ตะวันเคลื่อนต่ำท้องฟ้าค่อยๆกลายเป็สีน้ำเงินเข้ม สองสหายผู้ร่วมชะตายังไม่กระดิกไปจากโรงเตี๊ยมแห่งเดิม แรกเริ่มจากแชร์ประสบการณ์ในต่างโลกไปจนถึงปรับทุกข์เื่ที่ค้างคาในใจไม่สามารถเอ่ยให้ใครฟังได้
กล่าวถึงเื่ไม่สบายใจสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือสุราเลิศรส จากหนึ่งกาเป็สองกา จากสองกาเป็หนึ่งไห เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้คนทั้งสองเริ่มนั่งไม่ตรงแล้ว ร่างระหงเลื้อยไปตามพื้นเอาเบาะรองนั่งมาทำหมอนหนุนนอนมันตรงนั้นเลย ดวงหน้าแดงกล่ำดวงตาฉ่ำน้ำลืมแทบไม่ขึ้น
อันจื่อเทาหลวมตัวไปกับเด็กเมามายไม่ต่างกัน ร่างโปร่งโงนเงนจนต้องท้าวแขนกับโต๊ะมือหนุนศีรษะไว้ไม่ให้หน้าทิ่มลงไป ดวงตาดอกท้อมองหญิงสาวตรงข้ามคิดหาทางจะพากลับยังไงดี
“แดเนียล”ฝาเท้าสะกิดจากทางใต้โต๊ะ เ้าของชื่อครางอือรับ เมื่อเห็นว่าพอมีสติรับรู้จึงเอ่ยต่อ “ฟ้ามืดแล้ว”
“ค่ำแล้วก็นอน”เสียงยานคางแสดงถึงระดับความเมา อันจื่อเทาหยิบมะนาวจากอาหารบนโต๊ะเข้าปากหยิกแขนตัวเองเต็มแรงไปทีเพื่อให้สติยังคงอยู่ ก่อนคลานเข้าหาคนเมาอีกคนยื่นมือไปหิ้วคอเสื้อให้ลุกนั่งมาคุยกันดีๆ
“หาที่นอน”ตัวเขาไม่รู้จะไปไหนต่อ จะนอนที่นี่ก็คงไม่ได้อีกเช่นกัน อย่างน้อยไปเปิดห้องสักห้องนอนจะดีกว่า เขาไม่ใช่คนติดสบายนอนพื้นไม่ได้ แต่ถ้ามีตัวเลือกที่ดีกว่าไม่มีเหตุผลต้องไม่ทำ อีกอย่างชายหญิงอยู่ห้องเดียวกันแบบนี้ทั้งคืนไม่เหมาะสมเท่าไหร่ หลี่ซูเซียนเป็ถึงบุตรสาวเสนาบดีจะปล่อยทิ้งไว้ตรงนี้ก็ไม่ได้อีก ถึงไส้ในจะเป็เด็กเปรตเขาคิดว่าควรให้เกียรติมันบ้าง
“นอนหนายยยยย”ถึงขั้นไม่ลืมหูลืมตาแล้วจะหิ้วมันออกไปยังไงล่ะเนี่ย
ท่ามกลางความมืดเงาสองร่างเคลื่อนไหวไปตามที่สูง สายตาสอดส่องไปตามถนนหนทางหาร่างบุรุษบอบบางที่ตามหาทั้งวันแต่ยังไร้วี่แวว
“เ้าเด็กนั้นจะไปที่ใดได้กัน หาเื่ให้คนอื่นวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ”อี้หย่งหยางเจี๋ยหัวเสียไม่เบา หลัวเจี้ยนฮ่าวออกตามหาอี้หย่งเพ่ยซานกลับไปม่อหวังฟันจ้าวหย่าหวังเข้าแล้วเล่าความคร่าวๆให้ฟัง เื่จึงไปถึงหูเ้าสำนักกับฮูหยิน พ่อแม่ของเขามาถามความจริงถึงเรือนตำหนิเขากับเจิ้งเหยียนยกใหญ่ที่ไม่ยอมออกตามหาอี้หย่งเพ่ยซานปล่อยเวลาล่วงผ่านนานขนาดนี้
อี้หย่งหยางเฉินร้อนใจเร่งสั่งม่อหวังฟันเกณฑ์คนออกตามหา ตะวันเคลื่อนต่ำลงทุกทีแต่ยังไร้วี่แวว ทั้งหมดจึงตัดสินใจไปรอที่สำนักหยางจิ่วกัน หากมืดค่ำย่อมทำอะไรได้สะดวกกว่ารั้งรอในจวนผู้อื่น
“น้องเ้ามิใช่หรือ ลองตรองดูดีๆว่าเขามักจะไปที่ใดเวลาเช่นนี้”
“นอกจากสำนักหยางจิ่วกับจวนสกุลหลัวคงไม่มีที่ใดรับคนนิสัยเสียเช่นนั้นหรอก”
เมื่อเห็นว่าคงไม่ได้ความอะไรหลัวเจิ้งเหยียนจึงไม่คิดถามอีก ไล่สายตาหาตามที่โล่งต่อ กระทั่งสะดุดตากับเงาร่างซวนเซเบื้องหน้า ใช่ไม่ใช่ก็ต้องดูไว้ก่อน พอเพ่งมองชัดๆเงาที่ส่ายไปมาจากหนึ่งพลันกลายเป็สอง
“นั่นมัน…”สองคนหันมองกัน เมื่อได้รับการพยักหน้าเชิงบอกว่าคิดเหมือนกันทั้งสองจึงตรงเข้าไปยังเป้าหมายทันที
อันจื่อเทากับเด็กขี้เมาที่กว่าจะงัดมันขึ้นมาได้ก็เล่นเอาหอบไปเหมือนกัน ออกมากะว่าจะได้ห้องดีๆนอนพักที่เตียงนุ่มๆแต่เสี่ยวเอ้อกลับบอกว่าห้องเต็ม แถมค่าเสียหายที่ยึดห้องพิเศษไปหลายชั่วโมงบวกอาหารเลิศรสสุราชั้นดีหลายไหยังบานตะไท อี้หย่งเพ่ยซานผู้ออกมาแต่ตัวหันไปขอความช่วยเหลือจากคุณหนูสกุลหลี่เป็อันต้องหน้าตึงเพราะนางก็ไม่ได้พกเงินออกมาด้วยเหมือนกัน
เห็นสายตาเสี่ยวเอ้อที่มองมาอย่างกับเขาทั้งสองคนกำลังก่ออาชญากรรมอันจื่อเทาไม่รู้จะทำยังไง ยิ่งข้างกายมีสตรีเมามายเกาะแขนไม่ปล่อยเขายิ่งดูเหมือนโจรราคะที่มอมสุราหญิงสาวพาไปทำมิดีมิร้าย พลันสายตาเหลือบไปเห็นปิ่นทองเครื่องประดับหยกล่ำค่าตามตัวหลี่ซูเซียนจึงต้องยืมมาใช้ก่อน เสี่ยวเอ้อถึงได้ยอมปล่อยพวกเขาออกมา ออกจากโรงเตี๊ยมพร้อมกับหนีบคนเมาอ้อแอ้ออกมาด้วยไม่ใช่เื่ง่ายเลย ทั้งตัวเองยังไม่สร่างเมาเต็มที่แค่ยืนให้ตรงได้นับว่าเก่งมากแล้ว
ด้านนอกฟ้ามืดสนิทมองไปทางซ้ายก็ว่างเปล่ามองไปทางขวาก็ไร้ผู้คน จวนสกุลหลัวยังไม่อยากกลับไปตอนนี้ สำหนักหยางจิ่วอันจื่อเทาก็ไม่รู้ทางไป ชายหนุ่มนิ่งคิดหาทางว่าจะเอายังไงให้ผ่านพ้นคืนนี้ไปดี ชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียสุดท้ายทางที่ดีสุดก็ไม่พ้นกลับจวนสกุลหลัว พาคนเมาไปทิ้งไว้ในจวนก่อนแล้วค่อยออกมาเงียบๆ ถึงยังไงเขาคนเดียวเอาตัวรอดได้สบายอยู่แล้ว
เดินไปได้ไม่ทันไรสองร่างใหญ่ก็มาขวางทางไว้ก่อน สองขาถอยหลังตามสัญชาตญานไล่สายตาจนรู้ว่าเป็ใคร อันจื่อเทาเลิกคิ้วเชิงถามขณะเดียวกันก็เพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้น
“เ้าทำอะไรคุณหนูหลี่?”เปิดปากมาคำแรกก็ไม่เข้าหูกันซะแล้ว อันจื่อเทามองคนพูดด้วยสายตาเบื่อหน่าย ก่อนหันไปอีกทางเพื่อออกจากตรงนี้ไม่เอ่ยสิ่งใดสักคำ พร้อมกับเปลี่ยนอริยาบถจากประคองเป็แบกขึ้นหลัง เผื่อคนพวกนี้คิดจะจู่โจมมีคุณหนูหลี่แปะติดหลังย่อมไม่กล้าลงมือจากด้านหลัง
การหันหลังให้ศัตรูเป็ความประมาทสูงสุดนำพาไปสู่การสูญสิ้นในหลายๆอย่างเขาไม่คิดทำเด็ดขาดหากไม่มั่นใจมากพอ
“นั่นเ้าจะไปไหน”มือหนาจับไหล่บางเอาไว้ อันจื่อเทาจึงต้องหยุดตามอย่างเสียไม่ได้ จะสะบัดหนีก็ยากจะจับทุ่มบนหลังก็ยังมีคนเมาเกาะหนึบไม่ยอมปล่อย ไอ้เด็กขี้เมานี่ก็ไม่ลืมหูลืมตา หวิดจะมีเื่มาครั้งนึงแล้วมันยังหลับฝันหวานได้อีก
“เอาหลี่ซูเซียนไปส่งสกุลหลัว”ตอบออกไปให้จบๆจะได้ไปสักที แต่สองคนนี้ไม่ให้ความร่วมมือเข้ามาขวางทางไป อันจื่อเทาจำต้องหยุดฝีเท้ามองคนด้วยสายตาเอาเื่
ทว่าถึงใจเกินร้อยร่างกายกลับไม่ให้ความร่วมมือ สองขาเริ่มสั่นเนื่องจากแบกร่างเท่าๆกันไว้บนหลังผนวกกับฤทธิ์สุราในกายความคลื่นเหียนวิงเวียนทวีความรุนแรงตีขึ้นมาถึงลำคอ
อี้หย่งหยางเจี๋ยสังเกตถึงความผิดปกติของน้องชายร่วมบิดา ไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใดอึดใจต่อมาร่างที่เคยยืนมั่นคงซวนเซจวนเจียนจะล้มร่อมร่อ ร่างกายไปไวกว่าความคิดเข้าไปรับร่างโงนเงนไว้ได้ทันท่วงทีและหลังจากนั้น
“อ้วกกกกก……”
“…!!"
“คุณชาย!”เลี่ยงชิงเดินวนไปมาอยู่หน้าประตูสำนักเมื่อเห็นหลัวเจิ้งเหยียนอุ้มคุณชายของตนกลับมาบ่าวน้อยร้อนใจดั่งไฟสุมะโลงบันใดขาแทบขวิดเข้าไปดูอาการเ้านาย
“แตกตื่นอันใด แค่เมาแล้วหลับเท่านั้น”อี้หย่งหยางเจี๋ยโยนก้อนเสื้อให้ศิษย์น้องคนสนิทนำกลับไปที่เรือน สีหน้าไม่สบอารมณ์ทำให้คนไม่กล้าถามมาก เลี่ยงชิงเมื่อแน่ใจแล้วว่าเ้านายไม่เป็อะไรก็รีบวิ่งขึ้นบันใดเพื่อไปแจ้งข่าวแก่คนด้านใน
“เพ่ยเอ๋อร์!”จ้าวจินสั่วก้าวเร็วๆออกมาก่อนใคร เฉินซือเยว่ถูกประคองโดยผู่เยว่เร่งฝีเท้าตามออกมา เห็นอี้หย่งเพ่ยซานถูกอุ้มกลับมาต่างร้อนใจพุ่งเข้าประชิดตัวเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่เป็อะไรจริงๆ
“แค่เมาแล้วหลับเท่านั้นขอรับ”เจิ้งเหยียนย้ำคำคนที่เหลือถึงได้เบาใจ จ้าวจินสั่วเร่งให้เดินตามมาพาเพ่ยเอ๋อร์ของนางไปพักผ่อนได้แล้ว ก่อนไปไม่ลืมกำชับให้อี้หย่งหยางเจี๋ยพาเฉินซือเยว่กับลูกสาวไปรอในห้องรับรองแล้วให้ดูแลดีๆ
จ้าวจินสั่วพาเจิ้งเหยียนไปห้องเดิมของอี้หย่งเพ่ยซาน นางนำเขาไปถึงเตียงแล้วให้วางคนลงไป เลี่ยงชิงตามเข้ามาในมือถือถังใบเล็กมาด้วย เ้าจินสั่วรับมาลงมือเช็ดตัวด้วยตัวเอง คนเมาถูกความเย็นหัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากันพลางส่งเสียงประท้วงยกมือปัดออกแล้วพลิกกายไปอีกทางหามุมสบายได้ก็หลับไปอีก
จ้าวจินสั่วไม่อยากกวนคนหลับมากจึงค่อยๆเช็ดตัวให้อย่างระมัดระวัง กระนั้นเช็ดแค่ภายนอกไม่ได้ช่วยให้หายไม่สบายตัวได้ นางหันไปหาเจิ้งเหยียนที่ยังยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “อาเหยียน เอ่อ…”
“ฮูหยินมีสิ่งใดจะสั่งหรือขอรับ”
“เ้าเช็ดตัวให้เพ่ยเอ๋อร์ได้หรือไม่ข้าไม่สะดวกใจหากจะทำเอง”ถึงยังไงนางก็เป็แค่แม่เลี้ยง แถมลูกเลี้ยงยังแต่งออกไปแล้วจะจับตัวภรรยาผู้อื่นส่งเดชก็กระไรอยู่ สามีเขายืนอยู่ตรงนี้ให้จัดการเองจะเหมาะสมกว่าหรือเปล่า
เจิ้งเหยียนอึ้งไปไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามประเภทนี้ พลันเกิดความกระอักกระอวนขึ้นมาฮูหยินออกปากเองจะปฏิเสธไปก็ไม่กล้าครั้นจะทำตามเขาก็ไม่อยากทำ
เลี่ยงชิงมองอยู่ตลอดมีสีหน้าไ่พอใจขึ้นมา บ่าวน้อยคุกเข่าลงข้างจ้าวจินสั่วยื่นมือไปขอผ้าจากนาง “บ่าวทำเองขอรับ ปกติเวลาคุณชายไม่สบายก็ไม่เคยมีใครมาเหลียวแลอยู่แล้ว ให้บ่าวทำคุณชายจะคุ้นมือกว่านะขอรับ”
คำพูดของบ่าวน้อยกระทบใจคนฟังทั้งสอง จ้าวจินสั่วสะท้อนใจยอมยื่นผ้าเช็ดตัวให้บ่าวคนสนิทของลูกเลี้ยง นางมองด้วยสายเศร้าสร้อยลุกไปหยิบอาภรณ์ตัวในมาเตรียมไว้ข้างๆจากนั้นจึงเดินออกไป
เจิ้งเหยียนมองเงียบๆก่อนจะเดินตามจ้าวจินสั่วออกไปในใจว้าวุ่นยากจะสงบลงได้
ปวดหัว….
ปวดตัว…..
นั้นคือสิ่งแรกที่รู้สึก
เปลือกตาหนักอึ้งลืมขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่ปรากฏในครรลองสายตาคือใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเฉินซือเยว่
ท่านแม่?
ความทรงจำล่าสุดฉายชัดขึ้นอีกครั้ง อันจื่อเทาชะงักก่อนค่อยๆยันกายลุกนั่งแต่กลับทำได้ยากเหลือเกิน เกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย?
“เพ่ยเอ๋อร์!์ในที่สุดเพ่ยเอ๋อร์ของข้าก็ฟื้นแล้ว”เฉินซือเยว่ลุกพรวดเข้ามากุมมือของสะใภ้ไว้แน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาทั้งของใหม่ของเก่าประคองคิดจะเขาให้ลุกนั่งได้สะดวก แต่ป่วยการร่างกายนางหาได้มีแรงมากขนาดนั้น นางจนใจคิดจะไปเรียกคนมาช่วย
“ท่าน…..มิกลัวข้าแล้วหรือ?"ทว่าประโยคแรกจากปากสะใภ้ทำเฉินซือเยว่ชะงักน้ำตาร่วงอีกหยด
“แม่ขอโทษ ฮึก ขอโทษที่ทำเ้ารู้สึกแย่ เพ่ยเอ๋อร์แม่ขอโทษ”คำขอโทษทั้งเสียงสะอื้นมิอาจทำใจแข็งทนฟังได้นาน อันจื่อเทากุมมือแม่นางกลับใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้มแต่ก็ไม่ได้เฉยชาดั่งคราแรก
“ท่านอย่าได้เสียน้ำตาเพราะข้าเลย”ยิ่งเอ่ยน้ำตาของคนตรงหน้าก็ยิ่งพลั่งพลูออกมา เฉินซือเยว่รู้สึกผิดจากใจจริง ทั้งที่สะใภ้ดีกับนางทุกอย่างแต่นางกลับทำให้เพ่ยเอ๋อร์รู้สึกไม่ดีจนได้ ทั้งที่เหตุของการกระทำล้วนเพื่อช่วยนางทั้งนั้น ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิดจนไม่อาจห้ามน้ำตาได้เลย
หากเป็ยามปกติอันจื่อเทาคงจะปลอบสตรีบอบบางผู้นี้ให้หยุดร้องไห้ หากแต่ในยามนี้เขาไม่กล้าทำ จิตใจเขามืดมนเกินไป ไม่มีใครสามารถรับได้จากใจจริงหรอก การอยู่คนเดียวเหมาะสำหรับเขาแล้ว
ก็แค่กลับไปอยู่เหมือนเดิม…
“เพ่ยเอ๋อร์!”จ้าวจินสั่วนำสำรับอาหารมาให้เฉินซือเยว่เนื่องจากเลยเวลาอาหารกลางวันมานานแล้ว เห็นลูกเลี้ยงตื่นแล้วนางพลันโล่งใจรีบวางถาดอาหารในมือไว้แล้วเข้าหาคนบนเตียงทันที “เพ่ยเอ๋อร์ เป็อย่างไรบ้างลูกเจ็บตรงไหนหรือไม่”
ดวงตาคู่งามไล่สำรวจร่างกายลูกเลี้ยงโดยระเอียดปากก็พร่ำถามถึงอาการต่างๆนาๆทว่าไร้ซึ่งคำตอบของอีกฝ่าย จ้าวจินสั่วรับรู้ได้ถึงความไม่ปกติเมื่อสบกับสายตาเรียบเฉยของคนบนเตียง พอมองไปยังฮูหยินเฉินเห็นใบหน้าอีกคนเต็มไปด้วยน้ำตาที่แม้จะเช็ดออกยังไงก็ไม่หมดเสียที
“เพ่ยเอ๋อร์ พวกเราทำสิ่งใดให้เ้ามิพอใจหรือ"
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เนินนานกว่าคนถูกถามจะเอ่ยออกมา “ข้าอยากอยู่คนเดียว”
“เช่นนั้นน้าจะให้คนนำอาหารกับยามาให้ ทานข้าวทานยาแล้วพักผ่อนเยอะๆนะจ้ะ”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย อันจื่อเทาพยักหน้าก่อนหันออกไปยังนอกหน้าต่างเพื่อปิดบทสนทนากลายๆ
จ้าวจินสั่วแตะไหล่คนข้างกายส่ายหน้าเบาๆเชิงบอกให้ปล่อยไปก่อน เฉินซือเยว่เช็ดน้ำตาปล่อยมือบางที่จับไว้อย่างเบามือก่อนลุกเดินตามแรงประคองของจ้าวจินสั่วออกไป
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งมีเพียงเสียงหายใจที่ทำให้รู้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในนี้ อันจื่อเทาถอนหายใจเฮือกใหญ่สับสนไปหมดไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี ตลอดชีวิตแม้จะรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมายแต่ไม่ต่างอะไรกับการอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวไร้คนเคืองข้างกว่าสามสิบปีวันหนึ่งเจอที่พักพิงใจทำให้หลงลืมตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไปชั่วขณะ สุดท้ายสิ่งที่เขากลัวมาตลอดก็เป็จริง
คนที่คิดว่านั่นคือครอบครัวต่างมองมาที่เขาด้วยสายตาหวาดกลัว มันทำให้อันจื่อเทาตระหนักได้ถึงตัวตนของตนเองไม่กล้าเปิดใจให้ใครอีกแล้ว
ใช่
เขามันคนขี้ขลาดไม่กล้ายอมรับความจริง
แต่แล้วยังไงล่ะเขามีสิทธิจะถนอมความรู้สึกตัวเองไม่ใช่หรือ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาก็มีแค่ตัวเองเป็ที่พึ่งให้ตัวเองเสมอมา แค่กลับไปสู่จุดเดิมจะเป็อะไรไป
****************************