บทที่ 35 หนทางอาชีพของพี่รอง
ใน่เทศกาลข้ามปี บรรดาท่านลุงท่านอาที่ออกไปทำงานจากต่างถิ่นล้วนกลับบ้านกันหมด สวี่โม่ผู้ขยันหมั่นเพียรก็ได้หยุดพักผ่อนใน่นี้เช่นกัน
แต่เขาไม่ได้นอนเอกเขนกอยู่บนฟูกตลอดฤดูหนาว ทุกวันจะต้องมาทำอาหารสามมื้อให้เหล่าน้อง ๆ ด้วยตัวเอง ่พักเขาก็ยังคัดลอกหนังสือ และเปิดอ่านตำราอาหารไปด้วย
วันนี้เขาค้นพบวิธีใหม่ในการปรุงมะเขือยาวและพยายามลองทำอย่างระมัดระวัง
เขาปอกเปลือกสีม่วงของมะเขือยาวออก ก่อนฉีกมันเป็ชิ้นเล็ก ๆ และพักไว้
หั่นเนื้อสามชั้นเป็ชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นแช่เส้นแกงร้อนหนึ่งกำมือ ก็เตรียมก่อไฟได้แล้ว
ปกติแล้วเจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิงจะเป็คนก่อไฟ แต่วันนี้ทั้งสองไม่อยู่ เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนมองหน้ากัน สุดท้ายก็เป็จ่างเยี่ยนก้าวออกมา
เื่นี้เจียงเซิงเป็คนเลือก นางกล่าวว่า “มือของพี่สี่ใช้สำหรับรักษาคนป่วย จะให้เขาไปก่อไฟได้อย่างไร”
แม้ใบหน้าของพี่ห้าจะหล่อเหลา แต่ใบหน้าไม่สามารถกินแทนข้าวได้ ต้องก่อไฟเท่านั้นถึงจะได้กิน
มุมปากจ่างเยี่ยนกระตุก แต่ก็ต้องยอมรับว่า นางมีเหตุผลมาก
ดังนั้น มือของเขาที่เคยจับทองคำและลูบหยกเนื้องามมาแล้ว จึงคว้าไม้ขีดไฟสีดำ แล้วจุดไฟที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ากระทั่งมันติดในที่สุด
สวี่โม่ใส่เนื้อสามชั้นลงในหม้อ ผัดจนน้ำมันหมูออกตามด้วยใส่เครื่องเทศ เติมน้ำ ใส่มะเขือยาว สุดท้ายแปะแป้งเนื้อบาง ๆ ไว้ข้างหม้อ
หลังจากตุ๋นด้วยไฟระดับกลางเป็เวลาครึ่งชั่วยาม เขานำแป้งที่สุกแล้วขึ้นมา ในหม้อยังมีน้ำแกงเหลืออยู่ จึงรีบใส่เส้นแกงร้อนลงไป ตุ๋นต่ออีกครึ่งชั่วยาม เส้นแกงร้อนดูดซับน้ำแกงจนอิ่มตัว มะเขือยาวนุ่มลิ้นละลายในปาก เนื้อสามชั้นก็เปื่อยจนเข้ากัน
หลังตักใส่จานและโรยต้นหอมปิดท้าย กลิ่นหอมก็โชยไปไกลถึงสิบลี้
เจียงเซิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยังไม่ทันได้ร้องเฮ ก็เห็นเงาร่างสองร่างและเกวียนลาเล่มหนึ่งมาจอดที่ประตูวัดร้าง
เจิ้งหรูเชียนในเสื้อผ้าขาดลุ่ยผมเผ้ายุ่งเหยิงวิ่งเข้ามา เขาสูดลดหายใจเข้าลึก ๆ น้ำตาไหลพราก “หอม ช่างหอมเหลือเกิน เป็กลิ่นหอมของอาหารที่บ้าน”
ฟางเหิงก็ไม่ต่างกัน เขากำลังน้ำลายไหล
หลังจากต้องนอนกลางดินกินกลางทรายมาเต็มสิบวัน ทั้งสองคนก็ผิวคล้ำและผ่ายผอมลงไป ยามนี้เมื่อเห็นเหล่าพี่น้องในบ้าน ดวงตาพลันแดงก่ำหลายครั้ง
“พี่รอง พี่สาม พวกท่านกลับมาแล้ว” เจียงเซิงสูดจมูก “ท่านสองคนเหตุใดถึงเพิ่งกลับมา พวกท่าน...ทำไมพวกท่านถึงผอมลงเช่นนี้”
สวี่โม่ยังคงท่าทีสงบนิ่ง หยิบเสื้อผ้าสองชุดและอ่างน้ำร้อนมาให้ “พวกเ้าล้างมือและกินข้าวก่อน จากนั้นพวกเราค่อยคุยกัน”
หลังจากล้างมืออย่างลวก ๆ เสร็จ พี่น้องทั้งหกก็ล้อมวงอยู่ข้างเตาเล็ก ๆ แต่ละคนคว้าแผ่นแป้งบางเริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
มะเขือม่วงเปื่อยรสชาติดี เส้นแกงร้อนนุ่มลื่น กระทั่งเนื้อสามชั้นก็ไม่มันเลี่ยน
หลังทานอาหาร
เจิ้งหรูเชียนกุมท้องโต ๆ ของเขา นอนลงบนผ้าห่ม ถอนหายใจอย่างอิ่มเอม
เจียงเซิงกัดฟันน้อย ๆ วิ่งเข้าไปดึงหูของเขาทันที
เจิ้งหรูเชียนใ เอียงศีรษะอ้อนวอน “เจียงเซิง! เจียงเซิงน้อย น้องสาว น้องสาวคนดี เ้าอย่าดึงหูข้า มีอะไรก็พูดกันดี ๆ”
“ใครจะยังพูดดี ๆ กับท่าน” เจียงเซิงกล่าวอย่างดุดัน “ท่านพาพี่สามวิ่งออกไปกะทันหัน ทั้งยังหายตัวไปสิบวัน หากยังไม่กลับมา ข้าคงคิดว่าพวกท่านเป็อะไรไปอยู่ข้างนอกแล้ว”
“อีกอย่าง พี่ใหญ่ต้องทนนั่งอยู่ในกองผักไปสำนักศึกษาทุกวัน ข้ายังเสียเงินไปยี่สิบเหวินเชียวนะ ท่านต้องชดใช้ให้ข้า ชดใช้มา!”
เห็นนางกำลังโมโหเช่นนี้ เจิ้งหรูเชียนกลับไม่กลัว เขาหัวเราะหึสองที
มีเพียงพี่น้องเท่านั้นที่จะโกรธเคืองกันเพราะความเป็ห่วงเป็ใย
เจียงเซิงยิ่งโกรธเมื่อเห็นรอยยิ้มของเขา นางดึงหูเขาแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เจิ้งหรูเชียนรีบยอมแพ้ทันที “ข้าจะคือให้ คืนให้เ้า ไม่ใช่แค่ยี่สิบเหวิน จะสองร้อยเหวินหรือสองพันเหวิน ข้าก็ให้เ้าได้ทั้งหมด”
เขาล้วงเงินออกมาจากอกเสื้อ หลังค้นอยู่นานก็หยิบสองเหวินใส่มือนาง
ตอนไปมีเงินสองตำลึง แต่ตอนกลับมาเหลือเงินแค่สองเหวิน
เจียงเซิงปล่อยมือด้วยความสิ้นหวังและพูดอะไรไม่ออก
เจิ้งหรูเชียนรีบหลบหลังฟางเหิง พลางลูบใบหูของตัวเองเบา ๆ
“เ้าสองเ้าสาม เื่นี้เป็ความผิดของพวกเ้า” ในที่สุดสวี่โม่ก็เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางสุขุม “หายตัวไปสิบวันโดยไม่บอกกล่าว พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าสิบวันนี้ ทุกคนเป็ห่วงพวกเ้ามากแค่ไหน”
เจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิงกำลังยิ้มแหย แต่เมื่อเจอสวี่โม่พวกเขากลับก้มหน้างุด สารภาพอย่างซื่อตรง
“สิบวันนี้ พวกข้าใช้เวลาแปดวันเดินทาง อีกสองวันที่เหลือก็ไปเก็บผักจากอำเภออวิ๋นสุ่ย โชคดีที่ไม่ได้ผิดหวัง ข้าเก็บผักมาเต็มเกวียน”
“สิบวันที่อยู่ข้างนอก ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ใช้ชีวิตยากลำบาก แต่โชคดีที่มีเงินติดตัวอยู่ จึงไม่ต้องกังวลเื่ปากท้อง” เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจ “แค่สิบวัน ข้ากับเ้าสามก็รู้สึกทนไม่ไหวแล้ว ไม่รู้เลยว่าเจียงเซิงน้อยของพวกเราเร่ร่อนมาได้ถึงเจ็ดปีอย่างไร”
เจ็ดปีเต็ม ๆ เชียวนะ
ยิ่งเจิ้งหรูเชียนคิดว่าชีวิตที่ต้องกินอยู่ไม่เป็ที่ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ยิ่งสงสารน้องสาวมากขึ้นเท่านั้น
โชคดีที่ต่อจากนี้ จะมีพวกเขาคอยดูแลนางแล้ว
เจิ้งหรูเชียนยืดตัวตรง ชี้เกวียนลาที่บรรทุกผักเต็มเล่มด้านนอกวัดร้าง เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “พี่ใหญ่ ข้านำผักกลับมาแล้ว คนในอำเภอนี้ไม่ยอมขายผักให้ข้า ข้าก็ไปซื้อที่อำเภออวิ๋นสุ่ย ถ้าอำเภออวิ๋นสุ่ยไม่ขายให้ ข้าก็ยังไปซื้อที่อำเภออื่นได้อีก”
ขอเพียงมีเกวียนลา ขอเพียงเต็มใจอดทน ไม่ว่าผักจากที่ใด เขาก็สามารถขนมาได้ทั้งนั้น
แก่นแท้ของการทำการค้าก็คือการขนส่งไม่ใช่หรือ?
รอยยิ้มของเจิ้งหรูเชียนชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเหมือนจะเข้าใจประเด็นสำคัญแล้ว
กุญแจสำคัญที่แท้จริงในการทำให้การค้าของเขาประสบความสำเร็จ!
“ไม่เพียงเท่านั้น พี่รองยังนำของขวัญมาให้ทุกคนด้วย” ฟางเหิงเอ่ยขึ้นอย่างถูกจังหวะ “สองตำลึงเงินนี้ พี่รองใช้จ่ายอย่างประหยัดและรอบคอบจริง ๆ”
เจียงเซิงที่แต่เดิมนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นด้วยความเ็ป ก็ะโขึ้นวิ่งไปยังเกวียนลา “ของขวัญอยู่ที่ใด อยู่ใด?”
พี่ชายทั้งหลายต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ถึงอย่างไร น้องสาวพวกเขาก็ยังเป็เพียงเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบเท่านั้น
เจิ้งหรูเชียนได้สติ เขาหยิบขนมที่นำมาจากอำเภออวิ๋นสุ่ยออกมา กล่าวแนะนำว่า “นี่คือขนมที่ข้าบังเอิญเห็นตามท้องถนน เขาบอกว่าเก็บไว้ได้นาน รสชาตินุ่มหนึบ จิ้มน้ำตาลขาวยิ่งอร่อย...”
เขายังพูดไม่ทันจบ เจียงเซิงก็คว้าขนมไปชิ้นหนึ่งแล้วยัดเข้าปาก นางเคี้ยวไปได้คำเดียว ก็รีบคายออกมาทันที
“ถุย ๆ นี่มันอะไรกัน แข็งจนแทบทำฟันข้าหลุดหมดแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
สวี่โม่เดินมาหยิบขนม ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “หากข้าจำไม่ผิด ขนมนี้เป็ของขึ้นชื่อจากทางใต้ ต้องหั่นเป็แผ่นแล้วย่างจนเกรียมเล็กน้อย หรือต้มในน้ำจนนุ่มก่อนจึงจะกินได้”
“พี่ใหญ่ช่างรอบรู้จริง ๆ” เจิ้งหรูเชียนพยักหน้า “ขนมชิ้นนี้เป็ของขึ้นชื่อจากเขตอวิ๋นหนานจริง ๆ ข้าแค่บังเอิญเจอเท่านั้น ครั้งนี้สิ่งที่ซื้อมามากคือของขึ้นชื่อท้องถิ่นของอำเภออวิ๋นสุ่ย”
ถึงแม้อำเภออวิ๋นสุ่ยจะห่างจากอำเภอเซี่ยหยางเพียงอำเภอเดียว แต่อุณหภูมิกลับต่างกันถึงสี่ห้าองศา
ในอำเภอเซี่ยหยางมะเขือยาวกับถั่วฝักยาวที่แช่แข็งตายไปแล้ว กลับยังอยู่รอดบางส่วนในเขตทางใต้ของอำเภออวิ๋นสุ่ย
ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังค้นพบอาหารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า หน่อไม้น้ำ ซึ่งเป็ผักที่ชาวบ้านในอำเภออวิ๋นสุ่ยนิยมรับประทาน แต่เนื่องจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์และอื่น ๆ ทำให้มันไม่เคยปรากฏในอำเภอเซี่ยหยางมาก่อน
เจิ้งหรูเชียนหยิบหน่อไม้น้ำขึ้นมาสองต้น ทุกคนต่างพากันล้อมวงชื่นชมด้วยความแปลกใจ
สวี่โม่หยิบหนังสือออกมาเพื่อค้นหาข้อมูลเงียบ ๆ
วันรุ่งขึ้น
หลังเจิ้งหรูเชียนและฟางเหิงพักเสร็จแล้ว จึงนำผักไปส่งที่เรือนโยวหราน