แกร่ก...
ลู่เหยียนชูคล้ายกับได้ยินเสียงบางอย่างปริแตกออกก่อนที่ความเย็นเยียบจะจู่โจมเสียดแทงเข้าสู่ขั้วหัวใจอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ชื่อเสียงป่นปี้...เขาน่ะหรือ?
ลู่เหยียนชูไม่เคยคิดมาก่อนว่าคำสี่คำนี้จะมาข้องแวะกับชีวิตของเขา เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาในวงการบันเทิงเขาวางตัวดีเยี่ยมและระแวดระวังคำพูดและการกระทำมาโดยตลอด
ทั้งหน้าที่การงานก็สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทีละก้าวแม้แต่‘ทางลัด’ เขาก็ยังนึกหยามหยันและไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะแล้วจะมีเรื่องอะไรที่ทำให้เขาต้องสิ้นชื่อลงในชั่วข้ามคืนได้?
เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เหยียนชูก็ขมวดคิ้ว เขาหรี่ตามองบทภาพยนตร์บนโต๊ะน้ำชาด้วยแววตาหม่นแสง
ดูเหมือนเสียงในใจของจี้ทิงจะประหลาดใจกับช่วงเวลาที่เขาตกลงรับโปรเจกต์เรื่องสุดขอบผาในสายลมหรือว่าปัญหาจะอยู่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ แต่ต่อให้เป็นแบบนั้นอีกฝ่ายรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?
ในวินาทีนั้นความตระหนกสงสัยมากมายประโคมเข้ามาในสมองของลู่เหยียนชูทว่าเมื่อเขาหันไปมองจี้ทิง ท่าทีของเขากลับดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น“เอาอย่างนี้แล้วกัน ไม่ต้องรบกวนคนอื่นหรอกฉันมีนัดหมอตรวจติดตามอาการพรุ่งนี้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีธุระอะไรพอดีถ้างั้นถือโอกาสกลับรุ่ยเหอไปพร้อมนายเลยแล้วกัน”
ขณะพูดเขาก็แสร้งเบือนหน้าเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ เพื่อให้จี้ทิงเห็นรอยแผลเป็นที่ใบหู
จี้ทิงตั้งท่าจะเอ่ยปากปฏิเสธทว่าลู่เหยียนชูกลับส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ “รอแป๊บหนึ่งนะฉันขึ้นไปหยิบกุญแจรถบนข้างบนก่อน”
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ปล่อยให้คนคนนี้ไปเฉยๆไม่ได้ ถึงจะรู้ความจริงทั้งหมดไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ต้องขุดคุ้ยหาเบาะแสบางอย่างออกมาให้ได้
หลังจากลู่เหยียนชูขึ้นไปชั้นบนจี้ทิงก็หยิบบทภาพยนตร์บนโต๊ะน้ำชาขึ้นมา เขาพลิกอ่านอยู่สองสามหน้าก่อนจะวางมันลงที่เดิมในสภาพเดิมทุกประการ
[ตัวบทภาพยนตร์เองไม่มีปัญหาอะไรหรอก ต้นฉบับก็นิยายรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น[1] แต่ดูเหมือนปัญหาจะอยู่ที่...]
ลู่เหยียนชูที่อยู่ในห้องถึงกับใจหายวาบนิ้วมือที่ปล่อยข้างลำตัวขยำเข้าหากันแน่น
จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่น[ถ้าฉันจำไม่ผิด ในหนังสือไม่ได้เขียนรายละเอียดเรื่องนี้เอาไว้เลย]
หนังสืองั้นเหรอหนังสือเล่มไหนกัน? ปริศนาอีกระลอกถาโถมเข้าใส่ลู่เหยียนชูทำให้เรื่องราวทั้งหมดดูสับสนวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม เขาอยากที่จะได้ยินมากกว่านี้ทว่าเสียงในใจของจี้ทิงกลับเงียบหายไปเสียดื้อๆ
ไม่ใช่ว่าจี้ทิงหยุดคิดกลางคันแต่เป็นเพราะเขาไม่รู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์นั้นจริงๆ
แก่นหลักของหนังสือเรื่อง‘เสพติดรักจนเกินห้ามใจ’ นั้นสร้างขึ้นเพื่อเอื้อต่อเส้นเรื่องความรักโดยเฉพาะแม้ฝ่ายรุกทั้งสามคนล้วนอยู่ในสถานะสูงส่ง มีอำนาจล้นฟ้าแต่ทุกคนกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอาชีพการงาน
อุปสรรคเกิดขึ้นเพราะอะไรมีเหตุผลที่เกิดสมเหตุสมผลหรือไม่ เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญเลยสักนิด
สิ่งที่สำคัญคือทุกครั้งที่บรรดาฝ่ายรุกตกต่ำจะต้องมีตัวละครนายเอกคอยอยู่เคียงข้าง ช่วยให้พวกเขากลับมามีความมั่นใจสลัดทิ้งซึ่งเมฆหมอกและได้รับการฉุดรั้งออกมาจากชีวิตที่มืดมน
และในระหว่างนี้เองความสัมพันธ์ของพวกเขากับนายเอกก็จะพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นชนวนเหตุให้ฝ่ายรุกทั้งสี่เปิดศึกแย่งชิงนายเอกกันอย่างบ้าคลั่งตามระเบียบ
ทุกครั้งที่จี้ทิงอ่านเจอเนื้อหาพวกนี้เขาจะรู้สึกว่าตรรกะมันบิดเบี้ยวเละเทะไปหมดเข้าใจยากยิ่งกว่าการทดลองทางวิทยาศาสตร์ใดๆ เสียอีก
ลู่เหยียนชูลงมาตรงตามเวลาที่นัดไว้พอดิบพอดีเขาควงกุญแจรถในมือ “เราไปกันเถอะ”
ทั้งคู่เดินออกจากบ้านและขึ้นรถของลู่เหยียนชูไปในตอนแรกต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงคำนึงจนไม่มีใครปริปากพูด จนกระทั่งถึงทางแยกแรกลู่เหยียนชูจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “จี้ทิงถ้านายอยากรู้ความเป็นไปของหลิงซี ก็ติดต่อหาฉันได้ตลอดเวลานะ”
เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้วิธีนี้เพื่อขอช่องทางติดต่อของจี้ทิงเพื่อที่จะได้หาข้ออ้างนัดพบกันในภายหลังทว่าเขากลับไม่รู้ว่าข้ออ้างนี้กลับไปเหยียบเอา ‘กับระเบิด’ของจี้ทิงเข้าอย่างจัง
“ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อคุณบอกว่าเขามีความสุข ผมก็ไม่อยากไปรบกวนเขา”สาเหตุที่จี้ทิงอยากปฏิเสธตั้งแต่แรกก็เพราะเขารู้ดีว่าลู่เหยียนชูจะต้องหาเรื่องชวนคุยเรื่องนายเอกระหว่างทางแน่นอน
ลู่เหยียนชูเหลือบมองคนบนที่นั่งข้างคนขับความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างผุดขึ้นในใจ
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ที่จริง หลายเรื่องในชีวิตมันอาจไม่ได้แย่อย่างที่นายคิดหรอกนะตราบใดที่นายไม่ถอดใจไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ก็อาจจะพบกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็ได้”
จี้ทิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแววตาฉายแววงุนงง : [ลู่เหยียนชูกำลัง... ให้กำลังใจฉันงั้นเหรอ?]
ลู่เหยียนชูพูดเพียงเท่านั้นและไม่สานต่อหัวข้อเดิมเพราะสิ่งที่เขากังวลมากกว่าในตอนนี้คือ ‘ความล่มจม’ที่กำลังจะมาถึง
“จี้ทิง นายสนใจลงทุนในธุรกิจภาพยนตร์บ้างไหม?”
จี้ทิงส่ายหน้า“ไม่ครับ” เขาไม่เคยทำในสิ่งที่ไม่รู้จริงและที่สำคัญคือตอนนี้เขาไม่มีเงิน
ลู่เหยียนชูใช้โทนเสียงเหมือนการชวนคุยสัพเพเหระเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัด“ภาพยนตร์เรื่องหน้าของฉันกำลังจะเริ่มโปรเจกต์แล้วทางค่ายคาดการณ์ผลตอบแทนไว้สูงมากตัวฉันเองก็กะว่าจะลองผันตัวไปเป็นผู้อำนวยการสร้างดูเหมือนกัน”
ภาพยนตร์เรื่องหน้า?
จี้ทิงคิดในใจ: [ต่อให้มีเงินก็ลงไม่ได้เด็ดขาด]
นิ้วมือของลู่เหยียนชูที่กุมพวงมาลัยพลันกระชับแน่นขึ้นตอนนี้เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ตัวภาพยนตร์สุดขอบผาในสายลมจริงๆ
ทว่าปัญหามันคืออะไรและเขาจะหลอกล่อเอาคำตอบออกจากปากจี้ทิงได้อย่างไรลู่เหยียนชูยังนึกหาวิธีที่เหมาะสมไม่ออกในตอนนี้
...
วิลล่าอยู่ห่างจากรุ่ยเหอเพียงไม่กี่กิโลเมตรไม่นานนักก็ถึงจุดหมาย จี้ทิงเอ่ยคำลาและเปิดประตูลงจากรถไป
ลู่เหยียนชูมองตามแผ่นหลังที่เดินขึ้นรถสปอร์ตสีแดงรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์บนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป
เขานั่งนิ่งอยู่ในรถครู่หนึ่งก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์และขับออกจากลานจอดรถอย่างรวดเร็ว
ลู่เหยียนชูนึกถึงประเด็นสำคัญขึ้นมาได้ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในห้องนอนเขายังได้ยินเสียงของจี้ทิงนั่นหมายความว่าระยะทำการของเสียงในใจน่าจะอยู่ที่ประมาณเจ็ดถึงสิบเมตร
ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็สามารถไปเสี่ยงดวงที่คฤหาสน์ตระกูลจี้ได้ ถ้าเขาสามารถได้ยินเสียงจากข้างนอกก็คงจะได้รับข้อมูลที่คาดไม่ถึงแน่นอน
ระหว่างทางรถของลู่เหยียนชูเลี้ยวเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเขารออยู่ในรถประมาณสิบห้านาที ผู้จัดการส่วนตัวก็หิ้วถุงกระดาษก้าวขึ้นรถมา
“โชคดีที่ฉันทำธุระอยู่แถวนี้พอดีไม่อย่างนั้นนายคงต้องโทรหาพวกเสี่ยวหม่าแล้ว” ผู้จัดการพูดจบก็ยื่นถุงในมือให้“เอ้า ของที่ต้องการ”
“ขอบคุณครับ”
“ซื้อโทรศัพท์ใหม่ไปทำไมกัน?” ผู้จัดการชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบเตือน “แต่อย่าเอาไปใช้ข้างนอกเชียวล่ะยี่ห้อที่นายเป็นพรีเซนเตอร์อยู่กับไอ้ยี่ห้อนี้มันเป็นคู่แข่งกันโดยตรงนะ”
ลู่เหยียนชูยิ้มรับ“วางใจเถอะน่า”
...
สี่สิบกว่านาทีต่อมารถของลู่เหยียนชูก็จอดลงบริเวณใกล้กับคฤหาสน์ตระกูลจี้
เขารู้ดีว่าคฤหาสน์หลังนี้ต้องมีกล้องวงจรปิดครอบคลุมทุกจุดอับสายตาดังนั้นเขาจึงไม่ได้หลบซ่อนแต่เลือกจอดรถอย่างเปิดเผยในตำแหน่งที่ไม่ไกลจากประตูใหญ่
ลู่เหยียนชูนั่งรอในรถเกือบชั่วโมงแต่ก็น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ยินอะไรเลย
ในขณะที่เขากำลังชั่งใจว่าจะกลับดีหรือไม่ประตูใหญ่ของตระกูลจี้ก็เปิดออก พร้อมบอดี้การ์ดคนหนึ่งที่เดินตรงเข้ามา
อีกฝ่ายเคาะกระจกรถลู่เหยียนชูจึงลดกระจกลง บอดี้การ์ดเอ่ยว่า “ขออภัยครับบริเวณนี้เป็นเขตที่พักอาศัยส่วนบุคคล ถ้าไม่มีธุระอะไรรบกวนคุณช่วยเคลื่อนย้ายรถออกไปโดยเร็วด้วยครับ”
ลู่เหยียนชูถอดแว่นกันแดดออกพลางยิ้มละไม“ผมมารอจี้ทิงครับ พอดีเขาลืมโทรศัพท์ไว้บนรถผมผมเลยติดต่อเขาไม่ได้”
บอดี้การ์ดจำใบหน้าที่มีชื่อเสียงนี้ได้ทันทีน้ำเสียงจึงอ่อนลงเล็กน้อย “คุณชายรองกลับมาแล้วครับให้ผมช่วยติดต่อให้ไหมครับ?”
ลู่เหยียนชูทำท่าลังเล“ถ้าสะดวก ผมขอเข้าไปคืนให้เขาต่อหน้าดีกว่าครับ”
บอดี้การ์ดไม่ได้สงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อยเพราะด้วยสถานะระดับลู่เหยียนชู คงไม่มีทางทำเรื่องที่เป็นอันตรายแน่นอน“ถ้าอย่างนั้น เชิญตามผมมาครับ”
ลู่เหยียนชูลงจากรถและเดินตามบอดี้การ์ดมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ประตูใหญ่ก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมกับรถคัลลิแนนสีดำคันหนึ่งที่ขับเคลื่อนเข้ามา
ทันทีที่เห็นรถคันนี้ลู่เหยียนชูก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องยุ่งกำลังจะมาถึง และก็เป็นไปตามคาดวินาทีต่อมารถคัลลิแนนก็หยุดลงข้างกายเขาพอดี
จากนั้นกระจกรถค่อยๆ เลือนลง เผยให้เห็นใบหน้าที่เย็นชาและเคร่งขรึมของจี้เยี่ยนจื๋อ
“ลู่เหยียนชู?”
เชิงอรรถ
[1]รางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น (茅盾文学奖) คือหนึ่งในรางวัลวรรณกรรมที่มีเกียรติยศสูงสุดและสำคัญที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเฉพาะสำหรับงานประเภทนวนิยายขนาดยาว