Ep 072 :: บาดแผล
“พี่สุ่ยหลิว ส่งนกพิราบไปส่งข้อความของข้าให้พี่ ๆ ทั้งสามด้วย”
“จะจัดการทันทีเจ้าค่ะ”
“แล้วก็วันนี้พี่ไปพักเถอะ สำรับก็ทิ้งไว้เช่นนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็ทำตามที่ข้าเคยบอกไว้นะ”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ข้าจะทำให้สำเร็จแน่”
สุ่ยหลิวรับปากด้วยสีหน้าหนักแน่น หนักแน่นเสียจนคนสั่งงานมีสีหน้าว้าวุ่นใจแทน เฟิ่งปิงรับถาดอาหารจากคนที่อยู่ข้างกายนางนานกว่าใคร ๆ แล้วว่าด้วยน้ำเสียงอ่อนลงมาก
“...ลำบากพี่แล้วนะ”
“ข้ายินดีทำทุกอย่างเพื่อคุณหนูอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
หญิงงามถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องด้านใน เมื่อสุ่ยหลิวเดินห่างออกไปไกลแล้ว นางเดินเข้าไปด้านในและส่งเสียงเรียกบุรุษที่หลบอยู่ให้ออกมา
“เทียนเหมิง สำรับที่เตรียมไว้มีเพียงส่วนของข้า ถ้ายังไงข้าจะหาอาหารส่วนของท่านเพิ่มให้แล้วกัน”
นางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ ปล่อยให้บุรุษหน้านิ่งที่ตั้งใจจะต่อว่านาง ข้อหาแกล้งทำเหมือนเขาเป็นเสัตว์เลี้ยงได้แต่หุบปากฉับ ทำได้เพียงนั่งจ้องทำตาขวางใส่โฉมงามที่หลับตาหนีหน้าเขาไปเสียแล้ว
สักพักเบื้องหน้าก็ปรากฏสิ่งของที่เทียนเหมิงไม่รู้จักขึ้นมาอีกหลายอย่าง เขาหยิบมันขึ้นมามองอย่างสนใจ หมุนไปหมุนมาด้วยความสงสัย
...เหล็กขนาดเล็ก ๆ สีสันสดใสตรงหน้านี้จะกินมันอย่างไร?
...ไม่สิมันกินได้ด้วยหรือ?
“...?”
ความสงสัยปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างชัดเจนจนเฟิ่งปิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“อาหารกระป๋อง มันเป็นแค่ที่บรรจุ ดังนั้นของข้างในกินได้ อย่ามองแบบนั้นสิ ข้าไม่เอาของที่กินไม่ได้ออกมาหรอก” ว่าแล้วเฟิ่งปิงก็นั่งดึงฝากระป๋องออกทีละอัน ไม่ลืมเรียกขนมปังแถวออกมาด้วย “ลองชิมดูก่อน หากไม่ถูกปากก็แลกกับของข้าได้”
“...”
ฮุ่ยเทียนเหมิงหยิบตะเกียบขึ้นคีบชิ้นเนื้อที่ชุ่มด้วยน้ำราดสีแดงแจ๋ขึ้นพินิศ กลิ่นที่ลอยเตะจมูกไม่มีความรู้สึกเผ็ดต่างจากรูปลักษณ์
เขาเหล่มองสายตาลุ้นระทึกของหญิงสาวครู่หนึ่งก็อ้าปากงับเข้าไปคำใหญ่ รสชาติที่สัมผัสได้จะว่าอร่อยก็อร่อย จะว่าแปลกก็แปลก ที่แน่ ๆ มันไม่คุ้นลิ้นเขานัก โดยเฉพาะคนแคว้นเซี่ยที่อยู่บนภูเขาหิมะนั้นย่อมไม่คุ้นชินกับอาหารประเภทปลาที่หากินยากเนื่องจากขนส่งลำบาก
“นี่ปลาหรือ? แล้วมันจะไม่เสียแล้วรึ?”
เทียนเหมิงว่าพลางทำหน้าอยากจะคายของที่พึ่งกินเข้าไปออกมา แต่เฟิ่งปิงรีบเอามือปิดปากเขาเพื่อห้ามปรามมิให้เขาคายปลากระป๋องลงบนพื้นห้องของนาง ไม่วายส่งสายตาดุ ๆ
“ปลาบรรจุกระป๋อง นี่คือกรรมวิธียืดอายุอาหารของอนาคต จริง ๆ แล้วก็มีอีกหลายวิธีนอกเหนือจากอาหารกระป๋องล่ะนะ”
“อนาคตนี่แปลกประหลาดดี...”
“นี่แค่เรื่องธรรมดา แต่ถ้าท่านไม่คุ้นเคยก็ไม่ต้องฝืน”
เฟิ่งปิงเลื่อนสำรับตนเองไปด้านหน้าชายหนุ่ม ตั้งท่าจะหยิบขนมปังมากินคู่กับอาหารกระป๋องที่ตัวเองเป็นคนเอาออกมา แต่มือหนาก็เลื่อนมาจับมือนางไว้ แล้วใช้มืออีกข้างหยิบของกินในมือนางกลับไป
“ข้าจะกินเอง ชาติที่แล้วเจ้าคงกินของเหล่านี้จนเบื่อ แต่ข้าไม่เคย ข้าจะลอง”
หญิงงามกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะกับทีท่าหวงของเป็นเด็ก ๆ ของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเทพสงครามตรงหน้า เทียนเหมิงหน้าแดงเล็ก ๆ แสดงอาการเขินอายหน่อย ๆ แต่ก็เก็บท่าทีแสร้งทำเป็นคีบอาหารในกระป๋องกินเอา ๆ เห็นดังนั้นนางเลยอมยิ้มก้มหน้ากินอาหารของตัวเอง
“มิเห็นต้องเร่งรีบ ข้าไม่แย่งท่านกินหรอกน่า”
“...”
เทียนเหมิงส่งสายตาคมดุแทนคำตอบ และนั่นก็เรียกเสียงหัวเราะได้อีกคำรบ
หลังจากกินอาหารกันจนอิ่มหนำ เฟิ่งปิงก็เอนหลังพิงกำแพงด้านหัวเตียงอย่างเกียจคร้าน เทียนเหมิงก็นั่งพิงกำแพงด้านฝั่งปลาย เขาและนางมองหน้ากัน สนทนาพูดคุยกันอย่างเรียบง่าย
ความเรียบง่ายก่อนจะพบเจอความวุ่นวาย
“ข้าเคยพูดเรื่องตนเองแล้ว เช่นนั้นท่านจะเล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
นางกล่าวเปิดประเด็นด้วยความอยากรู้ ถึงจะได้ความมาบ้างแต่ก็อยากฟังอย่างละเอียดจากปากคนตรงหน้าอยู่ดี ชายหนุ่มมิได้ขัด เขาทำหน้านึกเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ขึ้นมาแค่ประโยคแรกเฟิ่งปิงก็รู้สึกเครียดแทนเสียแล้ว
“ข้าไม่ได้มีชีวิตมาสองชาติภพเช่นเจ้าหรอก และไม่ได้มีอะไรน่าสนใจด้วย ...แต่หากให้เล่าล่ะก็....มารดาของข้าเป็นหญิงสาวแคว้นฉินที่พระบิดาฉุดกลับพระราชวัง ตอนเสด็จประพาสป่าแถบชายแดนของฉินกับเซี่ย”
“...”
“เพราะรูปลักษณ์งดงามเลยโปรดปราน หรือทรงโปรดเพราะอะไรข้าก็ไม่ทราบ แต่ยามมารดาเข้าวังครั้งแรกก็ได้ครองตำแหน่งเจี๋ยอวี๋ บิดาไม่เสด็จหาสนมคนอื่นนานกว่าสามเดือน ทำเอาวังหลังปั่นป่วนไปมิน้อย และนางก็เป็นที่ริศยาของสนมนางอื่นเป็นอย่างมาก”
เสียงของฮุ่ยเทียนเหมิงคล้ายจะเย้ยหยันหรืออย่างไรก็มิอาจทราบ แต่หยางเฟิ่งปิงทำได้เพียงยิ้มแหย มิรู้ว่าควรจะต่อบทสนทนาอย่างไรจึงนิ่งฟังอย่างเดียว
“ข้าฟังจากนางกำนัลรับใช้ว่าแรก ๆ แม้แต่หน้าของบิดา มารดาก็ยังไม่อยากมอง”
“...”
“ถึงอย่างนั้นตาแก่ตัณหากลับก็ยังโปรดปรานนางไม่เปลี่ยน จนไม่ถึงปีนางก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นถึงเสียนเฟย”
“...ขุนนางไม่คัดค้านหรือ?”
“ค้านสิ ค้านหัวชนฝา แต่อดีตฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้ท้วงติงมากไปกว่านั้น พวกขี้ขลาดนั่นก็เลยได้แต่หุบปากแล้วนอนกอดตำแหน่งของตัวเองไปเงียบ ๆ”
“...”
“หลังจากครองตำแหน่งเสียนเฟยได้สองปี มารดาก็ตั้งครรภ์ข้า แล้วก็ได้รู้ว่าตนเองถูกวางยาพิษ อดีตฮ่องเต้ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษานางแต่ก็มิอาจฝืนได้ หลังจากข้าเกิดมารดาจึงล้มป่วยเดินเหินไม่ได้ และเพราะมิอาจปรนนิบัติทำหน้าที่นางสนมได้อีกพวกขุนนางจึงพากันยื่นฎีกาถอดถอนตำแหน่ง ส่งมารดาเข้าวังเย็น บิดาเองเมื่อเห็นว่ามารดามิอาจรองรับความใคร่ตนเองไหวก็ถอดทิ้งนางเช่นกัน”
“...”
“พอข้าโตพอจะรู้เรื่องอะไรแล้วตอนอายุห้าขวบปีได้มารดาก็เสียชีวิต ถึงกระนั้นตอนมารดาตายนางก็มิได้ร่ำร้องโทษว่าเป็นความผิดใคร เพียงคิดว่านั่นเป็นโชคชะตาของตัวเอง เป็นกรรมที่นางต้องชดใช้”
“...”
“หลังจากนั้นบิดาที่ไม่ได้รักใคร่ข้าในฐานะบุตรชายอยู่แล้วก็ปล่อยปละละเลย มีพระเชษฐาคนเดียวที่เข้าหาข้าแบบไว้เชิงคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ บางครั้งก็หมางเมิน ไม่ก็ร่วมกับพี่น้องคนอื่นกลั่นแกล้งข้าบ้าง แต่ข้าก็ยังรักและเคารพเขาในฐานะคนคนเดียวที่เอ็นดูข้า”
“...”
“แต่พอโตพอคิดอะไรยาก ๆ ได้ ก็ถึงได้รู้ว่าเขาอาจจะทำดีกับข้าไว้ เผื่อว่าอนาคตจะต้องการใช้ข้าให้เป็นประโยชน์ ยิ่งเฟยเกาจงฮ่องเต้บอกความจริงเรื่องชาติกำเนิดของมารดาให้รับรู้ ตอนนี้ข้าก็ยิ่งรู้เลยว่าที่แล้วมาพระเชษฐาไม่ได้เห็นข้าต่างไปจากหมากในกระดานตัวหนึ่ง”
“...”
หยางเฟิ่งปิงยกมือขึ้นปิดปาก หยาดน้ำตาเอ่อคลอดวงตากลมโต
ฮุ่ยเทียนเหมิงเห็นท่าทางนั้นแล้วก็ยิ้มมุมปากให้อย่างอ่อนโยน ลุกขึ้นไปนั่งข้างร่างบาง ยกมือหนาลูบศีรษะเล็กอย่างเบามือ
“ตอนที่ข้ายังเด็ก ข้ามิอยากให้คนมองข้าอย่างหยามเหยียด แต่เพราะมิได้รับอนุญาตให้ร่ำเรียนกับพี่น้องคนอื่น อีกทั้งก็มิได้มีคนใกล้ตัวให้ห่วง เลยขออนุญาตไปอาศัยในค่ายทหาร กินอยู่เหมือนทหารชั้นเลวคนหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์ในฐานะองค์ชายแม้แต่น้อย แต่ยังดีที่แม่ทัพใหญ่ในตอนนั้นยังเอ็นดูข้า เลยช่วยดูแลและสั่งสอนหลาย ๆ อย่างให้ ไม่งั้นก็คงไม่รอดมาถึงทุกวันนี้แล้ว”
“...”
“นอกจากมารดาที่เสียไปก็มีแม่ทัพใหญ่ที่เป็นทั้งอาจารย์และบิดาคอยสั่งสอน หากแต่ฮูหยินของท่านก็ไม่ได้ต้อนรับข้านัก คนรักข้านั้นมีเพียงหยิบมือ แต่ที่อยู่ของข้าที่ได้รับการยอมรับมีเพียงที่เดียวคือสนามรบเท่านั้น”
“...”
“ข้าไต่เต้าตั้งแต่ทหารราบ ไปทหารม้า รับตำแหน่งนายกอง ผู้ช่วยผู้บัญชาการ รองแม่ทัพ แม่ทัพ จนมาถึงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ต้องให้ความเกรงใจ แต่ข้าก็ต้องเสียญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวไปในสนามรบ ข้าอาศัยฝีมือและตำแหน่งที่มีตอกหน้าทุกคนที่เคยดูถูกเหยียดหยามข้า ให้พวกมันรู้ว่าข้าเป็นปราการที่พวกมันจำเป็นต้องมี”
“...”
“ต่อมาข้าก็ช่วยพระเชษฐาทำรัฐประหารปลดบิดาที่เลอะเลือนลุ่มหลงในสุราและนารีลงจากบัลลังก์ ให้พระเชษฐาได้ครองบัลลังก์อย่างถูกต้อง แล้วตัวข้าก็ระเห็จไปอาศัยอยู่ชายแดนไม่ให้พวกขุนนางชั่วหาเรื่องใส่ความข้าได้ ไม่สนใจใครหน้าไหน จนกระทั่งข้าได้รับสั่งให้เข้ามาสืบความที่แคว้นฉินแล้วบังเอิญได้พบเจ้า”
“...”
“หลัก ๆ ก็เท่านี้”
หยางเฟิ่งปิงยันตัวขึ้นแล้วโผเข้ากอดเขา มือบางโอบกอดศีรษะของอีกฝ่ายจนมิด ให้ชายหนุ่มได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอย่างรวดเร็วของนางได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับเสียงกระซิบที่แหบพร่า
“...ไม่เป็นไรนะ ท่านไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว ข้าอยู่ตรงนี้ ...ข้าง ๆ ท่าน จะไม่หักหลังและไม่หลอกใช้ท่านเป็นอันขาด ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านทำอะไรให้ เพียงแค่อยู่กับข้าก็พอแล้ว”
เสียงหวานพูดอย่างหนักแน่น ดวงตางามปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินช้า ๆ นางรู้สึกได้ว่าต่อให้เขาจะเล่าเรื่องของตนเองคร่าว ๆ ไม่ลงลึกถึงรายละเอียดแม้แต่น้อย ถึงจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เสมือนไม่รู้สึกอะไร แต่นางรู้ดีว่าในใจของเขามีแผลใหญ่ที่ยังไม่สมานอยู่
เฟิ่งปิงปล่อยให้น้ำตาไหลไปส่งเสียงปลอบไป รู้ดีว่ามันไม่อาจช่วยแก้ไขอดีตอะไรของเขาได้ แต่นางก็ทำได้เพียงแค่นั้น
บาดแผลของใครคนนั้นก็ต้องเป็นคนรักษาด้วยตัวเอง และสิ่งที่รักษาได้ก็มีแค่กาลเวลา นางทำได้เพียงแค่คอยมองดูอยู่เคียงข้างเขา ปลอบโยนเขาบ้างก็เท่านั้น
มือหนาโอบกอดรอบเอวบาง ใบหน้าซุกลงบนเนินเนื้อนิ่ม
เทียนเหมิงไม่ได้คิดอกุศลอะไรเลย ตอนนี้ในใจของเขานั้นรู้สึกได้ถึงเจ็บปวด ความเสียใจ หยาดน้ำตาไหลหยดลงตรงข้างแก้ม หากแต่ผ้าเนื้อนิ่มช่วยซับน้ำตานั้นไป ในขณะที่อีกใจนั้นก็รู้สึกยินดีอยู่ลึก ๆ ที่มีคนเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น คนที่ร้องไห้ให้กับความเศร้าของเขา...
เทียนเหมิงโอบกอดร่างบางแน่นขึ้น เขาหลับตาลงฟังเสียงหัวใจและเสียงปลอบโยนที่บอกว่าไม่เป็นไรซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่ามันช่วยเยียวยาช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวของเขาได้จริง ๆ
บาดแผลใหญ่ที่คิดว่าหายไปนานแล้ว พอนางมาสัมผัสโดน เขาถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วบาดแผลของตัวเองหาได้สมานขึ้นแม้แต่นิด ซ้ำร้ายยังกัดหนองยากจะรักษา
...เพียงต้องการใครสักคนที่รักตนที่เป็นตน หาใช่จากรูปลักษณ์และฐานะ รักเขาที่เป็นเพียงบุรุษธรรมดา ไม่ใช่ดั่งลูกน้องที่ชื่นชมจากฝีมือที่โหดร้าย...
...ใครสักคนที่จะมองข้ามทุกอย่างที่เคยทำ เพียงแค่อยู่ข้างกันตลอดไป...
“ข้าเป็นพวกของท่านเทียนเหมิง ต่อให้ท่านจะเป็นใครมาจากไหน จะเก่งกาจ หล่อเหลา ร่ำรวยหรือไม่ ล้วนไม่สำคัญ ขอเพียงท่านคือท่านก็พอแล้ว”
“...”
“ถึงมันยากที่จะเชื่อ แต่ข้ารักท่านไปเสียแล้ว ข้าอยากมีอนาคตร่วมกับท่านในฐานะสามีของข้านะ”
นางกล่าวด้วยใบหน้าแดง ๆ แอบรู้สึกเหมือนตนเองกำลังขอผู้ชายแต่งงานยังไงยังงั้น แต่นางก็ไม่ได้เสียใจกับทางเลือกของตนและสิ่งที่นางเลือกจะพูดไปแม้แต่น้อย
...รัก... ที่ไม่รู้เริ่มต้นเมื่อใด
...รัก... ที่รู้ดีว่าแทบเป็นไปไม่ได้ แถมอาจจะมิสามารถมีอนาคตร่วมกันได้
...ถึงกระนั้นก็ยังรักไปแล้วโดยมิอาจหาเหตุผลใดให้ตัดเขาไปจากใจได้...
“ตัวอัปลักษณ์น้อย เจ้าช่างโง่งมนัก”
“...ท่านเองก็เช่นกัน”
...โง่งม ทั้งเขาและนาง...
ทั้ง ๆ ที่ต่างก็เป็นคนฉลาดกันทั้งคู่ แต่เหตุใดทั้งเขาและนางจึงโง่งมในรักมิต่างกัน...
นางยิ้มให้เขาทั้งน้ำตา สบตากับเขาที่ดวงตาแดงก่ำเพราะเสียน้ำตามิต่างกัน
รอยยิ้มที่เขามอบให้มิใช่รอยยิ้มตามมารยาท หรือรอยยิ้มอ่อนโยนเพียงมุมปาก แต่เป็นรอยยิ้มเปี่ยมสุขทั่วดวงหน้า สุขจนถึงดวงตา
“ในยุคสมัยเจ้า บุรุษขอสตรีตบแต่งอย่างไรรึ”
“เอ๊ะ...เอ่อก็ คุกเข่าสวมแหวนแล้วก็พูดคำหวานแล้วขอแต่ง จากนั้นจึงค่อยคุยกับผู้ปกครอง ตกลงเรื่องสินสอดและเลือกวันแต่งเฉกเช่นยุคนี้แหละ ทั่ว ๆ ไปก็ประมาณนี้ ท่านถามทำไม?”
เฟิ่งปิงตอบไปเท่าที่คิดออก เพราะอารมณ์ซึ้งเหมือนถูกขัดด้วยคำถาม หญิงสาวจึงรู้สึกสงสัย กระนั้นนางก็ได้รับคำตอบในเวลาไม่นานเมื่อเทียนเหมิงลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง
“หยางเฟิ่งปิง”
“...ทะ-เทียนเหมิง ท่านทำอะไรน่ะ?”
“ข้าอาจยังไม่มีแหวนให้เจ้า และอาจจะพูดคำหวานมิถนัด เมื่อทิ้งฐานะชินอ๋อง ทรัพย์สมบัติข้าก็มีไม่มาก ญาติผู้ใหญ่ก็ไม่มีแล้ว แต่ข้ารักเจ้าด้วยความจริงใจ”
“...”
“หากศึกนี้จบลงด้วยดี ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดไว้ ข้าขอให้เจ้ามาเป็นฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวของข้าเถอะนะ ข้าให้สาบานด้วยเกียรติทั้งหมดที่มีว่าจะมีเพียงเจ้าผู้เดียวจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และแม้จะยากจนเพียงใด ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าลำบากเป็นอันขาด”
เข่าบุรุษในยุคโบราณมีค่าดั่งทองพันชั่ง ค่านิยมในยุคโบราณบุรุษมีอำนาจสูงกว่าสตรี ในยุคโบราณบุรุษสามารถมีสามภรรยาสี่อนุ แต่เขากลับคุกเข่าต่อหน้านาง และมอบสัญญาที่ล้ำค่าให้
“...เจ้าค่ะ”
หญิงงามหน้าแดงซ่าน โผกอดเทียนเหมิงที่หน้าแดงมิต่างกันอย่างไม่ทันตั้งตัว จนเขาแทบหงายหลังหากแต่ก็รับร่างนางไว้อย่างมั่นคง เขาอุ้มนางขึ้นไปนั่งบนเตียงอีกครั้ง ก่อนจะเคลื่อนใบหน้าคมเข้าไปใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของกันและกัน
เฟิ่งปิงหลับตาพริ้ม รับรสจูบอันอ่อนโยนด้วยหัวใจที่เต้นรัว
...จะว่าหญิงสมัยใหม่อย่างนางโง่งมก็ช่าง หากแต่นางใช้หัวใจตัดสินแล้วว่าคู่ของนางคือเขา และนางเชื่อมั่นว่านางได้ชีวิตใหม่ครั้งนี้มาเพื่อเจอเขา ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ไม่ว่าจะต้องเกิดใหม่อีกกี่ชาติภพ...
...นางรู้สึกว่าตนเองรักได้เพียงเขาเท่านั้น...
“ข้ารักเจ้า”
“...ข้าก็รักท่าน ...เทียนเหมิง”
แสงเทียนสลัว แสงจันทร์สาดส่อง ร่างของสองชายหญิงโอบกอดกันหลับใหลอย่างเป็นสุข แม้จะไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งไปมากกว่านั้น แต่บาดแผลที่เจ็บช้ำอยู่ในใจเสมือนได้รับการเยียวยาจากอีกฝ่ายอย่างช้า ๆ
ไม่ต่างจากเฟิ่งปิงที่มิเคยสมหวังในรัก ผู้คนเข้าหาเพราะผลประโยชน์ เขาเป็นคนแรกจริง ๆ ที่สนใจในตัวตนของนาง มิใช่เฟยเฟิ่งปิงที่ร่ำรวย มิใช่หยางเฟิ่งปิงที่เป็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่
...แค่รักในตัวตนของกันและกัน
-------
จะจบละฮะ