บทที่ 13 ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
ซ่งซิงเย่มองท่าทางของคนในครอบครัวแล้วเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขายังไม่อิ่ม เธอจึงก้มมองชามบะหมี่ของตัวเองที่ยังเหลืออีกพอสมควร “ในชามยังมีเหลืออยู่นะ ไปเอาชามมาสิ เดี๋ยวฉันจะแบ่งให้”
ซ่งหรูอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็รู้ทันทีว่าพี่ใหญ่เข้าใจผิด เธอรีบไอแก้เก้อ “แค่กๆ พี่ใหญ่... หนูอิ่มแล้วค่ะ แค่รู้สึกว่าพี่กินดูน่าอร่อยจังเลยเผลอมองนานไปหน่อยเท่านั้นเอง”
“ซิงเย่ลูกกินเถอะ เดี๋ยวแม่ไปต้มน้ำอาบให้ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กินเสร็จจะได้อาบน้ำนอนพักผ่อนนะลูก” ไหลเยี่ยนหลิงรู้สึกเขินที่ทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าลูกสาว จึงรีบหาข้ออ้างเลี่ยงออกไป
ซ่งจือหยวนเห็นซิงเย่มองมาที่ตน ก็รีบเอ่ยเสียงเบา “พี่ใหญ่ผมไปทำบ้านการก่อนนะครับ”
เมื่อเห็นสมาชิกในครอบครัวดูน่าเอ็นดูขนาดนี้ ซิงเย่ก็อารมณ์ดีขึ้นมาก เธอจัดการบะหมี่ในชามจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป
วันรุ่งขึ้น ซิงเย่มีเวรที่โรงพยาบาล่บ่าย เธอจึงตัดสินใจว่าในเมื่อเมื่อคืนหลินเสี่ยวเวยกล้ามาอาละวาดที่บ้านเธอ หากเธอไม่ไป "เยี่ยมเยียน" บ้านหลินคืนบ้างก็คงจะเสียมารยาทเกินไป
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ เธอจึงบอกไหลเยี่ยนหลิงสั้นๆ ว่าจะออกไปข้างนอกครู่หนึ่งโดยไม่ได้บอกจุดหมาย เยี่ยนหลิงรู้ดีว่าลูกสาวคนนี้มีความคิดเป็ของตัวเองและเธอก็ยังไม่อยู่ในฐานะที่จะก้าวก่ายเื่ส่วนตัวได้มากนัก การไม่ถามเซ้าซี้จึงเป็ทางออกที่ดีที่สุดเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีไว้
ซิงเย่เดินเท้าไปยังโรงงานเหล็กกล้าเหมือนคราวก่อน เพื่อประหยัดเงินไว้ใช้ยามจำเป็
เมื่อไปถึงหน้าโรงงาน บรรดาอาและป้าที่เห็นเธอเติบโตมาต่างก็เข้ามาทักทายอย่างเป็กันเอง ป้าคนหนึ่งที่มีนิสัยชอบช่วยเหลือถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“ซิงเย่ มีความลำบากอะไรหรือเปล่าลูก? พวกเราเห็นหนูมาั้แ่เล็กแต่น้อย ต่อให้ตอนนี้หนูไม่ใช่ลูกสาวของโรงงานหลินแล้ว แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เลยนะ”
“ขอบคุณมากค่ะคุณป้า ตอนนี้หนูเริ่มทำงานแล้วค่ะ ต่อไปคงดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ” ซิงเย่ตอบรับอย่างสุภาพและถ่อมตน ก่อนจะจงใจทิ้งะเิลูกใหญ่ไว้
“วันนี้หนูตั้งใจมาหาเสี่ยวเวยค่ะ ตอนแรกว่าจะไปรอที่โรงงานทอผ้า แต่คิดว่าทางไปโรงพยาบาลต้องผ่านที่นี่อยู่แล้วเลยแวะมาเผื่อจะเจอกันน่ะค่ะ”
พอได้ยินชื่อหลินเสี่ยวเวย ต่อมอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านก็ทำงานทันที ทุกคนรู้ดีว่าสองคนนี้สลับตัวกันและย่อมไม่มีทางกินเส้นกันแน่ๆ
“โถ่... ซิงเย่เอ๊ย ยัยเสี่ยวเวยเพิ่งออกไปเมื่อกี้เองจ้ะ นี่หนูไม่สวนกับยัยนั่นที่ทางเข้าโรงงานหรอกเหรอ?” ป้าอีกคนรีบถาม
ซิงเย่แสร้งทำสีหน้าเสียดายสุดขีด “ไม่เจอเลยค่ะ เสียดายจัง ถ้าหนูเดินเร็วกว่านี้อีกนิดก็คงเจอแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางอึกอักเหมือนมีเื่ลำบากใจของซิงเย่ คุณป้าที่อยากรู้เื่ราวก็รีบตกเบ็ดทันที “ซิงเย่ มีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า ฝากป้าไปบอกยัยนั่นได้นะ?”
ซิงเย่ลอบยิ้มในใจเมื่อทุกอย่างเป็ไปตามแผน เธอแสร้งทำหน้าลำบากใจอยู่นานก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“คุณป้าคะ งั้นรบกวนฝากบอกเสี่ยวเวยทีนะคะ ว่าถ้าอยู่ที่บ้านหลินแล้วไม่มีข้าวกิน จะกลับมากินข้าวที่บ้านซ่งก็ได้ แต่ขอให้หิ้วเสบียงติดมือมาด้วยสักนิดนะคะ ทุกคนก็รู้ว่าบ้านซ่งฐานะไม่ค่อยดี ตอนที่เสี่ยวเวยจะไปทำงานที่โรงงานทอผ้า บ้านซ่งต้องกู้หนี้ยืมสินมามากมายเพื่อซื้อตำแหน่งงานให้เธอ ตอนนี้ยังต้องตามใช้หนี้กันอยู่อีกมาก เมื่อคืนเธอกลับมาแย่งข้าวเย็นของหนูกินจนหมด หนูน่ะอดมื้อกินมื้อไม่เป็ไรหรอกค่ะ แต่สงสารน้องๆ ที่ยังเด็ก ถ้ากินไม่อิ่มพวกเขาจะไม่มีสมาธิเรียนหนังสือเอา หนูเพิ่งเริ่มทำงานยังไม่มีเงินเดือนพอจะช่วยแม่ได้เลยค่ะ”
สิ้นคำพูดของซิงเย่ บรรดาชาวบ้านก็เกิดเสียงฮือฮาดังระเบ็งเซ็งแซ่!
ไม่มีใครคาดคิดว่าหลินเสี่ยวเวยจะเป็คนอกตัญญูขนาดนี้ ทั้งที่บ้านซ่งต้องเป็หนี้เป็สินเพื่อซื้ออนาคตให้เธอ แต่เธอกลับทิ้งพวกเขาไปเสวยสุขที่บ้านหลิน แถมยังแบกหน้ากลับมาแย่งข้าวน้องๆ กินอีก
ซิงเย่เห็นว่าภารกิจ "ทำลายชื่อเสียง" สำเร็จลุล่วงแล้ว จึงรีบขอตัวไปทำงานด้วยท่าทางนอบน้อม ทิ้งให้ชาวบ้านยืนนินทาตระกูลหลินและเสี่ยวเวยกันอย่างออกรส
“โถ่ ซิงเย่ช่างเป็เด็กดีจริงๆ!”
“บ้านหลินไม่เห็นเคยบอกเลยว่างานของเสี่ยวเวยน่ะบ้านซ่งซื้อให้ แถมยังเที่ยวไปป่าวประกาศว่าบ้านซ่งยากจนอย่างงั้นอย่างงี้... เหอะๆ เลี่ยวซู่เจวียนก็ยังเป็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ”
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา หลินเสี่ยวเวยก็ไม่กล้าโผล่หัวมาที่บ้านซ่งอีกเลยนานหลายเดือน
ซ่งซิงเย่เริ่มปรับตัวเข้ากับครอบครัวซ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะต้องนอนเบียดกันสามคนเธอก็สามารถหลับสนิทได้อย่างรวดเร็ว น้องสาวและน้องชายของเธอมีนิสัยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หรูอวิ๋นไม่มุทะลุเหมือนเก่า มีอะไรก็มักจะมาปรึกษาพี่สาวก่อนเสมอ ส่วนจือหยวนก็เลิกคบหากับกลุ่มเด็กเกเรและกลับมาตั้งใจเรียนจนเป็ที่พึ่งพาได้
ไหลเยี่ยนหลิงมองความเปลี่ยนแปลงของลูกๆ ด้วยความตื้นตันใจและรู้สึกผิดต่อซิงเย่มากยิ่งขึ้น เธอพยายามดูแลซิงเย่ให้ดีที่สุดในทุกๆ ด้าน เมื่อรู้ว่าลูกสาวชอบกินอะไร เธอก็จะพยายามหามาปรุงให้อย่างสุดฝีมือ แม้จะเป็เมนูผักธรรมดาๆ หรือผักดองที่ซิงเย่ชอบพกไปกินที่โรงพยาบาล เธอก็จะบรรจงทำให้ดีที่สุด
ในด้านหน้าที่การงาน ซิงเย่สร้างชื่อเสียงจนเป็ที่ยอมรับอย่างรวดเร็ว ในแผนกเด็กที่มีหมออยู่ 4 คน ทั้งอาจารย์หลิวรุ่ยฮุย และเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างก็ต้องยอมรับในความสามารถของเธอ แม้ว่า่แรกหมอเหอชิ่งหยางจะพยายามกลั่นแกล้งโดยการส่งเคสยากๆ มาให้ แต่ซิงเย่กลับมองว่านั่นคือโอกาสทองในการฝึกฝน
พลังอ่านใจทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกและอาการของเด็กๆ ได้อย่างแม่นยำ เธอพัฒนาเทคนิคการสื่อสารจนเด็กทุกคนรักและไว้ใจ "คุณหมอซ่ง" คนสวยคนนี้มาก เมื่อเด็กหายป่วย พ่อแม่ผู้ปกครองต่างพากันไปชื่นชมซิงเย่ให้หัวหน้าแผนกฟัง จนชื่อเสียงของเธอโด่งดังไปทั่วโรงพยาบาล
ในที่สุด ซ่งซิงเย่ก็ได้เลื่อนขั้นเป็แพทย์เต็มตัวที่มีอำนาจในการวินิจฉัยและรักษาได้ด้วยตัวเอง ท่ามกลางสายตาชื่นชมของผู้คน... ชีวิตใหม่ของเธอในฐานะซ่งซิงเย่ กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างสง่างาม