เทพยุทธ์ขมังเวทย์[ปลดอ่านฟรีทุก7วัน]

    ตอนทึ่ 35 บุคคลในเงามืด


     

       สายฝนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่ขาดสาย หยดน้ำกระทบใบไม้และพื้นดินเกิดเป็นเสียงสม่ำเสมอท่ามกลางความมืดของผืนป่า


       หลัวอวิ๋นเดินฝ่าสายฝนไปอย่างเชื่องช้า สภาพของเขาในตอนนี้นับว่าย่ำแย่ไม่น้อย เสื้อคลุมหลายจุดฉีกขาด เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง บาดแผลบริเวณสีข้างยังคงปวดแสบอยู่ตลอดเวลา


       การฝืนใช้อาคมหลอมโลหิตกลืนปราณ ในการต่อสู้ครั้งก่อน ทำให้เส้นลมปราณภายในร่างได้รับความเสียหายหนักกว่าที่คิด ทุกครั้งที่พลังหมุนเวียน จะเกิดอาการปวดร้าวราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง


       แต่สีหน้าของหลัวอวิ๋นยังคงสงบนิ่ง ในโลกเดิม เขาเคยผ่านสถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่านี้มาแล้ว ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ไม่อาจทำให้เสียสติได้ เขาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สูดลมหายใจลึกก่อนจะร่ายคาถา


       “โอมจังงัง กำบังกาย” พลังอาคมแผ่ออกไปโดยรอบ กลิ่นเลือดบนร่างค่อยๆ จางหาย ลมหายใจสงบนิ่ง กระทั่งกลิ่นอายพลังในร่างก็ถูกปิดซ่อนลงหลายส่วน


        หลัวอวิ๋นมองไปรอบตัวอีกครั้ง จากนั้นจึงออกเดินต่อ ยิ่งลึกเข้าไปในป่า บรรยากาศยิ่งแปลกประหลาด เงียบเกินไป ไม่มีเสียงสัตว์อสูร แม้แต่เสียงนกกลางคืนยังไม่มี ราวกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายต่างหลีกเลี่ยงพื้นที่แห่งนี้


       ไม่นานนัก เงาของสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฝน เป็นศาลหลังเล็กที่ถูกปล่อยร้างมานาน หลังคาไม้พังเสียหายไปกว่าครึ่ง เสาหลายต้นเอียงจนแทบล้ม รากไม้ใหญ่เลื้อยพันรอบตัวอาคาร ตะไคร่น้ำขึ้นปกคลุมแทบทุกส่วน


       หลัวอวิ๋นมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่ก้าวเข้าไปในระยะสิบจั้ง เขาก็รับรู้ได้ถึงพลังหยินบางเบาที่ลอยอยู่ในอากาศ


       “ศาลผีเก่า”


       สถานที่เช่นนี้ คนทั่วไปคงไม่กล้าเข้ามาใกล้ในยามค่ำคืน แต่สำหรับหลัวอวิ๋น นี่กลับเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับพักฟื้น เพราะยิ่งคนหวาดกลัวมากเท่าใด โอกาสที่ใครจะเข้ามารบกวนก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น


       หลัวอวิ๋นก้าวเข้าไปภายใน สายตากวาดสำรวจอย่างรวดเร็ว ไม่มีร่องรอยผู้คน มีเพียงกลิ่นอับชื้นของไม้เก่าและเถ้าธูปที่หลงเหลืออยู่


       “ใช้ได้” 


       จากนั้นจึงเริ่มจัดเตรียมพื้นที่ทันที หลัวอวิ๋นหยิบมีดสั้นออกมากรีดปลายนิ้ว เลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นไม้เก่า ปลายนิ้วเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เส้นอาคมค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนพื้น ซับซ้อน คดเคี้ยด เชื่อมโยงกันเป็นวงขนาดใหญ่


       หลังจากนั้นเขาจึงหยิบถุงผ้าใบเล็กออกมาจากแหวนมิติ ภายในบรรจุข้าวสารเสกที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ เม็ดข้าวถูกโปรยออกไปรอบศาลอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงนำกระดิ่งอาคมสี่ลูกแขวนไว้ตามมุมต่างๆ สุดท้ายจึงจุดธูปสีดำสามดอก 


       ควันธูปลอยขึ้นช้าๆ บรรยากาศภายในศาลเปลี่ยนไปทันที พลังหยินที่กระจัดกระจายอยู่โดยรอบถูกผลักออกไปทีละน้อย พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเขตอาคมชั่วคราว หากมีวิญญาณหรือสิ่งผิดปกติเข้ามาใกล้ เขาจะรับรู้ได้ทันที


       เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หลัวอวิ๋นจึงนั่งขัดสมาธิลงกลางวงอาคม เขาค่อยๆ ตรวจสอบสภาพร่างกายตัวเอง เพียงไม่นาน คิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย


       “แย่กว่าที่คิด”


       เส้นลมปราณหลายส่วนเกิดรอยฉีกขาด พลังในตันเถียนยังคงปั่นป่วน หากฝืนต่อสู้อีกครั้งในตอนนี้ มีโอกาสสูงที่อาการจะทรุดหนักกว่าเดิม


       หลัวอวิ๋นถอนหายใจ ก่อนหยิบสมุนไพรออกมาหลายชนิดมาบดรวมกัน ผสมเถ้าธูป ผสมน้ำมนต์อาคม จากนั้นจึงเขียนอักขระลงบนผิวหนังตัวเอง


       อาคมสีแดงเข้มปรากฏขึ้นบนหน้าอกและบริเวณแผล ทันทีที่อาคมทำงาน ความเย็นสายหนึ่งก็ไหลผ่านร่าง ความเจ็บปวดลดลงอย่างเห็นได้ชัด


       เวลาค่อยๆ ผ่านไป ด้านนอกศาลฝนยังคงตกต่อเนื่อง จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงกลางดึก


       กริ๊ง… เสียงกระดิ่งอาคมดังขึ้นเบาๆ หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นทันท สายตาเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ

       กริ๊ง…


       กระดิ่งดังอีกครั้ง ตามมาด้วยลมเย็นผิดธรรมชาติที่พัดผ่านตัวศาลหมอกสีดำเริ่มลอยเข้ามาจากแนวป่าด้านนอก จากนั้นเงาร่างจำนวนหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น


       บางตนเหลือเพียงครึ่งร่าง บางตนแขนขาด บางตนใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าขนลุก เสียงคร่ำครวญดังแว่วมาตามสายลม หลัวอวิ๋นมองอยู่ครู่หนึ่ง


       “ผีเร่”


       พวกมันเป็นเพียงวิญญาณระดับต่ำ ไม่มีสติ ไม่มีความคิด เป็นเพียงเศษซากวิญญาณที่ถูกพลังหยินดึงดูดให้เร่ร่อนไปทั่ว 


       วิญญาณเหล่านั้นเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ช้าๆ ทีละก้าวราวกับสัตว์ป่าที่ได้กลิ่นเหยื่อ หลัวอวิ๋นถอนหายใจเบาๆ เขาหยิบข้าวสารเสกขึ้นมากำหนึ่งก่อนสะบัดออกไป


       ฟุ่บ!


       เม็ดข้าวพุ่งกระจายกลางอากาศ ทันทีที่สัมผัสร่างวิญญาณ เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ


       “อ๊ากกก!”


       “กรี๊ดดด!”

       ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากร่างของพวกมัน วิญญาณหลายตนเริ่มสลายหายไป เพียงการโจมตีครั้งเดียว ผีเร่กว่าครึ่งก็แตกสลายจนหมดสิ้น ตัวที่เหลือรีบถอยหนีอย่างหวาดกลัว แต่หลัวอวิ๋นกลับไม่ได้มองพวกมัน


       สายตาของเขาจับจ้องไปยังความมืดด้านหลัง เพราะตั้งแต่แรกเขารับรู้ได้ว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ตรงนั้น บางสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าผีเร่หลายเท่า


      “ออกมาเถอะ”


       ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเงาร่างสูงใหญ่ก็เดินออกมาจากความมืดช้าๆ ดวงตาสีแดงฉาน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยเย็บ พลังหยินเข้มข้นแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง


       ทันทีที่เห็น หลัวอวิ๋นก็รู้ว่ามันไม่ใช่วิญญาณธรรมชาติ เพราะบนร่างนั้นมีร่องรอยผนึก มีร่องรอยการหลอมและมีร่องรอยการควบคุมราวกับถูกใครบางคนสร้างขึ้นมา


       หลัวอวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย ส่วนวิญญาณตนนั้นก็ส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ก่อนพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว


       ฟ้าว!


       วิญญาณร่างสูงพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วเกินกว่าผีเร่ทั่วไปหลายเท่า กรงเล็บสีดำขนาดใหญ่ฉีกอากาศเกิดเป็นเสียงแหลมบาดหู พลังหยินเข้มข้นแผ่ออกมารอบตัวมันจนบรรยากาศภายในศาลเย็นเฉียบ

       หลัวอวิ๋นยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ดวงตาจับจ้องร่างวิญญาณที่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างสงบนิ่ง


       “พลังหยินไม่เสถียร”


       “ร่องรอยผนึก”


       “ถูกหลอมมาไม่น้อยกว่าสองครั้ง”


       เพียงแค่กวาดตามอง เขาก็วิเคราะห์สิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้เกือบทั้งหมด ในโลกเดิม วิญญาณลักษณะนี้ถูกเรียกว่า “ผีเลี้ยง” เป็นวิญญาณที่ถูกจับมาหลอม ปรับแต่ง และควบคุมโดยผู้ใช้คุณไสย


       แต่ของตรงหน้ากลับหยาบกว่าที่เขาเคยเห็นมามาก เหมือนเด็กถือดาบพยายามเลียนแบบผู้ใหญ่ วิญญาณตนนั้นพุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าในพริบตา กรงเล็บสีดำฟาดลงมาจากด้านบน หลัวอวิ๋นยกมือขึ้นช้าๆ


       “นะโมพุทธายะ จงสยบ” อาคมสีแดงปรากฏขึ้นกลางอากาศ


       ตูม!


       แรงกดมหาศาลถาโถมลงบนร่างวิญญาณทันที พื้นไม้ใต้ร่างมันแตกร้าวเป็นวงกว้าง เสียงกรีดร้องดังลั่น

       “อ๊ากกกกก!”


       มันดิ้นอย่างบ้าคลั่ง พลังหยินระเบิดออกมาเป็นระลอกจนธูปบางส่วนปลิวกระเด็น แต่ยิ่งดิ้นอาคมยิ่งกดแน่นขึ้น หลัวอวิ๋นมองภาพนั้นด้วยสายตาเฉยชา


       “เสียแรงที่ถูกเลี้ยงมา”


       เขาหยิบยันต์สีเหลืองออกมาหนึ่งแผ่น สะบัดข้อมือเบาๆ


       ฟุ่บ!


       ยันต์พุ่งตรงเข้าแปะกลางหน้าผากวิญญาณ


       ปัง!


       แสงสีแดงปะทุขึ้นทันที ร่างของมันสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนเริ่มแตกสลายทีละส่วน แขนขวาหายไปก่อน ตามด้วยหัวไหล่ ลำตัว และศีรษะ พลังหยินแตกกระจายออกไปรอบด้าน ไม่นานก็เหลือเพียงหมอกสีดำที่ค่อยๆ สลายหายไปในอากาศ


       ศาลกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงตกลงมาด้านนอก หลัวอวิ๋นกำลังจะกลับไปนั่งรักษาอาการบาดเจ็บต่อแต่ในจังหวะนั้นเอง

       แปะ  แปะ  แปะ


       เสียงปรบมือดังขึ้นช้าๆ จากนอกศาล หลัวอวิ๋นหันไปมองทันทีม่านฝนด้านนอกสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะค่อยๆ เดินเข้ามา


       ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายๆ ใบหน้าซีดขาว ดวงตาเรียวยาว ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางๆ ชุดคลุมสีดำเปียกฝนเพียงเล็กน้อย ราวกับสายฝนไม่สามารถแตะต้องตัวเขาได้จริง


       สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับไม่ใช่ตัวชายคนนั้น แต่เป็นเงาวิญญาณที่ลอยอยู่รอบกาย


       หนึ่ง


       สอง


       สาม 


       จำนวนกว่าสิบตน ทุกตนล้วนมีพลังหยินเข้มข้น และทุกตนต่างถูกหลอมมาแล้วทั้งสิ้น ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าศาล สายตามองไปยังตำแหน่งที่วิญญาณตนก่อนถูกทำลาย


       “ข้าเลี้ยงมันมาสามปี” น้ำเสียงของเขาฟังดูเสียดายเล็กน้อย

       “เจ้ากลับใช้เวลาไม่ถึงสิบลมหายใจทำลายมันทิ้ง”


       หลัวอวิ๋นค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ถึงร่างกายจะยังบาดเจ็บ แต่ท่าทางกลับไม่แสดงความอ่อนแอแม้แต่น้อย


       “ของเจ้าหรือ”


       “ใช่” ชายหนุ่มพยักหน้า “และนั่นทำให้ข้าสนใจเจ้ามาก”


       เขากวาดตามองวงอาคมบนพื้น มองข้าวสารเสก มองกระดิ่งอาคม ก่อนหันกลับมามองหลัวอวิ๋นอีกครั้ง


       “วิธีแบบนี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”


       “แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า” หลัวอวิ๋นถามกลับ


       ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรือ” 


       “คนที่สามารถสยบวิญญาณของข้าได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ เจ้าคิดว่าข้าควรปล่อยผ่านไปงั้นหรือ”


       ลมเย็นพัดผ่านตัวศาล เงาวิญญาณรอบกายชายชุดดำเริ่มขยับช้าๆ ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังรอคำสั่ง หลัวอวิ๋นสังเกตเห็นเช่นนั้น แต่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน


       “หากอยากสู้ ก็ลงมือ”


       ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาอีกครั้ง


       “เจ้าบาดเจ็บอยู่”


       “ข้าดูออก”


       “และข้าก็ไม่ได้ชอบรังแกคนเจ็บนัก”


       “งั้นก็ไสหัวไป”


       คำตอบของหลัวอวิ๋นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายแข็งค้างไปเล็กน้อย จากนั้นจึงหัวเราะเสียงดังขึ้นกว่าเดิม


       “น่าสนใจ”


       “เจ้าช่างน่าสนใจจริงๆ”

        เขาก้าวขึ้นมาบนพื้นศาลหนึ่งก้าว พลังหยินรอบตัวเริ่มหนาแน่นขึ้น วิญญาณกว่าสิบตนลอยวนอยู่ด้านหลัง ราวกับกองทัพขนาดย่อม


       “ข้าชื่อเว่ยหาน”


       “แล้วเจ้าล่ะ”


       หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เว่ยหานไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ กลับยิ้มบางๆ เหมือนเดิม


       “ไม่พูดก็ไม่เป็นไร”


       “เดี๋ยวข้าก็รู้เอง”


       สิ้นเสียง เขาก็ยกมือขึ้น วิญญาณตนหนึ่งลอยออกมาจากด้านหลังทันที ร่างนั้นเป็นชายชรา ใบหน้าซูบตอบ ดวงตากลวงโบ๋ พลังหยินหนาแน่นกว่าตัวอื่นหลายส่วน ทันทีที่มันปรากฏตัว อุณหภูมิรอบด้านก็ลดต่ำลงอีก เว่ยหานมองหลัวอวิ๋น


       “ข้าอยากรู้”


       “ว่าวิธีของเจ้ากับวิธีของข้า ของใครจะเหนือกว่ากัน”


       หลัวอวิ๋นหรี่ตาลง ถึงปากจะพูดแข็งกร้าว แต่เขารู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมาะกับการต่อสู้ ร่างกายของเขายังไม่ฟื้นตัว พลังลมปราณเสียหาย เส้นลมปราณฉีกขาดหลายส่วน หากเปิดศึกจริง ผลลัพธ์อาจไม่สวยนัก


       แต่เว่ยหานดูเหมือนจะไม่คิดปล่อยเขาไปง่ายๆ ทันใดนั้นเอง วิญญาณชราที่ลอยอยู่ด้านหลังเว่ยหานกลับสั่นกระตุก ครั้งหนึ่ง สองครั้ง สามครั้ง เว่ยหานขมวดคิ้วทันที


       “เกิดอะไรขึ้น”


       วิญญาณตนนั้นไม่ได้ตอบ แน่นอนว่ามันตอบไม่ได้ แต่ดวงตากลวงโบ๋ของมันกลับจ้องตรงมาที่หลัวอวิ๋น แทบไม่ละสายตา ราวกับกำลังมองเห็นบางสิ่ง บางสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น สีหน้าของเว่ยหานเริ่มเปลี่ยนไป


       “แปลก” เขาพึมพำ


       “นี่เป็นครั้งแรกที่มันมีปฏิกิริยาแบบนี้”


       หลัวอวิ๋นเองก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ เพราะทันทีที่วิญญาณตนนั้นจ้องมองมา อาคมบางส่วนในร่างของเขากลับสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับถูกบางสิ่งกระตุ้น วิญญาณชราค่อยๆ อ้าปาก เสียงแหบพร่าดังลอดออกมาอย่างยากลำบาก


       “เจอแล้ว”


       เว่ยหานชะงัก หลัวอวิ๋นชะงักเช่นกัน


       “เจออะไร”


       เว่ยหานถามทันที แต่วิญญาณชรายังคงจ้องมองหลัวอวิ๋น ก่อนจะพูดซ้ำอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือกว่าเดิม


       “เจอแล้ว”


       “ในที่สุด ก็เจอแล้ว”


       ทันใดนั้นเอง พลังหยินมหาศาลก็ปะทุออกมาจากร่างวิญญาณชรา


       ตูม!


      พื้นศาลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ส่วนสีหน้าของเว่ยหาน เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก



     

     


     

     


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ขมังเวทย์[ปลดอ่านฟรีทุก7วัน] ที่คุณอ่าน