เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 39 ประลองล่าสัตว์อสูร

          เวลาสามวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเมื่อเช้าของวันที่สามมาถึงก็มีผู้คนจำนวนมากมายมารวมตัวกันอยู่ที่ลานสวรรค์ประทานการที่คนทั้งหลายมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ก็เพื่อรอรับชมการประลองครั้งใหญ่ของเมืองเหยียนเฉิงที่จัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในรอบสามปีเท่านั้น

          แม้ว่าลานสวรรค์ประทานจะมีขนาดกว้างนับหมื่นเมตร แต่ในยามนี้มันกลับถูกผู้คนจำนวนมากมายรายล้อมพร้อมส่งเสียงฮึกเหิมดังก้อง

          ยามนี้บรรดาผู้บำเพ็ญตนอายุน้อยต่างก็มาพร้อมกันหมดแล้วนอกเหนือจากห้าผู้มีอิทธิพลใหญ่ก็ยังมีบรรดาผู้ฝึกตนอายุน้อยที่รวมกลุ่มกันอยู่นับสิบกว่ากลุ่ม

          แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามิได้มีพื้นฐานพลังแข็งแกร่งเท่าห้าผู้มีอิทธิพลใหญ่แต่ก็นับได้ว่าไม่เลว

          ท่ามกลางผู้คนมากมายเหล่านั้นไม่นานกลุ่มผู้ฝึกตนอายุน้อยจากอูเจิ้นก็เข้ามาภายในลานประลองอย่างช้าๆโดยเจ้าของชุดสีดำที่เดินนำคนของอูเจิ้นเข้าไปในลานประลองท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายนั้ก็คือกู่ฉิงนั่นเอง

          แม้ในวันนี้เมิ่งฝานจะเป็นผู้ที่มีผลต่อการประลองในครั้งนี้ของอูเจิ้นมากที่สุดแต่ถึงอย่างไรกู่ฉิงก็เป็นเหมือนผู้นำของหมู่ผู้เยาว์หนุ่มสาวในหมู่บ้านมานานถึงสามปีแล้วและสาเหตุอีกอย่างก็เป็นเพราะเมิ่งฝานไม่ได้ชอบการออกหน้าเช่นนี้จึงเดินตามอยู่หลังขบวนกับกู่ซินเอ๋อร์

          เมื่อกู่ฉิงหันกลับมาแล้วพบว่ากู่ซินเอ๋อร์กำลังเดินอยู่ข้างกายของเมิ่งฝานด้วยรอยยิ้มนางรู้สึกไม่ชอบใจจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “เมิ่งฝานเหตุใดเจ้าจึงเอาแต่มัวชักช้าอยู่ข้างหลัง!”

          เมิ่งฝานส่ายหน้า เขาหันไปตามต้นเสียงก่อนจะยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวันนี้กู่ฉิงน่าหลงใหลยิ่งกว่าเมื่อก่อนแต่ก็มีลักษณะท่าทีและให้ความรู้สึกที่ต่างจากกู่ซินเอ๋อร์อย่างสิ้นเชิง

          ชุดคลุมสีดำขนาดพอดีตัวทำให้มองเห็นรูปร่างของกู่ฉิงได้อย่างชัดเจนทั้งน่าหลงใหลและเข้ากับท่อนขาเรียวทั้งสองข้างนั้นได้เป็นอย่างดี ชั่วพริบตาที่นางปรากฏตัวออกมาก็ดึงดูดสายตาของบุรุษโดยรอบจำนวนไม่น้อยจนพวกเขาถึงกับต้องกลืนน้ำลายเลยทีเดียว

          เมื่อเห็นสายตาของเมิ่งฝานกู่ฉิงก็ขมวดคิ้วเข้มก่อนจะเอ่ยว่า“เหตุใดเจ้าจึงมองข้า?”

          เมิ่งฝานลูบปลายจมูกของตนเองก่อนจะเอ่ยพลางยกยิ้มทีเล่นทีจริง“ข้าไม่ได้มองเพียงอย่างเดียวหรอกนะ!”

          เมื่อสิ้นเสียงนั้นกู่ฉิงก็ชะงักไปทันใด นางนึกถึงรอยมือที่ประทับตราลงบนหน้าอกตนเองครั้งก่อนก็ถึงกับหน้าแดงแล้วเม้มริมฝีปากแน่น

          แต่แล้วในขณะที่กู่ฉิงกำลังจะเดินออกห่างก็มีเสียงที่เด่นชัดของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมาไม่ไกล

          “คุณหนูกู่ฉิง ที่แท้ท่านก็อยู่ตรงนี้นี่เอง!”

          เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีขบวนม้าเดินเข้ามาใกล้สองขบวนผู้นำของขบวนหนึ่งเป็นสตรีสวมชุดสีชมพูและมีรูปลักษณ์ที่หาได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใดทว่าหากเทียบกับกู่ซินเอ๋อร์แล้วนั้นนางกลับดูธรรมดาไปทันที

          ทว่าพลังของนางกลับอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับแปดพลังลมปราณที่แข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย ยามนี้นางมาอยู่ตรงหน้าของพวกเขาพร้อมกับบุรุษอีกผู้หนึ่ง

          “บ้านตระกูลสือ สือซิน!”

          หญิงสาวประสานมือเคารพแล้วบอกไป ส่วนบุรุษหนุ่มข้างกายที่สวมชุดสีดำใบหน้าค่อนข้างหล่อเหลาและรูปร่างสูงโปร่งก็เอ่ยขึ้นเสียงเข้มเช่นกัน “หมู่บ้านหลันเจิ้น เถิงชิง!”

          ขณะกล่าววาจาสายตาของเถิงชิงก็มองไปยังกู่ฉิงนัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่อย่างมิได้ปิดบังแต่อย่างใด

          ไม่เลวเถิงชิงผู้นี้ก็อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเก้าเช่นกัน!

          หัวใจของเมิ่งฝานสั่นไหวไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับเพราะคนทั้งสองมาจากอีกสองตระกูลใหญ่ของเมืองเหยียนเฉิงหมู่บ้านหลันเจิ้นและตระกูลสือ

          เมื่อเมิ่งฝานเห็นว่าเถิงชิงกำลังแอบมองกู่ฉิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาดูท่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะชอบกู่ฉิงอย่างมาก แต่จากท่าทีที่เย็นชาของสตรีงามผู้นั้นเมิ่งฝานก็พอจะรู้ว่าคงต้องถูกปฏิเสธอย่างน่าสงสาร...

          ด้วยเหตุที่บิดามารดาของทั้งสองฝั่งนับว่ามีความสัมพันธ์ต่อกันไม่เลวฉะนั้นแล้วพวกเขาจึงเคยได้พบเจอกันมาก่อนหน้าแล้ว

          แต่ด้วยเดิมทีกู่ฉิงก็เคืองในคำพูดของเมิ่งฝานอยู่แล้วนางจึงกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังพยักหน้ารับ

          เมื่อเห็นท่าทีของกู่ฉิง เถิงชิงเพียงแค่ยิ้มเจื่อนเท่านั้นจากนั้นจึงมองไปยังเมิ่งฝานก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงประสานมือพร้อมเอ่ยขึ้นว่า “ท่านนี้คงจะเป็นเมิ่งฝานผู้บำเพ็ญตนที่โดดเด่นแห่งอูเจิ้นผู้นั้นสินะนับว่าท่านใจกล้ายิ่งถึงได้พนันกับเจ้าเด็กตงฟางเฉินเช่นนั้น!”

          เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานจึงรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหอมหาสมบัติได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองเหยียนเฉิงแล้วรวมถึงชื่อเสียงของเมิ่งฝานด้วย ยามนี้ทุกคนต่างก็รู้จักม้ามืดที่โดดเด่นของอูเจิ้น

          เมิ่งฝานพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มตามมารยาท

          เมื่อได้ยินคำพูดของเถิงชิงคนของหอกระบี่และหมู่บ้านตระกูลเถิงต่างก็หันมามองเมิ่งฝานทั้งสิ้นเพราะถึงอย่างไรชื่อเสียงของตงฟางเฉินก็เป็นเรื่องที่บรรดาผู้เยาว์ของเมืองเหยียนเฉิงต่างก็เคยได้ยินมาหมดแล้วฉะนั้นผู้ที่กล้าต่อกรกับตงฟางเฉินจึงควรค่าแก่การมอง

          ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสนทนากันอยู่นั้นทางฝั่งตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินก็ได้เข้ามาในลานประลองแล้ว เมื่อทอดสายตามองจากที่ไกลๆพลันเกิดโทสะขึ้นอย่างรวดเร็ว

          กู่ฉิงกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์“หึก็แค่สุนัขสองตัวของเมืองเหยียนเฉิงเท่านั้น อีกประเดี๋ยวยังไม่รู้เลยว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะในการประลองในครั้งนี้!”

          “แต่สุนัขสองตัวที่ว่า ในปีนี้มันจะกัดคนน่ะสิ!”

          เถิงชิงที่อยู่ด้านข้างย่นคิ้วเล็กน้อย เขามองไปยังกู่ฉิงก่อนจะเอ่ยขึ้นจริงจัง“ข้ายังได้ยินมาอีกว่าปีนี้เหยียนเย่าจะนำกลุ่มผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมการประลองด้วยตนเองเจ้ารู้หรือไม่?”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของกู่ฉิงก็เปลี่ยนไปในทันใดนางกัดเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่ชอบใจ “แค่เจ้าผู้นั้นก็แย่จะตายอยู่แล้วครั้งก่อนเขาก็ได้ชัยชนะไปครองไหนบอกว่าจะไม่เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้แล้วไม่ใช่หรือไร?”

          เมื่อนางพูดจบรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงในทันใดเหยียนเย่าที่สามารถทำให้สตรีที่หยิ่งทะนงตนในความแข็งแกร่งอย่างกู่ฉิงต้องแสดงสีหน้าเช่นนี้ออกมาเป็นผู้ใดกัน?

          ขณะที่เมิ่งฝานกำลังสงสัยอยู่นั้น เสียงแผ่วเบาของกู่ซินเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา“พี่เมิ่งฝานท่านคงยังไม่รู้ว่าเหยียนเย่าก็คือบุตรชายของเจ้าเมืองเหยียนเฉิงเขามีศักยภาพที่ดีเลิศเป็นอย่างมาก เล่ากันว่าเขาก้าวขึ้นไปยังขั้นหลอมปราณแล้วทั้งที่...เวลานี้เพิ่งจะมีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น!”

          สิบหกปี ขั้นหลอมปราณ!

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปทันทีแม้จะเป็นเขาก็ยังไม่อาจปกปิดสีหน้าตกตะลึงเอาไว้ได้ เขาไม่รู้สึกแปลกใจแล้วว่าเหตุใดกู่ฉิงจึงได้หวาดกลัวต่ออีกฝ่ายถึงเพียงนี้นับว่าเจ้าเด็กผู้นั้นมีพลังแข็งแกร่งราวกับปีศาจไม่มีผิด

          อย่างไรเสียการบรรลุขั้นพลังจากขั้นฝึกกายาขึ้นไปยังขั้นหลอมปราณก็นับได้ว่าเป็นอุปสรรคที่ยากจะข้ามผ่านไปได้แต่อีกฝ่ายนั้นกลับสามารถบรรลุขั้นพลังไปได้ด้วยอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น นับว่าเขาผู้นั้นสามารถมองผู้บำเพ็ญตนหรือจอมยุทธ์น้อยในรุ่นราวคราวเดียวกันของเมืองเหยียนเฉิงด้วยสายตาเหยียดหยันและหยิ่งทะนงในตนเองได้แม้จะเป็นในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้ก็ยังถือได้ว่าเป็นการประสบความสำเร็จที่น่าตกตะลึงเช่นกัน

          เมิ่งฝานไม่รู้ว่าระหว่างคนผู้นั้นกับสตรีลึกลับที่ตนได้เจอในครั้งก่อนผู้ใดจะแข็งแกร่งกว่ากันเพราะดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีอายุที่ไม่มาก แต่กลับทรงพลังและมีอานุภาพที่สูงส่งจนน่าตื่นตระหนก

          ดูท่าการบำเพ็ญตนของข้ายังไม่อาจเทียบได้สินะ!

          เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนก่อนจะลูบปลายจมูกตนเองเขาเคยคิดว่าการที่ตนเองเลื่อนระดับพลังจากระดับสองมาจนถึงระดับเก้าในเวลาเพียงครึ่งปีนับเป็นเรื่องที่เลิศล้ำอย่างมากแล้วแต่ในวันนี้กลับพบว่าอาณาจักรต้าก้านมีผู้ที่แข็งแกร่งราวปีศาจอยู่มากมายขุนเขาลูกหนึ่งสูงกว่าอีกลูก เหนือฟ้ายังมีฟ้าที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า

          เมื่อเห็นสีหน้าที่คล้ายหมดกำลังใจของเมิ่งฝานกู่ซินเอ๋อร์จึงวางมือลงบนไหล่ของเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “พี่เมิ่งฝานท่านไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะเจ้าคะเพราะถึงอย่างไรท่านก็เก่งที่สุดในสายตาของซินเอ๋อร์อยู่แล้ว!”

          เมื่อเขามองไปที่นัยน์ตาของกู่ซินเอ๋อร์ก็ชะงักงันไปชั่วครู่ต่อมาจึงพยักหน้ารับ การที่กู่ซินเอ๋อร์ยอมรับในตัวเขาก็เป็นความรู้สึกที่ไม่เลว

          ยามนี้มีคนมารวมตัวกันที่ลานสวรรค์ประทานกว่าหลายหมื่นคนแล้วท่ามกลางผู้คนมากมายมหาศาลนั้นมีปราการซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่และสามารถมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในลานประลองได้ทุกมุมจากด้านบนนั้น

          นั่นน่าจะเป็นที่อยู่สำหรับแขกผู้ทรงเกียรติผู้ที่จะขึ้นไปยืนอยู่บนนั้นได้ต้องเป็นผู้ที่สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง ต้องเป็นผู้สูงศักดิ์ของเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้

          ยามนี้บนแท่นปราการเต็มไปด้วยผู้คนมากมายกลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง

          ที่ใจกลางแท่นปราการเป็นบุรษวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดสีดำเส้นผมยาวสลวยโบกสะบัดไปตามแรงลม ใบหน้ามีความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ปรากฏ ผู้ที่ยืนถัดขึ้นไปราวสามเมตรและทำให้ผู้ที่มองขึ้นไปสัมผัสได้ถึงไอความร้อนถาโถมเข้ามายังใบหน้าก็คือเจ้าเมืองเหยียนเฉิงเหยียนหยาง!

          ข้างกายเขาคือผู้ทรงอิทธิพลทั้งห้ารวมถึงกู่หยวนที่เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย ในจำนวนนั้นมีชายชราอยู่สองคน ผู้หนึ่งคือท่านประมุขสือหนานแห่งบ้านตระกูลสือส่วนอีกผู้หนึ่งก็คือเถิงซงที่เป็นผู้นำหมู่บ้านหลันเจิ้น

          ยังมีชายชราและบุรุษวัยกลางคนอีกสองคน คือประมุขแห่งตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินอย่างตงฟางลี่กับซีเหมินสยงนั่นเองและในยามนี้พวกเขาก็กำลังมองกู่หยวนด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร

          เห็นได้ชัดว่าในการต่อสู้หลายปีนี้พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับกู่หยวนมาหลายครั้งแม้ว่ากู่หยวนจะเห็นว่าทั้งสองคนมีสายตาที่ไม่เป็นมิตร แต่ตัวเขากลับมิได้สนใจแต่อย่างใดทั้งยังมีใบหน้าที่เรียบเฉยอีกด้วย

          เมื่อเห็นว่ากู่หยวนมีสีหน้าเรียบเฉย เหยียนหยางก็หัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะพูดขึ้นเสียงเรียบ“ดูท่าในครั้งนี้เจ้าจะมีความมั่นใจอย่างมากเลยสินะกู่หยวนแต่อย่าลืมไปว่าครั้งนี้พวกเราได้เดิมพันกันเอาไว้หากคนของอูเจิ้นไม่อาจก้าวขึ้นมาอยู่ในสามอันดับแรกได้ เจ้าจะต้องยกร้านค้าของเจ้าที่อยู่ในเมืองเหยียนเฉิงให้ข้าสามแห่ง!”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของกู่หยวนก็หาได้เปลี่ยนไปทว่ากลับมีความไม่ชอบใจปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาก่อนจะหายไปของเดิมพันในการประลองครั้งนี้เหยียนหยางเป็นผู้คิดขึ้นมา เห็นได้ว่าอีกฝ่ายมีการเตรียมพร้อมมาก่อนหน้านี้แล้ว

          การประลองล่าสัตว์วัดผลแพ้ชนะตามจำนวนของจิตอสูรที่แต่ละกลุ่มได้รับ ซึ่งการล่าสัตว์ในแต่ละครั้งจะมีการเรียงลำดับรายชื่อจากจำนวนการสังหารว่าผู้ใดทำได้มากกว่าในขณะเดียวกันก็จะคัดเลือกจอมยุทธ์น้อยที่มีฝีมือโดดเด่นเพื่อเข้าร่วมการประลองกำลังในรอบต่อไป

          หากอิงตามการประลองในครั้งที่ผ่านมานั้นแม้ว่าการก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของหมู่บ้านอูเจิ้นจะไม่ง่ายดายทว่าการขึ้นเป็นสามอันดับแรกก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เมื่อเห็นว่าเหยียนหยางมีความมั่นใจถึงเพียงนี้จึงทำให้กู่หยวนมีลางสังหรณ์ไม่ดีสักเท่าใด

          ทว่าสุดท้ายเขาก็ยังพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“ในเมื่อข้ารับปากก็ต้องทำได้อยู่แล้วว่าแต่พวกเจ้าเตรียมร้านค้าทั้งสามแห่งที่จะยกให้ข้าแล้วหรือยังเล่า? ข้ากำลังเตรียมตัวรับมันอยู่!”

          เมื่อสิ้นเสียงของเขาซีเหมินสยงและตงฟางลี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็กระตุกยิ้มขึ้นมาแต่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้อันทรงเกียรติอย่างเงียบงันส่วนเหยียนหยางก็พยักหน้ารับแล้วมองไปรอบตัว จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ทุกท่าน เงียบ!”

          เจ้าของเสียงนี้เป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณทั้งยังเป็นถึงเจ้าเมืองเหยียนเฉิงด้วย จึงทำให้คนหลายหมื่นคนที่อยู่ในลานประลองแห่งนี้เงียบลงไปในทันใดก่อนที่ทุกสายตาจะมองไปยังเหยียนหยางที่นั่งอยู่บนแท่นปราการ

          หลังจากปรายตามองไปยังกลุ่มกองกำลังขนาดเล็กสิบกว่ากลุ่มเหยียนหยางก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ทุกคนจงเตรียมตัวให้ดีเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งก้านธูปการประลองล่าสัตว์ในครั้งนี้ก็จะเริ่มขึ้นขอให้ทุกคนได้คะแนนดีๆ ข้าบอกได้เลยว่าการประลองในครั้งนี้หาได้เหมือนกับการประลองในครั้งก่อนไม่เพราะจะมีสิ่งที่ทำให้พวกเจ้าต้องตกตะลึงอยู่อย่างหนึ่ง...หวังว่าพวกเจ้าจะคว้าโอกาสนั้นไว้ให้ได้!”

          สิ่งที่ทำให้ตกตะลึง!

          ชั่วพริบตาจอมยุทธ์น้อยที่รอเข้าร่วมการประลองต่างก็รู้สึกตื่นเต้นไปตามๆกัน การที่เจ้าเมืองเหยียนหยางพูดออกมาเช่นนี้ย่อมแสดงว่าต้องมีสิ่งที่ต่างไปจากการประลองในครั้งก่อนๆอยู่จริง

          แม้แต่กู่หยวนและอีกหลายคนที่อยู่บนแท่นปราการก็ยังเลิกคิ้วด้วยความสงสัยเพราะพวกเขาเองก็ไม่เคยได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

          ชั่วครู่ต่อมาเมิ่งฝานและคนอื่นๆ ต่างก็มาถึงจุดปล่อยตัวซึ่งเป็นเส้นทางที่ตรงไปยังลานประลองของแต่ละกลุ่ม

          โดยแต่ละกลุ่มล้วนแต่มีช่องทางเฉพาะของตนเองที่จะต้องเดินเข้าไปยังลานประลองในลานประลองนี้จะมีสัตว์อสูรอยู่จำนวนมาก และลานประลองแห่งนี้ได้ถูกปรมาจารย์จิตศัสตราสร้างค่ายกลเวทย์ทำให้ระยะการมองเห็นเหลือเพียงหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้นทว่าผู้ชมด้านนอกกลับสามารถมองทุกอย่างได้อย่างชัดเจน

          เมื่อเวลาผ่านไปความเชื่อมั่นและความตื่นเต้นของจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นยิ่งเพิ่มพูนสูงขึ้นถึงอย่างไรก็มีผู้ชมหลายหมื่นคน ทั้งตนเองยังเป็นตัวแทนของหมู่บ้านอูเจิ้นอีกด้วย

          ส่วนเมิ่งฝานนั้น เอามือลูบปลายจมูกของตนเองเล็กน้อยการฝึกบำเพ็ญตนอย่างหนักตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้เขามีลักษณะนิสัยที่พัฒนาไปยิ่งกว่าเด็กหนุ่มสาวในรุ่นราวคราวเดียวกันจึงไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากยืนอยู่กับที่อย่างเงียบงัน

          ในวินาทีต่อมาก็มีเสียงร้องของสัตว์อสูรดังขึ้นบนฟากฟ้าระลอกคลื่นเสียงที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณนั้นมีเพียงสัตว์อสูรระดับสี่เท่านั้นถึงจะสามารถทำได้

          เมื่อมันร้องคำรามขึ้นมาก็ทำให้ลานประลองสวรรค์ประทานแห่งนี้เดือดพล่านเพราะพวกเขาต่างก็รู้กันดีว่าเสียงนั้น...หมายความว่าการประลองในรอบสามปีได้เริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว!

             

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912