เช้าตรู่หลังมื้ออาหารหมิงเป่าจูก็แบ่งงานให้ทุกคน
จงต้าเหนียงรับหน้าที่เคี่ยวสีผึ้งบำรุงผิวท่านลุงกู้เป็นผู้ช่วย รวมถึงดูแลความเรียบร้อยภายในโรงหมอ ส่วนหลิวเถี่ยหนิวรับผิดชอบเรื่องจัดซื้อวัตถุดิบ
หลังจากแบ่งงานกันเรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงานของตน
“ท่านป้า ท่านลุง ปริมาณของการเคี่ยวครั้งนี้ค่อนข้างมาก อาจต้องลำบากหน่อยหากเหนื่อยก็พักผ่อนก่อนสักครู่ ไม่ต้องรีบร้อน” หมิงเป่าจูเอ่ยพลางเทสีผึ้งที่เคี่ยวเสร็จแล้วลงในขวดกระเบื้องเคลือบ
กระบวนการมีรายละเอียดค่อนข้างจุกจิก นางต้องพาทั้งสองเรียนรู้อีกรอบ
“งานแค่นี้เหนื่อยที่ไหนกัน ป้าทำครัวมาตั้งหลายปี ย่อมไม่ได้ทำไปเปล่าๆ”
จงต้าเหนียงพับแขนเสื้อขึ้น มองดูเพียงครั้งเดียวก็จำได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็ลงมือปฏิบัติทันที
“เอาล่ะ เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ ตรงนี้ทิ้งให้ข้ากับลุงของเจ้าจัดการเอง”
หลังจากถูกจงต้าเหนียงเร่งเร้า หมิงเป่าจูก็เดินออกจากครัวไปยังห้องโถงด้านหน้า
วันนี้ทุกคนต่างไม่มีเวลาว่าง นอกจากคนงานสามคนที่จ้างมาแล้ว คนในครอบครัวของนางก็ต่างวุ่นวายไปหมด
หลี่ไหวฺอวี้ออกไปช่วยนางสั่งทำขวดกระเบื้องเคลือบ เนื่องจากต้องผลิตสีผึ้งบำรุงผิวจำนวนมากขวดที่มีอยู่ที่บ้านจึงไม่เพียงพออย่างแน่นอน
ต้องสั่งทำเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งส่วนเรื่องรูปแบบก็ให้หลี่ไหวฺอวี้ออกแบบไป นางค่อนข้างมั่นใจในสายตาของเขา
หลังจากกินข้าวเสร็จ หมิงเป่าจูก็ให้เป่าอวี้กลับไปที่หมู่บ้านชิงหยาง ตามคำเตือนของจงต้าเหนียงเมื่อคืนนางคิดว่าควรรีบขนย้ายสมุนไพรทั้งหมดที่บ้านเดิมมาโดยเร็วที่สุด
อย่างอื่นยังไม่ต้องเอ่ยถึง นางเสียดายอวี๋คูเฉ่ามากที่สุด สรรพคุณอันน่าอัศจรรย์ของมันยังไม่ทันได้รับการพิสูจน์
ไม่ว่าจริงหรือเท็จนางจะปล่อยให้มันเหี่ยวเฉาตายไปที่บ้านเดิมไม่ได้เด็ดขาด
น้องชายติดตามนางไปดูแลสมุนไพรในสวนเป็นเวลานาน ก็พอจะรู้อะไรบ้างแล้ว ถ้าให้คนอื่นไปนางไม่ค่อยวางใจจึงได้แต่ให้หมิงเป่าอวี้ไปจัดการให้
ซึ่งกว่าเขาจะขนย้ายสมุนไพรทั้งหมดกลับมาก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว
เมื่อได้ยินเสียง หมิงเป่าจูจึงถือโอกาสเดินไปดูที่สวนหลังบ้าน หลี่ไหวฺอวี้กลับมาตั้งแต่เมื่อไรก็สุดรู้ได้ทั้งสองกำลังช่วยกันจัดสวน สมุนไพรส่วนหนึ่งถูกย้ายลงดินเรียบร้อย
เมื่อเห็นทั้งสองแบ่งงานกันอย่างชัดเจน เคลื่อนไหวคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง นางจึงไม่คิดจะช่วยเหลือปล่อยให้ทั้งสองจัดการกันเอง เพราะยังมีคนไข้รออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า
“ขออภัยที่ให้รอนาน ท่านรู้สึกไม่สบายที่ใด” หมิงเป่าจูกลับไปที่ห้องโถงด้านหน้าแล้วนั่งลง
ฝั่งตรงข้ามเป็นสตรีวัยยี่สิบกว่าปี สวมชุดสีอ่อนเรียบง่ายสง่างาม ผมเกล้ามวยเฉกเช่นสตรีที่ออกเรือนแล้วดูเรียบร้อยสุขุมเป็นอย่างยิ่ง
และในเวลาเดียวกันนี้นางก็กำลังมองพิจารณาหมิงเป่าจูเช่นกัน แต่แววตาดูเป็นธรรมชาติยิ่งบริสุทธิ์ไร้เดียงไม่ทำให้คนรู้สึกอึดอัดใจ
“ว่าไปแล้วก็กระดากปากเกินกว่าจะเอ่ยได้ หวังว่าท่านหมอหมิงจะไม่เห็นเป็นเรื่องขบขัน”
สวี่ปิงกัดริมฝีปากล่าง ตัดสินใจแน่วแน่ หากแม้แต่ท่านหมอหลี่ยังเอ่ยปากชื่นชมคงต้องมีความสามารถอยู่บ้าง
“ข้าเป็นหมอ เคยพบเจอคนไข้มานับไม่ถ้วน รวมถึงโรคประหลาดมากมาย ท่านวางใจได้”
ในฐานะหมอ จรรยาบรรณในวิชาชีพที่พึงมีนางจะไม่ละทิ้งอย่างแน่นอน
“ช่วงนี้ข้า... ข้ารู้สึกคันยุบยิบตรงจุดซ่อนเร้นตลอดเวลา บางครั้งก็มีอาการแสบร้อนรุนแรงถึงขั้นบวมและปวด...”
ยิ่งพูดใบหน้าของสวี่ปิงก็ยิ่งแดงระเรื่อ ราวกับเมฆอัสดงบนท้องนภา ราวกับไม่ใช่ใบหน้าของนางเอง
สตรีนางนั้นก้มศีรษะต่ำ พูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน หมิงเป่าจูต้องโน้มตัวไปข้างหน้าจนเกือบจะเอาหูไปแนบปากของอีกฝ่ายถึงได้ยินว่านางพูดว่าอะไร
เมื่อฟังจบ หมิงเป่าจูก็เลื่อนตัวกลับมา จัดเสื้อผ้านั่งให้เรียบร้อย “ท่านยื่นมือออกมาข้าจะตรวจชีพจรดูหน่อย”
สวี่ปิงเงยหน้าขึ้นอย่างลังเล เมื่อเห็นสีหน้าของหมิงเป่าจูยังคงเหมือนเมื่อครู่จึงถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก ค่อยๆ ยื่นมือออกมาวางบนหมอนตรวจชีพจรอย่างเชื่องช้า
คนที่ท่านหมอหลี่ให้ความสำคัญช่างแตกต่างจากผู้อื่นจริงๆ
ถึงแม้จะอายุยังน้อย แต่ความใจเย็นและการปฏิบัติต่อคนไข้อย่างเท่าเทียมคือสิ่งที่หมอทั้งหมดที่นางเคยเจอมาล้วนทำไม่ได้
เนื่องจากสามีของตนเองก็เป็นหมอ นางจึงพอมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง
ตอนแรกที่รู้ว่าตนเองป่วยก็แอบไปซื้อยากินเองโดยไม่บอกสามี หวังว่าจะรักษาหายแต่กลับไม่ได้ผล ซ้ำร้ายอาการยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากนั้นนางก็ไม่กล้าออกไปไหนมาไหนอีกเลย เพราะกลัวว่าโรคจะกำเริบขึ้นมาต่อหน้าธารกำนัล
ส่วนที่ไม่ยอมให้สามีรักษา เพราะนางรู้ดีว่าบุรุษในยุคนี้ล้วนไม่เชี่ยวชาญเรื่องโรคของสตรีแม้จะให้ดูอาการก็ไม่มีประโยชน์
ที่นางรู้จักหมิงเป่าจูก็เพราะได้ยินจากปากของสามี วันนั้นสามีกลับถึงบ้านด้วยท่าทางโกรธเคืองที่ท่านหมอหลี่ชมเชยสตรีนางหนึ่งต่อหน้าทุกคนในสมาคม
ตอนนั้นสวี่ปิงรู้สึกประหลาดใจ ท่านหมอหลี่แค่ชมเชยสตรีคนหนึ่งไฉนต้องโมโหโทโสหลังจากซักถามรายละเอียดดูถึงได้ความว่าสตรีผู้นั้นก็เป็นหมอเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าทักษะแพทย์ยังดีเสียด้วย
ตอนนั้นนางก็เกิดความสนใจอยู่ลึกๆ กำลังกลุ้มอยู่ว่าจะไปสืบหาที่อยู่ของสตรีผู้นี้จากท่านหมอหลี่ได้อย่างไร
บังเอิญไม่กี่วันต่อมา ข่าวลือเกี่ยวกับหมอหญิงผู้มีความสามารถโดดเด่นจากอำเภอติ้งเหลียงก็แพร่สะพัดไปถึงเมืองเล่อชวน
เมื่อสอบถามดูก็พบว่าเป็นสตรีคนเดียวกันกับที่ท่านหมอหลี่พูดถึง
ได้ยินว่านางเชี่ยวชาญเรื่องโรคของสตรี และยังเป็นแพทย์ที่มีจรรยาบรรณ นางจึงรีบมาที่นี่ทันที
ตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะมาถูกที่แล้ว
ชีพจรตึงและเร็ว แห้งและกระสับกระส่าย ผ่านไปครู่หนึ่งหมิงเป่าจูก็รั้งมือกลับเอ่ยถามคำถามที่ทำให้สวี่ปิงตกตะลึง
“ส่วนที่มีปัญหามีอาการอย่างไรบ้าง”
หมิงเป่าจูก้มหน้าลง หยิบพู่กันขึ้นมา รอให้อีกฝ่ายพูดจบก็จะลงมือเขียนใบสั่งยาทว่ารอนานเท่าไรก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนางเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเล็กน้อย ริมฝีปากอ้าๆหุบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ราวกับไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไป ทันใดนั้นนางก็เข้าใจ
“ไม่ทราบหรือ”
“อืม...”
สวี่ปิงซ่อนความตื่นตระหนก พลางตอบขานรับเบาๆ อย่างไม่รู้จะรับมืออย่างไร
มิใช่เพียงเพราะคำถามของหมิงเป่าจูชวนให้คนไม่คาดคิด แต่เพราะอย่าว่าแต่มองแม้แต่ตอนอาบน้ำนางยังแทบจะไม่เคยใช้มือสัมผัสส่วนนั้น
น่าอายยิ่ง
“เช่นนั้นรบกวนท่านไปที่ห้องด้านใน ถอดกางเกงชั้นในออกให้ข้าดูอาการได้หรือไม่”
การเอ่ยปากถามเช่นนี้แม้แต่หมิงเป่าจูเองก็รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แตกต่างจากครั้งก่อนที่ให้นางจางอวี้เหลียนถอดเสื้อผ้าออกครั้งนั้นเป็นการดึงเสื้อลง เพื่อดูแขนกับแผ่นหลัง แต่ครั้งนี้ต้องให้ถอดกางเกงชั้นในออก
คนสมัยโบราณความคิดคร่ำครึ ยึดถือขนบธรรมเนียม กางเกงชั้นในถูกมองว่าเป็นของสงวนไม่ควรให้ผู้อื่นเห็น
นอกจากนี้ นางยังต้องดูส่วนเร้นลับของอีกฝ่าย แม้จะเป็นสตรีด้วยกัน แต่ก็ถือเป็นเรื่องน่าตกใจผิดธรรมเนียมประเพณี
แต่นางก็จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เดิมทีต้องการหลีกเลี่ยง จึงให้คนไข้บอกเล่าอาการด้วยตนเองแต่นางกลับประเมินความอนุรักษ์นิยมของสตรีโบราณต่ำเกินไป
โรคนี้ในยุคปัจจุบันเรียกว่าโรคปากช่องคลอดอักเสบ สาเหตุของโรคมีสามประการได้แก่ อินพร่อง ตับร้อนชื้น และเชื้อราในช่องคลอด
อาการของแต่ละสาเหตุจะแตกต่างกันไป นางจำเป็นต้องเห็นลักษณะที่ปรากฏบนผิวหนังเพื่อยืนยันโรคและค้นหาสาเหตุที่แท้จริง จึงจะสามารถสั่งยาได้อย่างถูกต้อง
หากคนไข้ไม่ยอม การรักษาก็จะเป็นเรื่องยากลำบากมาก
ยิ่งไปกว่านั้น โรคที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ หากปล่อยไว้นานจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น
หลังจากพูดจบ หมิงเป่าจูก็ปิดปากเงียบ มองไปที่สตรีนางนั้นอย่างเงียบๆ
สวี่ปิงกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ราวกับเทพสวรรค์กำลังประจัญบานอย่างดุเดือดแต่ในที่สุดนางก็ตอบตกลง
เพียงแค่การรับปากก็ใช้พลังงานไปกว่าครึ่งหนึ่งของร่างกายนางแล้ว กระทั่งเข้ามาถึงห้องด้านในสวี่ปิงก็ยืนนิ่งไม่ขยับ