ภาค 2 บทที่ 20 : การประมือกันของยอดฝีมือ
บทที่ 20 ความกดดันที่เพิ่มพูนขึ้นมา ยอดฝีมือที่เป็นเสาหลักของสำนักนภาหยินหยาง ทั้งสองกำลังมีเรื่องขุ่นเคืองใจกันอยู่ในขนาดนี้ เฉิงชุนผู้เป็นเจ้าสำนักนภาหยินหยางคนปัจจุบันและผู้อาวุโสหนึ่งผู้เป็นศิษย์น้อง ทั้งสองนั้นเป็นเสาหลักให้แก่สำนักมานานผู้ใดในใต้หล้านั้นต่างรับรู้ การที่ชื่อของสำนักนภาหยินหยางนั้นถูกกล่าวว่าเป็นสำนักลำดับต้นๆของแผ่นดินนั้นก็เพราะสองผู้อาวุโสนี้ การแตกหักในครั้งนี้อาจจะส่งผิดกระทบครั้งใหญ่ต่อสำนักนภาหยินหยางก็เป็นได้ เจ้าสำนักและผู้อาวุโสหนึ่งได้ยืนเผชิญหน้ากัน ทั้งสองนั้นยืนห่างกันอยู่ประมาณหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างจ้องกันอย่างตาไม่กระพริบ “ ท่านเจ้าสำนักท่านคิดจะทำให้สำนักของเราสั่นคลอนเพราะองค์ชายไร้ค่าแห่งแคว้นหลี่งั้นหรือ ” ผู้อาวุโสหนึ่งนั้นเอ่ยออกมาด้วยความขุ่นเคือง ใบหน้านั้นเริ่มแสดงความโกรธออกมาทีละนิดๆ “ หื้อ!!! ดูเจ้าพูดสิศิษย์น้อง...ตอนนี้องค์ชายหยางหลงนั้นเป็นศิษย์ของข้า ไม่มีอาจารย์ผู้ใดจะปล่อยให้ศิษย์นั้นถูกรังแกได้ลงคอหรอกนะ ” “ อาจารย์งั้นหรือ...ท่านสาบานว่าจะไม่สอนวรยุทธ์ของสำนักเราให้กับศิษย์ของท่านแล้วท่านกล่าวว่าเป็นองค์ชายไร้ค่าผู้นี้เป็นศิษย์ได้เยี่ยงไรกันเล่า ” เจ้าสำนักส่ายหน้าไปมาด้วยความสังเวช “ ถ้าองค์ชายผู้นี้ไร้ค่าจริงๆร่างกายของเจ้าคงจะไม่เต็มไปด้วยเลือดเช่นนั้นหรอกนะศิษย์น้อง ” คำพูดของเจ้าสำนักมันแทงลึกเข้าไปใจของผู้อาวุโสหนึ่ง มันเป็นเหมือนกับการประนามอย่างหนึ่ง “ ศิษย์น้องเจ้าคิดว่าวิชาของสำนักเรานั้นล้ำเลิศขนาดนั้นเลยงั้นหรือ ” เจ้าสำนักนั้นกล่าวด้วยท่าทางสังเวช คำพูดนั้นอีกนัยน์หนึ่งมันก็เป็นเหมือนกับการดูดถูกสำนักอยู่เหมือนกัน ผู้อาวุโสหนึ่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มแสดงท่าทางฉุนเฉียวออกมาอย่างออกนอกหน้าอีกครั้ง “ ท่านกำลังดูถูกสำนักของเรางั้นหรือ... ” เจ้าสำนักส่ายหน้าไปมาอีกครั้งพร้อมกล่าวตามหลัง “ ข้าแค่จะสื่อว่าวรยุทธของสำนักเราไม่ได้เป็นที่ต้องการมากที่สุดในแผ่นดินต่างหากละ ” “ ชั่วชีวิตข้านั้นมีวรยุทธมากมายที่ข้านั้นคิดค้นขึ้นมา แต่กลับไม่มีผู้สืบทอดแน่นอนว่าวิชาเหล่านั้นไม่เกี่ยวกับสำนักนภาหยินหยาง ข้าจะถ่ายทอดวิชาเหล่านั้นให้กับศิษย์ของข้าผู้นี้ ” เจ้าสำนักนั้นกล่าวอย่างจริงจัง “ เห้อ!!! วรยุทธที่ท่านคิดค้นขึันอย่างนั้นหรือ สุดท้ายแล้ววรยุทธนั้นก็มาจากรากฐานของสำนักเราทั้งนั้น ” ผู้อาวุโสหนึ่งนั้นเอ่ย “ เจ้าจะลองทดสอบวรยุทธของข้าดูมั้ยละศิษย์น้อง... ” คำกล่าวนั้นทำให้ผู้อาวุโสหนึ่งถึงกับชะงักแน่นอนว่าเขานั้นรู้ดีว่าวรยุทธของตนนั้นสู้กับศิษย์พี่ของตนไม่ได้เลยสักนิด แต่เมื่อผ่านเพียงครู่นึงผู้อาวุโสหนึ่งก็คิดในอีกมุมหนึ่งจึงกล่าวออกมา “ ศิษย์พี่ที่ท่านกล่าวนั้นหมายความว่าท่านจะใช้วรยุทธของท่านมาต่อกรกับข้างั้นหรือ ” “ แน่นอน!!! แล้วถ้าข้าพ่ายแพ้แก่วรยุทธของเจ้าข้าจะยอมยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้แก่เจ้าด้วยเป็นอย่างไร ” เจ้าสำนักนั้นกล่าวออกมาอย่างจริงจัง ประโยชน์เช่นนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจ ถ้าเกิดมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำของสำนักนภาหยินหยางเช่นนี้ทั่วทั้งแผ่นดินคงจะเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่ เสียงซุบซิบได้เริ่มดังขึ้นอย่างเบามันเป็นเสียงซุบซิบของเหล่าแขกผู้มาร่วมงานที่กำลังสนทนากัน “ เอาจริงงั้นหรือ...” “ แบบนี้ไม่แย่แล้วงั้นหรือ ” “ ถ้าเกิดผู้อาวุโสหนึ่งชนะแผ่นดินคงจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เป็นแน่ ” คำพูดมากมายได้ดังขึ้นรอบท้องพระโรงขนาดใหญ่แน่นอนว่าทั้งเจ้าสำนักและผู้อาวุโสหนึ่งนั้นต่างยืนมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางสงบนิ่ง ทั้งสองไม่สนใจกับเสียงสนทนารอบกายของตนเอง ถ้าการต่อสู้เกิดขึ้นจริงๆมันจะกลายเป็นการประมือกันของยอดฝีมือที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ แม้จะไม่อยากให้เกิดต่อสู้นี้เกิดขึ้นเพียงใดแต่อีกใจหนึ่งของเหล่าแขกก็อยากจะชมวรยุทธของผู้อาวุโสแห่งยุทธภพทั้งสองอยู่เหมือนกัน “ หวังว่าท่านจะไม่กลับคำนะศิษย์พี่ ” ผู้อาวุโสหนึ่งเอ่ย “ เจ้ารอเวลานี้มานานแล้วไม่ใช่หรือไรศิษย์น้องเข้ามาอย่างให้เสียเวลาไปมากกว่านี้เลย ” เจ้าสำนักเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห่งความมั่นใจ ผู้อาวุโสหนึ่งไม่รีรอเขานั้นรีบรุดหน้าเข้าหาเจ้าสำนักผู้เป็นศิษย์พี่ วิชาตัวเบาของผู้อาวุโสหนึ่งนั้นล้ำเลิศเช่นเดียวกับวรยุทธของเขา เพียงก้าวขาเพียงสองก้าวระยะห่างที่ถือกว่ามากพอสมควรได้สั้นหายไปในทันตาเห็น ฝ่ามือของผู้อาวุโสหนึ่งนั้นซัดตรงเข้าหาเจ้าสำนักนภาหยินหยางผู้เป็นศิษย์พี่ ดวงตาที่มองฝ่ามือนั้นอย่างตาไม่กระพริบ นัยน์ตาที่สะท้อนภาพฝ่ามือนั้นอยู่ภายในดวงตา ดวงตาคู่นั้นไม่กระพริบลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าสำนักนั้นมองฝ่ามือนั้นอย่างไม่คาดสายตา เมื่อฝ่ามือนั้นเข้าใกล้ร่างกายของตนเจ้าสำนักทำเพียงแค่โยกกายหลบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฝ่ามือนั้นได้ผ่านพ้นร่างกายไปอย่างไม่สัมผัสโดนซึ่งร่างกายเลยแม้เพียงนิด เมื่อฝ่ามือแรกได้เริ่มขึ้นการแลกกระบวนท่าก็ได้เริ่มขึ้น ร่างของเฉิงชุนเจ้าสำนักนภาหยินหยางนั้นยืนตั้งตะหง่านราวกับเสาหิน ผิดจากผู้อาวุโสหนึ่งที่ตั้งท่าทางพร้อมรุกโจมตีอย่างเต็มกำลัง ผู้อาวุโสหนึ่งนั้นกระหน่ำซัดฝ่ามือของตนเองเข้าหาผู้เป็นศิษย์พี่ วิชาฝ่ามือของผู้อาวุโสหนึ่งนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกผู้อยู่แล้วว่าล้ำเลิศเพียงใด กระบวนท่าที่ดุดันและทรงพลังเหล่านั้นได้แสดงออกมาในคราวเดียว แต่เจ้าสำนักนั้นกลับใช้สองฝ่ามือของตนเองรับกระบวนท่าที่ดุดันนั้นได้อย่างง่ายดาย ทั้งสองฝ่ามือที่ปัดป้องฝ่ามืออีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายนั้นทำให้สายตาทุกคู่ที่กำลังจ้องมองนั้นประหลาดใจ แม้แต่หยางหลงเองก็เช่นกันในบรรดาผู้คนที่อยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้หยางหลงนั้นเป็นผู้ที่เห็นเหตุการณ์ใกล้ที่สุด หยางหลงรู้ได้ทันทีว่ากระบวนท่าชุดนี้ของผู้อาวุโสหนึ่งนั้นมีพลังแตกต่างกับฝ่ามือชุดแรกที่ใช้ใส่เขาอย่างลิบลับ ทั้งความดุดันและกำลังในการใช้ฝ่ามือ ภายในใจของหยางหลงนั้นรู้ดีว่าถ้าผู้อาวุโสหนึ่งนั้นใช้ฝ่ามือใส่เขาตั้งแต่แรกเขาคงจะไม่มีท่ารับมือได้ แต่สิ่งที่ทำให้หยางหลงนั้นประหลาดใจอีกอย่างนั้นก็คือเจ้าสำนักเขานั้นสามารถปัดป้องฝ่ามือที่รวดเร็วเช่นนั้นได้อย่างง่ายดาย ราวกับเคล็ดวิชาฝ่ามือกระบี่เลือดแดงของผู้อาวุโสหนึ่งนั้นสิ้นท่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าสำนักผู้นี้ หลังจากที่ผู้อาวุโสหนึ่งนั้นรุกไล่กว่ายี่สิบกระบวนท่าแต่เขากลับไม่สามารถทำอันใดกับศิษย์พี่ของตนได้เลยนั้น ผู้อาวุโสหนึ่งนั้นได้ตั้งใจถอยหลังมาตั้งหลัก ร่างกายที่เริ่มถอยหลังมาอย่างช้าไปทวงท่าที่เป็นธรรมชาตินั้นทำให้แทบจะไม่รู้เลยว่าผูู้อาวุโสหนึ่งนั้นกำลังจะถอยหลัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้แม้แต่ผู้อาวุโสหนึ่งเองก็ยังประหลาดใจ ทันทีที่กายของผู้อาวุโสหนึ่งนั้นถอยหลังออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กายของเจ้าสำนักนั้นก็รุกไล่เข้าใกล้มาทันทีราวกับว่าเจ้าสำนักนั้นกำลังรอบโอกาสเช่นนี้อยู่ “ วิชาของสำนักนภาหยินหยางนั้นพึ่งพาความอ่อนสยบความแข็งแกร่งซะเป็นส่วนใหญ่ข้าจะแสดงวิชาหนึ่งให้เจ้าได้ชมแล้วกัน... ” เจ้าสำนักกล่าวออกมาอย่างสงบนิ่งในขนาดที่กายของเขานั้นเข้าประชิดร่างของศิษย์น้องที่หล้าถอย ลมปราณได้ถูกเรียกเร้นออกมาจากร่างกายไหลมารวมกันที่ฝ่ามือ ลมปราณที่ถูกเรียกเร้นออกมานั้นมันแตกต่างจากลมปราณโดยปกติของเจ้าสำนักที่แสดงอยู่ประจำ โดยปกติแล้วเจ้าสำนักผู้นี้นั้นจะแสดงลมปราณซึ่งเป็นลมปราณที่สงบนิ่งราวกับแม่น้ำที่เงียบสงัด แต่ลมปราณที่ถูกเรียกเร้นออกมาในคราวนี้นั้นมันทันดุดันและแข็งกร้าว ผู้อาวุโสหนึ่งแม้จะถูกตอบกลับมาเช่นนั้นแต่เขากลับสามารถรับมือได้อย่างดี การที่เจ้าสำนักจะออกการโจมตีนั้นผู้อาวุโสหนึ่งนั้นก็ยกแขนทั้งสองของตนขึ้นมาป้องกัน เจ้าสำนักได้ออกฝ่ามือของตนเอง ลมปราณที่ก่อตัวได้พุ่งผ่านอากาศความรวดเร็วของฝ่ามือนั้นทำให้เกิดเสียงดังราวกับเสียงร้องของฝูงปักษา ฝ่ามือนั้นได้ซัดเข้าที่แขนทั้งสองข้างของผู้อาวุโสหนึ่งที่ยกขึ้นมาป้องกัน ทันทีที่ฝ่ามือนั้นซัดเข้ากับแขนทั้งสองข้างมันทำให้เกิดเสียงดังลั่น ผัวะ!!!! ร่างของผู้อาวุโสหนึ่งนั้นถึงกับกระเด็นถอยหลังไปไกล แขนทั้งสองข้างนั้นได้ลดลงหลังจากรับฝ่ามือนั้น เข่าทั้งสองข้างของผู้อาวุโสหนึ่งได้ล่วงหล่นลงไปอยู่กับพื้น “ อ๊ากกก ” เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดได้หลุดออกมาจากปากของผู้อาวุโสหนึ่งที่ล้มลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้นและสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือเลือดที่กระอักออกมาจากปาก จบบท