บันทึกรักเทพบรรพกาล ภาค เสี่ยวจื่อไม่ว่าง...สังเคราะห์แสงอยู่ (-_-)

    ตอนที่ 26 ผลการละเล่นสามีภรรยา

    ตอนที่ 26 ผลการละเล่นสามีภรรยา
    การละเล่นเลียนแบบสามีภรรยาของเฟยหลงกับเสี่ยวจื่อดำเนินไปหลายชั่วยาม เริ่มแรกเสี่ยวจื่อก็ดูสนุกสนานดี หัวเราะคิกคักเพราะความจั๊กจี้เสียงสดใสได้อยู่ แต่เมื่อการละเล่นเริ่มจริงจังขึ้นและรุกเร้าขึ้น ความรู้สึกใหม่ๆ ก็ยิ่งบังเกิด ทั้งตื่นเต้น ทั้งหวาดกลัว และเจ็บตัว น้ำเสียงที่ร้องออกมาหลังๆ จึงมีทั้งโวยวาย ทั้งงอแง และออดอ้อนรัญจวนใจ เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่แบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลยในชีวิตมีหลายครั้งที่เสี่ยวจื่อได้แต่คิดแล้วก็สงสัยไปว่านี่ตนเองกำลังถูกจื่อหลงแกล้งรังแกกันอยู่รึเปล่า แต่เพราะตลอดการละเล่นก็ได้ยินเสียงจื่อหลงหอบครางคล้ายกับเจ็บปวดออกมาเหมือนกัน เสี่ยวจื่อคนดีจึงได้ทำเข้มแข็งแล้วคอยช่วยเหลือปลอบใจจื่อหลงให้คลายเจ็บ“อ๊ะ… อะ….. จะ… จื่อหลงเจ็บเหรอ? โอ๋ๆ น้า…. เสี่ยวจื่อก็เจ็บ แต่เสี่ยวจื่อไม่ร้องเลย….”“…อืม…. เจ้า… อย่าพูดมาก…..”เฟยหลงเองก็ตอบรับกลับมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเปี่ยมอารมณ์ การได้หลอมรวมกับเสี่ยวจื่อสร้างความรู้สึกหฤหรรษ์ให้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยได้พบเจอมาก่อน การได้ช่วยเหลือตนเอง หรือได้เคยทำกับเหล่าพี่สาวในหอโคมแดง ไม่มีเลยสักคนที่จะทำให้เฟยหลงเปี่ยมสุขได้มากเท่ากับที่ทำกับเสี่ยวจื่อในครั้งนี้ อีกทั้งเสียงร้องออดอ้อนและถ้อยคำใสซื่อที่ปลอบโยนกัน หรือท่าทีไม่คล้ายสมยอมแต่ก็ไม่อิดออดคล้ายกับพร้อมปล่อยให้เขารังแกได้อย่างเต็มที่ทำให้เฟยหลงพอจะคลายโทสะลงได้บ้าง จากที่เริ่มต้นอย่างโหดร้ายก็กลายเป็นอ่อนโยนขึ้นมาแบบทันตา ส่งผลให้ทุกอย่างต่อจากนั้นดำเนินไปอย่างธรรมชาติและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมสุขจนผ่านไปหลายชั่วยามแล้วทั้งคู่ก็ผล็อยหลับไปพร้อมกับความอ่อนเพลีย….
    เฟยหลงเป็นคนที่ลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนในตอบบ่ายแก่ๆ ของวันนั้นเอง ยามงัวเงียก่อนจะลืมตายังจดจำได้ดีถึงความรู้สึกเปี่ยมสุขในช่วงก่อนที่จะหลับไป ยามที่ตื่นขึ้นมาแล้ว สิ่งแรกที่นึกถึงจึงเป็นร่างนุ่มนิ่มของเสี่ยวจื่อที่ตนเองได้กกกอดมาตลอดทั้งช่วงเช้า แต่สัมผัสกลับว่างเปล่า อีกทั้งเมื่อลืมตาแล้วก็ดันไม่พบสิ่งใด...“...เสี่ยวจื่อ... นั่นเจ้ารึ? .......”เฟยหลงเอ่ยถามออกมาทันที ยามที่ลุกขึ้นมานั่งกวาดตามองที่พื้นดินแล้วได้พบว่าเสี่ยวจื่อรางเซียนหายไป เหลือแต่ต้นอ่อนจิ๋วเสี่ยวจื่อที่ฝังรากยืนมองท้องฟ้าหันหน้าตามพระอาทิตย์อยู่ สภาพร่างต้นไม้ดูเหี่ยวเฉาน้อยๆ ไม่สดชื่นเท่าไหร่นัก“อืมมมมม เสี่ยวจื่อเองงง จื่อหลงตื่นแล้วเหรออออ เสี่ยวจื่อง้วงงวงล่ะ….”เสียงตอบรับยานคางที่ตอบกลับมาทำให้เฟยหลงได้แต่เพ่งมองเสี่ยวจื่ออย่างพิจารณา ก็โดนทำจนเพลียหลับไปก่อนข้าอีกไม่ใช่รึ แล้วเหตุใดถึงยังง่วง?“ถ้าง่วงแล้วจะตื่นขึ้นมาทำไม? … ทำไมถึงไม่นอนต่อแล้วยังรีบคืนร่างมายืนรับแดดอยู่อีก? ….”เฟยหลงไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าน้ำเสียงและท่าทางที่ตนใช้นั้นเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมาก หลังจากที่ได้ระบายความขุ่นเคืองออกไปจนหมดและขยับสัมพันธ์ทางกายกับเสี่ยวจื่อให้ลึกซึ้งกว่าทุกทีที่เป็นมา เฟยหลงก็กลับมาเอ็นดูเสี่ยวจื่อได้ดังเดิมทั้งยังอาจจะเพิ่มความหวงแหนได้มากกว่าที่เคยเสียอีกเป็นจริงดังที่เขาได้ไปเห็นมาในหอโคมแดง ยามชายหนุ่มเสร็จกิจกับหญิงสาว แววตาที่พวกเขาเหล่านั้นมองสตรีก็แปลเปลี่ยนไปกลายเป็นมีความเมตตามากขึ้น แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่เฟยหลงได้เห็นเป็นปฏิสัมพันธ์ของแม่ค้ากับลูกค้า ยามเสร็จกิจ ชายพวกนั้นก็จะแสดงความเมตตาด้วยการมอบของมีค่าให้หญิงงามแล้วก็จากไป ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ ต่อกันอีก วันต่อไปสตรีนางนั้นก็จะรับแขกคนอื่นต่อไปเรื่อยๆแต่เฟยหลงกลับรู้สึกแตกต่างจากนั้น อย่างแรกคือเขาไม่ได้พอใจแค่ครั้งเดียวแล้วต้องการจะจากไป อย่างที่สองคือเขาจะรู้สึกไม่ดีมากๆ หากเสี่ยวจื่อต้องตกเป็นของคนอื่น….คงคล้ายกับความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาแบบที่เขียนไว้ในตำรากระมั้ง ที่ว่าการร่วมรักทั่วไปอาจมีกับผู้ใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเกิดความรู้สึกรักใคร่ใดๆ ต่อกันเช่นพี่สาวในหอโคมแดงกับลูกค้า แต่หากเป็นการรวมรักในเชิงสามีภรรยาต้องเกิดจากความรักและต้องการผูกพันกันไปจนวันตาย จะว่าไปแล้วมันก็คล้ายกับการเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของเซียนอยู่เหมือนกัน หากมองในแง่ว่าเขายินดีที่จะเป็นคู่บำเพ็ญของเสี่ยวจื่อไปตลอดชีวิตมั้ยในตอนนี้ เขาก็บอกได้ว่ายินดี แต่หากถามว่าเขารักเสี่ยวจื่อมั้ย เฟยหลงยังพูดไม่ได้ ในเมื่อเขายังไม่รู้จักความรัก ทั้งชีวิตก็มิได้เคยพบเจอใครนอกจากเสี่ยวจื่อ… ดังนั้นหากบอกว่าความรู้สึกของเขาต่อเสี่ยวจื่อเป็นคล้ายกับครอบครัวยังเป็นไปได้มากกว่าเสียอีก….เรื่องเหล่านี้จุกจิกนัก….ช่างเป็นความรู้สึกที่ยุ่งยากและซับซ้อนเสียจริง…..“ถ้าง่วงแล้วทำไมจึงไม่นอน? … ทำไมถึงได้รีบคืนร่าง ไม่ชอบร่างเซียนของตนเองรึ? ….”ฉับพลันเฟยหลงก็เกินความรู้สึกอยากน้วยใส่เสี่ยวจื่อ แต่เมื่อเสี่ยวจื่ออยู่ในร่างต้นอ่อนเช่นนี้แล้วจะทำอะไรก็ลำบาก คิดแล้วก็เลยเปลี่ยนร่างเป็นลูกมังกรตัวจิ๋วเลื้อยเข้าไปพันต้นอ่อนของเสี่ยวจื่อไว้แล้วเลื่อนตัวไถไปมาอย่างออดอ้อนเนียนๆ‘โลกมนุษย์เรียกคนที่มีสัมพันธ์ด้วยแบบที่ไม่ใช่นางโลมกับแขกว่าสามีภรรยา เช่นนั้นเสี่ยวจื่อย่อมต้องเป็นภรรยาของข้าแล้ว สามีจะออดอ้อนภรรยาเป็นเรื่องที่สมควรนัก!’“อยู่ร่างเซียนไม่ได้หรอก… เสี่ยวจื่อเจ็บก้นมากเลย T__T เล่นเป็นภรรยาเจ๊บเจ็บเนอะ… ต่อไปไม่เล่นอีกแล้วนะ… เสี่ยวจื่อไม่ชอบ…. อีกอย่างหนึ่งแดดออกแล้ว ถ้าเสี่ยวจื่อนอนก็อดสังเคราะห์แสงน่ะสิ!”เสี่ยวจื่ออดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาเสียงอ่อยๆ แม้ช่วงหลังๆ จะรู้สึกดี แต่ตอนเริ่มต้นกับหลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นนั้นมันเจ็บมาก แค่นึกถึงก็ขยาดแล้ว“ไม่ได้!เสี่ยวจื่อเล่นเป็นภรรยาของข้าแล้วก็ต้องเป็นตลอดไปสิ!วางใจเถอะมันจะเจ็บแค่ครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนั้นเสี่ยวจื่อจะชอบเอง….”“จริงเหรอ… จื่อหลงไม่โกหกเสี่ยวจื่อนะ? ….”“ข้าไม่โกหก หลังจากนี้เราต้องฝึกฝนทุกวัน แล้วเจ้าก็จะชินและชอบไปเอง….”ฟังเฟยหลงหลอกล่อ เสี่ยวจื่อก็คิดหนัก จากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เสี่ยวจื่อก็บอกไม่ถูกว่าหลังจากนี้จะชอบได้มั้ยเพราะมันเจ็บมาก แต่ในความเจ็บนั้น เสี่ยวจื่อก็ชอบความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมานั่นคือการที่ได้สัมผัสกันและกันอย่างใกล้ชิดคล้ายกับร่างกายได้หลอมรวมกันเป็นร่างเดียว ความรู้สึกนั้นกินใจเสี่ยวจื่ออย่างมากเพราะในชั่วขณะนั้น เสี่ยวจื่อสามารถรับรู้ได้ถึงตัวตนของเฟยหลงตลอดเวลาที่ร่างกายของเฟยหลงขยับเข้าออกในกายตน ทั้งน้ำเสียงที่กระซิบข้างหู ทั้งแรงกอดรัด เสี่ยวจื่อรับรู้ได้ว่าเฟยหลงอยู่ข้างๆ กัน ไม่มีทางจากไปไหน ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่วิเศษมากเลย เพราะตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่สิ่งที่เสี่ยวจื่อกลัวมาตลอดก็คือการที่เฟยหลงอาจจะจากไปได้ทุกเมื่อ ดังนั้นคำกล่าวที่บอกว่าต่อไปนี้ต้องทำสิ่งนี้ทุกวันจึงนับเป็นคำกล่าวที่วิเศษมาก‘ไม่ว่าจื่อหลงอยากทำอะไรกับเสี่ยวจื่อ ขอแค่จื่อหลงชอบ ต่อให้เจ็บแค่ไหนเสี่ยวจื่อก็จะไม่ว่าหรอก ขอแค่ให้จื่อหลงยังอยู่ด้วยกันตลอดไปก็พอ…’“จื่อหลงจะอยู่เล่นสามีภรรยากับเสี่ยวจื่อแบบนี้ไปทุกวันเลยเหรอ? ….”“ใช่สิ!ก็ข้าบอกแล้วว่ายิ่งฝึกบ่อยๆ ก็จะยิ่งรู้สึกดี!”เฟยหลงยังคงคิดไปในทางหื่นกามอย่างเดียว มิได้เข้าใจในความหมายจริงๆ ที่เสี่ยวจื่อต้องการจะถามแม้แต่น้อย ตอนนี้ยอมรับว่าเขาติดใจในรสสัมผัสของเสี่ยวจื่อมากและอยากทำทุกวันจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจมาห้ามเขาได้อย่างเด็ดขาด เสี่ยวจื่ออยู่กับเขาแล้ว ที่ผ่านมาเขาจะทำอะไรกับเสี่ยวจื่อก็ได้ เมื่อวานนี้ที่เผลอทำรุนแรงไปเสี่ยวจื่อยังไม่โกรธเลย นั่นไม่ใช่ว่าเสี่ยวจื่อเองก็พร้อมยอมตามใจเขาทุกอย่างอยู่แล้วหรอกรึ?“แล้วถ้าจื่อหลงออกไปต่อสู้หลายๆ วันอีกล่ะจะทำได้ยังไง บางวันจื่อหลงก็ไปนานนะ ทำทุกวันไม่ได้หรอก…”“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา ในเมื่อเจ้ามีร่างเซียนแล้วก็คือสามารถเดินตามข้าไปได้ทุกที่ทั้งยังมีเกล็ดย้อนมังกรดำของข้าเป็นเกราะคุ้มกายย่อมต้องปลอดภัยไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม อีกทั้งยังมีข้าอยู่ย่อมไม่มีใครทำอันตรายเจ้าได้ ส่วนข้าเองก็สร้างร่างแยกขึ้นมาได้แล้ว แค่ทิ้งร่างแยกไว้ในดินแดนลับแลคอยดูแลพิทักษ์ที่นี่ก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่อีก เราจะออกไปท่องโลกกว้างด้วยกัน ต่อไปนี้ข้าไปที่ไหนเจ้าก็ไปที่นั่น ดีหรือไม่?”คำกล่าวนี้มันยิ่งกว่าสิ่งที่เสี่ยวจื่อคาดหวังไว้มาก….เพราะเสี่ยวจื่อไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้ไปจากที่นี่มาก่อนไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นมันเพราะอะไร รู้แค่ว่าตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ที่นี่แล้ว และเพราะขยับไม่ได้และไม่เคยมีใครพาออกไปเที่ยวข้างนอกเหมือนที่จื่อหลงทำ เสี่ยวจื่อจึงไม่เคยนึกอยากไปจากที่นี่มาก่อน หลังจากที่เฟยหลงได้พาเสี่ยวจื่อออกไปเที่ยวดูโลกกว้างแล้ว ความรู้สึกหลายๆ อย่างของเสี่ยวจื่อก็เปลี่ยนไป เขาชอบโลกภายนอก มันมีอะไรให้ทำมากมายและก็สนุกมากอย่างที่จื่อหลงว่า เสี่ยวจื่อชอบมากจริงๆ ที่ได้ออกไปเที่ยว แต่ทุกครั้งก็ไปเดี๋ยวเดียวแล้วก็กลับมา การที่จื่อหลงบอกว่าจะติดตามจื่อหลงออกไปได้ทุกที่จึงก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีมาก… เพราะต่อไปนี้เสี่ยวจื่อสามารถเป็นฝ่ายติดตามจื่อหลงออกไปได้เอง ไม่ต้องเป็นฝ่ายรอคอยอย่างกังวลอีกแล้ว ไม่ต้องทนมองใครเดินจากไปอย่างเศร้าใจอีก…. ความรู้สึกนี้มันช่างดีมากจริงๆมันเป็นยิ่งกว่าความหวัง และมันเป็นดังคำสัญญา ที่ต่อไปนี้ทั้งเขาและจื่อหลงจะได้มีกันและกันตลอดไป ไม่ต้องแยกจากกันสักวันเดียว“อื้ม!!!ดีสิ!!ดีที่สุดเลย!ต่อไปนี้เสี่ยวจื่อจะอยู่กับจื่อหลงทุกวัน ตามจื่อหลงไปทุกทีเลย >_
    ______________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า