บทที่ 13บำรุงโลหิตสามส่วน
กระแสความร้อนสายนั้นไหลพล่านไปตามเส้นเลือดคอยขับไล่ลมหนาวยามค่ำคืนจนรูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้าง
ลู่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกเดินวนไปมาอยู่มุมหนึ่งของลานฝึกเพื่อปรับจิตใจให้สงบนิ่ง
เมื่อสมาธิแน่วแน่ และร่างกายเริ่มปรับตัวเข้ากับฤทธิ์ยาได้แล้วเขาจึงเริ่มยกมือตั้งท่า และร่ายรำหมัดสิบสองรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง
[แต้มประสบการณ์หมัดสิบสองรูปแบบ+1]
การฝึกฝนในรอบนี้แปลกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงความเหนื่อยล้าดั่งเช่นสองครั้งแรกดูลดน้อยลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากฝืนฝึกฝนต่อไปจนกระทั่งร่างกายส่งสัญญาณเตือนว่าถึงขีดจำกัดสูงสุดของค่ำคืนนี้ลู่เฟิงก็พยุงสังขารกลับมายังห้องพักพร้อมกับข้อความจำลองบนแผงระบบที่เปลี่ยนแปลงไป
[การบ่มเพาะ:ขั้นแรกของการวางรากฐานยุทธ์ บำรุงโลหิต 3%]
[ทักษะ:หมัดสิบสองรูปแบบ (ยังไม่เข้าระดับ) (คุณสมบัติ: ไม่มี)]
[ความคืบหน้า:(5/10)]
ทุกท่วงท่าของกระบวนหมัดและการดูดซับฤทธิ์ยา กำลังแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานคอยเคี่ยวกรำ และกระตุ้นให้ไขกระดูกภายในร่างกายสร้างโลหิตใหม่ขึ้นมา
เลือดสดอันบริสุทธิ์เหล่านั้นจะไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อเส้นเอ็น กระดูก รวมไปถึงอวัยวะภายในทั้งหมดให้แข็งแกร่งขึ้น
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้เองที่ถูกเรียกว่าการบำรุงโลหิต
ในตอนนั้นเองเสียงผลักประตูไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้น จ้าวเทียนซิงเดินกลับเข้ามาในห้องพัก
เมื่อเห็นลู่เฟิงนอนแผ่หลาหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียงไม้ไผ่นายพรานหนุ่มก็เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
"พี่ลู่โหมเร่งฝึกซ้ำๆ ตั้งแต่วันแรกแบบนี้ ระวังพรุ่งนี้เช้าจะลุกไม่ขึ้นเอานะ"
พูดจบจ้าวเทียนซิงก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบเนื้อแห้งสีแดงเข้มขนาดเท่าฝ่ามือสองชิ้นยื่นส่งให้
"อ่ะ นี่...ลองกินสองชิ้นนี้ดูสิ"
"นี่คือเนื้องูหลามโลหิตเกล็ดชาดข้าล่ามันได้บนภูเขาลึกก่อนจะเข้าเมืองมา กินมันเข้าไปสักชิ้นเถอะพี่ลู่สรรพคุณของมันช่วยฟื้นฟูกำลัง และให้ผลดีกว่าน้ำแกงยาของพรรคเสียอีก"
ลู่เฟิงรับเนื้อแห้งมาดมดูกลิ่นแรกที่โชยเข้าจมูกชวนให้ขมวดคิ้วเพราะมันแปลกประหลาดคล้ายกับกลิ่นผลไม้เน่าผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ
ทว่าเมื่อลองส่งเข้าปากแล้วออกแรงเคี้ยวเนื้อที่ดูเหนียวกลับนุ่มลงอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งยังมีรสชาติหวานมันชุ่มคอ
หลังจากกลืนลงท้องไปได้ราวครึ่งก้านธูปความอบอุ่นสายใหม่ที่หนาแน่นกว่าน้ำแกงยาก็ผุดขึ้นมาจากจุดตันเถียนตรงท้องน้อยก่อนจะกระจายตัวแล่นพล่านไปตามเส้นสายทั่วทั้งร่างกาย
จ้าวเทียนซิงผู้นี้เติบโตมาท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรตั้งแต่จำความได้ก็ดื่มน้ำพุธรรมชาติ กินเนื้อสัตว์อสูรและเคี้ยวสมุนไพรป่าประทังชีวิตมานับไม่ถ้วน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปราณโลหิตของเขาถึงได้เดือดพล่านและแข็งแกร่งผิดไปจากมนุษย์มนาทั่วไป
ส่วนเหตุผลที่เขายอมลดตัวเข้ามาอยู่ในพรรคเจ็ดดาราก็ง่ายดายนักเพราะเขาต้องการฝึกฝนจนได้เป็นศิษย์สายตรงซึ่งจะได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงอย่างน้อยเดือนละสามตำลึงเงินเพื่อไปจุนเจือครอบครัว
ในคืนนั้นเมื่อมีศิษย์ใหม่คนอื่นในห้องเอ่ยปากถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าหลังจากขั้นบำรุงโลหิตนี้แล้วจะเป็นระดับพลังใดต่อ
สมาชิกเก่าที่นอนอยู่มุมห้องกลับส่งเสียงแค่นในลำคอแล้วเอ่ยปากไล่ให้ทุกคนรีบดับตะเกียงเข้านอน
"เหยียบพื้นยังไม่ทันมั่นก็คิดจะบินเสียแล้วคนที่ยังเดินไม่เป็นย่อมไม่ควรคิดถามเรื่องวิ่งตั้งใจฝึกหมัดสิบสองรูปแบบให้รอดก่อนเถอะ!"
ก่อนจะปิดเปลือกตาลงด้วยความอ่อนล้าลู่เฟิงลอบมองแผงระบบในหัวอีกครั้ง
[พลังวิญญาณ:2.8]
แม้ว่าลึกๆในใจจะอยากจะลุกขึ้นมาฝึกฝนต่อเพื่อเพิ่มตัวเลขแต่เขาก็ต้องบังคับตัวเองให้ข่มตาหลับ
การฝืนดึงดันเร่งรีบจนทำให้รากฐานของร่างกายพังทลายลงไปย่อมไม่คุ้มค่าเลยกับแต้มประสบการณ์เพียงไม่กี่จุด
เช้าวันถัดมา
แสงอาทิตย์รำไรส่องลอดช่องว่างของบานหน้าต่างเข้ามา
ลู่เฟิงลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับความประหลาดใจอาการปวดเมื่อยล้าตามกล้ามเนื้อที่เขาคาดการณ์เอาไว้ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างรุนแรงกลับมลายหายไปจนสิ้นสิ้น
ฤทธิ์ของน้ำแกงยาบำรุงโลหิตผสมผสานกับสารอาหารอันยอดเยี่ยมจากเนื้องูหลามโลหิตเกล็ดชาดทำให้กระบวนการฟื้นฟูของร่างกายรวดเร็วขึ้นกว่าปกติหลายเท่าตัว
ร่างกายในยามนี้เบาสบายและเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่พร้อมจะปะทุออกมา
ลู่เฟิงก้าวเท้าเดินออกจากห้องพักมุ่งหน้าสู่ลานฝึกยุทธ์ที่ยังคงปลอดโปร่งในช่วงเช้าตรู่
ลมกรรโชกพัดผ่านดึงให้สติแจ่มใสเขาขยับหมุนข้อต่อแขนขาเพื่อยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มสูดลมหายใจ และร่ายรำกระบวนหมัดสิบสองรูปแบบทันทีอย่างต่อเนื่อง
เหลืออีกเพียงห้ารอบเท่านั้น...หมัดสิบสองรูปแบบของเขาก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ