บทที่50 อินทรีย์ มุสิก และมด
มือที่ขาวผ่องข้างหนึ่งได้ยื่นยาลูกกลอนสีดำนิลส่งเข้าปากของฮุ่ยจวินสติของฮุ่ยจวินแม้ใกล้จะหมดลงแต่มันก็ยังคงรู้สึกได้ เมื่อกลิ่นกำจายหอมเย็นของตัวยากระทบโสตประสาทการรับกลิ่นมันก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือยาชั้นเลิศที่สามารถรักษาอาการมิใช่พิษที่อันตรายอันใด มันจึงกลืนลงในลำคออย่างไม่ปฏิเสธหรือไต่ถาม
เมื่อได้รับยาลูกกลอนเม็ดนั้น ร่างกายของมันก็คล้ายถูกปกคลุมไปด้วยไอเย็นที่ไม่หนาวเหน็บเป็นความเย็นที่ชุ่มฉ่ำดังฤดูเหมันต์ช่วงปลาย ความสดชื่นจึงถ่ายทอดไปทั่วทั้งร่าง และดูเหมือนความเจ็บปวดจากพิษจะเริ่มทุเลาลงไปเรื่อยๆ
ฮุ่ยจวินไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังของตนเป็นใครเหตุใดถึงต้องช่วยตน แต่กลิ่นกายแลชุดที่หอมกรุ่นราวกับบุปผาแรกแย้มเช่นนี้ทำให้มันรู้สึกคุ้นชินนักและทำให้มันได้ฉุกใจคิดแลนึกย้อนไปถึงตอนที่มันช่วยเหลือมารดาของขอทานน้อยผู้น่าสงสารรวมถึงเมื่อตอนที่เถ้าแก่ร้านโอสถในเมืองต้าฉางนำยาชั้นดีหลายขนานมามอบในแก่มัน ซึ่งในตอนนั้นมันก็คล้ายรู้สึกได้กลิ่นของบุปผานี้แต่ตอนนั้นมันมิได้ใส่ใจเพราะคิดว่านั่นอาจเป็นกลิ่นของดอกไม้ป่าหรือดอกไม้ที่อยู่ตามบ้านเรือนของคนทว่าพอมันได้สัมผัสกลิ่นหอมที่เบื้องหลังอย่างแนบชิดมันถึงได้มั่นใจ
ฮุ่ยจวินจึงกล่าวเสียงแหบพร่า
“ที่แท้ท่านก็เป็นคนที่คอยยื่นมือช่วยเหลือข้ามาโดยตลอด…ท่านเป็นใคร ต้องการอะไรจากข้า บอกไว้ก่อนข้าไม่มีสิ่งใดให้ท่านหวังประโยชน์ได้หรอกนะ"
แม้ได้รับยา แต่อาการพิษมิใช่จะไม่ส่งผลยิ่งพิษได้เล่นงานมันอยู่นานแล้ว เช่นนั้นมันจึงมิอาจประคองสติต่อไปได้ไหว แต่ช่วงสุดท้ายที่ชายหนุ่มจะคองสติไว้ไม่อยู่มันได้กัดฟันค่อยๆ เอียงศีรษะเลื่อนสายตามองไปยังใบหน้าของคนที่อยู่เบื้องหลัง เห็นวงหน้าที่สะคราญโฉมราวกับหยกสวรรค์ที่สลักเสลาอย่างประณีตมีทั้งความงดงามแลแฝงด้วยความเย็นชารวมอยู่ในที่เดียว สายตาของชายหนุ่มก็นิ่งค้างไหวระริกมันมิได้ถูกความงดงามราวกับนางเซียนนางสวรรค์สะกด แต่ที่มันนิ่งค้างเป็นเพราะมันรู้สึกคลับคล้ายคลับครากับวงหน้าแลแววตาสายนี้ยิ่งนักคุ้นเคยจนกระทั่งก่อนจะสิ้นสติมันได้หลุดคำแผ่วเบาออกมา
“ฮุ่……”
แต่ทว่าคำพูดดังกล่าวก็ยังมิทันได้ความเสียงก็พลันอันตรธานหายไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะของมัน
ร่างในอาภรณ์สีขาวราวหิมะจึงประคองร่างที่สิ้นสติของฮุ่ยจวินไม่เพียงแต่ฮุ่ยจวินเท่านั้นที่รู้สึกคลับคล้ายคลับครา ร่างที่อยู่ในอาภรณ์ขาวเองเมื่อได้เห็นใบหน้าของมันอย่างใกล้ชิดดวงตาคู่งามก็ต้องปรากฏความไหวระริก โครงหน้าเช่นนี้ ความหล่อเหลาคมคายอันเด่นชัดที่ราวกับถูกวาดขึ้นจากจิตรกรอันดับหนึ่งของแผ่นดินจนขนาดแม้หนวดเคราที่ดกดำปกคลุมก็มิอาจปกปิดได้นี้ ช่างมีความคล้ายคลึงกับบุรุษที่สลักลึกอยู่ในใจของตนยิ่งนัก
ร่างในอาภรณ์สีขาวราวหิมะนางก็คือ ไป๋เหิ่นซิน
ไป๋เหิ่นซินจ้องมองใบหน้าที่หล่อเหลาเรียบเนียนภายใต้หนวดเคราดกดำที่ปกปิดยิ่งมองจิตใจก็ยิ่งสั่นสะท้าน นางได้แต่เตือนสติของตนเองว่ามิใช่เห็นใครที่มีนิสัยใจคอเช่นเดียวกับมันก็จะทึกทักว่าเป็นมันทั้งหมดเรื่องที่มันถูกสังหารจนตกตายบนหุบเหวลึกนางได้เห็นกับตาของตนเอง เช่นนั้นนางยังจะหวังให้ใครต่อใครเป็นมันได้อย่างไร
จิตใจที่พลุ้งพล่านเกิดขึ้นอยู่เนิ่นนานจึงค่อยๆสงบลง นางสูดลมหายใจเข้าลึกความเย็นชาที่ราวกับจิตใจอันตายด้านก็คืนกลับมาเช่นเคย คนที่คล้ายกันบนโลกแห่งนี้มีมากมายนักเช่นนั้นนางจะให้เหล่าคนที่คล้ายมันผู้นั้นมาสั่นคลอนมรรคจิตของนางมิได้ เพราะมรรคจิตของนางมีไว้เพื่อมุ่งสู่มหาวิถีอันสูงสุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้นมีแต่ต้องแข็งแกร่งที่สุด นางถึงจักได้แก้แค้นคืนกลับให้แก่มัน และสานต่อปณิธานที่มีต่อโลกของมัน
ไป๋เหิ่นซินค่อยๆ วางร่างของบุรุษหนุ่มตรงหน้าลงนางได้ติดตามดูบุรุษหนุ่มผู้นี้มาพักหนึ่งเพราะเห็นเค้าความเป็นคนผู้นั้นอยู่บนตัวมันยิ่งติดตามนางยิ่งถูกความดี ความเมตตาและความมีคุณธรรมซึ่งหายากบนโลกแห่งการแย่งชิงนี้ลากนางให้ถลำลึกถลำลึกถึงขนาดว่านางเห็นว่ามันคือคนผู้นั้น วันนี้นางจึงได้สลัดความคิดนั่นคืนกลับแล้ว
เหมือนมิได้แปลว่าใช่ คล้ายคลึงมิได้หมายว่าเป็นคนเดียวกัน
เช่นนั้นนางก็มิจำเป็นต้องติดตามตรวจสอบตัวตนของมันอีกต่อไปแล้วนางเห็นกับตาว่ามันตาย นางจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะยกใครมาเทียบชั้นมัน
ขณะที่ไป๋เหิ่นซินจะจากไป มือข้างหนึ่งของฮุ่ยจวินก็รีบคว้าแขนนางเอาไว้ไป๋เหิ่นซินถึงกับรู้สึกผิดคาดแลแปลกใจ บุรุษผู้นี้มิได้มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษ มิได้เป็นผู้ฝึกในมหาวิถีวจนะเช่นนั้นเมื่อถูกพิษขนาดนี้เหตุใดร่างกายของมันจึงได้ฟื้นตัวรวดเร็วนัก รวดเร็วยิ่งกว่าผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์เสียอีก!
“แม่นางได้โปรดช้าก่อน"
เสียงแหบพร่าปนเสียงไอดังขึ้นหลังจากมือที่คว้าจับนัยน์ตาสองข้างที่ลืมขึ้นอย่างยากลำบากจ้องมองไปที่ใบหน้าสะคราญโฉม ฮุ่ยจวินเองก็รู้สึกเหมือนเคยเห็นหน้าและแววตาของสตรีนางนี้จากที่ไหนมาก่อนยิ่งมองนานยิ่งคล้ายนึกถึงแต่ฮุ่ยไป๋ แต่พอนึกย้อนอีกที เด็กหญิงผอมแห้งซูบเซียว ผู้ที่มีผิวหยาบกร้านมอมแมมผู้นั้นจะกลับกลายเป็นสตรีที่งดงามราวเทพธิดาได้อย่างไรอีกทั้งมันก็เข้าใจว่านางได้ตายไปพร้อมกับท่านลุงแล้ว เช่นนั้นมันจะมาทึกทักสตรีที่มีโครงหน้าแลแววตาที่คล้ายคลึงทุกผู้เป็นฮุ่ยไป๋มิได้
ฮุ่ยจวินมองฝ่ามือของตนที่กำลังกุมจับข้อมืออันขาวผ่องเรียบเนียนก่อนจะรีบปล่อยอย่างรวดเร็ว
“ขออภัยที่ล่วงเกิน"
แล้วมันก็ฝืนกายลุกนั่งประสานมือขึ้น
“ขอบพระคุณที่ยื่นมือช่วยเหลือ”
ไป๋เหิ่นซินเพียงพยักหน้ามิกล่าวตอบ นัยน์ตาที่เย็นชาของนางได้เบือนไปยังทิศทางอื่นราวกับว่ามิกล้าที่จะมองใบหน้าของฮุ่ยจวินตรงๆ
ฮุ่ยจวินคิดกล่าวถามถึงเหตุผลว่าทำไมนางที่มิเคยรู้จักกับมันมาก่อนจึงได้ให้การช่วยเหลืออย่างลับๆเช่นนี้ แต่พอจะกล่าว จิตใจกลับสอดแทรกคำถามอื่นขึ้นมาแทน
“ท่านมีนามว่าอะไร"
“ไป๋เหิ่นซิน”
ไป๋เหิ่นซินหลุดปากกล่าวตอบทันที จนขนาดแม้แต่ตัวนางเองยังต้องแปลกใจที่มรรคจิตถูกก่อกวนได้ถึงเพียงนี้นางรู้สึกว่ามิอาจควบคุมมรรคจิตแลความสงบในจิตใจของตนได้เลยเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้เช่นนั้นแม้แต่นามที่นางมิค่อยจะเปิดปากบอกใครก็พลันหลุดจากปากโดยคล้ายมิได้ไตร่ตรอง
ด้านฮุ่ยจวินเมื่อได้ฟังชื่อของนางในใจก็รู้สึกผิดหวังเพราะนี่อาจมิใช่ชื่อที่มันอยากได้ยิน แต่ความจริงก็คือความจริง มันจะหลอกตัวเองมิได้ชายหนุ่มจึงกล่าวออกมา
“สตรีไร้ใจ ส่วนข้าคือแพทย์ไร้นาม นับว่าพวกเราคล้ายมีสิ่งที่ขาดไปเหมือนกันอยู่บ้าง"
ไร้ใจกับไร้นาม สองคำนี้ล้วนถูกตั้งขึ้นเพราะเบื้องลึกที่หยั่งรากมิอาจถอนเป็นคำที่ตั้งบนชื่อคล้ายตอกย้ำให้จดจำมิลืมเลือน ความหมายของชื่อที่ตั้งแม้คำเรียกสิ่งที่ขาดมิได้เหมือนกันเสียทีเดียวแต่ความหมายแลความนัยน์แทบจะถอดแบบมาจากสิ่งที่คล้ายคลึงกัน
ถึงตอนนี้ไป๋เหิ่นซินก็สามารถสงบจิตใจแลควบคุมมรรคจิตให้คืนกลับสู่ความสงบราบเรียบดังเดิมได้แล้วความเย็นชาจึงยิ่งปกคลุมแทบจะทั่วบริเวณ นางไม่กล่าวคำมากความ เมื่อตัดสินใจที่จะเดินหน้านางก็เดินหน้าอย่างไร้ลังเลทันที
ฮุ่ยจวินกล่าวไล่หลัง
“เราท่านมีโอกาสพบพานกันอีกหรือไม่"
ไม่มีคำตอบ มีเพียงลมหอบหนึ่งที่พัดมาพร้อมกับกลิ่นบุปผาแรกแย้มที่เจือจางและเลือนหายไปในที่สุดคงไว้แต่เพียงผ้าสีขาวแผ่นบางๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ ซึ่งเป็นผ้าที่ใช้ห่อยาลูกกลอนที่ให้ฮุ่ยจวินกินถอนพิษผ้าแผ่นนี้ปลิวว่อนกลางอากาศก่อนตกลงตรงหน้าของฮุ่ยจวิน
ฮุ่ยจวินเก็บมันขึ้นมา กลิ่นหอมของตัวยายังคงแผ่กำจายติดอยู่ภายในชายหนุ่มมองผ้าผืนนี้อย่างเหม่อลอย อย่างน้อยผ้าห่อยาผืนนี้ เจ้าของของมันนี้ก็เคยช่วยชีวิตตนไว้แม้แท้จริงพิษนั่นมิอาจถึงขั้นพรากชีวิตของชายหนุ่มได้ แต่ยานี้ก็ดึงมันขึ้นมาจากความเจ็บปวดทรมานที่แสนสาหัสเช่นนั้นมันจึงสำนึกขอบคุณและเก็บผ้าห่อยานี้ไว้ในอกเสื้อของตนอย่างทนุถนอม พร้อมกับมองไปในเส้นทางที่ตนต้องก้าวเดินภายในสามวันนี้มันจักต้องไปถึงเมืองหลวงก่อนเที่ยง หรือไม่เช่นนั้นมันก็ต้องหลอกล่อให้คนของพรรคเอกยาจกติดตามร่องรอยมาเพื่อให้ปู้ชิงเถาไปถึงที่นัดหมายได้อย่างสะดวก
เวลาแห่งการนัดหมายเหล่าผู้กล้าไร้สังกัดที่ชอบความท้าทายได้ใกล้เข้ามาผู้คนจากเจ็ดพรรคใหญ่ในแต่ละจุดได้เตรียมการและความพร้อมแทบจะเสร็จสรรพ เหล่าผู้กล้าก็มุ่งสู่เมืองหลวงมาอย่างมิขาดสายหน่วยข่าวกรองของพรรคน้อยใหญ่ในสายของผู้ฝึกลมปราณสามัญมากมายที่มิได้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถูกเชื้อเชิญต่างให้ความสนใจแลจับจ้องส่วนเหล่าผู้เดินในเส้นทางมหาวิถีแห่งวจนะต่างมิได้สนใจในการนัดชุมนุมเหล่านี้แม้เพียงกระผีก
ผู้ฝึกตนในมหาวิถีวจนะ มองตนเองเป็นดั่งอินทรีย์ที่บินอยู่บนฟากฟ้าส่วนเหล่าจอมยุทธ์ลมปราณสามัญได้เปรียบเป็นเหล่ามดปลวกในสายตาของพวกมัน เช่นนั้นอินทรีย์จึงมิจำเป็นต้องมองฝูงมดที่รวมกลุ่มให้เสียเวลาเพราะฝูงมดต่อให้สร้างรังดินขนาดใหญ่ พวกมันก็มิอาจสร้างถึงแผ่นฟ้าได้
จะมีก็แต่เหล่าผู้ฝึกญาณ เหล่าผู้ที่ในอดีตเคยเป็นพยัคฆ์แต่ทว่าบัดนี้ถูกสถานการณ์หลายอย่างบีบให้พยัคฆ์ต้องกลับกลายเป็นมุสิก มุสิกตายได้เมื่อถูกฝูงมดกลุ้มรุมเช่นนั้นเมื่อเห็นมดรวมตัว พวกมันจึงยิ่งให้ความสนใจและความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวที่มีพวกทรยศคนในมหาวิถีเดียวกันอย่างเจ็ดพรรคใหญ่เป็นหัวเรือพวกมันก็ต้องยิ่งจับตามิอาจปล่อยวางได้
ทว่ามุสิกอย่างไรก็ต้องระวังสายตาของอินทรีย์ที่โผบินอยู่บนฟากฟ้าเช่นนั้นมุสิกเหล่านี้จึงได้แต่เพียงดำเนินการอยู่ในเงามืดอย่างลับๆ
“เจ็ดพรรคสุนัขมันคิดจะทำอะไร”
“ไม่ว่ามันจะทำอะไรก็อย่าคิดว่าจะหลบรอดจากเพลิงแค้นของพวกเราได้"
“หากมีจังหวะแลโอกาสพวกเราต้องมอบความแค้นคืนกลับแก่พวกมันอย่างสาสม"
“ไม่ว่าพวกมันจะคิดวางแผนทำสิ่งใดอีกครานี้อย่าให้พวกมันได้ประสบผล"
“ระดมพลเท่าที่จะหาได้ ถึงเวลาที่พวกเราจะนำเอาแรงแค้นและความทุกเข็ญสนองตอบต่อพวกมัน!"
อินทรีย์ลอยตัวอยู่เหนือนภามิอาจมีใครกล้ายุ่งในตอนนี้ฝูงมดกำลังดำเนินในเส้นทางของพวกมันเพื่อซักวันหนึ่งจะมิตกอยู่ใต้ลมเงาของปีกอินทรีย์ส่วนมุสิกก็เริ่มที่จะออกมาจากซอกหลืบที่ดำมืดไร้ความหวัง
กลิ่นอายแห่งโลหิต ความตายที่กล้ำกลาย และความแค้นซึ่งหยั่งลึกเหล่านี้ได้เพาะบ่มให้มุสิกอย่างพวกมันมิอาจไม่หลังพิงฝาได้อีกต่อไป
ถึงคราวที่หนี้เลือดจะต้องล้างด้วยเลือด
ถึงคราวที่มุสิกจะกอบกู้ศักดิ์ศรีแห่งพยัคฆ์ของตนคืนกลับ!
อินทรีย์ มุสิก และมดเคลื่อนไหว ปฐพีที่ดำรงอยู่บนความเงียบสงบมาเนิ่นนานกำลังจะลุกเป็นไฟสายลมแห่งโลหิตและความตายได้เริ่มที่จะพัดหวนคืนกลับมาอีกครั้ง!
จบเล่ม1