เหตุการณ์หน้าวิหารเริ่มสงบลง ตอนนี้รุ่นเยาว์ของตระกูลราชสีห์เพลิงโดนเย้ยหยันไปทั่วจากขุมกำลังอื่นๆ โดยเฉพาะขุมกำลังใหญ่ด้วยกันอย่างตระกูลวิหคเพลิงอมตะกับตระกูลราชามังกรอัสนีบาตที่เป็นคู่กรณี เรียกได้ว่าหากตระกูลราชสีห์แทรกแผ่นดินหนีได้คงทำไปแล้ว
คุณชายของพวกมันที่ฟื้นขึ้นมาก็ไม่กล้าหยิ่งผยองอีกต่อไป แต่ก็ยังมีแววตาที่อาฆาตมาดร้ายจ้องไปทางตระกูลราชามังกรอัสนีบาตเช่นเดียวกัน
"วูบบบ!!"
หลังจากที่รอมานานวิหารมรดกก็ได้เปิดออก อากาศหนาวเย็นพุ่งพล่านออกมาจากด้านในประตูวิหารจนทำให้เหล่ารุ่นเยาว์ด้านนอกพากันหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
เหล่าขุมกำลังและผู้ฝึกตนพลังปราณเหมันต์ดวงตาทอประกาย โอกาสที่ด้านในจะมีมรดกประเภทน้ำแข็งมีความเป็นไปได้สูงมากเลยทีเดียว อีกทั้งสี่ตระกูลใหญ่ยังไม่มีตระกูลใดบ่มเพาะธาตุเหมันต์ ดังนั้นพวกเขาจึงเกิดความหวังในใจว่าจะไม่ต้องแข่นขันกับคนเหล่านั้น
โดยหารู้ไม่ว่าทั้งสี่ตระกูลใหญ่หมายปองมรดกทุกอย่างที่พวกเขาเจออยู่แล้ว แม้จะฝึกฝนไม่ได้แต่หากนำมันไปประมูลมันก็มีค่ามหาศาล ดังนั้นพวกเขาจะพลาดได้อย่างไร
"ไป!!"
รุ่นเยาว์ทุกคนบินทะยานเข้าไปยังด้านในอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่ากลุ่มที่นำอยู่ย่อมเป็นสี่ตระกูลใหญ่ เรียงลำดับจากตระกูลราชามังกรอัสนีบาต ตระกูลราชามังกรวารี ตระกูลวิหคเพลิงอมตะ และตระกูลราชสีห์เพลิง ส่วนกองกำลังอื่นๆนั้นก็ตามมาติดๆแววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเหลือล้น
ทว่าเมื่อดข้าสู่ประตูวิหาร ทุกคนต่างหยุดชะงักโดยพลัน เบื้องหน้านั้นคือพื้นที่ขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งสีแดงฉานดูงดงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
อุณหภูมิของที่นี่ยิ่งทวีความหนาวเย็นขึ้นจนสัมผัสได้ ทุกคนในที่นี้ต่างงุนงงสงสัย สถานที่แห่งนี้มันเป็นที่แบบใดกัน แล้วมรดกของที่นี่มันคืออะไร
ท่ามกลางผู้คนมากมาย ลั่วอู่หลิน หยางเหม่ยกุ้ย และหลี่ิอิงตอนนี้กำลังแฝงกายอยู่ในผู้คนเหล่านั้น อีกทั้งชายหนุ่มตอนนี้ยังตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อเขาย่างกรายเข้ามาหอคอยมหาสมบัติก็ถูกกระตุ้นอย่างรุนเเรงยิ่งกว่าตอนที่เขาเจอสมบัติครั้งไหนๆ แสดงให้เห็นว่ามรดกสืบทอดของที่นี่นั้นมีค่ามากเอาเสียมากๆ
"ฮ่าๆๆๆมีพวกรนหาที่ตายมาอีกแล้วสินะ เห้อ ข้ากำลังเบื่อพอดี หวังว่าพวกเจ้าจะสร้างความบันเทิงให้ข้าได้บ้าง"เสียงปริศนาของหญิงสาวดังกังวาลทั่วทุกสารทิศ ทำให้ทุกคนที่กำลังสับสนงุนงงตื่นตระหนกกันยกใหญ่ เสียงนั่นมาจากที่ใดกัน? เหตุใดพวกเขาถึงไม่สามารถสัมผัสได้ถึงต้นตอของเสียงนั้นเลยแม้แต่น้อย นี่ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดยิ่งนัก
หลังจากเสียงนั้นหายไปพักใหญ่ เหล่ารุ่นเยาว์พลันคลายความกังวลลง แต่ทว่าเมื่อมองไปที่สมรภูมิด้านหน้าดวงตากลับต้องแข็งค้างในทันใด ร่างกายของพวกเขาพากันถอยหล่นโดยที่ไม่ได้สั่งการ เนื้อตัวของพวกเขานั้นสั่นเทาอย่างช่วยไม่ได้
"นะ นั่นมันอะไร??"
ทุกคนต่างอุทานออกมาเช่นนี้ เบื้องหน้าของพวกเขาที่เมื่อครู่เป็นเพียงพื้นที่ๆเต็มไปด้วยแท่งน้ำแข็งสีแดงฉานบัดนี้กลับมีสิ่งทีชีวิตคล้ายกับยักษ์น้ำแข็งนับหมื่นปรากฏขึ้นมา อีกทั้งตบะของพวกมันยังเป็นถึงระดับบรรพชนขั้นที่หนึ่งไปจนถึงบรรพชนขั้นที่ห้า เมื่อเผชิญศัตรูขนาดนี้จะให้พวกเขาไม่หวาดกลัวได้อย่างไร
"มะ ไม่! มะ ไม่เอาแล้ว!!!"รุ่นเยาว์หลายคนสติแตกหันหลังพุ่งทะยานไปหมายจะออกจากวิหาร แต่ก็ช่างน่าเสียดายนักที่ความพยายามของพวกเขาไร้ความหมาย
บริเวณประตูบัดนี้ถูกน้ำแข็งสีแดงผนึกเอาไว้ แม้คนเหล่านั้นจะพยายามทำลายเท่าไรก็ไม่เกิดผล ในตอนนี้สิ่งเดียวที่ทุกคนทำได้คือสู้กับอีกฝ่ายเท่านั้น
"น้องชายระวังเอาไว้ นี่น่าจะไม่ใช่วิหารมรดกของเซียนธรรมดาๆอย่างวิหารอื่นที่พวกเราเคยเจอมา น้ำแข็งของวิหารนี้มันแปลกเกินไป อีกทั้งไอสังหารขนาดนี้ มันไม่ได้ต้องการทดสอบแต่ต้องการที่จะฆ่าพวกเราจริงๆ"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวเตือน ลั่วอู่หลินพลันคิ้วขมวดในทันที ตอนนี้มียักษ์น้ำแข็งสีแดงฉานระดับบรรพชนนับหมื่นอยู่เบื้องหน้า สิ่งที่ห่วงที่สุดย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพี่สาวของเขา หยางเหมยกุ้ย และหลี่อิง เนื่องจากทั้งสามคนคือคนสำคัญ
ในเวลาเดียวกันนั้นเมื่อทุกคนรู้ว่าไม่มีทางออกก็เตรียมการต่อสู้ในทันที ดวงจิตอสูรเทวะและดวงจิตศาสตราเทวะถูกเรียกจนแผ่รัศมีพลังออกมาไม่ขาดสาย
ทั้งหยางเหม่ยกุ้ย และหลี่อิงบัดนี้ถึงกับอึ้งงันไป ภาพศาสตราวุธและเหล่าสัตว์อสูรที่ดูทรงพลังเหล่านี้มันคืออะไรกัน เพียงแค่มันปรากฏขึ้นมาก็ทำให้พวกนางถึงกับสั่นกลัวได้
ในที่นี้ดวงจิตที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นสี่ตระกูลใหญ่ ราชสีห์เพลิง วิหคเพลิงอมตะ ราชามังกรวารี และราชามังกรอัสนีบาตหลายต่อหลายร้อยตนปรากฏขึ้นมา รัศมีแห่งความเป็นราชาทำให้ดวงจิตอื่นพากันยำเกรง
"นั่นมัน!!"
ทุกคนต่างอุทานออกมาสายตาจับจ้องไปที่เซียนหนิงซี โดยเฉพาะสามตระกูลใหญ่ที่เหลือ เนื่องจากดวงจิตอสูรเทวะของนางนั้นใหญ่กว่าคนอื่นสองเท่าได้ อีกทั้งมันยังไม่เหมือนกับราชามังกรอัสนีบาตทั่วไป เนื่องจากร่างกายของมันประดับไปด้วยเกล็ดและสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์สีทองเป็นประกาย อีกทั้งมีสิ่งที่คล้ายกับมงกุฏสีทองอยู่บนหัวทำให้ดูราวกับเป็นตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดก็ไม่ปาน
"ตระกูลราชามังกรอัสนีบาตถึงกับมีตัวตนเช่นนี้เกิดขึ้น"เฟิ่งฉินหลานกล่าวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความตกตะลึง แต่ในใจกลับอยากได้หญิงสาวคนนี้เข้าไปใหญ่
"คุณหนูท่านเปิดเผยราชามังกรอัสนีบาตสวรรค์เร็วเกินไปแล้วนะเจ้าคะ หากเป็นเช่นนี้เกรงว่าต่อไปท่านจะไม่ได้ออกจากตระกูลอีกแล้ว"เซียนจีเหยากล่าว การที่เซียนหนิงซีเปิดเผยพลังของตนแบบนี้จะทำให้ตระกูลใหญ่อื่นๆหวาดกลัวในตัวนาง และเมื่อนั้นนางอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้
"เสี่ยวเหยา ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมัวปกปิดพลังหยั่งเชิง ศัตรูเบื้องหน้าอันตรายเกินไป"เจ้าหญิงแห่งตระกูลมังกรอัสนีบาตกล่าวอย่างเคร่งขรึมและจริงจัง ทันใดนั้นการเปิดศึกระหว่างรุ่นเยาว์ของแดนสวรรค์และยักษ์น้ำแข็งก็พลันเริ่มขึ้นในทันใด
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เซียนหนิงซีราวกับนักบุญของตระกูลราชามังกรอัสนีบาตก็ไม่ปาน แค่เพียงมีนางอยู่ด้านหลังคอยเสริมกำลังให้ เหล่ารุ่นเยาว์ตระกูลก็พลันแข็งแกร่งขึ้นราวกับกลายเป็นใครละคน
"นะ นี่มันการต่อสู้อะไรกัน พวกเราไม่อาจจะเข้าไปแทรกมันได้เลย"ในขณะที่สงครามได้เริ่มขึ้น หยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงยืนแข็งทื่อราวกับหิน แน่นอนว่านางได้พลังใหม่มาย่อมอยากที่จะสู้เหมือนดังรุ่นเยาว์ทุกคนที่อยู่ที่นี่ แต่ทว่าเมื่อการต่อสู้ที่ดุเดือนเช่นนี้ได้ประจักษ์แก่สายตา พวกนางกลับได้รับรู้แล้วว่าโลกในอุดมคติของพวกนางช่างคับแคบเพียงใด หรืออาจจะใช้คำว่ากบในกะลาก็ไม่เกินจริง
ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นว่าพวกนางกำลังอึ้งตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้นก็ดึงมือของทั้งสองไปยังมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการต่อสู้ในทันที หากว่าพวกนางยังคงนิ่งอึ้งอยู่ท่ามกลางการต่อสู้เช่นนี้เกรงว่าจะประคับประคองชีวิตตนเองไม่ได้
"ศิษย์พี่ พวกท่านต้องตั้งสติหน่อยนะขอรับ ศัตรูเป็นถึงระดับบรรพชนขึ้นไปทั้งนั้น หากว่าประมาทมีหวังได้ตายแน่ๆ"
"พวกเราขอโทษ จะไม่ประมาทเช่นนี้อีกแล้ว"หลี่อิงกล่าวอย่างรู้สึกผิด ด้วยความที่ตกตะลึงนานขนาดนั้นถ้าเจ้ายักษ์เหล่านั้นตรงมาหาพวกนางมีหวังได้ตายไปนับสิบครั้งได้ หยางเหมยกุ้ยก็พยักหน้าให้เช่นกัน ลั่วอู่หลินส่งยิ้มบางและหันไปประเมิณสถานการณ์ทันที
ตอนนี้นอกจากสามตระกูลใหญ่ดูเหมือนว่าจะเริ่มมีคนตายบ้างแล้ว เจ้ายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้แม้จะดูใหญ่โตแต่ทุกตัวก็รวดเร็วและทรงพลังยิ่ง ทุกการเคลื่อนไหวและการโจมตีของมันช่างดูเฉียบคมเอาเสียมากๆประดุจว่าพวกมันมีชีวิตอย่างไรอย่างนั้นทั้งๆที่ถูกสร้างมาจากน้ำแข็ง
"เปรี้ยง!"
ทางด้านฝั่งของตระกูลราชามังกรอัสนีบาต ตอนนี้สายฟ้าสีครามหลากหลายสายฟ้าใส่เหล่ายักษ์น้ำแข็งไม่ยั้ง ต้องบอกก่อนว่านอกจากพวกเขาแล้ว ตระกูลราชสีห์เพลิงและตระกูลวิหคเพลิงอมตะแม้จะดูเหมือนเป็นขั่วตรงข้ามกับยักษ์น้ำแข็งแต่กลับถูกสะกดข่มอย่างง่ายดายด้วยสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นและพลังปราณเหมันต์ที่แทรกซึมเข้าร่างกายพวกเขา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหญิงสาวตระกูลราชามังกรวารีห้าคนที่ตอนนี้แม้จะยากลำบากน้อยกว่าอีกสองตระกูล แต่ก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ค่อยได้เช่นกัน เพราะวารีธาตุของพวกนางแทนที่มันจะสร้างความเสียหายแต่กลับดูเหมือนจะเสริมส่งอีกฝ่ายเสียมากกว่าหากไม่แข็งแกร่งมากพอ
"คุณหนูไห่ชิงเอ่อร์เจ้าคะ ดูเหมือนว่าพวกเราจะทำอะไรไม่ได้เลย จะเอาอย่างไรต่อไปดี"หญิงงามอาภรณ์ขาวปกปิดใบหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ไห่ชิงเอ่อร์หรือผู้นำรุ่นเยาว์ของตระกูลราชามังกรวารีเมื่อเห็นว่าเป็นดังที่คนของนางกล่าวจริงๆก็พลันตัดสินใจบางอย่างขึ้นมาได้
"ในเมื่อพวกเราไม่อาจจะทำอะไรพวกมันโดยตรงได้ เช่นนั้นก็ต้องร่วมมือกับคนอื่น ไปรวมตัวกันที่คุณหนูขององค์หญิงตระกูลราชามังกรอัสนีบาตแล้วกัน"กล่าวจบหญิงงามอาภรณ์ขาวห้าคนก็ถอยหล่นออกมาจากแนวหน้าแล้วไปหยุดที่บริเวณที่เซียนหนิงซีอยู่ในทันที