กลุ่มคนเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ของสำนัก ฝีมือระดับแถวหน้า พวกเขาไม่คิดว่าค่ายกลนี้ต้องถูกนำมาใช้ในการห้ำหั่น แต่นี่คือการทดสอบต่างหากเล่า หวังฆ่ากันเสียที่ไหน
“นี่มันบ้าชัดๆ เริ่มต้นกันด้วยหมากกลระดับสูงกันเลยรึไง ครามเพิ่งเลื่อนเป็นนักสิทธิ์กูรูจริงๆ แต่ด้วยนักสิทธิ์ขั้นสูงทั้ง 10 ก็สู้อย่างลำบากอยู่แล้ว หากต้องสู้กับหมากกลนี้ด้วยแล้ว นี่มันเขียงลอยฟ้าชัดๆ” พ่อบ้านวานรท้วงออกมา เพื่อให้ศิลาใช้อำนาจยับยั้งก่อนการปะทะจะเกิดขึ้น
แต่หาได้ทำให้ศิลาขยับแต่อย่างใดไม่ ด้วยเหตุที่ผู้อาวุโสต่างๆ ล้วนมีอำนาจ หากเห็นด้วยในการประลองครั้งนี้ ครึ่งหนึ่ง เขายังพอร่วมเป็นเสียงข้างมากได้ หากแต่ตอนนี้ทุกคนเห็นด้วย เสียงของเขาไม่มีค่าอันใด
ทั้ง 10 ล้อมวงไปยังคราม รวมพลังอิทธิไว้ที่มือ แล้วสลับกันปล่อยอย่างพัลวัน วัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ครามเดาทางได้ว่าใครเป็นผู้ปล่อย
ชั่วอึดใจ ครามเห็นหมากกลดังนั้นได้วางแผนเอาไว้ในใจ หมากกลนี้หาได้ซับซ้อนไม่ เน้นการใช้พลังโจมตีแบบสลับ ทำให้เพียงเดาทางยากเท่านั้น แล้วค่อยลอบปล่อยพลังที่รุนแรงสลับกับเบา เมื่อคู่ต่อสู้สับสนย่อมพลาดในการตั้งรับหรือตอบโต้
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเดา!!!
รอยยิ้มเผยที่มุมปากของคราม “หมากกลนี้ ไม่เห็นต้องใช้พลังของนักสิทธิ์ระดับกูรูเลยสักนิด” ครามเอ่ยออกมาเพื่อให้ทุกคนได้ยิน
บังอาจ!!! เจ้าสามหาวมากเกินไปแล้ว
พลัง 10 สาย สับวิถีพุ่งตรงไปยังคราม แต่พลาดเป้า ด้วยทักษะการหลบหลีกแบบผู้ใช้ศาสตรา ของคราม ผสานกับท่วงท่าที่สร้างความงุนงงจากคัมภีร์เบญจธาตุ ส่งผลให้หมากกลของอีกฝ่าย ที่ต้องการสร้างความสับสนให้กับคราม กลับเกิดความสับสนเสียเอง
ครามลอบใช้พลังอิทธิ ดึงเศษกิ่งไม้บนพื้นขนาดประมาณ 2 ศอก ให้เข้ามาอยู่ในมือ
อชิราเคยเห็นการต่อสู้แบบนี้มาแล้ว จึงได้หันไปบอกกับเฌอปรางว่าให้วางใจได้ ฝ่ายศิลา และเฌอเอม รวมทั้งพ่อบ้านวานร แอบได้ยินการพูดคุยของทั้งสองถึงกับเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ สลับการการจ้องมองไปบนฟ้าชมการต่อสู้
ครามปล่อยพลังอิทธิใส่กิ่งไม้ที่อยู่ในมือ เพื่อใช้แทนศาสตรา พลันเกิดแสงวูบไหว ยามกวัดแกว่งราวกับถือไม้ที่ท่วมด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าคราม
“จะเริ่มแล้วนะ กระบวนท่าเคล็ดวิชาคัมภีร์เบญจธาตุ” อชิรากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
สายลมไร้ทิศทาง!!! สิ้นเสียงครามปล่อยพลังโจมตีเป็นริ้วๆ หลายสาย ออกจากกิ่งไม้ เสี้ยวพลังเหล่านั้นดูเหมือนจะเคลื่อนที่ไร้ทิศทาง แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันมีเป้าหมายที่แน่ชัด
ฟุ่บ!!! ฟุ่บ!!! ฟุ่บ!!!
ร่างของคู่ต่อสู้ 10 คน ร่วงลงสู่พื้นทีละคน ๆ ในชั่วอึดใจ
“เด็กคนนี้ เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วราวกับนักศาสตรา ใช้พื้นที่กลางเวหาได้ราวกับก้าวย่างบนพื้นดิน” ผู้ชมคนหนึ่งที่อยู่เบื้องล่าง อุทานขึ้นมา
เฌอปรางได้ทีโพล่งออกไป “แน่ล่ะ ครามเขาฝึกฝนคัมภีร์ด้านศาสตราด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เริ่มครุ่นคิด นึกถึงคราวที่อชิรา บรรลุระดับเป็นนักสิทธิ์ ทั้งๆ ที่ฝึกศาสตรามาตั้งแต่เด็ก
“หรือว่าเด็กหนุ่มคนนี้ เอ่อ คราม เป็นทักษะคู่ด้วย”
“ผิด” ทั้งเฌอปรางและอชิราเอ่ยพร้อมกัน “ครามเป็นไตรภาคี” พอสิ้นเสียง คนที่ได้ยินดังนั้นได้หันควับไปที่ดรุณีทั้งสอง “ไม่จริง เด็กหนุ่มคนนี้รึเป็นไตรภาคี อัจฉริยะแบบนั้นหายสาบสูญไปจากนครเนรดีไปหลายร้อยปีแล้วไม่ใช่รึ”
“นักสิทธิ์ทั้ง 10 ไม่ย่อท้อ ตั้งหลักได้ปราดตัวขึ้นจากพื้นสู่เวหาอีกครั้ง ไปตั้งหมากกลใหม่
หมากกล 9 ขุนเขา 1 ราชัน!!!
“อ้า นั่นมันหมากกลรวมพลังที่ร้ายกาจของสำนัก หมากกลนี้เน้นการรวมพลังจากคนข้างหลังพุ่งไปข้างหน้า คนที่อยู่หัวแถวคนที่ 10 ต้องรับพลังไว้ทั้งหมด และควบคุมไปสู่เป้าหมาย แย่แล้ว พลังนักสิทธิ์ทั้ง 10 ถูกรวมเป็นหนึ่ง เด็กคนนั้นจะรับได้หรือ” พ่อบ้านวานรโอดครวญ
พลังอิทธิลูกเท่ากำปั้นจากนักสิทธิ์ท้ายสุด พอเคลื่อนผ่านนักสิทธิ์แต่ละคน บัดนี้พลังลูกมหึมา ถูกรวมอยู่เบื้องหน้าของหัวแถว
ลูกพลังสีแดงเพลิงพุ่งตรงไปยังครามด้วยความรวดเร็ว ไม่รีรอ
“พลาดแน่นอน” เสียงโห่จากข้างล่าง เพราะความเร็วของครามมีมากกว่าความเร็วของลูกพลังนั้นมาก หากเป็นนักสิทธิ์ธรรมดาคงหลบไม่พ้น แต่เมื่อวิเคราะห์จากการต่อสู้ก่อนหน้า แต่ผิดคาด เด็กหนุ่มวัย 13 ปีไม่หลบแม้แต่น้อย
แต่เขากลับใช้เพียงกิ่งไม้ที่ถือหวดไปที่ลูกพลังนั้น จนมันกระเด็นขึ้นฟ้า พลันเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง แรงนั้นสร้างมวลอากาศอันทรงพลัง กระแทกให้นักสิทธิ์เจ้าของพลังร่วงลงสู่พื้นเวทีอีกรอบราวกับฝนลูกเห็บ
เด็กหนุ่มค่อยๆ ลอยลงมาปลายเท้าแตะลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล
เสียงกู่ร้องร้องดังลั่นไปทั่วสำนัก ยากที่จะระบุชัดเจนว่าใครถือข้างฝ่ายใด