[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 96 ภาพของสองพี่น้องที่ฉายชัดถึงความผูกพันลึกซึ้ง เหตุใดจึงยังคิดถึงเขาอยู่มิวาง

    ตอนที่ 96 ภาพของสองพี่น้องที่ฉายชัดถึงความผูกพันลึกซึ้ง เหตุใดจึงยังคิดถึงเขาอยู่มิวาง

            การกระทำของกู้เซียนเอ๋อร์ทำให้ทั่วทั้งบริเวณต่างตกตะลึงงัน ดวงตาของทุกคนเบิกกว้าง ค้างนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงอื้ออึงจะระเบิดขึ้นประหนึ่งคลื่นโหมซัด

            เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างจับจ้องมองนางด้วยความงุนงงปนมิอยากจะเชื่อสายตา นี่มิใช่โอกาสทองที่ผู้คนใฝ่ฝันหาหรือ

            หลายคนถึงกับอิจฉาจนดวงตาแดงก่ำ ลมหายใจติดขัด นางก้าวขึ้นสู่ขั้นที่สิบแปดแล้ว เหตุใดจึงหยุดลงได้

            หากเป็นพวกเขา ต่อให้ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดก็จะก้าวต่อไปอย่างมิลังเล นี่คือโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำลายเกียรติยศของกู้ฉางเกอ สร้างตำนานเลื่องลือไปทั่วหล้า กลายเป็นที่กล่าวขานในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทุกสารทิศ

            แม้กระทั่งบรรดาผู้อาวุโสยังอดมิได้ที่จะส่ายศีรษะพร้อมถอนหายใจอย่างเสียดาย พวกเขาล้วนมิเข้าใจว่าไยกู้เซียนเอ๋อร์จึงเลือกหยุด ณ ที่ตรงนี้ มิใช่โอกาสที่จะยืนหยัดก้าวเดินต่อไปเพื่อก้าวข้ามกู้ฉางเกอหรอกหรือ

            ในสายตาของทุกคน หลังจากนี้ ฐานะของกู้เซียนเอ๋อร์ย่อมพลิกผันเป็นคนละคน นางจะได้รับการยอมรับจากท่านผู้อาวุโสใหญ่ให้เป็นศิษย์อย่างแน่นอน

            หากทว่าโอกาสในการก้าวข้ามสถิติของกู้ฉางเกอนั้นมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อนางปล่อยให้หลุดลอยไปแล้ว ย่อมมิมีหนทางหวนกลับคืนมาอีกเลย

            บนยอดเขาอันปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกอันลึกลับ ผู้อาวุโสใหญ่ที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบงัน พลันฉายความฉงนขึ้นมาเล็กน้อยในแววตา

            การประลองระหว่างกู้ฉางเกอและฉู่อู๋จี๋เมื่อครู่นั้น เขาล้วนเห็นอย่างถนัดตา มิคาดคิดว่าฉู่อู๋จี๋ผู้เป็นดั่งดวงดาราอันเจิดจรัส จะกลับถูกกู้ฉางเกอเหยียบย่ำได้อย่างง่ายดาย

            พลังของกู้ฉางเกอสูงส่งยิ่งกว่าผู้มีพรสวรรค์นับหมื่นในช่วงชีวิตอันยาวนานของเขา เป็นหนึ่งในมิกี่คนที่สามารถนับนิ้วได้

            นับจากนี้ หากต้องการคัดเลือกผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เขาคงมิอาจพิจารณาฉู่อู๋จี๋หรือผู้ใดได้อีกต่อไป คงมีเพียงกู้เซียนเอ๋อร์ นางผู้เดียวที่เหมาะสมเท่านั้น

            ถึงแม้นางจะมิอาจทำลายสถิติที่กู้ฉางเกอสร้างไว้ ทว่าเขาก็ตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะรับนางเป็นศิษย์

            สิ่งเดียวที่เขามิเข้าใจก็คือ เหตุใดกู้เซียนเอ๋อร์จึงกลับเลือกหยุดลง ทั้งที่ก้าวต่อไปอีกเพียงก้าวเดียว นางก็จะกลายเป็นตำนานบทใหม่

            หรือว่าระหว่างนางกับกู้ฉางเกอยังมีความลับอันใดแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ หรือบางทีนางอาจมีเหตุผลอื่นในใจ

            บนเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ ร่างในอาภรณ์เขียวอันบอบบางของกู้เซียนเอ๋อร์ค่อยๆ ก้าวเดินลงมา

            ความงดงามที่แสนเยือกเย็น หาญกล้า กลับทำให้นางดูเปราะบางจนเหมือนจะปลิวลอยหายไปในสายลม

            ทุกย่างก้าวมั่นคง แววตาเรียบสงบไร้ซึ่งความหวั่นไหว แม้จะหยุดอยู่แค่บันไดขั้นที่สิบแปด นางก็มิได้แสดงความเสียดาย หรือความขมขื่นอันใดให้เห็น

            นางเพียงมองผ่านทุกสายตาที่จับจ้องอยู่ ยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ก่อนส่ายศีรษะเบาๆ พลางทอดถอนหายใจอย่างเงียบงัน

            นางมองออกชัดเจนแล้วว่าเหตุใดกู้ฉางเกอถึงมั่นใจว่านางจะสามารถทำลายสถิติครั้งนั้นได้โดยง่าย

            นั่นเป็นเพราะสำหรับกู้ฉางเกอแล้ว สถิติที่สร้างขึ้นในอดีตหาได้มีความหมายใดไม่

            หากเขาเลือกที่จะก้าวขึ้นมาอีกครั้ง ย่อมสามารถไปได้ไกลกว่านั้น หรือไกลเกินกว่าที่ผู้ใดจะเทียบเคียงได้แน่

            แม้พรสวรรค์อาจเป็นสิ่งที่สวรรค์กำหนด หลายคนทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตก็ยังมิอาจก้าวข้ามบันไดขั้นเดียวไปได้

            ทว่ากับกู้ฉางเกอแล้ว... เขาย่อมมิใช่เหมือนเช่นคนเหล่านั้น

            ตำนานที่เขาทิ้งไว้ตั้งแต่เยาว์วัย คำเล่าลืออันเลิศล้ำต่างๆ มีหรือจะเป็นแค่เรื่องเล่าลอยลม

            กู้ฉางเกอมิเพียงครอบครองกระดูกแห่งมหามรรคาของนาง ทว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงของเขาเล่า มิมีผู้ใดได้เห็นขอบเขตของมันด้วยซ้ำ

            เช่นนั้นแล้ว ต่อให้นางก้าวข้ามสถิติของเขาไปได้แล้วจะสามารถพิสูจน์สิ่งใดได้

            พิสูจน์ว่านางมีพรสวรรค์เหนือกว่ากู้ฉางเกอเมื่อครั้งนั้นหรือ

            ความจริงเหล่านี้ล้วนไร้ความหมายสิ้นดี เพราะสำหรับนาง มันมิมีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว

            “เซียนเอ๋อร์ ไยเจ้าจึงหยุดลงเล่า พี่เห็นว่าเจ้ายังสามารถก้าวไปได้อีกตั้งหลายขั้น”

            กู้ฉางเกอมองดูนางย่างเท้าลงมาจากเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ ใจรู้แจ้งทุกอย่างดีอยู่แล้ว ทว่ากลับส่ายศีรษะพลางเอ่ยขึ้นอย่างเสียดาย

            ท่าทางราวกับรู้สึกเสียใจที่กู้เซียนเอ๋อร์หยุดอยู่เพียงขั้นที่สิบแปด คำพูดราวกับเชื่อมั่นว่านางสามารถไปได้ไกลกว่านี้

            กู้เซียนเอ๋อร์ปรายตามองเขา มิแม้แต่จะเสียเวลาตอบโต้

            นางตั้งใจจะบอกให้เขาเลิกเรียกตนว่าเซียนเอ๋อร์เสียที เพราะทุกครั้งที่ได้ยิน มันทำให้นางรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกมิถูก

            เขาคือศัตรูผู้ที่นางโกรธเกลียดเข้าไส้ เป็นผู้ที่นางอยากบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผง ดื่มโลหิต และกลืนกินเนื้อกายของเขาเสียให้สมแค้น

            ทว่ากลับต้องทนมองเขายืนอยู่ตรงนี้ ทำตัวเป็นพี่ชายผู้แสนดีราวกับมิมีอันใดเคยเกิดขึ้น

            มิเพียงเท่านั้น เขายังชอบมาป้วนเปี้ยนตรงหน้านาง ยั่วโมโหให้นางเดือดดาลทุกครั้ง

            เหล่าอาจารย์ของนาง นางก็รู้สึกว่าพวกท่านไร้ยางอายพอตัวอยู่แล้ว

            ทว่าเมื่อเทียบกับกู้ฉางเกอแล้วนั้น พวกท่านก็มิต่างอันใดกับการถูกนำตัวตนอย่างภูตน้อยมาเทียบกับมารร้ายในตำนาน

            หากกล่าวกันจริงๆ นางอดมิได้ที่จะนึกถึงคำหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า คนไร้ยางอาย ย่อมไร้ผู้ต่อต้านในใต้หล้า

            ความไร้ยางอายของกู้ฉางเกอนั้นสุดจะบรรยาย สะท้านฟ้าสะท้านดิน

            หากวันนี้นางมีพลังมากเพียงพอ นางคงมิรั้งรอสิ่งใด ต้องรีบพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่ใบหน้าอันเยือกเย็นนั้นให้หนำใจเสียก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที

            “ข้ามิต้องการให้เจ้ามายุ่งเกี่ยว” กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยเสียงเย็นพร้อมเบือนหน้าหนี

            “พี่เองก็มิได้อยากยุ่งนักหรอก ทว่าเจ้าทำให้พี่ผิดหวังนัก พี่ยังเฝ้าคาดหวังในตัวเจ้าอยู่มิน้อย ทว่าผลกลับเป็นเช่นนี้หรือ”

            คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอพลันจางหายไป กลายเป็นน้ำเสียงเย้ยหยันแผ่วเบา ทว่ากรีดลึกลงถึงใจนาง

            “กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้ารังแกได้ตลอดไปนะ!”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ความสงบนิ่งที่กู้เซียนเอ๋อร์พยายามประคองไว้ก็พังทลายลงทันที นางเบิกตาโกรธขึ้งราวกับแมวน้อยที่ถูกยั่วยุจนขนฟูจ้องมองเขาด้วยความเดือดดาล

            อันใดที่หมายความว่า ผลกลับเป็นเช่นนี้หรือ

            ถึงนางจะรู้ดีว่าคำพูดของกู้ฉางเกอเป็นเพียงการแกล้งพูดเพื่อยั่วโมโหนางเท่านั้น ทว่าคำพูดเช่นนี้ หากเป็นคนอื่นเอ่ยออกมา นางก็คงมิใส่ใจนัก

            ทว่าหากเป็นเขา...นับว่ามิได้เด็ดขาด

            ถ้อยคำนั้นราวกับเป็นการประกาศว่า หากนางมิทำตามที่เขาคาดหวัง มิอาจไปถึงจุดที่เขาตั้งใจไว้ ก็มิมีความหมายอันใดเลย

            ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยคำนั้นยังเหมือนกับกำลังเหยียดหยันความตั้งใจของนาง ราวกับบอกว่า ‘ด้วยความสามารถเท่านี้ เจ้าคิดจะล้างแค้นข้าอย่างนั้นหรือ ฝันกลางวันไปเสียเถิด’

            สำหรับกู้เซียนเอ๋อร์ ผู้มีความภาคภูมิในตนเองสูงส่ง การถูกกล่าวดูแคลนเช่นนี้ ย่อมมิอาจยอมทนได้โดยง่าย

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไร หรือเจ้าคิดว่าตนเองยังมีโอกาสอยู่จริงๆ”

            กู้ฉางเกอยังคงกล่าววาจาเย้ยหยัน รอยยิ้มบนใบหน้าฉายชัดถึงความจงใจ

            ท่าทางนั้นคล้ายกับกำลังบอกว่า ‘ข้ารังแกเจ้า แล้วจะทำไม’

            กู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับตัวสั่นสะท้านด้วยโทสะ ใบหน้างดงามบัดนี้แดงก่ำด้วยความขุ่นเคืองสุดขีด

            มิเคยมีผู้ใดทำให้นางโกรธเคืองจนแทบคลั่งได้เพียงแค่มิกี่คำเช่นนี้มาก่อน

            นางแทบอยากจะชักเอาอาวุธที่อาจารย์มอบให้ ออกมาฟาดฟันกู้ฉางเกอให้กลายเป็นเศษเนื้อกระจัดกระจาย

            เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสที่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้า ล้วนเผยสีหน้าครุ่นคิดคล้ายกับค้นพบบางสิ่ง

            แม้ดูเผินๆ แล้ว กู้เซียนเอ๋อร์กับกู้ฉางเกอเหมือนจะมีความแค้นฝังลึกยากจะคลี่คลาย ทว่ากระนั้น ท่าทีของกู้ฉางเกอก็ยังดูเหมือนให้ความเอ็นดูนางมิน้อย

            คำพูดที่แฝงความเสียดสี กลับคล้ายแฝงความผิดหวังที่นางมิอาจก้าวข้ามบันทึกของเขาในอดีตไปได้

            และการที่กู้เซียนเอ๋อร์หยุดยั้งฝีเท้าไว้ที่ขั้นที่สิบแปด บางทีอาจเป็นเพราะนางไตร่ตรองถึงกู้ฉางเกอ จึงเลือกที่จะหยุดลงตรงนั้น

            ภาพของสองพี่น้องตรงหน้าฉายชัดถึงความผูกพันลึกซึ้งที่ถูกซ่อนเร้นไว้ ราวกับว่าความขัดแย้งที่เห็น ก็เป็นเพียงม่านหมอกควันลวงตา

            ฉากอันแฝงความอบอุ่นจางๆ นี้ ทำให้บรรดาศิษย์ที่มิรู้ความจริงหลายคนเกิดความรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ

            …

            มินานนัก ข่าวคราวจากเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ก็แพร่สะพัดไปทั่วเกาะแก่งและภูผาศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก่อให้เกิดความตื่นตะลึงและคลื่นสะเทือนเลื่อนลั่นในทุกสารทิศ

            โดยเฉพาะการที่กู้เซียนเอ๋อร์สามารถก้าวขึ้นไปถึงขั้นที่สิบแปดของเส้นทางนั้น ยิ่งทำให้เหล่าขุมอำนาจใหญ่ต่างต้องตกตะลึงจนสั่นสะท้าน หลายฝ่ายเริ่มเสาะหาที่มาและเบื้องหลังของนาง

            ท้ายที่สุดแล้ว ทุกเงื่อนงำล้วนบ่งชี้ว่านางเกี่ยวข้องกับตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง ทว่าเรื่องราวที่แท้จริงกลับเต็มไปด้วยปริศนา

            เหตุใดตระกูลที่ยืนหยัดผ่านมหายุคและกาลเวลามานับมิถ้วนเช่นนั้นจึงมีเรื่องที่ปิดซ่อนไว้อย่างมิดชิดเช่นนี้ ย่อมมิมีผู้ใดกล้าล่วงรู้

            ในเวลาเดียวกัน นามของกู้เซียนเอ๋อร์ก็ถูกแพร่สะพัดไปในหมู่มหาอำนาจและผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสาวของบรรดาสำนักนิกายทั้งหลาย ดั่งแสงดาราที่ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า

            ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ในวันนั้นที่กู้ฉางเกอเหยียบย่ำฉู่อู๋จี๋ ซึ่งเป็นศิษย์เอกหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย ก็กลายเป็นเรื่องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ 

            ความแข็งแกร่งลึกล้ำดุจห้วงลึกไร้ก้นบึ้งของกู้ฉางเกอ ทำให้บรรดาผู้ที่อยู่ร่วมรุ่นเดียวกันล้วนมิอาจประมาทได้แม้แต่น้อย 

            หลายคนเอ่ยออกมาด้วยความเชื่อมั่นว่า กู้ฉางเกอคือศัตรูคู่อาฆาตที่อยู่เหนือความเป็นความตาย เป็นผู้ที่มิอาจมองข้ามได้โดยเด็ดขาด

            ภายใต้แรงกดดันอันหนักอึ้งนี้ ทำให้เหล่าทายาทแห่งสำนักมรรคาสูงสุด สำนักอมตะนิรันดร์ ราชวงศ์แห่งยุคบรรพกาล และตระกูลเซียน ต่างพากันปิดด่านฝึกบำเพ็ญเพียร หรือออกตามหาวาสนาอันล้ำค่า เพื่อข้ามผ่านขีดจำกัดของตนเองให้ได้

            …

            ณ ดินแดนนภาสวรรค์ อันเป็นที่ตั้งของตระกูลเซียนโบราณของตระกูลเย่

            ภายในเกาะเทพที่อบอวลไปด้วยแสงสีรุ้งระยับพร่างพราว พวยพุ่งด้วยหมอกมงคลและรัศมีแห่งฟากฟ้าอันเรืองรอง

            ในตำหนักโอ่อ่ากว้างขวาง ร่างของหญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงนั่งนิ่งอยู่เงียบงันราวกับภาพวาด ทว่าแววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความแปรปรวน เปลี่ยนไปมามิหยุด ทั้งเหม่อลอยคล้ายสับสน บางคราก็ว่างเปล่าเหมือนคนไร้วิญญาณ ดูแล้วช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก

            “คุณหนู ท่านยังคงรู้สึกผิดเรื่องของเย่เฉินผู้นั้นหรือเจ้าคะ นี่ก็นับว่าผ่านมาหลายเดือนแล้ว ท่านควรเลิกคิดถึงเรื่องนี้ได้แล้วนะเจ้าคะ”

            ข้างกายหญิงสาวมีสตรีวัยกลางคนอยู่ผู้หนึ่งยืนกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวล สายตาฉายชัดถึงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง

            สองคนนี้มิใช่ผู้ใดอื่น พวกนางคือเย่หลิวหลีและผู้อาวุโสเสวี่ย ที่เพิ่งกลับมาจากโลกเบื้องล่างสู่ตระกูลเย่เมื่อมินานมานี้

            หลังจากแยกจากกับกู้ฉางเกอที่เขตแดนลี้ลับเทียนหยวนแล้ว พวกนางยังคงอยู่ที่โลกเบื้องล่างพักใหญ่ กระทั่งเพิ่งได้เหยียบกลับมายังตระกูลเย่บนแดนสวรรค์เมื่อมินานมานี้

            ทว่าช่วงหลังมานี้ อาการของเย่หลิวหลีกลับทำให้ผู้อาวุโสเสวี่ยรู้สึกผิดสังเกต นางมักจะเหม่อลอย ซึมเซา บางครั้งเหมือนกับจิตใจล่องลอยไปไกลแสนไกล ราวกับสูญเสียบางสิ่งไป

            ทุกครั้งที่ผู้อาวุโสเสวี่ยเอ่ยถาม เย่หลิวหลีก็เพียงส่ายหน้าปฏิเสธ เอ่ยว่ามิมีอันใด ทว่าผู้อาวุโสเสวี่ยกลับมั่นใจว่านางต้องคิดถึงเรื่องการจากไปของเย่เฉินจนมิอาจลืมเลือนได้ เป็นเหตุให้จิตใจของนางยังคงอ่อนล้าและบอบช้ำ

            เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสเสวี่ย เย่หลิวหลีก็ได้สติกลับมา ดวงตาอันเลื่อนลอยพลันกระจ่างขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ

            “ผู้อาวุโสเสวี่ย ท่านพูดอันใดน่ะ เย่เฉินผู้นั้นสิ้นชีพก็สิ้นชีพไปเสียสิ เป็นเพียงมดปลวกผู้หนึ่งที่คิดร้ายต่อข้า ข้าจะไปสนใจเขาด้วยเหตุใดกัน”

            ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้ผู้อาวุโสเสวี่ยชะงักไปชั่วครู่ นางมองเย่หลิวหลีอย่างฉงนใจ มิใช่เพราะคำพูดที่กล่าว ทว่าน้ำเสียงอันแฝงความเย็นชาและไร้เยื่อใยนั้น

            หรือว่า… คุณหนูของนางจะลืมเรื่องราวเกี่ยวกับเย่เฉินไปหมดแล้ว

            ทว่าคิดอีกที การลืมเลือนไปก็ถือเป็นเรื่องดี

            เพราะเรื่องของเย่เฉินในตอนนั้น เกือบทำให้นางต้องเผลอไปล่วงเกินบุคคลที่มิอาจแตะต้องได้อย่างกู้ฉางเกอเข้า บัดนี้ นามของเขาเลื่องลือไปทั่วทั้งแดนสวรรค์ ทุกที่ล้วนกล่าวขานถึงความน่าสะพรึงกลัวและไร้ผู้ต้านทานของชายผู้นั้น

            กระทั่งหากเย่เฉินยังมิสิ้นชีพในตอนนั้น และได้มีโอกาสขึ้นมาบนแดนสวรรค์ วันหนึ่งเขาก็คงได้สิ้นชีพไปด้วยความหวาดกลัวอยู่ดี

            เมื่อคิดเช่นนั้น ผู้อาวุโสเสวี่ยก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความยินดี “คุณหนูกล่าวถูกแล้วเจ้าค่ะ เย่เฉินผู้นั้นก็แค่เศษธุลีผู้หนึ่ง ท่านจะไปใส่ใจเขาด้วยเหตุใดกัน”

            เย่หลิวหลีพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง ดวงตาฉายแววล้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ในใจ

            ‘ทว่าเหตุใด... ช่วงนี้ข้าถึงได้ใส่ใจกับข่าวคราวของกู้ฉางเกอนัก แล้วเหตุใด... ข้าถึงเผลอเรียกเขาว่านายท่านออกไปโดยมิรู้ตัว’

            ความรู้สึกประหลาดนี้ก่อเกิดขึ้นในจิตใจของนางคล้ายหมอกควันอันเลือนราง

            นางรู้สึกเหมือนมีสิ่งสำคัญบางอย่างที่หลุดหายไปจากความทรงจำของตนเอง

            ทว่ายิ่งนางพยายามนึกถึงมันเท่าไร ก็ยิ่งเหมือนดิ่งลึกลงสู่ความว่างเปล่า จับต้องความทรงจำเหล่านั้นมิได้

            ขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังมาจากภายนอกตำหนัก พลันชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวย่างเข้ามา เขารูปร่างสง่างามสูงใหญ่ สวมเกราะทองอร่ามปานสุริยันเจิดจรัส

            รัศมีรอบกายดุจสาดแสงแห่งเทพตะวัน เส้นผมทุกเส้นเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับจักรพรรดิหนุ่มน้อยผู้กำเนิดจากฟากฟ้า พลังปราณแกร่งกล้าดั่งมหาสมุทร ไร้ผู้ใดเทียบเคียง

            “เสี่ยวหลิวหลี ช่วงนี้เจ้ามัวครุ่นคิดสิ่งใดอยู่หรือ จนกระทั่งข้าเข้ามาก็ยังมิทันสังเกตเห็น”

            เขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น รัศมีเฉิดฉายดุจแสงตะวัน ขับให้บรรยากาศรอบกายสว่างไสวขึ้นมา

            “ท่านพี่ ท่านมาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน ช่วงนี้ท่านได้ยินข่าวคราวของกู้ฉางเกอ คุณชายของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงบ้างหรือไม่”

            เมื่อเย่หลิวหลีเห็นผู้มาเยือน พลันเผยรอยยิ้มบนใบหน้าพร้อมกล่าวถามขึ้นทันที

            ชายหนุ่มผู้นี้คือเย่หลางเทียน พี่ชายแท้ ๆ ของนาง ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้สืบทอดแห่งตระกูลเซียนโบราณ

            แม้จะยังมิเคยปรากฏกายในโลกภายนอก ทว่าเรื่องราวของเขากลับเป็นที่กล่าวขานในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกสารทิศ

            ผู้คนต่างขนานนามว่าเขาคือ จักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้กลับชาติมาเกิด และเป็นหนึ่งในผู้ที่มีศักดิ์ศรีคู่ควรจะเทียบเคียงกับกู้ฉางเกอ ผู้สืบสายโลหิตของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง

            เมื่อได้ฟังคำถามของน้องสาว

            แววตาคมปลาบของเย่หลางเทียนก็ทอประกายแปลกประหลาดวูบหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางอย่างสงบนิ่ง “น้องหญิง ไยจึงเอ่ยถึงกู้ฉางเกอผู้นั้นอีกเล่า ข้าได้ยินมาว่าช่วงก่อนเขาได้ลงไปยังโลกเบื้องล่างเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่าง และเจ้าก็บังเอิญได้พบเจอเขาเข้า”

            "แล้วเหตุใดตอนนี้เจ้าจึงยังคงครุ่นคิดถึงเขาอยู่มิวาง"

            น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย ทว่าแฝงความแยบคาย คำตอบที่เขาอยากรู้นั้นมิยากเลย เพียงเอ่ยถามจากผู้อาวุโสเสวี่ยก็ทราบได้โดยง่าย

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน