มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 67 มุ่งลงใต้

    บทที่67 มุ่งลงใต้

             

            หนึ่งม่านราตรีที่พ้นผ่านนอกจากความมืดที่เลือนหายไปเพราะแสงแรกของยามเช้ามาเยือน ก็ดูเหมือนจะมียอดยุทธ์ในมหาวิถีวจนะผู้หนึ่งหายไปด้วยข่าวใหญ่ประโคมโตไปทั้งแผ่นดิน พรรคกิเลนวารีได้ผลัดเปลี่ยนตำแหน่งผู้นั่งเก้าอี้ประมุขคนใหม่ส่วนประมุขคนเดิมและสายเลือดสุดท้ายของมันถูกล้างบาง สาเหตุเบื้องลึกของการถูกล้างบางไม่มีใครรู้แต่สิ่งที่ทำให้ทุกผู้ต้องตื่นตะลึงและนึกหวาดหวั่นกลับเป็นเรื่องของผู้ที่บุกเข้าไปสังหารมันถึงอาณาเขตพรรคได้

             

            ในช่วงเวลาห้าปีมานี้คงจะมีแต่ข่าวคราวของเด็กหญิงผู้หนึ่งที่สะเทือนก้องแพร่กระจายไปทั่วปฐพีและเพราะข่าวของนางป่าวประโคมขนาดนั้นย่อมทำให้ทุกผู้ได้รับรู้แลติดตามมาเรื่อยๆ จากเด็กหญิงที่ไร้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งสู่สตรีที่มีพรสวรรค์สูงสุด ได้รับวาสนาที่ทั้งปฐพีต้องอิจฉา แต่ทั้งหมดก็มิน่าตกตะลึงเท่ากับการก้าวกระโดดในมหาวิถีวจนะชั่วพริบตา

             

            เพียงเหยียบย่างในเส้นทางมหาวิถีแห่งวจนะห้าปีแค่ห้าปี นางก็สามารถเดินฝ่าค่ายกลแห่งวารีไปเอาชีวิตของมู่เสวียนถึงที่ได้!

             

            นับวันข่าวของแสงสังหารแห่งวจนะก็ยิ่งจะร้ายกาจและน่ากลัวขึ้นไปทุกทีจนบางครั้งผู้คนก็เริ่มหวาดกลัวนางมากกว่าธรรมบาลทั้งสี่แห่งนิกายเทวะวจนะแล้ว

             

            เพราะเมื่อแสงสังหารไปปรากฏที่ใดเป็นไปไม่ได้ที่ที่แห่งนั้นจะไม่มีคนตาย!

             

            ผู้คนจึงเริ่มมิต้องการเห็นแสงสังหารแห่งวจนะปรากฏตรงหน้าเป็นที่สุดเพราะพวกมันจะไม่มีทางรู้เลยว่าการปรากฏตัวของนาง ใช่จะส่งแสงสังหารมาที่ตนหรือไม่

             

            ข่าวใหญ่ที่แพร่สะพัดไปทั่วปฐพีเพียงชั่วธูปไหม้นี้ได้สร้างความชื่นชมยินดีแก่ธรรมบาลมุทราเป็นอย่างมากนางเฝ้าฟูมฟักเด็กหญิงอันประเสริฐมาตั้งแต่ที่ยังไม่มีอะไร จนตอนนี้ได้กลับกลายเป็นยอดหญิงที่ทั้งปฐพีต้องหวั่นเกรงเป็นความหวังใหม่ที่จะนำพานิกายเทวะวจนะให้อยู่จุดสูงสุดสืบไป

             

            ธรรมบาลยุทธ์มองหน้าที่ยิ้มไม่หุบซึ่งยากจะได้เห็นจากธรรมบาลมุทราก่อนกล่าวว่า

            “ดูท่านจะมีเรื่องยินดีเป็นพิเศษ"

             

            ธรรมบาลคาถากล่าวอย่างรู้ทัน

            “มีศิษย์ประเสริฐอาจารย์ก็ต้องยินดีเป็นธรรมดา ข้ารู้สึกอิจฉาท่านนักที่มีวาสนาพานพบศิษย์อันประเสริฐเช่นนี้"

             

            กล่าวถึงเรื่องวาสนาธรรมบาลมุทราก็นึกย้อนไปถึงเรื่องราวในหนหลัง เมื่อหลายปีก่อนตอนที่คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราถูกขโมยไปได้สร้างความลำบากแลร้อนใจแก่นางนักนางต้องดั้นด้นไปไกลถึงทุ่งร้างเพื่อออกตาหาและชิงมันกลับคืน แต่ทว่าในเรื่องร้ายยังมีดีหากคัมภีร์สำคัญไม่ถูกขโมย หากนางไม่ไปที่ทุ่งร้างด้วยตัวเอง นางก็คงมิได้พบพานเด็กหญิงที่มากด้วยพรสวรรค์และสติปัญญาผู้นี้การสูญเสียคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราจึงไม่ได้สำคัญอีกต่อไป เพราะแม้แต่มหาเทวะเทียนหมิงยังเคยออกปากว่า

             

            เด็กน้อยนางนี้มีค่ามากกว่าคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ที่มัดรวมกัน!

             

            ธรรมบาลยุทธ์มองหน้าธรรมบาลมุทราแล้วกล่าวยิ้มๆ

            “ข้าเองก็นับว่ามีส่วนได้ถ่ายทอดวิถียุทธ์แก่นางมีความดีความชอบในครั้งนี้ ธรรมบาลมุทราเอาแบบนี้ดีหรือไม่ ข้าเองก็มีบุตรชายที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมผู้หนึ่งข้าว่า……”

             

            ธรรมบาลมุทรากล่าวตัดบท

            “พ่นวาจาเหลวไหลอันใดผู้ที่คู่ควรแก่ศิษย์ของข้ามีเพียงมหาเทวะเทียนหมิงเท่านั้น"

             

            ธรรมบาลทุกผู้ต่างจ้องมองไปที่ธรรมบาลมุทราด้วยความสงสัยเหตุใดนางจึงกล้ากล่าววาจาสามหาวเช่นนี้ออกมาได้ มหาเทวะเทียนหมิงเสมอมามิเคยเหลือบแลสตรีหรือพาตนให้เข้าสู่ห้วงแห่งกิเลสทั้งสี่อันได้แก่ รัก โลภ โกรธ หลงเลยซักครั้ง แต่พอเห็นแววตาที่มิได้รู้สึกกลัวในความผิดที่เอ่ยวาจาออกมาเมื่อครู่ของธรรมบาลมุทราเหล่าธรรมบาลทั้งหมดก็ต่างได้คิด

             

            “หรือว่า……”

             

            ธรรมบาลมุทราก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี

            “มหาเทวะเทียนหมิงได้เลือกแล้วเมื่อไหร่ที่ศิษย์ข้ามีอายุครบยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์ นางจักได้ตบแต่งและเป็นผู้ให้กำเนิดสายเลือดใหม่ของมหาเทวะเทียนหมิง!”

            .

            .

            .

             

            สายลมเย็นยามเช้าพัดเอื่อยกระทบกายให้ผู้คนได้ชุ่มฉ่ำหมอกหนาที่ปกคลุมบนผิวน้ำสร้างทัศนียภาพที่สดสวย ฮุ่ยจวินตื่นจากการหลับไหลออกมาบิดขี้เกียจที่หัวเรือใหญ่ในมือถือกล่องไม้ปริศนาที่มิว่าจะดูอีกกี่ครั้งก็ไม่พบปริศนาใดซุกซ่อน มันจึงสะพายกล่องไม้ที่ด้านหลังเช่นเคยชมมองภาพทิวทัศน์ที่แปลกตา ตลอดรายทางที่ร่องธารา นอกจากตลิ่งที่บ้างสูงชันบ้างราบเรียบแล้วก็จะมีแมกไม้นานาพันธุ์ รวมถึงบ้านเมืองต่างๆ ที่แม่น้ำสายนี้ไหลผ่าน

             

            ฮุ่ยจวินเดินทางบนเรือของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันตกร่วมกับเหล่าผู้กล้ามาหลายวันแล้วพวกมันใกล้จะบรรลุถึงท่าน้ำซุนเฮียงอันเป็นท่าน้ำสุดท้ายก่อนจะออกสู่แม่น้ำร้อยลี้เต็มทีตลอดทางนอกจากภาพทิวทัศน์ที่แปลกตาซึ่งผ่านให้เห็นทุกวันก็คงจะมีเรื่องของแสงสังหารแห่งวจนะที่มันได้ยินเหล่าผู้กล้ามากมายเอ่ยถึงอย่างหนาหูไม่ว่าจะความเลิศล้ำในพลังฝีมือ ความงดงามที่ปานจะล่มเมือง พร้อมกับจิตใจที่เย็นชาสังหารคนแบบตาไม่กระพริบได้ฟังข่าวคราวของแสงสังหารนี้อยู่ทุกวันจนมันแทบจะรู้จักเกี่ยวกับทุกสิ่งของนาง ได้รู้ชื่อของนางก็ทำให้มันได้ย้อนนึกถึงสตรีในอาภรณ์ขาวที่คอยช่วยเหลือมันนางนั้น

             

            นางจะใช่คนเดียวกันหรือไม่คนเราแม้จะมีชื่อแซ่ที่แปลกเพียงไหน แต่ชื่อแซ่เหล่านั้นก็อาจเหมือนกันได้ แต่ฟังจากข่าวคราวที่หลุดลอยแสงสังหารแห่งวจนะดูจะเย็นชาไร้ใจ ฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตา แต่ไป๋เหิ่นซินสตรีที่มันพบเห็นนางนั้นนางก็มิได้ดูไร้ใจดั่งชื่อแม้เพียงนิด โดยเฉพาะแววตาที่เย็นชาแต่แฝงด้วยความทุกข์ระทมของนางก็ยิ่งทำให้นางดูจะมิใช่คนโหดเหี้ยมดั่งเช่นแสงสังหารแห่งวจนะที่ปรากฏในข่าวลือไม่เช่นนั้นสตรีทั้งสองที่ชื่อเหมือนกันนี้ อาจจะมิใช่คนเดียวกันก็เป็นได้

             

            เมื่อได้นึกถึงไป๋เหิ่นซินสตรีที่เคยช่วยเหลือมันหลายครั้งหลายคราผู้นั้นห้วงสมองของมันก็พาให้คิดถึงฮุ่ยไป๋อยู่เสมอ โดยเฉพาะแววตาคู่นั้น ยิ่งนิ่งคิด จิตใจของชายหนุ่มก็เสมือนถูกน้ำแหลมทิ่มแทงมันจึงสลัดความคิดดังกล่าวไป คนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วไปนั่งฝึกทบทวนวิชาลมปราณที่บิดาบุญธรรมของมันถ่ายทอดให้

             

            ฮุ่ยจวินฝึกวิชาลมปราณนี้มาตลอดยิ่งได้ฝึก ยิ่งได้ทำสมาธิ มันก็ยิ่งได้เห็นถึงความลึกล้ำแลกฎเกณฑ์มากมายที่สลับซับซ้อนในวิถีของลมปราณทั้งวิชาลมปราณนี้ยังคล้ายทะลวงเส้นชีพจรลมปราณอันหนาเตอะของมันได้อย่างดี ยิ่งฝึกเส้นชีพจรลมปราณของมันที่เส้นใหญ่กว่าปกติอยู่แล้วก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นพลังลมปราณไหลเวียนได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ทั้งพลังลมปราณยังอัดแน่นจนเส้นลมปราณขยายใหญ่ให้คนรู้สึกได้ฝึกมาถึงตอนนี้ชายหนุ่มรู้สึกว่าพลังลมปราณสามัญของตนทั้งมากมาย แกร่งกร้าว แลลึกล้ำยากหยั่งถึงกว่าแรกเริ่มหลายเท่า!

             

            ฮุ่ยจวินครุ่นคิดขึ้น

            “นี่คือวิชาลมปราณใดกัน”

             

            เคล็ดวิชาลมปราณสามัญนี้มิใช่เคล็ดวิชาที่แทรกแซกด้วยพลังธรรมชาติหรือเคล็ดวิถีแห่งพลังญาณ แต่มันกลับมีความลึกล้ำยากหยั่งถึงจนฮุ่ยจวินมิอาจสัมผัสได้ว่ามันไปสิ้นสุดที่ใดชายหนุ่มรู้ตนว่าได้รับการถ่ายทอดมาอย่างเร่งรีบ มันจึงเพียงเข้าถึงในแก่นแท้ของเคล็ดวิถีแค่บางส่วนแต่มันก็มิอาจจินตนาการได้ว่าหากเข้าถึงแก่นแท้ทั้งหมด เคล็ดวิชาลมปราณนี้จะมีพลังลมปราณที่ลึกล้ำไปถึงที่ใด

             

            ฮุ่ยจวินใช้เวลามาหลายวันที่จะพยายามมองหาวิถีสุดท้ายที่ซุกซ่อนนั่นแต่ความลึกล้ำนี้ก็ทำให้อัจฉริยะอย่างมันต้องจนปัญญา ฝึกได้สูงสุดก็เท่าที่บิดาบุญธรรมถ่ายทอดเท่านั้น

             

            ฝึกเคล็ดวิชาลมปราณสามัญมาพักใหญ่สมองก็พลันนึกถึงโลหิตที่ร้อนลวกดั่งเปลวเพลิงในกาย จนถึงตอนนี้มันก็ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของบิดาบุญธรรมสิ่งที่กระตุ้นแลถ่ายทอดในกายมันนี้ทั้งร้ายกาจและก็เป็นสิ่งนอกรีตของปฐพี ประเด็นสำคัญคือถ่ายทอดแต่ไม่บอกกล่าวทำให้ชายหนุ่มไม่รู้วิธีการควบคุม และพอไม่รู้วิธีควบคุม วันใดเกิดพลังนี้ปะทุขึ้นมาอีกอย่างบังเอิญแล้วความบังเอิญนั่นได้เกิดต่อหน้าเหล่าผู้กล้าทั้งหลายเหล่านี้ มันอาจโชคร้ายตกเป็นเป้าหมายของปฐพีเป็นแน่

             

            ฮุ่ยจวินยกฝ่ามือขวาขึ้นมากุมอกซ้าย

            “บิดาบุญธรรมท่านคิดทำสิ่งใดกันแน่”

            ก่อนที่มันจะหวนนึกถึงคำสั่งเสียสุดท้าย

            “บึงลี้ลับนั่นจะให้คำตอบแก่ข้าหรือ"

             

            ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายเสียงการหัวร่อสนทนา และเสียงของตัวเรือที่แล่นฝ่ากระแสธาร เหล่านั้นมิอาจทำลายหรือดึงสมาธิความสนใจของฮุ่ยจวินไปได้ชายหนุ่มยังใช้เวลาว่างระหว่างเดินทางนี้ฝึกวิชาของตนอย่างต่อเนื่องเพื่อขัดเกลาพลังฝีมือโดยมิว่างเว้นคนเราหากฝึกวิชาจักต้องหวังพึ่งปูชนียบุคคลเป็นอาจารย์คอยชี้แนะ ทว่าฮุ่ยจวินมันกลับเป็นอาจารย์ให้แก่ตนเองได้โดยที่มิต้องพึ่งใครการตีความทำความเข้าใจในแต่ละแขนงวิชา บางทีปูชนียบุคคลเจ้าของต้นตำหรับวิชาก็อาจจะไม่เทียบเคียงมันด้วยซ้ำเพราะขนาดเคล็ดวิชาท่องไพศาลอันเลื่องชื่อของตระกูลตง มันก็สามารถครูพักลักจำ ทั้งยังดัดแปลงทำให้เคล็ดวิชาแข็งแกร่งกว่าต้นฉบับไปอีกก้าวได้และยิ่งได้เห็นเคล็ดวิชามากมายหลายแขนง ได้ทำความเข้าใจมาหลายกระบวนวิถี ได้เห็นเส้นทางของรูปแบบธรรมชาติมากมายที่เคลื่อนผ่านกายทำให้มันได้ลองทวบทวนแลคิดค้นมหาวิถีของตนเองขึ้นมาชุดหนึ่ง!

             

            ชายหนุ่มมันมิเคยรอวาสนาฟ้าประทานมาตั้งแต่ต้นบางทีกว่าจะไปถึงคัมภีร์ในตำนาน หรือไปพบของวิเศษที่มากด้วยปริศนาใด มันอาจจะสร้างมหาวิถีของตนเองที่ร้ายกาจกว่าขึ้นมาก็ได้

             

            ตกเขาได้วิชา เข้าป่าได้คัมภีร์ผจญสตรีได้รับการอุปถัมภ์ ความคิดเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวมันแม้เพียงเสี้ยว

             

            ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนี่คือเส้นทางที่มันได้ก้าวเดินมาตั้งแต่ต้น!

             

            และเมื่อใดที่ตนสามารถพึ่งตนเองได้แล้วตนก็จักต้องเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้ทุกข์ยาก นี่ก็คือปณิธานของมัน

             

            ความมุ่งมั่นตั้งใจของฮุ่ยจวินยากนักจะหาผู้ใดเทียบเคียงจวบจนกระทั่งเรือของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ได้ร่องมาถึงท่าน้ำซุนเฮียง พลังฝีมือของมันก็ก้าวหน้าขึ้นอีกระดับแล้ว

             

            เรือลำใหญ่เมื่อมาถึงท่าน้ำซุนเฮียงมันก็ยังมิได้จอดเทียบท่าปกติแล้วท่าน้ำซุนเฮียงนี้คือท่าน้ำสุดท้ายที่เรือจะไม่มีวันล่องผ่าน เพราะเมื่อใดที่ล่องผ่านท่าน้ำนี้ไปเรือลำนั้นก็จะมุ่งไปสู่อาณาเขตของแม่น้ำร้อยลี้ทันที!

             

            เช่นนั้นน่านน้ำหลังล่วงเลยท่าน้ำซุนเฮียงจึงไม่ปรากฏเรือลำใดอีกธารน้ำดูว่างเปล่าเงียบเชียบ บรรยากาศความตรึงเครียดก็ปกคลุม บัดนี้เสียงสนทนาของเหล่าผู้กล้าล้วนหายไปบนเรือตกอยู่ในความเงียบสงัดราวป่าช้า ทุกผู้ล้วนอยู่ในสมาธิแลอากัปกิริยาที่ระแวดระวังทันใด

             

            มุ่งหน้าสู่สถานที่อันเป็นปริศนาแล้วผู้ใดยังจะสบายใจอยู่ได้

             

            เนิ่นนานเรือลำใหญ่ก็ล่องธาราสู่น่านน้ำของแม่น้ำร้อยลี้ในที่สุดหัวเรือถูกบังคับให้หันไปตามกระแสธารทันใด เมื่อเรือตั้งลำเสร็จสรรพ ใบเรือกางออกกินลมแล่นฉิวหัวคิ้วของฮุ่ยจวินก็พลันขมวดแน่นทันที

             

            ชายหนุ่มที่ได้ศึกษาแผนที่บึงลี้ลับมาก่อนมันจึงพอทราบว่าบึงลี้ลับอยู่ทิศทางไหนทว่าเหตุใดเรือใหญ่ลำนี้จึงมุ่งลงใต้ทั้งที่บึงลี้ลับอยู่ทางเหนือ

             

            เจ็ดพรรคใหญ่คิดจะทำอะไร!

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน