ตอนที่ 20 : วิหารโบราณ
เหงื่อกาฬหยดรดลงพื้นพร้อมกับโลหิตของสัตว์อสูรคละคลุ้งมือทั้งสองข้างอาบไปด้วยโลหิต ซากศพสัตว์อสูรชั้นต่ำนับพันถูกสังหารทีละตัวทีละตัว ร่างกายการเคลื่อนไหวราวกับมัจจุราชเงา ที่สร้างสายลมแห่งความตายเพียงพัดผ่านสัตว์อสูรที่กรูกันเข้ามาอย่างคลาคลั่งก็ร่วงกราวราวใบไม้ปลิดปลิวแม้ในที่มืดเช่นนี้การมองเห็นจะเป็อุปสรรคอยู่บ้างแต่ด้วยความเฉียบคมของประสาทััทำให้รับรู้การเคลื่อนที่ของสัตว์อสูรได้อย่างแม่นยำ
เสียงหอบเหนื่อยของหลานเทียนดังสะท้อนในโถงถ้ำชั้นที่หนึ่งพละกำลังและลมปราณถูกใช้ออกไปจนหมดสิ้นแล้วกลับกันจำนวนของสัตว์อสูรที่ยังคงพยายามกรูกันเข้ามายังไม่มีท่าทีจะลดจำนวนลงแม้แต่น้อยราวกับคลื่นทะเลที่คลุ้มคลั่งดำมืดกำลังจะถาโถมมายังจุดที่เขายืนอยู่ร่างกายที่ปราศจากาแในตอนนี้ไม่ได้เป็สิ่งยืนยันว่าเขาจะสามารถเอาตัวรอดจากเหล่ามวลสัตว์อสูรนี้ได้เลย
หลานเทียนค่อยถอยหลังอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะล้มลงก้นจ้ำเบ้าการต่อสู้เป็เวลานานและจำนวนมากเช่นนี้เป็จุดอ่อนใหญ่หลวงที่เขาไม่อาจจะก้าวข้ามไปได้ในตอนนี้อย่างแท้จริง
“เห้อ ไม่จบไม่สิ้น”หลานเทียนลอบถอนหายใจพลันนำเกราะมืออาวุธคู่กายออกมาใช้เกราะเงินเปล่งประกายวูบในที่มืดฉับพลันเหล่าสัตว์อสูรที่หมายจะกระโจนเข้าใส่กลับหยุดชะงักลงในทันทีบางส่วนกรีดร้องราวกับหวาดกลัวอย่างสุดเสียงบางตัวหันหลังวิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิตเหยียบย่ำกันอย่างไม่สนใจไยดีแววตาขอสัตว์อสูรที่หมายจะสังหารหลานเทียนกลับแปรเปลี่ยนเป็หวาดกลัวพวกมันทุกตัวหลบซ่อนตามมุมหลืบที่มืดมิดถอยห่างจากหลานเทียนไปไกล
“นี่มันอะไรกัน”หลานเทียนกล่าวพลางมองไปยังเกราะมือสีเงินของตนอย่างฉงนภายในวันเดียวกลับพบพานเื่ราวที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ถึงสองเื่
ไม่ทันได้คลายสงสัยเสียงผนังถ้ำรอบข้างดังครืนราวกับจะถล่มโถมทับตัวของเขามาจากรอบด้านเสียงพรึ่บดังขึ้นหลังจากนั้นเพียงอึดใจดวงไฟสีฟ้าร้อยเรียงเป็ทางตลอดั้แ่จุดที่เป็ปากทางเข้าเหมืองไปยังเื้ัที่เป็ทางผ่านไปยังชั้นที่สองเสียงกึกก้องเ่าั้หยุดลง แสงสว่างกลับคืนมาดวงตาก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นดวงไฟสีฟ้าส่องให้เห็นร่องรอยจารึกบางอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนดูโบราณคร่ำครึแต่กลับชัดเจนจนเหมือนกับว่าเพิ่งจารึกมาไม่นาน
“นายท่าน” เสียงอิสตรีที่หลานเทียนคุ้นเคยดังขึ้นในห้วงจิตนางที่หลับใหลไปวันเต็ม ลี่เหอบัดนี้นางได้ตื่นขึ้นแล้ว
“ลี่เหอ เ้า เ้าฟื้นแล้ว ข้าข้าดีใจเหลือเกิน” หลานเทียนตะกุกตะกักหลงลืมเื่ราวตรงหน้าไปทันทีท่าทีไร้การป้องกันของเขาเปิดเผยช่องว่างให้โจมตีได้จากทุกสารทิศแต่ในเวลานี้สำหรับเขาไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่านางแม้แต่ชีวิตของเขา
“ข้าขออภัยที่ทำให้นายท่านลำบากใจ”ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงระคนรู้สึกผิด
“ไม่เลยข้าต่างหากที่อ่อนแอไม่สามารถแม้แต่จะปกป้องตัวเองได้ จำต้องให้เ้าช่วย เป็ข้า เป็ข้าเองข้าขอโทษเ้าอีกครั้ง” หลานเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดและแ่เบาลงลี่เหอย้ายร่างออกจากห้วงจิตของหลานเทียนในทันทีและมาอยู่บุรุษผู้เป็นายพร้อมกับยิ้มอย่างสดใสช่างเป็รอยยิ้มที่สวยงามและชวนคิดถึงอย่างยิ่งสำหรับหลานเทียน
“ท่านแข็งแกร่ง นายท่าน ท่านหาได้อ่อนแอไม่”นางปลอบประโลมหลานเทียนราวน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ ด้านหลานเทียนเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ
“โอ้ อักษรพวกนี้..”ลี่เหอกล่าวพลางส่งตัวเองลอยออกไปสำรวจโดยรอบ
“เหมือนกับในภูตวิถีของข้าความทรงจำของสถานที่แห่งนี้ไม่ผิดแน่ เมืองโบราณของเผ่าภูตแห่งวารีอยู่ด้านในนั้น”ลี่เหอยิ้มอย่างดีใจ พลางชี้นิ้วไปยังทิศที่ลูกไฟนำทางไปยังชั้นที่สอง
“ว่าแต่ท่านเข้ามายังที่แห่งนี้ได้อย่างไร”ลี่เหอกล่าวพร้อมสีหน้าฉงน
“ข้าเพียงเดินเข้ามาภายในเหมืองนี้เท่านั้น..”หลานเทียนกล่าวยังไม่ทันสิ้นเสียงดีนางก็พูดแทรกขึ้น
“ข้าไม่ได้หมายถึงเหมือง ข้าหมายถึงมิติภูต มันเป็มิติที่ปฏิเสธมนุษย์เช่นท่านเป็มิติเอกเทศที่เหล่าภูตในยุคโบราณสร้างขึ้นเพื่อปกปิดตัวตนมันไม่สมควรปล่อยให้มนุษย์เล็ดลอดเข้ามาได้ท่านช่างมีเื่ประหลาดใจให้กับข้าไม่เว้นแต่ละวันเสียจริงนายท่าน”นางกล่าวพลางล่องลอยมองอักขระที่จารึกไว้ตามผนังโดยไม่หันมามองหลานเทียนแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ นายท่านเราไปชั้นที่สองกันเถอะ”ลี่เหอส่งสายตาซุกซนและน้ำเสียงตื่นเต้น ราวกับเด็กสาวน่ารักคนหนึ่งเท่านั้นหลานเทียนเองทำได้เพียงปล่อยนางเพลิดเพลินและเดินตามนางไปอย่างเงียบ ๆ
ไม่นานก็ถึงปากทางชั้นที่สอง ทั้งคู่รอดผ่านไปภายในชั้นที่สองนั้นแตกต่างจากครั้งแรกที่หลานเทียนเข้ามาเสาวิหารใหญ่มากมายพื้นหินอ่อนราบเรียบราวกระจกราวกับห้องโถงขนาดมโหฬารเพียงพอที่จะสามารถบรรจุพระราชวังลงไปได้อย่างสบายหากแต่สัตว์อสูรที่อยู่ภายในนี้ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่เขามาเยือนเพียงแต่มีสัญลักษณ์สีฟ้าประหลาด ๆ ถูกเขียนไว้ที่หน้าผากของสัตว์ทุกตัว
“พวกนี้เป็เพียงสัตว์ที่ปกป้องสถานที่แห่งนี้เท่านั้น”ลี่เหอกล่าวพลางลอยไปข้างหน้าเรื่อย ๆราวครึ่งชั่วยามที่หลานเทียนและลี่เหอไม่พูดอะไรกันแม้แต่น้อยเพียงแต่เคลื่อนกายไปเบื้องหน้าซึ่งไม่รู้ว่าเป็ระยะทางเท่าไหร่ในที่สุดลี่เหอจึงหยุดลงเบื้องหน้านาง ปรากฏประตูบานใหญ่ซุ้มประตูถูกจารึกด้วยอักขระแปลก ๆส่งแสงสีฟ้าเรืองรอง ประตูหินอ่อนคล้ายกลับที่หอสมุดแต่ใหญ่กว่าราวเท่าตัว
“ลี่เหอ ข้าได้ยินนายกองกล่าวว่าเคยมีผู้คนเข้ามาทำเหมืองภายในนี้ถ้าเช่นนั้นพวกสัตว์อสูรด้านนอกนั้นทำไมถึงไม่ทำร้ายพวกเขา”หลานเทียนกล่าวถามนางขณะที่นางกำลังลอยตัวอ่านอักขระที่สลักไว้ตามซุ้มประตู
“อืม สัตว์อสูรในชั้นที่สองนั้นอยู่คนละมิติกับพวกเขา ทำให้พวกเขาเข้ามาทำเหมืองได้โดยไม่ถูกทำร้ายแต่ในชั้นต่อไปนี้นั้นเป็สัตว์อสูรที่อยู่ในมิติของท่านพวกมันไม่เป็อันตรายหากท่านไม่พกอะไรที่มีแสงวิบวับพวกอสูรกลืนทองพวกนั้นชื่นชอบสิ่งของที่สะท้อนแสงอย่างมากมันจะจู่โจมพวกท่านอย่างไม่ปรานี”นางลอยตัวอยู่เบื้องหน้าหลานเทียนพลางอธิบายโดยที่สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังอักขระเ่าั้
“พวกมันน่าจะหลงเข้ามาจากทางอื่นและสืบพันธุ์กันอยู่ข้างหลังประตูนี้จำนวนของพวกมันสมควรมากเกินกว่าที่จะนับได้แล้ว” ลี่เหอกล่าวพลางส่งแสงสีฟ้าจากฝ่ามือไปยังประตูเสียงเหล็กกระทบกันดังกึกก้องก่อนประตูบานมโหฬารจะค่อย ๆ เปิดออกอย่างแช่มช้า
ไฟสีฟ้าถูกจุดขึ้นเป็ทางเดินอีกครั้งหลังจากประตูเปิดออกแสงสว่างสาดไปยังทั่วทุกมุมเผยให้เห็นวิหารขนาดใหญ่รอบทางเดินที่ไฟสีฟ้านำเป็ทางนั้นเป็หุบเหวที่ดูลึกจนไร้ก้นแต่ทันทีที่แสงสว่างฉาบไล้ทั่วทั้งวิหารเสียงกรีดร้องเล็กแหลมก็ดังขึ้นจากก้นบ่อเมื่อสังเกตให้ดี จึงพบว่าเป็ดวงตาแดงก่ำดูชั่วร้ายจ้องมองขึ้นมายังหลานเทียน
“พวกมันมองเห็นได้ไม่ดีนักหากแต่ตอบสนองได้ดียิ่งยวดกับแสงสะท้อนและหูของมันนั้นดีกว่าสัตว์อสูรแทบจะทั้งหมดในทวีปเป็รองเพียงสัตว์ไม่กี่ชนิดเท่านั้นในอดีตพวกมันเป็ตัวนำโคของเหล่านักล่าสมบัติด้วยความสามารถในการหาสิ่งสะท้อนแสงได้ดีไม่ว่าจะโลหะ เงิน ทอง หรืออัญมณี่หนึ่งพวกมันเคยถูกไล่ล่าจนจำนวนลดหายไปกว่าเก้าในสิบส่วนพวกที่เหลือมักจะหลบซ่อนในถ้ำนอกจากจะเป็ที่ซ่อนชั้นเลิศยังเป็สถานที่อุดมไปด้วยพลังหยาง”นางกล่าวพลางเคลื่อนกายเข้าใกล้วิหารมากยิ่งขึ้น
ยิ่งเดินเข้าใกล้วิหารเท่าไหร่ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่ามันมีขนาดใหญ่โตเพียงใดลักษณะของวิหารนี้ด้านข้างทั้งสี่เป็สามเหลี่ยมสร้างจากหินที่ดูแข็งแรงทนทานและผ่านกาลเวลามาไม่น้อยทั้งยังมีรอยแกะสลักเป็เื่ราวอยู่บนหินทุกก้อนเป็เื่ราวติดต่อกันหากแต่ในตอนนี้หลานเทียนไม่อาจเข้าใจได้ว่าเป็เื่ราวใด
ลี่เหอหยุดลงเบื้องหน้าทางเข้าวิหารที่มีพื้นที่กว้างเพียงพอให้คนนับร้อยก่อนเอ่ยปาก
“ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านถึงเข้ามามิตินี้ได้ท่านมีกุญแจสำคัญสิ่งหนึ่งชิ้นส่วนของหนึ่งในสี่เ้าพิภพเมื่อหลายหมื่นปีก่อนจากคำจารึกทั้งหมดข้าตีความมันได้ว่าในอดีตมีสิ่งชีวิตที่ทรงพลังถูกขนานนามว่าสัตว์เ้าพิภพพวกมันแบ่งอาณาเขตอยู่ทั้งสิ้นสี่ทิศประกอบเป็ทิศตะวันออกราชสีห์เพลิงขนแดง ทิศตะวันตกเป็นาคาเขี้ยวมรกตทิศใต้อินทรีย์วายุหางเหลือง และประจำทิศเหนือเต่าเหมันต์กระดองน้ำเงิน ท่านมีชิ้นส่วนของเต่าเหมันต์กระดองน้ำเงินอยู่ในตัวอย่างแน่นอนและถ้าหากข้าคาดการณ์ไม่ผิดมันย่อมเป็เกราะมือที่ท่านสวมอยู่อย่างแน่นอน”หลานเทียนนึกย้อนไปเมื่อนำมันออกมาในชั้นที่หนึ่งเหล่าสัตว์อสูรชั้นต่ำเร่งหนีห่างเพราะพวกมันััได้ถึงความห่างชั้นอย่างสุดขั้วของพวกมันกับสิ่งที่หลานเทียนสวมอยู่
“และข้าััได้ภายในนั้นมีบางสิ่งที่สามารถปลุกเกราะมือชิ้นนั้นของท่านให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์อย่างแน่นอนชะตาของท่านจะไม่สามารถกลับไปเป็คนธรรมดาอีกต่อไปตัวตนของท่านจะเปลี่ยนไปตลอดกาลท่านสามารถตัดสินใจเดินกลับออกไปและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขจนสิ้นอายุขัย”นางกล่าวต่อพลางผายมือไปยังทางเข้าวิหาร
“เช่นนั้น ข้าควรทำอย่างไรลี่เหอ” หลานเทียนที่ยังไม่อาจทำความเข้าใจยอมรับได้ทั้งหมดนั่งลงกับพื้นพลางถอนหายใจ
“ข้า…ไม่รู้”ลี่เหอกล่าวพลางทะยานตัวนั่งลงข้างหลานเทียน
“มีเพียงทางเลือกที่ท่านเลือกเท่านั้นทางหนึ่งคือกลับออกไปและพัฒนาฝีมือของท่านซึ่งมันก็เพียงพอที่จะทำให้ท่านแข็งแกร่งพอที่จะปกครองทวีปทั้งสี่ได้เป็ทางเลือกที่ง่ายและไม่อันตรายส่วนอีกทางท่านเข้าไปภายในนั้นพลังที่ท่านจะได้รับจะก้าวะโราวกับได้รับพรจาก์หากแต่แลกมาด้วยความไม่แน่นอนของโชคชะตาความอันตรายจากทั้งสิ่งอื่นและมนุษย์ด้วยกันที่โหยหาในพลังที่ท่านจะได้รับ พลังนี้จะทำให้ท่านปกป้องสิ่งที่้าปกป้องทำลายในสิ่งที่เป็อุปสรรค สรรค์สร้างในสิ่งที่้าเพียงท่านเลือกว่าจะเป็คนธรรมดาต่อไปหรือจะเข้าสู่สถานะกึ่งเทวะในอนาคต”หลานเทียนฟังดังนั้นถึงกับใในสิ่งที่ลี่เหอกล่าวออกมาเขาไม่อาจทำใจได้แม้แต่น้อย ใบหน้าของคนในครอบครัวอาจารย์ลอยมาขณะที่หลับตาเพื่อชั่งใจ
เสียงหนึ่งดังในหัวของเขาเป็เสียงแหบพร่าที่คุ้นเคยเสียงของเซียวหงไห่ที่กล่าวกับหลานเทียนเมื่อครั้งที่เก็บเกี่ยวอสุภบุพผา
“ข้าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่นานนับจากนี้ร่างกายของข้าไม่อาจฟื้นฟูได้อีกต่อไปเนื่องจากมันเสียหายเกินกว่าจะรักษาเส้นปราณของข้ากำลังแตกร้าวราวแก้วบาง…”
ต่อจากนั้นเสียงในอดีตของอิสตรีที่อยู่ข้างกายเขาตลอดเวลาก็ดังขึ้นต่อกัน
“หนทางที่จะช่วยาุโเซียวมีเพียงใช้ธาตุอัคคีที่ทรงพลานุภาพและบริสุทธิ์สูงสุด ขจัดพิษในร่างหากแต่ท่านในยามนี้เพียงเต็มกลืนคงทำได้เพียงจุดเพลิงมลทินธรรมดาไม่ต่างจากเพลิงในกองไฟทั่วไปความบริสุทธิ์ พลานุภาพยังคงห่างไกลนับหมื่นเท่ากว่าที่ท่านจะสามารถสร้างเพลิงที่บริสุทธิ์มากพอเห็นว่าจำต้องฝึกธาตุอัคคีราวเจ็ดปี…ต่อให้เป็ท่านก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตามรณะของท่านผู้นั้นได้เลย”
หลานเทียนลืมตาขึ้นพร้อมกับสายตาที่แน่วแน่
“บุญคุณที่ท่านอาจารย์มอบให้แก่ข้าราวกับมอบชีวิตที่สองให้ข้ายังไม่เคยได้ทดแทนหากต้องเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่แปรผันประสบเคราะห์ร้าย ข้าก็ยินดีทั้งเพื่อทดแทนบุญคุณ ปกป้องผู้ที่ข้ารัก เราจะเข้าไปในวิหารนั่นลี่เหอ” หลานเทียนกล่าวพลางเหยียดตัวขึ้นยืนและก้าวเดินอย่างองอาจไร้ซึ่งความลังเลใจแม้เศษเสี้ยว
“ตามประสงค์ของนายท่าน”ลี่เหอทะยานตัวตามหลานเทียนไปในทันที
.
.
ภายในมหาวิหารมีอักขระโบราณสลักไว้โดยรอบ ลี่เหอทะยานร่างขึ้นอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้นางแปลสิ่งที่อ่านออกมา
“จารึกพวกนี้เป็ ภาษาภูต มันบรรจุกระบวนการหลอมรวมร่างกายกับชิ้นส่วนของสัตว์เ้าพิภพขั้นแรกใช้แก่นโลหิตของสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่า หกหยดหลอมรวมกับ แก่นโลหิตของผู้เป็นายอีกหกหยด..” ลี่เหอชะงักลง
“นายท่านท่านรู้หรือไม่ว่าแก่นโลหิตสำคัญเพียงใดทั้งแต่ละหยดท่านจะต้องเ็ปนับเท่าทวีราวกับตายทั้งเป็ หากมันไม่ได้ผล”ลี่เหอสีหน้าและน้ำเสียงเป็กังวล
“ไม่เป็ไรลี่เหอข้าเข้าใจดีถึงความเสี่ยงนั้น” หลานเทียนตัดบท พลางเปิดห้วงนิรันดร์ใช้ปราณของตนเหนี่ยวนำแก่นโลหิตของราชันสัตว์อสูรออกมาทีละหยดอย่างยากลำบากแต่ละหยดกินเวลาเนิ่นนานราวครึ่งชั่วยาม เป็กระบวนการที่ต้องใช้สมาธิสูงมาก
โลหิตแดงฉานหยดแล้วหยดเล่าทยอยไหลออกจากตัวของราชันสัตว์อสูรออกมายังเบื้องหน้าของหลานเทียนราวกับอัญมณีสีแดงสดที่ดูงดงามแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดที่เปล่งออกมา
หกชั่วยามผ่านพ้นไปแก่นโลหิตหยดที่หกก็ลอยออกมาครบตามจำนวนลี่เหอใช้พลังปราณของนางควบคุมให้โลหิตทั้งหกหยดนั้นล่องลอยอยู่เหนือฝ่ามือของนางเฝ้าดูหลานเทียนเริ่มกระบวนการต่อไป เหนี่ยวนำแก่นโลหิตของตนออกมา
หลานเทียนตั้งสมาธิอีกครั้งใช้พลังปราณทั้งหมดเหนี่ยวนำบีบเค้นแก่นโลหิตราวกับมีดแหลมกรีดลงไปยังสันหลังร่างกายสั่นสะท้านความเ็ปแผ่ซ่านไปทั้งอณูรูขุมขนร่างกายของเขาบิดเบี้ยวชักดิ้นชักงอไปมาถึงกระนั้นด้วยพลังใจที่เข้มแข็งเขาก็ไม่แม้แต่จะชะลอกระบวนการนี้ลงแม้แต่น้อยความทุกทนทรมาณนี้มีแต่จะรุนแรงขึ้นจนกระทั่งเวลาผ่านไปราวสองชั่วยามหลานเทียนหน้าซีดลง ริมฝีปากแห้งเผือด ผิวกายแห้งแตกเป็ลายแก่นโลหิตหยดแรกก็ค่อยแยกออกจากร่างผุดขึ้นจากจุดกลางหน้าอก ลี่เหอไม่รอช้ารีบควบคุมแก่นโลหิตของหลานเทียนในทันทีความเ็ปทำให้เค้าต้องเข้าสู่ห้วงจิตเพื่อหวังจะหลีกหนีความเ็ปทางร่างกายนี้
หากแต่ภายในห้วงจิตนั้นกลับไม่เป็ไปดังที่วาดหวังไว้มันกลับไม่ได้ทำให้ความเ็ปนั้นหายไปทั้งยังรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บมืดมิดกัดกินไปทั้งหัวใจความเ็ปที่เกินจะทานทนรับไหวจากการฝืนแยกแก่นโลหิตออกจากร่างเพียงแค่หยดแรกหลานเทียนที่ผ่านการต่อสู้และเฉียดตายมาก็ไม่น้อยกลับไม่เคยรู้สึกทรมานเช่นนี้มาก่อนแม้แต่ตอนที่ถูกราชันสัตว์อสูรทำร้ายอยู่ไม่สู้ตกตายยังไม่รู้สึกทรมานเช่นนี้ยามนั้นเขาที่หลับไหลไปก็ไม่ได้มีความรู้สึกเ็ปใดอีกหากแต่ครั้งนี้แม้จะสลบไปแล้วแต่ความเ็ปนั้นกลับกระตุ้นให้เขาประคองสติอันน้อยนิดไว้
“ยังเหลืออีกห้าหยด”เพียงความคิดนี้ที่แวบมาก็ทำให้หลานเทียนต้องฝืนกัดฟันออกจากห้วงจิตและรับความรู้สึกเ็ปนั้นไว้อย่างตรงไปตรงมาเมื่อพักได้สักชั่วขณะราวครึ่งชั่วยามอาการก็เริ่มทุเลาเบาบางเพียงพอจะให้ดึงแก่นโลหิตออกมาอีกหนึ่งหยด
“นายท่าน”ลี่เหอที่เห็นภาพเหตุการณ์ของนายเหนือหัวของนางดิ้นทุรนทุรายกำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งทำสมาธิอีกครั้งก็เผลอหลุดปากน้ำตาเอ่อล้นและอาบลงสองแก้ม ความรู้สึกเ็ปทรมานส่งผ่านสายสัมพันธุ์ของเขาและนางได้ทำให้นางรับรู้ทุกความเ็ปของหลานเทียนหากนางเ็ปแทนเขาได้นางย่อมไม่รีรอและลังเลใด
“ข้ายังไหว” หลานเทียนขยับปากส่งเสียงแหบพร่าผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่งกลับแห้งกระดากราวดินแตกระแหงใบหน้าซูบลงราวกับอดอาหารมาหลายสัปดาห์กล้ามเนื้อหดลีบเกร็งั์ตาไร้แววเปล่งประกายถึงกระนั้นความมุ่งมั่นจากแววตากลับมั่นคง สงบราวน้ำนิ่ง
หลานเทียนเริ่มชินกับความรู้สึกเ็ปนี้ได้แล้วสภาวะจิตกลับมานิ่งสงบมีสมาธิมากขึ้นแก่นโลหิตหยดที่สองนี้เพียงแค่ปราณของหลานเทียนที่ััลงความเ็ปนี้ราวกับโดนทุบกระดูกสันหลังจนเป็ฝุ่นผง ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วร่างเนื้อตัวของเขาสั่นโดยที่เขาเองก็ไม่อาจจะควบคุมมันได้แม้แต่น้อยหลานเทียนกัดฟันแน่นจนเืซึมออกตามไรฟันความทุกข์ตรมนี้ราวกับตกนรกทั้งเป็ทรมานยิ่งกว่าสิ่งใด ยากต่อการเปรียบเทียบว่ามีอะไรที่สามารถทรมานผู้คนเช่นนี้ได้บนโลกมนุษย์และแล้วอีกสองชั่วยามต่อมา หยดเืแก่นโลหิตก็ผุดขึ้นจากอกลี่เหอนางก็รีบรับในทันทีไม่ปล่อยมันตกลงพื้นให้เสียเปล่า
“ข้ากระหายเหลือเกิน”หลานเทียนฝืนกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งกระด้างราวกับผู้ชราวัย
“รอข้า”ลี่เหอกล่าวพลางใช้พลังปราณส่วนหนึ่งควบคุมหยดโลหิตทั้งแปดให้ลอยอยู่เบื้องนอกก่อนเปลี่ยนตัวเองเป็ลำแสงสีฟ้าอ่อนเข้าไปยังห้วงนิรันดร์นำศิลาผนึกวารีออกมาอันเคยเป็แหล่งพลังงานให้นางยังคงรูปร่างอยู่ได้ภายใต้การจองจำเมื่อครั้งก่อนเพียงแค่ใช้ลมปราณเพียงเล็กน้อยััน้ำบริสุทธิ์ก็หลั่งไหลออกจากหินนางค่อย ๆประคองนายเหนือหัวของนางอย่างอ่อนโยนหยดน้ำจากก้อนหินใส่ปากของหลานเทียนทีละหยดน้ำที่ไหลผ่านลงคอของเขาราวกับใบมีดที่กรีดลงถึงแม้จะทรมานแต่ก็ไม่นับเป็อันใดราวสิบอึดใจน้ำหลายสิบหยดก็ถูกหลานเทียนดื่มกิน ผิวพรรณของเขาที่เคยแห้งผากก็เริ่มกลับมาชุ่มชื้นอีกครั้งแววตาดูแจ่มใสขึ้น น้ำที่ไหลผ่านคอแต่ละหยดไม่สร้างความเ็ปอีกต่อไป
“ขอบใจเ้ามาก ต่อไปหยดที่..”หลานเทียนกล่าวยังไม่ทันจบประโยคก็สิ้นสติไปในอ้อมอกของลี่เหอ
เวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วยามมุมมองของหลานเทียนยามลืมตาั้แ่มีนางยามเขาฟื้นขึ้นมาได้สติก็มักจะมีใบหน้าของนางมองลงมาพร้อมรอยยิ้มเสมอตักที่นุ่มนิ่มราวหมอนชั้นเลิศของนางกลิ่นกายที่หอมหวนรัญจวนเกินต้านทานนี้แม้แต่หลานเทียนเองก็ยังไม่อยากที่จะตื่นขึ้นถึงแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกของเขาแต่ก็ไม่เคยจะรู้สึกเคยชินสักครั้งเดียวร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้างความเ็ปทุเลาลงจนแทบจะไม่รู้สึกถึงความเ็ปถึงแม้ร่างกายภายนอกจะดูอิดโรยมากก็ตาม