“ อือ ”
เช้าวันต่อมาในรถม้าที่แสนอบอุ่นเย่วชิงตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าอันหล่อเหล่าราวสวรรค์สร้างกำลังนอนหลับอยู่ใกล้กันเพียงฝ่ามือกั้นเขารับรู้ถึงลมหายใจร้อน ๆ ที่กระทบใบหน้า
ยามที่โจวหยางหมิงหลับอีกฝ่ายเหมือนกับคนที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรดูสงบเยือกเย็น น่าหลงใหล เมื่อนึกถึงว่าทุกเช้าที่เขาต้องตื่นมาแล้วได้เจอกับใบหน้าของคนรักมันคงจะมีความสุขไม่น้อยคิดได้ดังนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ดีจริงๆ ที่พวกเราได้มาเจอกัน
แต่ถ้าจะให้เขาพูดถึงยามที่อีกฝ่ายตื่นอืม ปกติใบหน้าของโจวหยางหมิงมักจะติดเย็นชา เรียบเฉยอยู่ตลอด และค่อยข้างยิ้มยากทำให้คนรอบข้างต่างหวั่นเกรง บ่อยครั้งที่เขาสังเกตว่าโจวหยางหมิงดูผ่อนคลายลงเมื่ออยู่ใกล้เขาไม่ใช่ว่าเขาเข้าข้างตนเองนะว่าอีกฝ่ายมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกันแต่มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ แววตามันบอก
อาจจะมีดุบ้างบางครั้งที่เขาดื้อแต่นั่นก็เพราะอีกฝ่ายเป็นโจวหยางหมิง เขาจะไปดื้อกับใครได้ก็ดื้อกับอีกฝ่ายคนเดียวนั่นแหละ
ย้อนไปก่อนหน้านี้ที่ร่างสูงมักจะตามใจเขาอยู่เสมอเรื่องนี้ต้องโทษอีกฝ่ายให้หนักเลยที่ชอบตามใจเขา ทำให้เขาติดนิสัยไม่ดีติดตัวมาดังนั้นถ้าเขาดื้อจะมาโทษเขาคนเดียวไม่ได้ อย่างเรื่องเมื่อวานที่เขาพูดเอาแต่ใจร้องอยากจะขี่ม้าด้วยให้ได้ โจวหยางหมิงก็ไม่ได้รำคาญ หรือรำคาญเขาในใจก็ไม่แน่ อันนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ที่เขารู้คืออีกฝ่ายไม่เคยพูดจาไม่ดีออกมา มักจะยอมอ่อนลงให้เขาหลายส่วนและพูดกันอย่างมีเหตุผล
ทว่าบางครั้งก็เหมือนจะดุนะแต่สุดท้ายก็ใจดีพาเย่วชิงขี่ม้าโดนที่เขาไม่ต้องเอ่ยปากขอใหม่ถึงได้บอกทุกครั้งว่าโจวหยาง หมิงน่ะน่ารัก น่ารักที่สุดในโลกเลยแล้วแบบนี้ใครจะทนไม่รักไหว โดยที่ไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นน่ารักแค่ไหนในสายตาของร่างสูงองค์รัชทายาทหนุ่มถึงยอมใจอ่อนให้อยู่ร่ำไป
“ ข้าหล่อมากหรือไม่ อ๋อ ข้าหล่อสินะ ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทั้งที่ยังตายังปิดอยู่
โจวหยางหมิงตื่นมาได้สักพักแล้วเขารู้สึกเหมือนกับมีคนจ้องมองเขาอยู่ แต่ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายและยังรู้อีกว่าเป็นใครเขาเลยปล่อยให้อีกฝ่ายได้สำรวจใบหน้าของตน เขาก็อยากรู้ด้วยว่าร่างบางในอ้อมกอดจะทำอะไรต่อแต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะลงมือทำอะไรเขาเลยพูดออกไป
“ ท่านตื่นนานแล้วเหรอ ” เย่วชิงสะดุ้งนิด ๆเมื่อได้ยินเสียงคนที่คิดว่าหลับอยู่พูดขึ้น
“ ตื่นนานพอที่จะรู้ว่ามีใครบางกำลังลวนลามข้าทางสายตา ”
“ ทำไม มองไม่ได้หรือ ” เลิกคิ้วขึ้นพลางจิ้มหน้าอกอย่างคนอันธพาล
“ เจ้าอยากจะมองตลอดชีวิตก็ย่อมได้ ข้าอนุญาต ” มือหนาจับมือที่จุ้มหน้าอกมาแนบที่แก้มของตนเองจนเย่วชิงเขินหน้าแดงแจ๋เพราะตั้งรับไม่ทันกับการกระทำของร่างสูง
“ หึ ข้าคงเบื่อแย่ถ้าต้องตื่นมาแล้วเจอหน้าท่านทุกวัน ”
“ แต่ข้าอยากตื่นมาแล้วเจอหน้าเจ้าทุกเช้าเช่นนี้ เจ้าไม่อยากเจอหน้าข้าทุกวันหรือ” ชายหนุ่มทำหน้าเศร้าชวนน่าสงสาร
“ไม่อยากเจอ ” เย่วชิงดันใบหน้าของคนข้างกายให้ถอยห่าง แล้วไอ้น้ำเสียงออดอ้อนเนี่ยมันยังไงไม่ได้เข้ากับใบหน้าโหดของตัวเองเลย
“ ตื่นแล้วท่านก็ลุกไปสิ ”ร่างบางกำลังจะลุกขึ้นก็โดนรวบไปนอนกองบนตัวของโจวหยางหมิง
“ ไม่ ”
“ นี่ ปล่อยนะ ข้าอึดอัด ร้อนด้วย ” ดิ้นขลุกขลุกไปมา
ทั้งสองคนสวมผ้าบางยิ่งร่างบางดิ้นมากเท่าไหร่ผ้าก็สีกันจนรู้สึกร้อนวูบวาบเย่วชิงคงไม่รู้ว่าขาเรียวของตนไปสัมผัสกับบางสิ่งที่หลับอยู่ในตื่นขึ้น
“ หึ ก็ได้ ” โจวหยางหมิงยอมปล่อยร่างบางแต่โดนดี เพราะถ้าไม่ปล่อยคนที่จะต้องอึดอัดคงเป็นเขาเองนี่แหละเฮ้อ จะแกล้งคนอื่นตนเองดันทรมานเสียเอง ก่อนจะปล่อยก็ไม่วายหอมแก้มกลมด้วยความหมั่นเคี้ยว
ฟอด
“ อ๊ะ โจวหยางหมิง ”
หลังจากที่ปลีกตัวออกมาจากรถม้าแล้วสายตาของเย่วชิงมองไปเห็นว่ามีทหารกำลังจับกลุ่มคุยกันด้วยใบหน้าเคร่งเคลียดเหมือนว่ามีเรื่องเกิดขึ้นเมื่อทหารกลุ่มนั้นหันมาเห็นเขาก็เร่งเดินเข้ามาหาเขาทันที
ไม่ทันที่เขาได้เอ่ยถามทหารคนหนึ่งในกลุ่มก็ขัดขึ้นเสียก่อน เมื่อครู่พวกเขากำลังเถียงกันว่าใครจะอาสาไปกราบทูลเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทโชคดีที่เจอพระชายาก่อน เพราะพระชายาดูเข้าถึงง่ายใจดีกว่าองค์รัชยาทอยู่มากโข
“ พระชายา ”
“ มีอะไรหรือ ” ทหารมองผู้ที่จะช่วยชีวิตพวกเขาอย่างปราบปลื้มรู้สึกอบอุ่นใจเป็นอย่างมาก
“ พระชายา!! แย่แล้ว!!แย่แล้วพะยะค่ะ ”
“ แย่ ? แย่อะไร ” สีหน้าตื่น ๆ ของทหารทำเอาเย่วชิงใจไม่ดีตามไปด้วย
หรือว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจริงๆ อย่างที่เขาคิด
“ คือ...ว่า ” ทหารอ่ำ ๆ อึ้ง ๆไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี
“ ว่าอย่างไร พวกเจ้าพูดมาเร็ว ๆ สิ ” เร่งให้ทหารรีบพูดเขาใจร้อนจะตายอยู่แล้ว
“ คนนำทาง ชาวบ้านที่เป็นคนนำทางคิดโรคระบาดพะยะค่ะ ” ในที่สุดก็พูดออกมาได้
“ หมายความว่ายังไง ”เย่วชิงได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วแปลกใจไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เพราะอีกฝ่ายก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน
“ พวกกระหม่อมก็ไม่ทราบรายละเอียดมาก แต่ว่าเมื่อครู่คนนำทางมีอาการผิดปกติ หมอหลวงพูดว่าไม่แน่ว่าคนนำทางอาจจะติดโรคมาจากคนในหมู่บ้านก่อนมาที่เมื่อหลวงพะยะค่ะ”
“ ใช่ พะยะค่ะ พวกทหารที่อยู่ใกล้กับชาวบ้านคนนั้นพอรู้เรื่องก็พลอยกลัวว่าตนเองจะติดโรคไปด้วย”
“ พวกเราจะทำอย่างไรดีพะยะค่ะพระชายา ”
“ ตอนนี้คนนำทางคนนั้นอยู่ที่ไหน ”
“ อยู่ที่กระโจมทางป่าอีกด้านหนึ่งพะยะค่ะ ” เย่วชิงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปที่ทหารคนหนึ่ง
“ เจ้าพาข้าไป ” เขาอยากไปดูให้เห็นกับตา หากคนนำทางเป็นโรคที่เขารู้จักก็ดีไปถ้ารักษาได้จะได้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าต้องใช้สมุนไพรชนิดใดบ้างเมื่อไปถึงหมู่บ้านจะได้เร่งช่วยรักษาชาวบ้านเลย ยิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อชีวิตของพวกเขา
“ พระชายาจะไปทำไมพะยะค่ะ กระหม่อมว่าพระองค์อยู่รอที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่านะพะยะค่ะ”
“ ไม่เป็นไร พาข้าไปเถอะ ” โบกมือปฏิเสธ ยืนยันว่าจะไป
“ พะยะค่ะ ”
“ เรื่องนี่ท่านรองแม่ทัพทราบหรือยัง ” เรื่องนี้ถ้าให้บอกว่าเรื่องใหญ่ก็ใหญ่แต่เขายังไม่เห็นท่านรองแม่ทัพเลย ถ้าอีกฝ่ายรู้ก็น่าจะมาบอกโจวหยางหมิงแล้ว
“ ทราบแล้วพะยะค่ะ ตอนนี้ท่านรองแม่ทัพรออยู่ที่หน้ากระโจม ท่านรองแม่ทัพให้พวกกระหม่อมมากราบทูลเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทแทนพะยะค่ะ”
“ อืม งั้นเราไปกันเถอะ แล้วก็เจ้าไปบอกองค์รัชทายาทเรื่องนี้ด้วยนะข้าจะนำไปก่อน ”
“ พะยะค่ะ ”
เย่วชิงปล่อยให้ทหารบอกเรื่องนี้กับโจวหยางหมิงเองส่วนเขาก็เร่งเดินตามทหารอีกคนที่กระโจมคนป่วย เมื่อมาถึงกระโจมที่คนนำทางอยู่ ก็เจอกับท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวหมอหลวงสองคนที่มาจากวังหลวงยืนรออยู่ด้านหน้ากระโจม
“ ท่านรองแม่ทัพ ท่านหลวงทั้งสอง ”
“ คารวะพระชายา ”
“ ตามสบายเถอะ ท่านหมอหลวงตกลงว่าคนนำทางเป็นอะไร ทหารบอกกับข้าว่าเขาติดโรคระบาดเป็นความจริงหรือ ”
“ กระหม่อมก็ไม่แน่ใจพะยะค่ะ ”
จากที่ตรวจดูคนนำทางผู้นั้นไม่มีไข้หรือปวดท้อง แต่กลับอาเจียน และถ่ายเป็นน้ำมีกลิ่นหมิ่นคละคลุ้งหมอหลวงเช่นเขาก็ยากจะตอบได้
เย่วชิงได้ฟังที่หมอบอกคิ้วก็ขมวดเข้าหากันอาการเช่นนี้คล้ายกับโรคหนึ่งที่เขารู้จัก โรคนี้เคยระบาดหนักในที่ที่เขาจากมาจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากแต่มันก็ได้ถูกควบคุมจนหายขาดไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าจะเป็นโรคเดียวกันหรือไม่ทางเดียวที่เขาจะรู้คือต้องเข้าไปดูคนป่วยเองถึงจะสรุปได้
“ ทุกคนอยู่ที่นี่ ข้าจะเข้าไปดูเขาหน่อย ” ทุกคนตกใจรู้สึกหวาดกลัวเมื่อพระชายาของพวกเขาเอ่ยว่าจะเข้าไปในกระโจม
แบบนี้ไม่ดีแน่ถ้าเกิดพระชายาเป็นอะไรไป ชีวิตของพวกเขากี่ชีวิตก็คงไม่พอที่จะชดใช้
“ กระหม่อมว่าอย่าเข้าไปเลยพะยะค่ะ ” หมอหลวงเอ่ยห้าม
“ กระหม่อมก็เห็นด้วยกับหมอหลวง หากพระชายาจะเข้าไปจริง ๆก็ควรรอถามความเห็นจากองค์รัชทายาทเสียก่อนเถอะพะยะค่ะ ” ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวเอ่ยเสริมรออีกเดี๋ยวองค์รัชทายาทน่าจะมาถึงแล้ว
“ ไม่ต้องห่วง ข้าเข้าไปดูแบปเดียว จะยืนอยู่ห่าง ๆ ไม่เข้าใกล้เขาแน่นอนสบายใจได้ ” เขาปลอบทุกคน รู้ดีว่าที่ห้ามเพราะเป็นห่วงแต่เขาเป็นหมอย่อยรู้ว่าต้องทำอย่างไรหากเจอคนป่วยในลักษณะแนวนี้อีกอย่างถ้าข้อสันนิตฐานเป็นจริงคนนำทางก็ไม่ได้เป็นโรคที่ติดต่อไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัว
ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวสบตากับหมอหลวงอย่างลังเลแต่เย่วชิงก็พูดก็จนพวกเขายอม แต่มีข้อแม้ว่าพวกเขาจะเข้าไปข้างในกระโจมด้วยซึ่งเย่วชิงก็ไม่ได้ขัดเพื่อความสบายใจของทุกคน
“ คนนำทางมีนามว่าอะไรหรือ ” หันไปกระซิบถามหมอหลวง “มู่ตานพะยะค่ะ ” เย่วชิงไม่ได้เดินเข้าไปใกล้เตียงคนป่วยแต่ยืนห่างออกไปประมาณห้าก้าว
“ มู่ตานเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ”มู่ตานที่ได้ยินเสียงคนเรียกก็ลืมตาขึ้นว่าใครมาหา ตอนนี้เขาไม่มีแรงจะลุกขึ้นเลยทำได้แต่นอนนิ่ง ๆ ยังดีที่ปากสามารถพูดตอบได้
“ พระชายา ”ไม่คิดเลยว่าพระชายาที่สุงศักดิ์จะมาเยี่ยมเขาตัวตนเองทั้งที่เขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา
“ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง นอกจากคลื่นไส้อาเจียนท้องร่วงบ่อยแล้วยังมีอาการอะไรอีก เช่น รู้สึกเซื่องซึม กระหายน้ำมาก ๆบ้างหรือไม่”
“ พะยะค่ะ กระหม่อมรู้สึกเหมือนขาดน้ำละกระหายน้ำตลอดเวลาบางครั้งก็รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ” พยักหน้ามองคนนำทางดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นอะไรมากอาการยังไม่หนักเท่าไหร่
“ คนที่ในหมู่บ้านเจ้าก็มีอาการเช่นนี้ใช่หรือไม่ ”
“ พะยะค่ะ พวกเขาบางคนริมฝีปากปากแห้ง เหมือนคนขาดน้ำ ทานอาหารอะไรก็ไม่ได้สุดท้ายชักหมดสติไปก็มี ” มู่ตานตอบเมื่อนึกถึงภาพที่ชาวบ้านมากมายเป็นก็รู้สึกหดหู่ใจไม่รู้ว่าเขาจะมีชีวิตรอดไปเจอหน้าทุกคนหรือไม่
“ เจ้าไม่ต้องเศร้าไป ข้ามีทางรักษา ” ที่จริงโรคที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่คือโรคอหิวาตกโรคเป็นโรคที่มีเชื่อแบคทีเรียร้ายแรง ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงผู้ที่เป็นน่าจะทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป
ทุกคนหันมามองหน้าคนที่บอกว่ามีทางรักษาอย่างไม่ได้นัดหมายหัวใจที่เหี่ยวแห้งของมู่ตานเหมือนได้รับน้ำเย็นมารดเมื่อได้ยินพระชายาเอ่ยนี่ไม่หมายความว่าคนในหมู่บ้านของเขามีความหวังแล้วหรือ
“ พะ...พระชายาพูดจริงหรือพะยะค่ะ ที่บอกว่ามีทางรักษา ”
“ ใช่ ข้ารักษาได้ไม่ใช่ว่ารู้วิธีรักษาแต่ยังรู้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี่ขึ้นอีกด้วยที่จริงโรคนี้ไม่ใช่โรคที่เจอบ่อยนัก แต่ข้าค่อนข้างแปลกใจที่เจ้าบอกว่าคนในหมู่บ้านเป็นกันเยอะ” คนในหมู่บ้านนี้อยู่กันยังไงนะ โรคนี่ถ้าดูแลความสะอาดไม่กินของที่สกปรก หรือปรุงไม่สุกก็น่าจะไม่เป็นแล้ว
“ กระหม่อมไม่มีทางโป้ปดขนาดครอบครัวของพ่อแม่น้องของกระหม่อมก็เป็นกันทุกคน ”
“ อืม ข้าไม่ได้กล่าวว่าเจ้าโกหกเมื่อพวกเราไปถึงหมู่บ้านก็น่าจะรู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ”
เพราะเขาคิดว่าโรคนี้เกิดจากไม่กี่อย่างหรอก
“ ขอบพระทัยพระชายาพะยะค่ะ หมู่บ้านของกระหม่อมรอดแล้ว” มู่ตานรู้สึกซาบซึ้งต่อพระชายามากดีใจจนน้ำตาไหลออกมา
“อย่าพึ่งเอ่ยขอบคุณข้าตอนนี้เลยเอาไว้ให้เสร็จจากช่วยคนในหมู่บ้านเจ้าก่อน ถึงตอนนั้นจะขอบคุณก็ไม่สาย ”
“ พะยะค่ะ ”
“เอาหล่ะ ข้าจะให้คนต้มยามาให้เจ้า ที่จริงโรคนี้รักษาไม่ยากหรอก แล้วก็ดื่มน้ำให้เยอะๆ ก็พอ ร่างกายเจ้าเสียน้ำมากดังนั้นก็ควรดื่มน้ำเยอะ ”
“ กระหม่อมจะดื่มน้ำให้เยอะ ” เขาจะทำตามที่พระชายาบอกอย่างแข็งขัน
“เอาล่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน แล้วจะมาเยี่ยมใหม่ ” กล่าวลาเสร็จก็หมุนตัวเดินออกจากกระโจม
ใครจะไปคิดว่าเมื่อออกมาด้านนอกจะเจอกับสายตาคมกริบราวกับมีดที่พร้อมจะฟาดฟันมา
เย่วชิงฉีกยิ้มกว้งสู้เสือไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้ว
“ ยะ...หยางหมิง ท่านมานานแล้วหรือ ” ทุกคนที่เห็นว่าองค์รัชทายาทยืนอยู่ก็ถอยหลังเข้าไปในกระโจมดั่งเดิม โดยที่ไม่กลัวว่าจะติดโรคระบาดจากคนนำทางในเมื่อรู้ว่าคนนำทางไม่ได้เป็นโรคติดต่อ พวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกลัวสิ่งที่น่ากลัวน่าจะเป็นคนที่ยืนอยู่ด้านนอกนั่นมากกว่า
“ นานพอที่จะรู้ว่ามีใครทำอะไรเสี่ยงโดยที่ไม่รอข้ามาก่อน ”
“ เอ่อ ท่านอย่าทำหน้าดุสิ ข้ากลัวนะ ”
“ หึ ”
“ ไม่เอาน่า ท่านอย่าข้าโกรธเลยนะ ” เขาช้อนตามองอย่างออดอ้อนแสร้งบีบน้ำตาให้คลอเบ้านิด ๆ ดูน่าสงสาร
“จะไม่ให้ข้าโกรธเจ้าได้ยังไง ถ้าเขาเป็นโรคร้ายแรง ถ้าเจ้า...เจ้าเป็นอะไรขึ้นมาเจ้าคิดหรือไม่ว่าข้าจะรู้สึกยังไง เสียใจมากแค่ไหน ”
ที่อีกฝ่ายกล่าวมาก็มีเหตุผลเป็นเขาที่คิดน้อยไป ไม่คิดถึงความรู้สึกของโจวหยางหมิงเอง
“ หยางหมิง...ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านรู้สึกไม่ดี ข้าจะไม่ทำแบบนี้อีก ท่านให้อภัยข้านะสัญญาว่าต่อไปข้าจะรอถามท่านก่อน จะไม่บุ่มบ่ามทำตามใจอีกแล้ว อย่าโกรธเลยนะ นะ”
“ ห้ามมีครั้งต่อไป ”
“ ตกลง ” รีบรับปากเอาใจคนรักทันทีกลัวคนตรงหน้าจะโกรธมากว่าเดิมถ้าเขาตอบช้า
“ ข้าได้ยินว่าเจ้ามีทางรักษาโรคนี้หรือ ” ถามในสิ่งที่อยากรู้แม้เขาจะยืนหน้ากระโจมแต่ก็ได้ยินคนภายในพูดทุกคำ
“ อืม ที่จริงข้าเคยเจอคนที่เป็นโรคนี่มาก่อนเพราะแบบนี้ถึงอยากเข้าไปดูคนป่วยโดยไม่รอท่าน แต่ครั้งต่อไปจะไม่เป็นแบนนี้แน่นอนต่อไปข้าจะฟังท่านก่อน ”
“ หึ ให้มันจริงเถอะ ”