สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 40 เรือนโอสถ

    เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งของหลี่ซวนค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้น นัยน์ตาสีฟ้าครามที่ยังคงพร่ามัวกวาดมองไปรอบด้านอย่างสลึมสลือ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรลอยแตะจมูก สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่สายตาคือชายชราท่าทางใจดี และหญิงสาวในชุดศิษย์ของสำนักที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาขยับริมฝีปากเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและมึนงง


    "ข้า... อยู่ที่ใดกัน"


    "ที่นี่คือ เรือนโอสถ" หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงแววขี้เล่น


    หลี่ซวนพยายามตั้งสติ แผ่สัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบตามสัญชาตญาณ เขาสัมผัสได้ว่าหญิงสาวตรงหน้ามีพลังอยู่ในระดับ ลมปราณแรกเริ่มขั้นกลาง ทว่าเมื่อเลื่อนสัมผัสไปยังชายชรา เขากลับพบเพียงความว่างเปล่าราวกับก้นบึ้งมหาสมุทร ทว่าจากลักษณะท่าทางและกลิ่นอายที่แผ่ออกมา ชายชราผู้นี้ต้องเป็นผู้บำเพ็ญระดับ ฐานวิญญาณ อย่างไม่ต้องสงสัย


    ชายชราเห็นท่าทีระแวดระวังของชายหนุ่มก็ยิ้มออกมา ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ


    "ฮะ ๆ ๆ ฟื้นได้สักทีนะเจ้าหนู เล่นหลับเป็นตายไปเต็ม ๆ หนึ่งวัน ข้านึกว่าเจ้าอยากจะนอนกินบ้านกินเมือง ยึดเตียงในเรือนข้าไปตลอดกาลเสียแล้ว"


    เมื่อได้สติครบถ้วน หลี่ซวนก็รีบขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมทันที


    "ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือ ผู้น้อย หลี่ซวน จะขอจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ขอรับ"


    "เฮ้อ... บุญคุณอันใดกัน ข้าก็แค่ทำตามหน้าที่" ชายชราโบกมือปัดไปมา "แต่ตัวเจ้านี่ก็น่าสนใจไม่น้อย ตอนที่เจ้าหลับ ข้าลองตรวจสอบห้วงวิญญาณของเจ้าดูแล้ว นับว่ากว้างขวางแข็งแกร่งใช้ได้เลยทีเดียว... ทว่าพอข้าลองใช้ศิลาตรวจสอบรากวิญญาณของเจ้าดู... เฮ้อ"


    ชายชราถอนหายใจยาว แววตาฉายความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด


    ทว่าเมื่อหลี่ซวนได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเขากลับยังคงเรียบนิ่ง ไม่ได้แสดงอาการท้อแท้หรือสิ้นหวังออกมาแม้แต่น้อย เขาไม่เคยคิดจะยอมให้พรสวรรค์แต่กำเนิดมากำหนดโชคชะตาของตนเองอยู่แล้ว ชายหนุ่มเพียงแค่นั่งฟังอย่างสงบ


    เมื่อเห็นท่าทีเยือกเย็นของเขา ชายชราจึงเอ่ยต่อ "แต่ด้วยห้วงวิญญาณของเจ้า ข้ามั่นใจว่าเจ้ายังคงมีหวังมาถึงระดับ ฐานวิญญาณ เช่นข้าได้ แม้เส้นทางสู่ระดับ แก่นวิญญาณ อาจจะเลือนลางไปหน่อย แต่มาได้แค่นี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว... อ้อ ข้ามีนามว่า กู้เจี้ยนหมิง เป็นตาแก่ที่คอยดูแลเรือนโอสถและสวนสมุนไพรแห่งนี้"


    กู้เจี้ยนหมิง {ฐานวิญญาณขั้นปลาย} เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยข้อเสนอ "ข้าเห็นว่าเจ้ามีความพิเศษอยู่ในตัว สนใจมาช่วยงานข้าที่นี่หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ให้ทำเปล่า ๆ ข้าจะสอนวิชาพื้นฐานเกี่ยวกับการจำแนกสมุนไพรและการปรุงโอสถ รวมถึงการรักษาผู้คนด้วย เจ้าว่าอย่างไรล่ะ?"


    สิ้นคำกล่าวของกู้เจี้ยนหมิง หญิงสาวข้าง ๆ ก็เบิกตากว้าง ร้องแทรกขึ้นมาทันที


    "หา! นี่ท่านอาจารย์คิดจะรับศิษย์งั้นหรือเจ้าคะ! เรื่องแปลกประหลาดอันใดกัน ปกติท่านอาจารย์ขี้เกียจสอนคนจะตายไปไม่ใช่หรือเจ้าคะ"


    "ฮะ ๆ ๆ ข้าไม่ได้จะรับศิษย์เสียหน่อย!" กู้เจี้ยนหมิงรีบแก้ตัวพร้อมเสียงหัวเราะ "ข้าแค่จะให้เขามาช่วยดูแลเรือนกับสวนสมุนไพรต่างหากล่ะ มีแค่เจ้าเป็นศิษย์คนเดียว ข้าก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว อีกอย่างข้าก็อายุปูนนี้แล้ว จะให้มานั่งหลังขดหลังแข็งทำเองทั้งหมดก็คงไม่ไหว ศิษย์ในสำนักที่มีความอดทนพอจะมาคลุกคลีกับกองสมุนไพรก็มีน้อย ข้าเห็นเจ้าเด็กนี่ดูใช้ได้ แถมมองแล้วถูกชะตา ก็เลยอยากลองชวนดู... เอ้า ว่าอย่างไรเจ้าหนู สนใจมาทำงานที่นี่หรือไม่"


    หลี่ซวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อใช้ความคิด แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ หญิงสาวก็ชิงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน


    "ข้าแนะนำให้เจ้ารีบตกลงรับคำเชิญจะดีกว่านะ"


    หลี่ซวนหันไปมองนางด้วยความแปลกใจ นางจึงอธิบายต่อด้วยรอยยิ้ม


    "งานพวกนี้อาจจะดูน่าเบื่อไปบ้างสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร แต่การจะทำให้ท่านอาจารย์มองเห็นพรสวรรค์และเอ่ยปากชวนด้วยตัวเองนั้น อย่างน้อยตั้งแต่ข้ามาเป็นศิษย์ของท่านเมื่อตอนยังเด็กก็แทบไม่เคยเห็นเลย อีกอย่าง นักปรุงโอสถในสำนักเราก็ขาดแคลน เพราะศิษย์ส่วนใหญ่เอาแต่บ้าฝึกวิชาต่อสู้ จนไม่มีใครอยากเสียเวลามาเดินเส้นทางนี้... อ้อ ข้าลืมแนะนำตัวไป ข้าชื่อ หลิงซี หากเจ้ามาทำงานที่นี่ เราคงได้เจอกันบ่อย ๆ แน่นอน"


    หลี่ซวนรับฟังพลางครุ่นคิดทบทวนในใจ


    ‘การเรียนรู้วิธีจำแนกสมุนไพรและปรุงโอสถถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หากข้าต้องการทะลวงระดับพลังในอนาคต ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาโอสถวิเศษ หากสามารถปรุงมันขึ้นมาได้เอง ย่อมประหยัดหินวิญญาณได้มากกว่าการไปซื้อหาจากหอแลกเปลี่ยนหลายเท่าตัว...’


    ชายหนุ่มสำรวจตัวเอง ‘แต่ข้าก็ไม่เห็นรู้ตัวเลยว่ามีพรสวรรค์ด้านนี้ ความรู้เรื่องพืชพรรณที่ข้ามี ก็แค่ประสบการณ์จดจำสมุนไพรหลังเขาจากหมู่บ้านซีเหอเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น แค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าต้นไหนมีพิษ ต้นไหนกินได้ ข้าไม่เคยมองว่ามันคือพรสวรรค์เลยสักนิด... ถึงข้าจะเคยอ่านหนังสือสมุนไพรจากโพรงถ้ำมาบ้าง แต่หนังสือนั่นก็ฉีกขาดไปเกินครึ่ง เหลือแค่สูตรโอสถที่ยังไม่ค่อยมีประโยชน์ กับชื่อสมุนไพรบางชนิดให้พอผ่านตา การปรุงโอสถจริง ๆ ข้าก็ไม่เคยทำเลยสักครั้ง’


    ‘แต่ในเมื่อผู้อาวุโสระดับฐานวิญญาณเอ่ยปากชวนด้วยตนเอง การปฏิเสธคงไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก อีกทั้งมันยังเป็นผลดีต่อตัวข้าในระยะยาวด้วย...’


    เมื่อตัดสินใจได้ หลี่ซวนก็ประสานมือตอบรับอย่างหนักแน่น


    "ตกลงขอรับผู้อาวุโส ตั้งแต่วันนี้ผู้น้อยยินดีมาช่วยงานที่นี่ขอรับ"


    หลิงซีที่ยืนฟังอยู่คลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา ส่วนกู้เจี้ยนหมิงก็ลูบคางตัวเองพลางหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ


    "ดี... ดีมาก แต่เจ้าไม่ต้องรีบร้อน วันนี้เพิ่งฟื้นร่างกายยังไม่เข้าที่เข้าทาง กลับไปพักผ่อนเตรียมตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มงาน"


    "รับทราบขอรับ"


    หลี่ซวนขยับตัวลุกขึ้นยืน โค้งคำนับให้ทั้งสองอีกครั้ง ทว่าขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากเรือนโอสถ เสียงของกู้เจี้ยนหมิงก็ดังรั้งไว้


    "อ้อ! ข้าเกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท... เอ้านี่ รับไป!"


    ฟุ่บ!


    ชายชราล้วงหยิบถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋ามิติ แล้วโยนข้ามอากาศมาให้ชายหนุ่ม


    หลี่ซวนยื่นมือออกไปรับตามสัญชาตญาณ ทว่าน้ำหนักของมันกลับทำให้เขาต้องชะงัก เมื่อเปิดปากถุงออกดู แสงสะท้อนวิบวับจากผลึกใสที่อัดแน่นอยู่ภายใน นับพันก้อน ก็สาดกระทบดวงตา!


    "นี่มัน..." ชายหนุ่มเบิกตากว้าง อุทานออกมาด้วยความตกตะลึง


    "ของเดิมพันจากเจ้าเด็กที่นอนสลบอยู่ข้าง ๆ เจ้านั่นแหละ" กู้เจี้ยนหมิงเอ่ยกลั้วหัวเราะ "ก่อนที่เจ้าเด็กนั่นจะเดินคอตกกลับไป มันทิ้งถุงใบนี้ไว้ให้ข้า แล้วฝากความมาบอกว่าให้มอบให้เจ้าตอนที่ฟื้น... หน้าตามันตอนนั้นงอเป็นตูดลิงเลยล่ะ สงสัยจะสูญเสียทรัพย์สินจากการประลองครั้งนี้ไปไม่ใช่น้อย ฮะ ๆ ๆ ถือว่าคุ้มค่ากับแผลสะบักสะบอมที่เจ้าได้มาล่ะนะ"


    หัวใจของหลี่ซวนเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น หินวิญญาณ จำนวนมหาศาลขนาดนี้... เขาได้มันมาครอบครองจริง ๆ! ทรัพยากรเหล่านี้มากเพียงพอที่จะช่วยผลักดันระดับพลังของเขาให้ทะลวงเข้าสู่ระดับ ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย ได้แถมยังอาจเหลือไว้พอใช้ในขั้นต่อไปด้วย!


    "ขอบพระคุณมากขอรับผู้อาวุโส!" ชายหนุ่มประสานมือโค้งคำนับอย่างซาบซึ้งใจ


    ทว่าทันใดนั้นเอง หลิงซีที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ก็พลันเบิกตากว้างราวกับนึกอะไรขึ้นได้ นางชี้หน้าหลี่ซวนพลางเอ่ยเสียงหลงด้วยความประหลาดใจสุดขีด


    "เดี๋ยวนะ... การประลองงั้นหรือ? อย่าบอกนะว่าท่านคือศิษย์ใหม่ที่อยู่ระดับ ลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด แต่กลับเอาชนะ หลินเซวียน ที่อยู่ ขั้นปลาย คนนั้นน่ะ!"


    นางเคยเห็นหลินเซวียนต่อสู้มาก่อน แม้จะไม่ได้ไปดูการประลองเมื่อวานด้วยตาตนเอง แต่ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วในหมู่ศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มแทบทุกคนแล้ว


    "ข้าแค่โชคดีน่ะ หากอีกฝ่ายเอาจริงตั้งแต่แรก ข้าคงพ่ายแพ้ไปแล้ว" หลี่ซวนตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะประสานมือคารวะทั้งสองคนแล้วเดินออกจากเรือนไป


    หลิงซีมองตามหลังชายหนุ่มไปพลางยู่ปากบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ


    "เดี๋ยวสิ... โธ่ ทำไมสหายผู้นี้ถึงทำตัวเย็นชาจังแฮะ ไม่ใช่แบบที่ข้าชอบเลยสักนิด!"


    "ฮะ ๆ ๆ เจ้าชอบเขางั้นรึ เอาเวลาไปอ่านตำราเรียนต่อได้แล้ว!"


    ชายชราหัวเราะร่า ก่อนจะใช้ตำราในมือเคาะลงบนหัวของหลิงซีเบา ๆ หนึ่งที


    "จำเนื้อหาทั้งหมดนี้ให้ได้เสียด้วยล่ะ"


    "ไม่เอาาาาา!" เสียงร้องโอดครวญของหลิงซีดังก้องไปทั่วเรือนโอสถ