ตัดภาพมาทางฝั่งของพวกเย่หยุนซี หลังจากที่กลับมาถึงวัง ทั้งสองก็เดินกลับตำหนักโดยไม่รอช้า
ทว่าในระหว่างทาง พวกเขากลับพบเจอประมุขนิกายเทพสุริยันต้าหลงและประมุขวังหยาดพิรุณลู่หลินที่กำลังพาตัวเจิ้นหนานไปส่งให้องค์จักรพรรดิ
“องค์หญิงหยุนฉางเยว่”
ทั้งสองโค้งศีรษะเล็กน้อยตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ในขณะนั้นเอง! ลู่หลินที่เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างๆองค์หญิงก็ถึงกับดวงตาสั่นเทา
“พวกท่านมาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อสินะ เชิญเถอะ พวกเรากำลังจะกลับตำหนัก” โค้งศีรษะเล็กน้อยพลางตอบกลับ หยุนฉางเยว่และเย่หยุนซีหันไปอีกฝั่งแล้วก้าวเดินอย่างคงที่
“นั่นน่ะหรือ ราชบุตรเขยขององค์จักรพรรดิ นอกจากหน้าตาดีแล้วอย่างอื่นก็ไม่เห็นมีอะไรเทียบบุตรชายของข้าได้” หลังสองสามีภรรยาเดินจากไปไกล จู่ ๆ ต้าหลงก็เอ่ยปากวิจารณ์ ทั้งยังเผยสีหน้ามืดมนเจือความเย้ยหยันออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“หุบปากซะ!”
กระบี่พิรุณสีฟ้าครามก็พุ่งเข้าจ่อคอต้าหลงทันทีที่สิ้นเสียงของมัน
“ลู่หลิน เจ้าคิดจะทำอะไรกัน?” เหลือบมองคมกระบี่เล็กน้อย ราชันอัคคีเริ่มมีหยาดเหงื่อไหลซึมบนใบหน้า
“ต้าหลง ช่างหาญกล้าเหลือเกินนะที่บังอาจวิจารณ์ราชบุตรเขยภายในวัง.......แน่นอน! หากเจ้าอยากจะตายย่อมไม่มีใครห้าม แต่วันนี้ข้ามาด้วยกันกับเจ้า และข้ายังไม่ได้ซวยเพียงเพราะวาจาไม่กี่คำที่เจ้าพ่นออกมา” เค้นเสียงเย็นชายาวเหยียด ลู่หลินเก็บกระบี่ ก่อนจะลากตัวเจิ้นหนานเดินนำไปยังโถงบัลลังก์
‘ชิ! กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง พวกเราคือประมุขสี่นิกายหลัก ไหนเลยองค์จักรพรรดิจะคิดสังหารเพียงเพราะเหตุผลเล็กๆเพียงเท่านี้’ ต้าหลงพูดในใจ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเดินตามลู่หลินไปแต่โดยดี
ส่วนทางด้านสองสามีภรรยาอย่างเย่หยุนซีและหยุนฉางเยว่ เมื่อเดินมาถึงตำหนักทั้งสองก็เลือกที่จะนอนพักอยู่บนเตียงอย่างสบายใจ
“สามี ไหนเจ้าบอกว่าประมุขวังหยาดพิรุณเคยเลี้ยงดูเจ้ามาไง ทำไมเมื่อครู่นี้ถึงไม่ทักทายนางบ้าง” ขณะนอนกอดกันอยู่บนเตียง หยุนฉางเยว่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
เย่หยุนซียกยิ้มบางพลางส่ายศีรษะเบาๆ “ฉางเยว่ ข้าน่ะอยากเข้าไปทักทายนางใจจะขาด ทว่าในหัวสมองกลับเต็มไปด้วยคำถาม?”
“นางใกล้ชิดท่านพ่อข้าเพราะสาเหตุใดกัน? จริงใจกับครอบครัวของข้าหรือไม่? เพราะเหตุใดนางถึงจากไปโดยไม่ร่ำลา? เพราะเหตุใดท่านพ่อข้าจึงเลือกที่จะไม่พูดถึงนาง?”
“ซึ่งด้วยคำถามเหล่านี้ มันจึงทำให้ข้าตัดสินใจไม่เปิดฉากทักทาย เพราะข้าไม่รู้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับตระกูลเย่ยังคงดีอยู่หรือเปล่า”
หยุนฉางเยว่พยักหน้าเบาๆ “จริงอย่างที่เจ้าว่า เรื่องนี้ช่างซับซ้อนและละเอียดอ่อนยิ่ง”
“เอาล่ะๆเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ ยังเหลือเวลาอีก 3 วันก่อนจะออกเดินทางกลับ ข้าอยากจะยกระดับพลังกายและพลังปราณเสียหน่อย” เย่หยุนซีลุกขึ้นจากเตียงใหญ่แล้วกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของตนเองนับจากนี้
“โอ่ว ถ้างั้นให้ข้าจะไปพักที่ห้องนอนเล็กก่อน เชิญเจ้าฝึกฝนได้ตามสบาย” หงส์สาวชันกายลุกขึ้นนั่ง
“ไม่เป็นไรๆ ท่านจะอยู่ที่นี่ก็ได้ ถึงจะพูดว่าเป็นการฝึกแต่มันก็แค่การแช่สมุนไพรเท่านั้น” ส่ายศีรษะเบาๆ เย่หยุนซีดึงเอาถังไม้ขนาดไม่ใหญ่มากมาวางไว้ใจกลางห้อง ก่อนจะนำสมุนไพรร้อยปีซึ่งมีฤทธิ์ร้อนและเย็นใส่ลงไปจำนวนมาก ตามด้วยเทโลหิตอสรพิษวารีและโลหิตมังกรดินเพิ่มเข้าไป
“สามี!! เจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ นี่มันไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตัวตาย!!!” มองเห็นโลหิตสีแดนฉานที่เดือดปุดๆอยู่ในอ้างไม้ หยุนฉางเยว่รีบลุกพรวดเข้าไปกอดเอวชายหนุ่มไว้หมายห้ามปราม
นี่มันการแช่น้ำสมุนไพรที่ไหนกัน ในสายตาของนางนี่คือการแช่พิษชัดๆ แถมยังเป็นพิษที่หวาดสะพรึงจนมิอาจพรรณนา
เย่หยุนซียกมือขึ้นโอบกอดและลูบเส้นผมสีเงินของนางช้าๆ “ที่รัก ตัวข้ามีกายาพิเศษและเคยแช่มันมาแล้วหนึ่งครั้ง ดังนั้นท่านไม่จำเป็นต้องกังวล”
“ตะ แต่......!”
หยุนฉางหาเหตุผลเพื่อหยุดสามีหนุ่ม ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าและแววตาที่สุดแสนจะมั่นใจของเขา ตัวนางก็ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกไปเลยสักคำ
“ฝู่! ถ้างั้นข้าจะนั่งเฝ้าดูเจ้าอยู่เงียบๆ และไม่สร้างปัญหา” ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ หงส์สาวรีบหันหลังเดินกลับไปนั่งบนเตียงใหญ่ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกห่วงใยและความรู้สึกดี
รู้สึกดีที่เย่หยุนซีไว้ใจยอมเปิดเผยความลับเช่นนี้ให้นางได้รับรู้ ทั้งยังยอมให้นางอยู่เคียงข้างในตอนที่เขากำลังจะทำสิ่งอันตราย
“ที่รัก ตัวท่านเองก็ไม่ควรปล่อยเวลาให้สูญเปล่านะรู้ไหม” เย่หยุนซีเดินเข้าไปหาภรรยาสาวพร้อมทั้งยื่นโอสถทวีลมปราณระดับปรมาจารย์ให้กับนาง ราวกับกำลังบอกว่าให้บ่มเพาะไปด้วยกัน
“อืม ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการ” รับโอสถทวีปราณ หยุนฉางเยว่รีบกลืนมันแล้วเข้าสู่ภวังค์แห่งสมาธิ เริ่มโคจรทักษะบ่มเพาะพลังโดยคิดไม่รอช้า
ผู้เป็นสามีผุดรอยยิ้มบางออกมา เขาปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเอง เดินลงไปแช่ในอ่างโลหิตสมุนไพร จากนั้นหยิบโอสถเสริมปราณระดับกษัตริย์ที่พึ่งได้มาจากคลังสมบัติแล้วกลืนมันลงไปในทันที
“ฝู่! ขอให้สำเร็จด้วยดี”
พูดจบ! เด็กหนุ่มจึงเริ่มโคจรทักษะกายามังกรเทวะและทักษะบ่มเพาะมังกรหยินหยางอมตะควบคู่กันอย่างที่เคยทำมาในอดีต
โลหิตมังกรและโลหิตอสรพิษหมุนวนรอบตัวเขาอย่างต่อเนื่องประดุจวังน้ำวนขนาดย่อมก็ไม่ปาน ส่งผลให้ผิวหนังของเย่หยุนซีเริ่มเกิดแสงสีขาวดำกระพริบไหวไปมาอย่างไม่เป็นจังหวะ
ส่วนภายในร่างกาย บัดนี้อัดแน่นด้วยพลังปราณจำนวนมาก ซึ่งได้มาจากจากโอสถเสริมปราณระดับกษัตริย์ที่เขากลืนลงท้องไปเมื่อครู่นี้
แต่ด้วยทักษะบ่มเพาะที่สุดแสนจะเลิศล้ำ พลังปราณเหล่านั้นจึงหลั่งไหลเข้าสู่ตันเถียนของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นทะเลสาบพลังงานขนาดย่อมสองสีที่ดูแล้วน่าอัศจรรย์ใจ
จากสระน้ำกลายเป็นทะเลสาบในเวลาอันสั้น! นี่คือกระบวนการเลื่อนขั้นที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา หากผู้ฝึกตนคนใดได้เห็นเหตุการณ์นี้ เกรงว่าจะพากันตกตะลึงจนหัวใจวายตาย