเท่าเทียม” ผมเผลออ่านออกเสียงข่าวที่ตนเองกำลังทำอยู่จากการศึกษาหาข้อมูลก่อนหน้านี้จึงรู้ว่าพรรคนี้แนวคิดเอียงซ้ายค่อนข้างมากในเนื้อข่าวหัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์ว่าห้ามมีเอกซ์คลูซิฟคอนเทนต์[1] และรัฐต้องให้เงินสำนักข่าวทุกอันเท่ากันในการเริ่มต้นจากนั้นก็แข่งขันกันรับเงินจากรัฐตามเรตติง แต่ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อความจริงผมรู้สึกว่าข้อกล่าวหานี้ดูโอเวอร์เกินไปสำนักข่าวจำเป็นต้องเก็บเงินจากประชาชนบ้าง เพื่อจะได้ทำข่าวที่เจาะลึกและมีคุณภาพมากขึ้นเพราะทุกอย่างก็มีต้นทุนของมัน ธรณีเคยเล่าว่าในส่วนของซัมนิวส์เองก็มีเอกซ์คลูซิฟคอนเทนต์อยู่ซึ่งผมไม่ได้รับผิดชอบในส่วนนี้ ผมย้ายตัดสินใจเก็บความเห็นส่วนตัวไว้ในใจแล้วเขียนผลกระทบกลาง ๆ ที่ไม่มีถ้อยคำรุนแรงลงไปในส่วนบทวิเคราะห์แทน
ตั้งแต่ทำงานช่วงกลางวันผมทดลองใช้กระดาษมาช่วยขีดเขียนทดข้อความที่จำเป็นหวังว่าจะเร็วขึ้นผมทดคำที่ยังไม่แม่นความหมายบนกระดาษไว้ก่อนระหว่างอ่านข่าวอย่างเช่น เอฟอีเอ หรือกฎการเซอร์ไพรส์กะว่าจะมาไล่หาความหมายทีเดียวแต่ก็ไม่วายโดนเพื่อนแซวตอนเขาออกจากห้องมากินน้ำส้ม
“ท่านยังใช้กระดาษอยู่เหรอดูจากจอเอาก็ได้”
“ฉันเคยชินแบบนี้” ผมตอบส่ง ๆขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง
“มีอะไรให้ช่วยไหม”ธรณีถามหลังจากดื่มน้ำส้มหมด แล้วหย่อนแก้วลงเครื่องล้างจาน
“เอฟอีเอ คืออะไรนะ” ผมบอกเขาหลังจากดูคำที่จดไว้บนกระดาษ
“’Free Expression Area’ หรือที่ประชาชนเรียกว่าลานประชาธิปไตยไง”
“แล้วมันคืออะไร” ผมถามต่อยังไม่ได้สาระที่ต้องการ แต่เพื่อนกลับขมวดคิ้ว
“เราเคยบอกท่านไปแล้วนี่ตั้งแต่แรกเลยที่นั่งแท็กซี่ผ่านตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ถ้าไม่เชื่อ ก็ดูล็อกในเอวีเอสอีของเราได้เลยวันหลังถ้าคิดว่าจำไม่ได้ควรจดบันทึกไว้ก็ดีนะ...ท่านมีคำถามอื่นที่ไม่ซ้ำซ้อนอีกไหม”ธรณีเอ่ย น้ำเสียงเขาดูสงบเช่นเคย แต่ทำผมไม่สบอารมณ์แทนถ้าจะตอบแบบนี้ก็ไม่ต้องเสนอความช่วยเหลือแต่แรกดีกว่า ผมเลยปฏิเสธไปผมยอมรับว่ายังไงความจำก็สู้ชายผู้ปราดเปรื่องเหมือนมีสมองกลอย่างธรณีไม่ได้มีโอกาสสูงที่คำถามผมจะซ้ำเดิม แล้วโดนดูถูกว่าไร้น้ำยา
ธรณีกลับเข้าห้องไปแล้วแยกย้ายกันไปทำงานของตนเอง ทำไมผมต้องง้อเขาในเมื่อมีเพื่อนคู่ใจอย่างไอริน
{ “เอฟอีเอคือพื้นที่พิเศษที่รัฐบาลจัดให้คนมาชุมนุมแสดงความเห็นแบบอิสระเสรีโดยสันติโดยปราศจากการรบกวนผู้อื่น เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ ที่มีแฟซิลิตี้[2]ครบครันปกติจะมีทุกตำบล ทุกอำเภอ และทุกจังหวัด ท่านสามารถไปดูได้ที่ เซนทรัลพาร์กพฤฒธานี (Central park of Phrutthani) ซึ่งเป็นพื้นที่เอฟอีเอที่ใกล้ที่ท่านที่สุดตอนนี้” เอไอตอบผมรู้สึกเหมือนเคยผ่านหูอย่างที่ธรณีว่าจริง มันเหมือนทบทวนความจำมากกว่าผมไม่รอช้าไปคำถัดไป
“กฎการเซอร์ไพรส์ คือ หลักการกว้าง ๆ ว่าในการตรวจสอบใด ๆหากให้เวลาเตรียมตัวมากเกินไป จะทำให้ถอยห่างจากความจริง แต่หากสั้นไปอาจไม่มีเวลาเตรียมข้อมูล ดังนั้นจึงมีระยะเวลาที่เหมาะสม คือไม่เกินหนึ่งถึงสองสัปดาห์เมื่อนำหลักการนี้ไปใช้บัญญัติกฎหมายก็จะมีการปรับตามบริบท เช่นนักการเมืองที่ถูกท้าสัมภาษณ์ในกระบวนการโอจีดีจำเป็นต้องตอบรับภายในหนึ่งถึงสองวันมิฉะนั้นจะถูกตัดคะแนนการเมืองสองคะแนน สรุปคือกฏที่เชื่อว่าความจริงจะปรากฏเมื่อถามตอนเผลอ แต่ถ้าสั้นไปก็เตรียมไม่ทัน”คำตอบของไอรินค่อนข้างตรงประเด็น และกระชับ ผมถามปัญญาประดิษฐ์ไปจนหมดคำในกระดาษทดหมดช่วยประหยัดเวลาได้มาก จนผมรู้สึกอยากให้เอไอมาทำงานแทนให้จบ ๆแต่คนที่ประสบการณ์โชคโชนอย่างไมตรีคงจับได้แน่นอน }
“ท่านมีคำถามอะไรอีกไหมค่ะ”เสียงสังเคราะห์ของไอรินเอ่ยอย่างเพราะพริ้ง ผมนึกคำถามใหม่ไม่ออกหัวข้อสงสัยก็กระจ่างอย่างครบถ้วนแล้ว ไอรินตอบทุกคำถามอย่างรวดเร็วและกระชับจนน่าทึ่งทว่าแวบหนึ่งมีภาพจากหนังเรื่องคนเหล็ก 2029 โผล่มาในหัว
“เราจะรู้ได้ไงว่าท่านไม่โกหกเรา”
“เราเป็นปัญญาประดิษฐ์เชิงแคบ[3]เราตอบได้ว่าการโกหกคืออะไรแต่เราไม่เข้าใจมันเหมือนมนุษย์ เราไม่มีทางคิดเองนอกคำสั่งได้ จึงจึงไม่จำเป็นต้องมีระบบส่วนกลางที่ปิดการทำงานของหุ่นยนต์ทั้งหมด เพราะไม่มีทางเกิดปัญหาอยู่แล้ว”
ผมเรียนรู้มาแล้วว่ากฎหมายสากลห้ามการสร้างเอไอที่มีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ธรณีเคยเล่าว่าตอนเขาเด็ก ๆเคยมีข่าวว่าเคยมีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งซึ่งผมลืมชื่อไปแล้วได้สร้างเอไอที่มีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ได้สำเร็จแต่ปรากฏว่ารัฐบาลจับได้จึงยึดไปทำลายทิ้ง
แม้ไอรินจะยืนยันตัวตนเช่นนั้นแต่เมื่อดูทักษะการตอบคำถาม ผมกลับไม่มั่นใจยิ่งกว่าเดิม
--------------------
“ท่านมาสายอีกแล้วนะ”หัวหน้าผมเอ่ยเป็นประโยคแรกที่ผมก้าวเข้าห้องโดยไม่เงยหน้ามองด้วยซ้ำผมรู้สึกถึงเดจาวูภาพนี้เคยปรากฏขึ้นครั้งหนึ่งแล้วเช้าวันที่สองของการทำงานความซวยของผมไม่ได้มีแค่นั้น ชายที่ผมเกลียดนั่งหน้าสลอนอยู่ตรงนั้นด้วยผมจำกลิ่นน้ำหอมอันมีเอกลักษณ์ของเขาได้ก่อนจะเห็นหน้าเสียอีกเดาว่าอย่างน้อยต้องมีกลิ่นดอกมะลิกับกลิ่นวนิลาเจือปนอยู่แต่ส่วนผสมที่ดูไม่ลงตัวนักทำผมวิงเวียนเล็กน้อย
“อ้าวประชา ไม่ได้เจอกันซะนาน” สหายยิ้มแหยๆ โกหกชัดเจน เมื่อวานเขาเพิ่งมาข่มขู่ผมที่ห้องผมไม่แยแสราวกับไม่เห็นว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้นผมก้มหัวพร้อมยกมือไหว้ไมตรีอย่างอ่อนช้อยที่สุดเท่าที่ทำได้
“ขอโทษครับ” ผมบอกหัวหน้าหลังจากที่ทำงานจบเมื่อคืนนี้ ผมก็ให้รางวัลตัวเองด้วยการเล่นเกมต่อไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน แถบคาดศีรษะยังอยู่บนหัวผมอยู่เลยตอนที่สะดุ้งตื่นขึ้นผมใช้เวลา 20 นาทีก็มานั่งอยู่ในห้องนี้พร้อมกับเหงื่อโชกเต็มเสื้อเช่นเคยแต่รอบนี้ผมไม่เคืองธรณีที่ไม่ยอมปลุกเท่ากับรอบแรกเพราะเป็นความประมาทส่วนตัวของผมล้วน ๆ
“นี่คือการตักเตือนครั้งสุดท้ายถ้ามีครั้งหน้าอีกบริษัทจะตัดเงินเดือนของท่านตามระเบียบ”ชายศีรษะล้านเงยขึ้นสบตาผม แล้วจึงเชิญให้นั่ง ชายหน้าหล่อทำทีเลื่อนเก้าอี้ให้ผมนั่งโชคดีที่เขาไม่ใช่คนตัวใหญ่นัก ผมจึงนั่งข้าง ๆ ได้อย่างสบายตัว
“เราอ่านงานของท่านแล้ว”ไมตรีกดปุ่มเครื่องเอวีเอสอีของตนเอง ซึ่งสั่งให้ส่งภาพไปยังจอด้านข้างเหมือนทุกครั้ง
“เดี๋ยวเรารออยู่ข้างนอกก่อนแล้วกัน”สหายหันไปบอกไมตรี คงเตือนว่าเขามีตัวตนอยู่
“ไม่เป็นไรหรอก ท่านรออยู่ในนี้ก็ได้เราคุยกับประชา แปปเดียว” หัวหน้าบอกแล้วแหงนหน้าขึ้นลง คงกำลังอ่านทบทวนหาจุดผิดผมพยายามไม่จ้องหน้าสหาย แต่เขาสั่นขาตลอดเวลากระเทือนจนผมรู้สึกได้ แถมกลิ่นน้ำหอมอันมีเอกลักษณ์ของเขาทำให้ผมไอสองครั้งติด
“ทำถูกไหม”ผมถามไมตรีเมื่อเห็นเขาใช้เวลา
“ใช่พื้นฐานที่ดีนำมาสู่การไว้วางใจ แล้วงานจะสำเร็จ” หัวหน้าพึมพำโดยไม่สบตาผมดูเหมือนจะเป็นการอ่านออกเสียงบทความมากกว่าตอบคำถามผม เพียงแค่สองนาทีเขาก็อ่านจบ ความเร็วขนาดนี้บ่งบอกถึงอัจฉริยภาพในตัวชายผู้นี้ได้เป็นอย่างดีชายศีรษะล้านกระเอมครั้งหนึ่งก่อนกดปุ่มปรับแว่นให้ใส แล้วจ้องหน้าผมแทน ภาพจากไฟล์ที่ผมส่งไปปรากฏบนหน้าจอบนผนังข้างๆ เช่นเคย
"เราขอพูดตรง ๆ นะ...”ไมตรีเงียบไปอึดใจหนึ่งจนผมนึกว่าเขาจะชม “...อันนี้เรียกว่าสรุปข่าวได้เหรอ เรียกว่าบทความตัดปะน่าจะถูกกว่านะฮ่า ๆ ๆ” เขาหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้าบึ้งตึงในพริบตาทำเอาผมขนลุกซู่ ผมรู้ตัวว่าคืนเมื่อวานนี้ผมทำงานอย่างไม่มีสมาธิเต็มร้อยเมื่อเทียบกับสองวันแรก แต่หัวหน้าก็ใช้คำพูดรุนแรงไป ผมแอบเห็นสหายอมยิ้มด้วยหางตาราวกับกำลังเยาะเย้ยผม ผมยอมรับว่ามีลางสังหรณ์ไม่ดีกับชายคนนี้
“เราทำผิดตรงไหนครับ” ผมถาม
“เพียบ จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี”ไมตรีกล่าว
[1]Exclusive content เนื้อหาจำกัดการเข้าถึงเฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่น เฉพาะสมาชิกผู้ที่จ่ายเงิน หรือผู้ติดตามต่างจากเนื้อหาทั่วไปที่เข้าถึงได้โดยสาธารณะ
[2]Facility สิ่งอำนวยความสะดวก"หรือ "สิ่งก่อสร้าง" ที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
[3]Narrow AI: ANI เป็นเอไอที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้านในขอบเขตที่จำกัดโดยมีความชำนาญสูงในงานนั้น ๆ