“สหายแห่งเต๋า เหตุใดจึงรีบร้อนนักเล่า!”
ร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า เขายืนกอดอกจ้องมองนางกำนัลเย่ด้วยแววตาสาดแสง รังสีอำนาจแผ่ซ่านออกมา
ผู้นั้นคือประมุขแห่งปราสาทมาร
รังสีอำนาจที่เชี่ยวกรากทำให้ค่ายกลสังหารโดยรอบหยุดนิ่งปราณกระบี่แห่งความโกลาหลแตกกระจายจนเกิดเป็นพื้นที่ว่างเปล่ากว้างใหญ่
“มะ...มหาเซียน!”
“มีมหาเซียนอีกคนแล้ว!”
“จบเห่ คราวนี้เราจบเห่จริงๆ แล้ว!”
ภายในค่ายกลสังหาร บรรดาผู้แข็งแกร่งจากโลกภายนอกเหล่าเซียนนักบุญทั้งหลายต่างตัวสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
มหาเซียนอีกคนหนึ่ง!
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมองออกว่ามหาเซียนผู้นี้พร้อมสังหาร
นี่คือผู้แข็งแกร่งที่มาเพื่อต่อกรกับพวกเขา
หรืออาจกล่าวได้ว่าอีกฝ่ายมาเพื่อองค์หญิง โดยเป็นศัตรูกับมหาเซียนหญิงผู้นั้น
โชคร้ายที่พวกเขาต้องมาพัวพันกับเรื่องนี้
“พวกเจ้าเป็นคนของสำนักใด ไม่รู้จักฐานะของนางผู้นี้หรือรนหาที่ตายหรืออย่างไรกัน!”
นางกำนัลเย่หรี่ตาลง ใบหน้าอันงดงามเต็มไปด้วยความเยือกเย็นนางกวาดตามองมหาเซียนผู้นั้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
มหาเซียน และระดับพลังก็ไม่ได้ต่ำกว่านาง
หากนางอยู่คนเดียว นางไม่กลัวแน่นอน และมั่นใจว่าจะปราบอีกฝ่ายได้
ทว่าตอนนี้อยู่ในค่ายกลสังหาร อีกทั้งยังต้องคุ้มครององค์หญิงเก้านางจึงรู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้าง
“เฮ้อ สหายเต๋า ไยต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องด้วยเล่าตอนที่ข้าตัดสินใจลงมือ ข้าก็ไม่ได้สนใจสิ่งที่เรียกว่าฐานะอีกต่อไปแล้ว แม้จะเป็นองค์หญิงเก้าแห่งราชสำนักก็ตาม!”
ประมุขปราสาทมารถอนหายใจเบาๆ ผมสีดำยาวสยาย ดวงตาทั้งสองข้างราวกับหลุมดำที่กลืนกินทุกสิ่งในโลกสามารถฝังดวงดาวและทำลายล้างสรรพสิ่ง!
“อ้าาา!!”
เซียนนักบุญคนหนึ่งมองเข้าไปในดวงตานั้น ก่อนจะร้องเสียงหลงร่างกายระเบิดออก วิญญาณสีทองปรากฏขึ้น ดิ้นรนก่อนจะถูกดวงตานั้นดูดกลืนเข้าไป
ฉากนี้ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ในเหตุการณ์หวาดผวา
เซียนนักบุญ ผู้สูงส่ง สามารถมองลงมายังผืนแผ่นดินทั้งทวีปครองบัลลังก์ในดินแดนแห่งหนึ่ง ทว่ากลับถูกทำลายเพียงเพราะสบตากับอีกฝ่ายหรือ
“ตบตา!”
นางกำนัลเย่ตวาดลั่น รังสีเซียนเก้าสีเปล่งประกายจากดวงตาทั้งสองข้างของนางปลดปล่อยพลังอันน่าสะพรึง ลำแสงเก้าสีทะลวงห้วงมิติออกมา
ตูม!
ห้วงมิติแตกสลาย ความปั่นป่วนพลุ่งพล่าน ลำแสงเก้าสีสองสายทะลวงผ่านห้วงกาลอวกาศนับพันนับหมื่นกวาดเข้าหาประมุขแห่งปราสาทมาร และในดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็เปล่งประกายแสงมารเช่นกัน
ในขณะนั้นเอง สวรรค์และพิภพพังทลายแสงเก้าสีและแสงมารพันกัน ก่อนจะระเบิดออก ห้วงมิติแตกสลายพลังอันบ้าคลั่งไหลบ่าออกมา พุ่งเข้าใส่ประมุขปราสาทมาร
“อืม หึ...”
ร่างของประมุขปราสาทมารสั่นสะท้าน เขาครางเบาๆ ถอยหลังไปหลายก้าวและมีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก
เขาบาดเจ็บ!
ในการปะทะกันเมื่อครู่ เขาถูกอีกฝ่ายทำร้ายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวสิ่งนี้ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก ดวงตาที่เต็มไปด้วยแสงมารยิ่งลึกลับมากขึ้น ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
“ดี ดีมาก สมกับเป็นผู้คุ้มกันข้างกายองค์หญิงเก้าพลังยุทธช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!”
ประมุขปราสาทมารกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ก็ไม่ได้แข็งแกร่งนักหรอก ทว่าเพียงพอที่จะสังหารเจ้ามหาเซียนระดับกลางตัวเล็กๆ คิดว่าตัวเองเป็นกึ่งจักรพรรดิหรืออย่างไร ถึงได้คิดอาจหาญจะสังหารเซียนนักบุญด้วยการมองเพียงแวบเดียว”
นางกำนัลเย่มีสีหน้าเรียบเฉย มองอีกฝ่ายด้วยแววตาดูแคลน
นี่คือการเยาะเย้ยวิธีการก่อนหน้านี้ของเขา
เซียนนักบุญผู้นั้นไม่ได้ตายตามธรรมชาติ ทว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายใช้ทักษะดวงตามารจึงทำให้ร่างกายระเบิดออก และวิญญาณถูกกลืนกิน
“ป้าเย่ อย่าไปเสียเวลากับเขาเลย สังหารเขาแล้วรีบออกไปจากที่นี่เถิด!”
องค์หญิงเก้าผู้มีใบหน้างดงามซีดเซียวเล็กน้อย นางได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนหน้านี้แม้ว่ายังมีไพ่ตายอยู่ ทว่าตอนนี้ไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกน้องของนางเสียชีวิตไปมากแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเขาอาจจะตายกันหมด
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก!!”
นางกำนัลเย่ส่ายหน้าเคร่งขรึม มองไปยังความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตและกล่าวว่า
“ยังมีศัตรูอีก!”
ใจขององค์หญิงเก้ากระตุก รู้สึกหนาวเหน็บ
“แปะๆๆ...”
เสียงปรบมือดังขึ้น
“สมกับเป็นผู้คุ้มกันขององค์หญิงเก้าพลังยุทธช่างน่ากลัว ยิ่งกว่าพวกข้าเสียอีก!”
ไม่นานนัก ดวงตาสีทองคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้น ตามด้วยร่างที่เปล่งประกายราวกับราชาวิหารสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรัศมีอันยิ่งใหญ่
เขามองลงมาที่คนทั้งสอง
“ทว่าน่าเสียดาย วันนี้พวกเจ้าต้องตายอยู่ที่นี่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้!”
ราชาวิหารสวรรค์ยิ้มเยาะ
“มีเพียงพวกเจ้าสองคนหรือ อีกคนอยู่ที่ใดอย่ามาหลบๆ ซ่อนๆ ออกมาพร้อมกันเลย!” นางกำนัลเย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยสีหน้ายังคงผ่อนคลาย และกล่าวเหมือนไม่ใส่ใจ
“อืม ข้าเองก็อยู่ที่นี่ด้วย!”
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น ร่างในชุดขาวก็ปรากฏตัวขึ้นใบหน้าหล่อเหลา ผมมัดเป็นมวย ดูเหมือนบัณฑิตผู้มีอุดมการณ์ ถือกระบี่สีเลือดในมือ ดวงตาทั้งสองข้างล้วนแดงก่ำ
เจ้าของดวงตาแดงก่ำ ผู้ปกครองเทียนกั๋ว
“มหาเซียนสามคน เพื่อที่จะสังหารข้าพี่ชายที่แสนดีของข้าถึงกับเตรียมการมากมายถึงเพียงนี้เลยหรือ”
“ถึงกับยอมใช้มรดกของมหาเซียนเจินหวงเพื่อล่อข้ามาที่นี่!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ สีหน้าของนางกำนัลเย่ก็เคร่งขรึมขึ้นใบหน้าเล็กๆ ขององค์หญิงเก้ากลับผ่อนคลายลง และหัวเราะเล็กน้อย
ตอนที่นางเข้ามาในตอนแรก นางไม่ได้ถูกซุ่มโจมตี และได้พบกับมรดกของมหาเซียนเจินหวงจริงๆนางยังได้รับข่าวสารบางอย่างเกี่ยวกับบรรพบุรุษหวงด้วย
แต่มันไม่สมบูรณ์ ขาดหายไปมากกว่าครึ่ง
ทว่าถึงอย่างนั้น นางก็ได้รับประโยชน์มากมาย มรดกได้รับการเสริมเติมสายเลือดได้พัฒนาขึ้น และนางยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางวิวัฒนาการของตนเองอยู่ไม่น้อย
ทว่านางไม่คาดคิดว่าจะถูกซุ่มโจมตีในภายหลัง และถูกบังคับให้ใช้ไพ่ตายบางอย่าง
ถึงอย่างนั้น นางก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อยทีเดียว
ในสภาพเช่นนี้ แม้ว่านางจะมีไพ่ตายและมีนางกำนัลเย่อยู่เคียงข้างการที่จะหลบหนีจากเงื้อมมือของมหาเซียนทั้งสามนั้นยากยิ่ง
วันนี้นางอาจจะต้องตายอยู่ ณ ที่แห่งนี้
ต้องบอกว่าพี่ชายของนางผู้นี้ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมยิ่งนัก!
ไม่แปลกใจเลยที่เขามีความทะเยอทะยานและต้องการสืบทอดบัลลังก์เพื่อที่จะกลืนกินและปกครองแดนสวรรค์ฉางเซิง
“องค์หญิงเก้าช่างเฉลียวฉลาด สมแล้วที่ท่านผู้นั้นยกย่องท่านนัก!”
ผู้ปกครองเทียนกั๋วที่ดูราวกับบัณฑิตในชุดขาวปรบมือชมเชย
“เพื่อที่จะล่อท่านให้ติดกับ เขาได้วางแผนล่วงหน้าทั้งหมดนี้ไม่เพียงมรดกเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นคือ ยังใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อเชิญประมุขวิหารเทียนจีมาปิดบังโชคชะตาด้วย!”
“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ท่านออกจากราชสำนักและหาโอกาสลงมือ!”
ผู้ปกครองเทียนกั๋วยิ้ม
“ท่านผู้นั้นกล่าวว่าในบรรดาองค์ชายและองค์หญิงทั้งหมดท่านคือคนที่เขากลัวที่สุด”
“ดังนั้น องค์หญิงเก้าโปรดอยู่ที่นี่เสียเถิด!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ องค์หญิงเก้าก็เงียบไป
“บังอาจ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าองค์หญิงเป็นองค์หญิงที่จักรพรรดิทรงโปรดปรานมากที่สุดหากพวกเจ้ากล้าลงมือกับนาง แม้จะมีเก้าชีวิตก็ต้องตาย!”
สีหน้าเย็นชาของนางกำนัลเย่ตะโกนเสียงดัง
“พวกข้ารู้ถึงบารมีของจักรพรรดิ และเข้าใจกฎเกณฑ์เป็นอย่างดีมหาเซียนไม่อาจลงมือกับองค์หญิงได้ ดังนั้นพวกข้าจะขัดขวางเจ้า ส่วนองค์หญิง หากสามารถหลบหนีออกจากค่ายกลได้ก็เชิญตามสบาย!”
ราชาวิหารสวรรค์กล่าวเสริม
วือ!
เขายืนกอดอก เท้าเหยียบความว่างเปล่า แสงสีทองพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาราวกับสายน้ำทำให้ท้องฟ้าสว่างไสว
“ดังนั้น สหายเต๋าผู้นี้ เชิญมาเล่นสนุกกับพวกข้าเถิด!”
ตูม!
ทันทีที่พูดจบ เขาก็เป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน ชกออกไปด้วยหมัดเดียวแสงสีทองไร้ขอบเขตปกคลุมทั่วท้องฟ้า รัศมีอันยิ่งใหญ่กลืนกินทุกสิ่ง รวมถึงกลุ่มผู้แข็งแกร่งจากโลกภายนอกที่อยู่ไกลออกไป
พวกเขาโชคร้ายที่ต้องมาพัวพัน ตอนนี้ล้วนระเบิดออกและถูกทำลายล้าง
นี่คือมหาเซียน การโจมตีเพียงครั้งเดียว แม้จะเป็นเพียงพลังที่เหลืออยู่ก็สามารถสังหารผู้แข็งแกร่งที่อยู่ต่ำกว่าระดับมหาเซียนได้อย่างง่ายดาย
มหาเซียนคือเส้นแบ่งระดับพลังที่น่าสะพรึงกลัว
ตูม!
ผู้ปกครองเทียนกั๋วและประมุขปราสาทมารล้วนลงมือ รัศมีอันน่าสะพรึงกลัวสามสายของมหาเซียนพุ่งลงมาทำลายความว่างเปล่าไร้ขอบเขต และกลืนกินนางกำนัลเย่ที่สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
“องค์หญิง รีบไป!”
นางกำนัลเย่ผลักองค์หญิงเก้าออกไป ใช้อำนาจของมหาเซียนเพื่อพานางออกจากสนามรบ
“ตูม!!”
ทว่าในขณะนั้น ค่ายกลสังหารต่างๆ ก็ทำงานอีกครั้งปราณกระบี่แห่งความโกลาหลอันน่าสะพรึงพุ่งทะลวงห้วงมิติ แต่ละสายสามารถสังหารเซียนได้
พุ่งเข้าหาองค์หญิงเก้า!
“บัดซบ!”
องค์หญิงเก้ากัดริมฝีปากด้วยความโกรธ ก่อนจะสะบัดมือออกมายันต์สายฟ้าปรากฏขึ้น ห่อหุ้มด้วยรังสีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของมหาเซียน
ตูม!
นางโยนมันออกไป ราวกับเทพแห่งความโกลาหลที่ส่งลงมาเพื่อลงโทษหอกสายฟ้าทะลวงผ่านทุกสิ่ง กระแทกค่ายกลจนแตกเป็นเสี่ยงๆ และพุ่งเข้าไปในห้วงดาราภายนอก
ตูม!
ในห้วงดารา ดวงดาวต่างๆ ระเบิดออก ราวกับดอกไม้ไฟที่สว่างไสวถูกหอกนี้แทงจนแหลกสลาย
“ไป!”
ดวงตาขององค์หญิงเก้าเป็นประกายเย็นชา นางไม่เสียใจแม้แต่น้อยกระโดดขึ้นไปในอากาศและแปลงร่างเป็นลำแสงเซียนศักดิ์สิทธิ์หลบหนีไป
“วือ...”
แต่วินาทีต่อมา เจดีย์สีเลือดขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นปลดปล่อยรังสีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของเซียน มันขวางทางองค์หญิงเก้าไว้ นางมีสีหน้าเย็นชา
“องค์หญิงเก้า ท่านไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”
ชายชราในชุดแดงปรากฏตัวขึ้น ถือเตาขนาดใหญ่สีแดงสดในมือดวงตาลุกโชน ร่างกายเปล่งประกายรัศมีอันน่าเกรงขามของเซียน
รอบตัวเขามีเซียนหลายคนมารวมตัวกัน ประมาณเจ็ดหรือแปดคนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งจากสำนักทั้งสาม
พวกเขาคือกองกำลังหลักที่สกัดกั้นองค์หญิงเก้าโดยมีเป้าหมายเพื่อให้นางสูญเสียไพ่ตาย
“พวกเจ้ารนหาที่ตาย!”
ดวงตาขององค์หญิงเก้าเย็นชา
ตูม!
ไม่นานนัก การต่อสู้อันน่าพรั่นพรึงก็ปะทุขึ้น
...
“อัก!”
อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางซากปรักหักพัง ซูฉางเซิงลากชายหนุ่มผมดำเขาแหลมที่อยู่ในสภาพปางตายออกมา
ภายใต้สายตาตกตะลึงของอวี่ซิน เขาโยนชายหนุ่มไปยังกองหินมองลงไปด้วยแววตาเย็นชา
“ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เองไม่แปลกใจเลยที่ข้ารู้สึกไม่สบายใจมาโดยตลอด เดิมทีมีอันตรายซ่อนอยู่ในดินแดนลับแห่งนี้!”
“ทั้งหมดนี้เป็นกับดัก!”
ดวงตาที่มองอีกฝ่ายเย็นชายิ่ง หัวใจเอ่อล้นไปด้วยเจตนาฆ่า
เขารับรู้ทุกอย่างจากอีกฝ่ายแล้ว
สามมหาอำนาจ มหาเซียนสามคน รวมถึงกลุ่มเซียนและราชานักบุญร่วมมือกันวางแผน
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อล่าคนรุ่นหลังที่อยู่เพียงระดับอนัตตาหรือ
ช่างเป็นแผนการที่ยิ่งใหญ่นัก
ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้ซูฉางเซิงให้ความสำคัญกับอัจฉริยะของมหาอำนาจระดับสูงเหล่านี้มากขึ้น
ด้วยขุมกำลังที่หรูหราเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจสังหารอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
ต้องบอกว่าอีกฝ่ายน่าทึ่งจริงๆ
“แค่กๆ ... เป็น...เป็นไปไม่ได้...” ชายหนุ่มผมดำเขาแหลมมีดวงตาว่างเปล่าตอนนี้หัวใจเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และอารมณ์อื่นๆปะทุขึ้น
เขาคือราชานักบุญมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งระดับราชาบุญขั้นที่สี่
เหตุใดจึงพ่ายแพ้ให้กับคนไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการถูกปราบแบบข้างเดียว ราวกับเผชิญหน้ากับมหาเซียนที่น่าสะพรึงกลัว
เหตุใดอีกฝ่ายจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“ซู... ซูฉางเซิงเจ้าช่วยนางไม่ได้หรอก... เหล่าท่านประมุขลงมือพร้อมกัน แม้เจ้าจะมีความสามารถล้ำเลิศ...ก็ไม่อาจเป็นคู่มือพวกเขาได้... ฮ่าๆๆ...”
ชายหนุ่มผมดำเขาแหลมมองไปยังซูฉางเซิงอย่างยากลำบากและหัวเราะอย่างน่าอนาถใจภายใต้สายตาเย็นเยียบของเขา
ปัง!
ไม่นานนัก ภายใต้สายตาตกตะลึงของอวี่ซิน ร่างกายของเขาก็ระเบิดออกราวกับเครื่องเคลือบดินเผาที่แตกละเอียด วิญญาณก็แตกสลายไปพร้อมกัน
ร่างกาย วิญญาณ พลังบำเพ็ญเพียร และอื่นๆ ของอีกฝ่ายล้วนถูกเขาทำลายไปหมดแล้วในระหว่างการต่อสู้
ตอนนี้ลมหายใจขาดหายไป ก็ย่อมแตกสลายและตายลงอย่างสมบูรณ์
“โง่เขลา!”
มองดูชายหนุ่มเขาสีดำที่ตายไป ซูฉางเซิงเพียงกล่าวคำสองคำนี้ออกมาโดยมิยี่หระ
สังหารองค์หญิงเก้าหรือ
หากองค์หญิงเก้าถูกสังหารได้ง่ายๆ เช่นนั้น ก็คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาระดับ ‘ม่วงทอง’
การดำรงอยู่เช่นนี้เปรียบเสมือนบุตรแห่งโชคชะตา บุตรแห่งโชคชะตาไม่ว่าจะตกอยู่ในอันตรายเพียงใด ก็ไม่มีทางถูกสังหารได้
“อวี่ซิน เราไปกันเถิด!”
ขณะที่อวี่ซินตกตะลึง เสียงของซูฉางเซิงก็ดังขึ้นทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง
“ไปที่ใดหรือ”
นางถามอย่างงุนงง
“ไปที่ใดหรือ แน่นอนว่าสุภาพบุรุษก็ต้องไปช่วยหญิงงามสิ!”ซูฉางเซิงกอดอกยิ้มไม่แยแส
“อ๊ะ!”
วินาทีต่อมา อวี่ซินก็ร้องเสียงหลงเมื่อถูกซูฉางเซิงอุ้มขึ้นบ่าและพุ่งทะยานออกไป
เคลื่อนย้ายเป็นระยะทางนับหมื่นลี้ในพริบตา
...
“อัก!”
อีกด้านหนึ่ง ในสนามรบ องค์หญิงเก้ากระอักเลือด ใบหน้างดงามซีดเซียวร่างกายเปล่งประกายรัศมีอันยิ่งใหญ่ แม้ว่าพลังบำเพ็ญเพียรของนางจะอยู่ที่ระดับอนัตตาขั้นสูงสุดทว่ารังสีอำนาจในขณะนี้เทียบเท่ากับราชานักบุญที่แท้จริง
ปีกสีทองคู่หนึ่งกางออกจากด้านหลัง เปลวเพลิงเซียนสีแดงทองลุกโชนทำให้ห้วงมิติพังทลาย สรรพสิ่งถูกทำลายล้าง กฎเกณฑ์และระเบียบทั้งหมดถูกเผาผลาญ
ไม่เพียงเท่านั้น เงาของเจินหวงยังลุกโชนอยู่ด้านหลังจ้องมองศัตรูด้วยแววตาเย็นชา
“องค์หญิงเก้าแห่งราชสำนักช่างเก่งกาจสมแล้วที่บิดาสั่งเสียครั้งแล้วครั้งเล่าว่าอย่าได้ประมาทท่าน และยังใช้การลอบสังหารในครั้งนี้เป็นบททดสอบข้าอีกด้วย!”
ชายหนุ่มผมทองถือหอกยาวสีทองและสวมชุดเกราะสีทองอร่ามรัศมีเซียนศักดิ์สิทธิ์พลุ่งพล่าน เปลวเพลิงเซียนลุกโชนรอบๆ ตัวเขาราวกับถูกโอบล้อมด้วยดินแดนศักดิ์สิทธิ์สามพันแห่ง
เขามององค์หญิงเก้าที่ใบหน้าซีดเซียวด้วยความตกตะลึงและอดชื่นชมไม่ได้
ราชานักบุญสองคน บวกกับเซียนระดับสูงสุดอีกสิบกว่าคนร่วมมือกันต่อสู้กับองค์หญิงเก้าที่สูญเสียไพ่ตายไปเกือบหมดและบาดเจ็บสาหัส
ทว่ากลับไม่อาจเอาชนะนางได้ในเวลาอันสั้น แถมนางยังสังหารเซียนไปสองคนอีกด้วยนี่มันน่าทึ่งเพียงใดกัน
“...”
อีกด้านหนึ่ง ร่างในชุดแดงยืนนิ่งเฉย ในมือถือกระบี่สีเลือดดูเหมือนจะยืนอยู่ที่นั่น ทว่ากลับซ่อนตัวอยู่ในห้วงมิติที่ซับซ้อนไม่อาจหาตำแหน่งที่แท้จริงได้
ในขณะเดียวกัน เขาก็มองด้วยความตกตะลึงเช่นกัน เขาไม่เคยพบเจออัจฉริยะที่น่าทึ่งเช่นนี้มาก่อนในชีวิตการสังหารของเขา
แม้แต่เหล่าอสุรกายในรายชื่อเซียนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเทียบไม่ได้กับองค์หญิงเก้า
หากองค์หญิงเก้าเติบโตขึ้นและกลายเป็นเซียน เกรงว่านางจะกวาดล้างเหล่าอสุรกายในรายชื่อเซียนศักดิ์สิทธิ์ได้
เหล่าเซียนรอบๆ ตัวต่างมององค์หญิงเก้าด้วยความตกตะลึง
“แต่น่าเสียดาย ไพ่ตายของท่านคงหมดแล้วกระมังการที่ท่านมีพลังต่อสู้เทียบเท่าราชานักบุญได้นั้น ไม่เพียงต้องกินยาเซียนระดับเก้าเท่านั้นกลับยังต้องเผาผลาญพลังสายเลือดของตนเองอีกด้วย!”
“องค์หญิงเก้าแม้ว่าท่านจะรอดชีวิตจากการต่อสู้ครั้งนี้ ท่านก็กลายเป็นคนไร้ค่าเสียแล้ว!”
“น่าเสียดายจริงๆ ข้ายังไม่อยากสังหารท่านเลย!”
ชายหนุ่มผมทองส่ายหน้า
ในฐานะราชานักบุญ เขามีวิสัยทัศน์ที่สูงส่งรู้ว่าการที่องค์หญิงเก้ามีพลังต่อสู้อันน่าทึ่งเช่นนี้ได้นั้น เป็นเพราะนางใช้วิธีการต่างๆเพื่อเพิ่มพลังของตนเองอย่างกะทันหัน
เช่น โอสถเซียนระดับเก้าชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘ยาฝ่าขีดจำกัด’ เซียนมาสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ของผู้ฝึกตนให้เทียบเท่าเซียนได้ชั่วคราวโดยมีผลข้างเคียงคือกลายเป็นคนไร้ค่า
องค์หญิงเก้าได้กินยาชนิดนี้ไปแล้ว
นอกจากนี้ นางยังเผาผลาญพลังสายเลือดของตนเองเพื่อเพิ่มพลังต่อสู้
นี่ก็เป็นการจ่ายราคาที่แสนสาหัสเช่นกัน
เท่ากับการทำลายศักยภาพของตนเองมากกว่าครึ่ง เพื่อแลกกับพลังอันแข็งแกร่งในช่วงเวลาสั้นๆ
“...”
องค์หญิงเก้ามีใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเย็นชา ผมสีทองยาวสยายนางราวกับเทพนักรบหญิงผู้ไร้เทียมทาน เปล่งรังสีอำนาจอันน่าเกรงขาม
ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์หวาดผวา กลัวว่าจะถูกสังหารไปอีกหลายคน
“องค์หญิงเก้า เชิญท่านไปสู่สุคติเถิด!”
ชายหนุ่มผมทองส่ายหน้า เขาแทงหอกยาวออกไป แสงเซียนสีทองทะลวงผ่านทุกสิ่งห่อหุ้มด้วยกฎแห่งสุริยะอันร้อนแรง เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง
แม้ว่าเขาจะไม่อยากสังหารองค์หญิงเก้าทว่าเขาก็ไม่ใช่คนลังเล เมื่อถึงเวลาต้องลงมือ เขาก็จะไม่ปรานี
“วืด...”
อีกด้านหนึ่ง ร่างในชุดแดงหายตัวไปอย่างเงียบเชียบเคลื่อนที่ไปในห้วงมิติอันไร้ขอบเขต ทันใดนั้น กระบี่เทพสีเลือดก็พุ่งทะลวงออกมา แทงเข้าที่ศีรษะขององค์หญิงเก้า
นี่คือการโจมตีสังหารของราชานักบุญทั้งสอง
“...”
ดวงตาขององค์หญิงเก้าเป็นประกายเย็นชา พลังในร่างกายพลุ่งพล่าน
นางจะไม่ยอมตายง่ายๆ อย่างแน่นอน
ตูม!
มือขาวราวกับหยกปรากฏขึ้นในความว่างเปล่า จับหอกเทพสีทองเอาไว้แม้ว่าเปลวเพลิงแห่งเซียนจะลุกโชน ทว่ากลับไม่ขยับเขยื้อน
จากนั้นร่างสูงเพรียวก็ก้าวออกมา เขากวาดตามอง เพียงดีดนิ้วออกไปก็สะบัดกระบี่เทพสีเลือดที่พุ่งเข้ามาออกไป
“ท่านช่างน่าสมเพชยิ่งนักองค์หญิงเก้า!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น