ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่39 สำนักยุทธ์หลวง

            

            ในที่สุดก็ถึงวันสอบเข้าสำนักผู้คนมากมายจากทั่วทั้งแคว้นต่างพากันเดินทางเข้านครหลวงสำนักยุทธ์หลวงเป็นสถานที่ที่ผู้เยาว์มากมายมากมายใฝ่ฝันและทางตระกูลก็อยากให้เข้าศึกษา ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการบ่มเพาะอัจฉริยะแน่นอนว่าเมื่อจบการศึกษาส่วนใหญ่จะได้เป็นขุนนาง ขุนนางนั้นนับว่ามีเกียรติที่สุดและเมื่อเข้าศึกษาครอบครัวของพวกมันจะได้รับการปกป้องจากสำนักยุทธ์หลวงนั่นหมายความว่าพวกมันจะได้รับการปกป้องจากองค์จักรพรรดิ!

             

            สำนักยุทธ์หลวง

             

            “เหตุใดข้าจึงเข้าร่วมการสมัครไม่ได้!” ชายหนุ่มผู้มีปานดำบนหางคิ้วซ้ายร้องถามขึ้นด้วยความโมโห! คล้ายว่ามันจะไม่พอใจเป็นอย่างงมาก

             

            คู่สนทนาของชายปานดำ คล้ายจะเริ่มไม่ค่อยพอใจกับกิริยาของชายปานดำ“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ เจ้าหลบไป!”

             

            “ไม่!ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!” ชายปานดำยังคงยืนกรานทว่ามันกลับไม่ได้หันไปมองสีหน้าของผู้คนมากมายที่ยืนต่อแถวอยู่เลยแววตาและสีหน้าของคนพวกนั้นแทบจะกลืนกินมันได้ทั้งสองทะเลาะกันมานานจนเกือบจะครึ่งชั่วยามแล้ว แต่ชายปานดำก็ไม่ยอมออกไปสักที

             

            “ให้ตายสิ เหตุใดเจ้าถึงได้หน้าด้านหน้าทนเช่นนี้ในเมื่อพูดด้วยดีๆไม่ชอบ...เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าใจดำเลยละกัน!”ชายสวมชุดสีฟ้าผู้นี้คล้ายจะลงมือแล้ว!

             

            มันยกมือขึ้นโบกมือไปด้านหน้าครั้งหนึ่ง ก็ปรากฏฝ่ามือขนาดสามจั้งเหนือศีรษะของชายปานดำพร้อมแรงกดทับที่ทรงพลังลงมายังร่างของมัน ร่างกายของชายปานดำก็พลันรู้สึกหนักอึ้ง!

             

            “นี่มันอะไรกัน!” เสียงตื่นตระหนกจากผู้คนที่ต่อแถวพากันถอยร่นออกไปพวกมันไม่อยากที่จะโดนลูกหลงไปด้วย และพลังฝ่ามือนี้ก็หาใช่สามัญไม่เพียงแค่ปล่อยพลังหยวนออกมาสะกดข่มก็ทำให้รู้สึกหนักอึ้งอัดอัดแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว

             

            “หนอย.....ท่าน!” ชายปานดำแผดเสียงร้องออกมา สายตาจ้องมองไปที่ชายชุดสีฟ้าด้วยสายตาที่โกรธแค้น! พร้อมระเบิดพลังลมปราณสร้างพลังหยวนออกมาต้านรับไว้!

             

            ทว่าชายอาภรณ์ฟ้ากลับทำเป็นไม่เห็น เพียงขยับฝ่ามือกดลงอีกครั้งแววตาฉายแววสังหารอยู่แวบหนึ่งแล้วแปรเปลี่ยนเป็นไร้อารมณ์ คล้ายว่าพบเจอผู้คนเช่นนี้มามากมายแล้วและรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่ง

             

            ฝ่ามือขนาดใหญ่ได้กดทับลงอีกแรงกดทับที่มีมากอยู่แล้วบัดนี้มีมากขึ้นกว่าเก่า ใบหน้าของชายปาดดำบิดงออัปลักษณ์แววตาเปลี่ยนจากโกรธแค้นเป็นคับแค้นใจ มุมปากปรากฏโลหิตหลั่งไหลออกมา

             

            เดิมทีชายปานดำตั้งใจจะเข้ามาสมัครเข้าสำนักยุทธ์หลวงเพียงแต่ด้วยฐานะทางบ้านนั้นยากจน จึงไม่มีเงินจ่ายค่าสมัครค่าสมัครคือสิบเหรียญเงินสำหรับผู้คนที่มีฐานะปานกลางขึ้นไปคงว่านี่เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเล็กน้อยแต่สำหรับคนฐานะยากจน หรือตระกูลระดับต่ำแล้ว นี่อาจเป็นค่าใช้จ่ายที่มหาศาล

             

            นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ชายปานดำยืนโต้เถียงอยู่กับชายอาภรณ์ฟ้าอยู่นานจนเกิดเรื่องขึ้นชายชุดฟ้านี่ก็ใช่ใครที่ไหนมันก็คือศิษย์สายในที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลการรับสมัครในครั้งนี้

             

            “เป็นอย่างไร จะยอมออกไปแต่โดยดีหรือไม่!” ศิษย์สายในกล่าวถามออกมา สายตาไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ชายปานดำมันกำลังมองไปรอบๆ ในใจพลางขบคิดว่า“หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อผู้คนจะต้องแตกตื่นเป็นแน่ ความสงบจะไม่เกิดและข้ายังอาจจะโดนผู้อาวุโสท่านลงโทษ!หวังว่าเจ้านี่คงจะเลิกดื้อดึงสักทีหากมีคุณชายหรือท่านชายใดที่มาสมัครนำข่าวคราวนี้ไปบอกแก่ผู้อาวุโส ข้าคงจะแย่เป็นแน่!”

             

            ขณะนั้นเองก็ได้มีพลังหนึ่งมาต้านรับฝ่ามือนั้นไว้ เป็นพลังฝ่ามือที่พัดผ่านมาพร้อมสายลมไม่ได้แข็งกร้าวแต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนมีความคมกริบเหมือนกระบี่มากกว่าที่จะเป็นพลังจากฝ่ามือพลังนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมากยากจะหาที่มาได้ สายลมนั้นทะลวงใส่ฝ่ามืออย่างรวดเร็ว

             

            ทว่าถ้าสังเกตให้ดีในบริเวณนี้ไม่มีใครชักกระบี่ออกมาเลยสักคน และพลังนั้นได้ทำการสลายฝ่ามือของศิษย์สายในไปในที่สุดพร้อมกับการปรากฏตัวของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เดินนำหน้าออกมาด้านหลังมีองครักษ์จำนวนนับสิบเดินตามมาด้วย

             

            ชายอาภรณ์ฟ้าเมื่อรู้ว่าพลังฝ่ามือของตนถูกทำลายก็บังเกิดโทสะขึ้นและความเกรงกลัวขึ้นมาพร้อมกันมันหมุนหัวหันหน้าอย่างรวดเร็วไปทางที่สัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวพลังที่คงเหลือขณะนั้นในใจก็สั่นระรัวเกรงว่าผู้ที่ลงมือจะเป็นผู้อาวุโสในสำนักมากกว่าผู้อื่นนั่นเพราะพลังระดับนี้หากไม่ใช่ศิษย์หลักแล้วก็สมควรจะเป็นผู้อาวุโสในสำนัก  

     

            “พี่ชายท่านได้โปรดยั้งมือไว้ไมตรีด้วย”ชายหนุ่มผู้ที่เดินเข้ามาได้กล่าวขึ้นพร้อมประสานมือคารวะอย่างสุภาพชายผู้นี้หาใช่ใครที่ไหนมันก็คือหนิงเฟยหลงและหญิงสาวที่อยู่ข้างกายก็คือหนิงอันอันนั่นเอง

             

            อันที่จริงแล้วการโจมตีเมื่อสักครู่สมควรที่ศิษย์สำนักผู้นั้นควรจะไม่ทราบที่มาเพียงแต่หนิงเฟยหลงต้องการเปิดเผยร่องรอยก็เท่านั้น


            เมื่อได้ยินคำกล่าวที่สุภาพชายอาภรณ์ฟ้าก็คลายความโกรธและความวิตกลงพร้อมกล่าวตอบอย่างสุภาพ “ข้าจะเห็นแก่ท่านไว้ไมตรีสักครั้งหนึ่ง”แม้ว่าศิษย์สายในผู้นี้จะแสดงท่าทีที่ดูปกติ แต่ในใจกลับอดตกตะลึงไม่ได้“หรือว่าจะเป็นคุณชายท่านนี้ที่ลงมือหากเป็นเช่นนั้นจริงเห็นทีแคว้นเยว่นี้คงต้องสั่นสะเทือนแล้ว!”

             

            หนิงเฟยหลงมองดูก็คล้ายว่าจะเข้าใจความนึกคิดของชายชุดฟ้าผู้นี้ได้จึงกล่าวขึ้น “พี่ชงเป่าท่านฝีมือยอดเยี่ยมมากคล้ายว่าจะพัฒนากว่าครั้งก่อนเสียอีก” ชายหนุ่มจึงจำต้องแสดงการกล่าวยกยอพลางประสานมือคารวะ พร้อมเผยรอยยิ้มชื่นชมชงเป่าอย่างจริงใจ

             

            การแสดงนี้แนบเนียนมากไม่มีผู้ใดจับสังเกตได้แม้แต่น้อย ชงเป่าเองก็แสดงสีหน้าท่าทางเหมาะสมกับบทบาทที่ตนได้รับมันยิ้มรับและประสานมือโค้งคำนับ “คุณชายท่านกล่าวเกินไปแล้ว”

             

            เมื่อเห็นดังนั้นชายอาภรณ์ฟ้าก็บังเกิดความโล่งใจและคิดตำหนิตัวเองที่คาดคิดผิดพลาดไปดันไปคิดเสียได้ว่าชายหนุ่มด้านหน้านั้นเก่งกาจเทียบเท่าอาวุโสในสำนักไปเสียได้ ทั้งๆที่อายุของชายหนุ่มผู้นี้น่าจะไม่ถึงสิบห้าปีด้วยซ้ำแต่ก็นึกสงสัยอยู่ว่า “เหตุใดองครักษ์ผู้นี้ถึงมีฝีมือล้ำเลิศเพียงนี้ เหตุใดจอมยุทธ์ผู้นี้ถึงยอมติดตามชายหนุ่มผู้นี้กันทั้งที่หากมาสมัครเป็นผู้อาวุโสในสำนักหรือแม้กระทั่งรับราชการคงจะได้ตำแหน่งเป็นขุนพลอย่างแน่แท้!”

             

            หนิงเฟยหลงแสดงเสร็จแล้วจึงหันไปมองที่ชายปานดำคราหนึ่ง แล้วจึงหันกลับไปมองที่ชายชุดฟ้า“พี่ชายไม่ทราบว่าที่นี่เกิดสิ่งใดขึ้นหรือแล้วชายผู้นี้ทำสิ่งใดผิดกัน? ที่ข้าเข้ามาห้ามต้องขออภัยด้วยที่เสียมารยาทเพียงแต่ข้าคิดว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อ เหตุการณ์อาจบานปลายได้จึงลงมือช่วยเหลือหวังว่าท่านจะไม่ถือสา”

             

            “ไม่เป็นไรๆ ข้าเองก็ต้องขอบคุณท่านเช่นกัน ปัญหาเกิดขึ้นก็เพราะคนผู้นี้”ชายชุดฟ้าชี้นิ้วไปยังชายปานดำที่นั่งอยู่กับพื้นที่หอบหายใจอย่างรุนแรง

             

            “นั่นเพราะมันต้องการที่จะสมัครเข้าสำนักเพียงแต่สำนักมีกฎไว้ว่าผู้ที่สมัครจะต้องชำระค่าสมัครเป็นจำนวนสิบเหรียญเงินจึงจะสามารถสมัครเข้ามาได้ชายผู้นี้ไม่เพียงไม่ทำตามกฎยังยื้อเวลาอยู่นานเกือบครึ่งชั่วยามข้าจึงจำเป็นต้องลงมือ”ชายอาภรณ์ฟ้าทำสีหน้าไม่พึงพอใจออกมาเมื่อพูดถึงเรื่องชายปานดำ

             

            หนิงเฟยหลงได้ฟังก็ขบคิดขึ้น “เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าแคว้นเยว่นี้จะเสียคนที่มีพรสวรรค์ไป เพียงเพราะเขายากจนกระนั้นหรือ?แล้วมันใช่ความผิดของพวกเขาที่ไหนกันและถ้าตอนนี้ข้าช่วยเขาก็เหมือนการตบหน้าศิษย์ผู้นี้สมควรทำอย่างไรดี?...”ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังขบคิดอยู่นั้น หญิงสาวก็ได้เดินไปประคองชายปานดำขึ้น

             

            “เจ้ามีนามว่าอะไร?” หนิงอันอันกล่าวถาม

             

            “ข้ามีนามว่าซ่งจิ่นติ้ง!” ชายปานดำกล่าวออกมาอย่างห้าวหาญ คล้ายจะภาคภูมิใจในชื่อของตนอย่างยิ่ง

             

            “ซ่งจิ่นติ้ง ดี! เช่นนั้นเรามาเป็นเพื่อนกัน ข้าจะให้เงินเจ้าไปสมัครเอง”หนิงอันอันกล่าวออกมาพร้อมกับหยิบเงินจากในถุงยื่นให้ซ่งจิ่นติ้ง

             

            หลังจากที่หญิงสาวกล่าวจบหนิงเฟยหลงถึงกับกล่าวอะไรไม่ถูกมันอยากจะนำน้องสาวไปคืนที่จวนตระกูลในเมืองเซียงเต็มทน! ถ้าไม่ใช่เพราะรับปากท่านพ่อไว้ ทว่าความคิดอีกสายพลันโลดแล่นเข้ามา

             

            “พี่ชาย น้องสาวข้าไม่รู้ความต้องขออภัยด้วยเช่นนั้นข้าจะชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้และขอเชิญท่านไปทานอาหารที่จวนข้าในเย็นวันนี้ด้วย” หนิงเฟยหลงยื่นถุงเงินให้กับชายชุดฟ้าชายผู้นั้นรับมาก็ถึงกับตกใจกับเงินจำนวนหนึ่งร้อยเหรียญเงิน! สายตาพลันลุกวาว มันรีบเก็บเข้าไปภายในเสื้อของตนอย่างรวดเร็วเกรงว่าจะมีคนมาเห็น

             

            หนิงเฟยหลงสังเกตกิริยาอาการของชายผู้นี้จึงรับรู้ได้ทันทีว่าแผนการสำเร็จแล้ว ถึงแม้ว่าจะรู้สึกโกรธเคืองน้องสาวอยู่ก็ตามแต่ก็ยังอยากจะขอบคุมกับการกระทำของนางในครั้งนี้อยู่เช่นกัน

             

            “ท่านอย่าได้เกรงใจไป ข้านั้นไม่ถือสาหรอก หากทำตามกฎเช่นนี้ก็ถือว่าไม่ผิดอาหารเย็นคืนนี้ข้าไม่พลาดอย่างแน่นอน ข้านั้นมีนามว่าจิ๋นหลี่ไม่ทราบว่าท่าน...”

             

            ไม่รอให้จิ๋นหลี่กล่าวจบชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้น “ข้ามีนามว่าหนิงเฟยหลง”

             

            “ที่แท้ก็เฉิงป๋อซื่อจื่อนี่เอง!” จิ๋นหลี่รีบโค้งคารวะ เมื่อทราบว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าก็คือผู้สืบทอดของเฉิงป๋อโหวหนึ่งในสี่แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น!

             

            “อย่าได้เกรงใจเลย วันนี้ข้าเองก็มาสมัครเช่นกันอีกไม่นานข้าก็จะเป็นศิษย์น้องท่านแล้ว ฝากตัวไว้ด้วยนะศิษย์พี่”หนิงเฟยหลงไม่ได้เป็นคนหลงในตน มันเพียงกล่าวออกด้วยความสุภาพ ถึงอย่างไรการเริ่มต้นก็ควรจะมีมิตรมากกว่ามีศัตรู

             

            ทั้งสามได้สมัครอย่างรวดเร็วนั่นเพราะจิ๋นหลี่ลัดคิวให้ซ่งจิ่นติ้งและจิ๋นหลี่ได้ปรับความเข้าใจกันโดยมีหนิงเฟยหลงเป็นคนไกล่เกลี่ย จนปรับความเข้าใจกันได้สำเร็จถือเป็นพรรคพวกกันทั้งสามเดินทางร่วมกันเข้าไปในสำนักจิ๋นหลี่นั้นไม่ได้ไปด้วยเพราะต้องรับสมัครผู้อื่นต่อส่วนองครักษ์นั้นไม่ได้ติดตามต่อยืนรออยู่หน้าสำนัก

             

            ทั้งสามเดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ตรงกลางสถานที่นั้นมีแท่นพื้นที่กว้างสี่ฉื่อยาวสี่ฉื่อเพียงพอให้คนยืนได้เพียงคนเดียว ย่อมไม่สามารถเป็นที่ประลองยุทธ์ได้และบริเวณโดยรอบก็ไม่มีสิ่งก่อสร้างอย่างอื่น เพียงติดป้ายประกาศไว้หน้าแท่นนั้นว่า‘รอ!’




             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน