Age of war

    ตอนที่ 95 เป็นพันธมิตรอีกครั้ง

    "เปิดรหัสดำ"

    สัญญาณปล่อยปราการเคลื่อนที่ [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส] ได้ถูกลั่นไกออกไปแล้ว

    ตัดจากสนามรบออกไปทางตะวันออกไกล

    ณ ทะเลป่าซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่ของภูติ

    อาคารทรงไข่จำนวนมากที่กำลังลอยตัวเหนือพื้นดินนั้นกำลังถูกบุกโจมตีจากผู้ทำลายล้างของเผ่าอาร์โธร์โพดา

    มันปรากฏตัวจากใต้ดินอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเอายานยนต์ที่ใหญ่กว่าสิบเมตรมุดลงไปได้

    และกว่าที่พวกภูติจะจับตำแหน่งของมัน มันก็สายเกินแก้ที่จะเรียกกองทัพออกมารับมือได้ทันเวลา

    ไม่สิ ต้องบอกว่าเวลานี้ที่เมืองหลวงของพวกเขาแทบจะไม่มีกองทัพประจำการอยู่เลยต่างหาก

    เปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก]

    ประกายสายฟ้า [โรส]

    มหาวารี [จัสเซียร์]

    วายุกระหน่ำ [ดิไลออน]

    ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]

    รายชื่อของห้าเหล่าทัพหลักเผ่าภูตินั้นถูกเอสเทอขนออกจากเมืองหลวงไปจนหมดแล้ว

    ไม่เพียงแค่หัวหน้าหน่วย แม้แต่ตัวประธานธิบดีภูติลิลลี่เองก็ยังไม่รู้ว่าหายไปไหนพร้อมกับคริสตัลแห่งชีวิตตั้งแต่ที่ย้ายเมืองหลวงมาที่นี่

    สรุปคือเมืองหลวงของภูติ ณ ตอนนี้ได้กลายเป็นเมืองตัวล่อเหมือนกับที่เผ่าอาร์โธร์โพดาหลอกพวกเผ่าภูติ

    นักรบที่เหลืออยู่ในเมืองนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ และมีแต่ชาวบ้านเพียงสามแสนกว่าคนเท่านั้น

    ปืนใหญ่ทั้งเก้ากระบอกรวมสิบแปดกระบอกจากปราการเคลื่อนที่ของทั้งสองลำกำลังเล็งไปที่เมืองหลวงของภูติ

    กระสุนระเบิดแรงโน้มถ่วงชุดแรกทำให้บาเรียที่คลุมเมืองสั่นสะเทือน

    ชุดที่สองทำให้วงแหวนที่ใช้สร้างบาเรียเริ่มส่งกลิ่นควันไหม้

    ชุดที่สามทำให้ม่านโปร่งแสงเริ่มส่องประกายผิดปกติ

    พวกภูติที่ไร้หนทางต่อต้านต่างรีบอพยบหนีออกจากเมืองในทิศทางตรงกันข้าม

    ในตอนนั้นเองที่นักรบอาร์โธร์โพดาเริ่มสงสัยว่าทำไมพวกภูติที่กำลังอพยบหนีออกจาเมืองนั้นถึงไม่ขนคริสตัลหนีไปด้วย

    แต่เนื่องจากลูกน้อยของสเลบไม่ได้เฉลี่ยวมากเท่ากับสเลบหรือราชินีเฟต พวกเขาเลยเก็บความสงสัยแล้วยิงโจมตีต่อไปอย่างซื่อตรงไม่บิดพริ้ว

    ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเอสเทอเองที่มีแนวคิดไม่ต่างจากสเลบกับองค์ราชินีเฟต

    เอสเทอคิดที่วางแผนจะทรยศมาตั้งแต่แรกนั้น ย่อมคิดได้ว่าอีกฝ่ายเองก็คงจะหาทางทรยศกลับเช่นกัน

    เมืองหลวงของภูติจึงไม่มีคริสตัล และถูกขนย้ายไปซ่อนที่ไหนสั่งแห่งซึ่งคงมีเพียงแค่กลุ่มของประธานาธิบดีลิลลี่ที่รู้

    ลูกน้องของสเลบยังคงรัวยิงต่อไปจากนอกเมือง

    ยิงไม่หยุดกว่าสิบนาทีจนกระทั้งบาเรียของเมืองภูติปริแตกออก

    แล้วพริบตานั้นก็เกิดแสงสว่างกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงผู้ทำลายล้างทั้งสองด้วย



    ภาพของระเบิดภูติสีดำที่กลืนกินทุกสิ่งลงไปได้ถูกฉายขึ้นกลางอากาศที่ว่างเปล่า

    "คิดจะลอบกัดฉันยังเร็วไปล้านปีนะสเลบ! ดอง ดอง ดอง~"

    เอสเทอกำลังเย้ยหยันสเลบด้วยภาพฉายนั้นอยู่บนท้องฟ้า

    "แต่ที่พวกแกกล้าต่อต้านแบบนี้ หรือว่าเมืองหลวงของแกเองก็ไม่มีคริสตัลอยู่เช่นกันสินะสเลบ? ดอง~"

    เอสเทอพูดออกมาด้วยมาดของตัวร้าย

    เธอตั้งใจจะให้ตัวเองดูน่าเกรงขามเพื่อข่มขวัญศัตรู

    สเลบที่เห็นภาพนั้นเองก็เข้าใจได้ทันทีว่าติดกับตัวล่อของเอสเทอเข้าให้เสียแล้ว

    ไม่น่าเชื่อว่าทั้งเขาและเธอจะคิดแผนการออกมาคล้ายกันได้ถึงขนาดนี้

    ต่างกันแค่เอสเทอดูจะใจร้อนกว่าสเลบ และเธอเลือกที่จะยอมอพยบคนหนีจากเมืองก่อน ไม่เหมือนสเลบที่ยอมให้เหล่ามดทาสถูกฆ่าตายไปพร้อมเมือง

    เห็นเจ้าเล่ห์แบบนี้ แต่เอสเทอก็คำนึงถึงชีวิตคนมากกว่าตัวสเลบหรือราชินีเฟตเสียอีก

    "เปิดประตู ผมจะออกไปคุยตัวต่อตัวกับยัยนี่เอง"

    "ท่านผู้กล้า---"

    "บอกให้เปิด! "

    เพื่อเป็นการป้องกันการถูกแกะรอยกลับ ตอนนี้สเลบจึงตัดการสื่อสารกับองค์ราชินีไปหมดทุกช่องทาง

    ดังนั้นการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้านี้จึงต้องทำด้วยตัวของเขาเองเท่านั้น

    ประตูหอบัญชาการได้ถูกเปิดออก

    ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างหยุดยิงแล้วมองดูผู้กล้าของตัวเองที่กำลังเผชิญหน้ากัน

    ท้องฟ้าที่ไร้พระอาทิตย์เริ่มสาดแสงยามบ่ายแก่ ๆ จนเงาของทั้งสองทอดยาวบนทุ่งหญ้าที่ลู่ไปตามแรงลม

    คนหนึ่งบินบนผืนฟ้ากว้างจับจ้องลงมาด้วยท่าทางที่ถือไพ่เหนือกว่า

    อีกคนยืนอยู่ยอดหอบัญชาการที่ล้มพังทลายลงมาแล้วจับจ้องไปบนท้องฟ้าด้วยท่าทางที่สง่างาม

    "เอสเทอ ศึกนี้เราจบกันแค่นี้ก่อนดีมั้ย? "

    สเลบพูดด้วยเสียงอันดังก้อง

    "... ดีเหมือนกันดอง"

    พูดตามตรง เอสเทอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี

    แน่นอนว่าถ้าสู้กันต่อ เอสเทอคงเป็นฝ่ายชนะด้วยจำนวนพลและการจัดทัพที่ได้เปรียบ

    แต่ฝ่ายสเลบเองก็ใช่ว่าจะเป็นหมูในอวย

    แถมแผนการที่จะลอบถล่มเมืองหลวงไปพร้อมกับคริสตัลยังโดนต้มทั้งสองฝ่ายเหมือนกันอีก

    จะสู้กันต่อเพื่อเสียทรัพยากรไปเพื่ออะไรกัน?

    เอสเทอจึงคิดว่าข้อเสนอของสเลบนั้นน่าสนใจ

    แถมยังสามารถส่งคนไปตามสะกดรอยเพื่อระบุตำแหน่งที่แท้จริงของคริสตัลได้อีกด้วย

    สเลบเองก็คิดไม่ต่างจากเอสเทอที่จะส่งสายลับตามสะกดรอยพวกเอสเทอเช่นกัน

    เขาเชื่อใจเอสเทอ ว่าถ้าเป็นคนอย่างเอสเทอคงยินดีรับข้อเสนอเพื่อส่งคนสะกดรอยพวกเขาแน่นอน

    นี่เป็นวิธีเดียวที่จะรักษาสภาพกองทัพและอาวุธไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ได้

    ส่วนเรื่องของมนุษย คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรมว่าการโจมตีครั้งแรกของสเลบจะทำลายคริสตัลไปได้หรือเปล่า

    ตอนนี้สเลบแทบไม่เหลือกำลังพลมากพอที่จะทำสงครามกับเผ่ามนุษย์และภูติไปพร้อมกันได้

    ด้วยเหตุผลทั้งหมด สเลบจึงเสนอให้สงบศึก ส่วนเอสเทอเองก็ยินดีที่จะยอมรับเงื่อนไขนั้นเช่นกัน



    แต่ทว่า

    "แผ่นดินไหวหรือ? "

    "ทิศเหนือดอง…"

    ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ทันหย่าศึกออกจากสนามรบ บางสิ่งบางอย่างก็ได้เกิดขึ้นเสียก่อน

    ที่ทิศเหนือของพวกเขานั้นมีกลุ่มของมอนสเตอร์จำนวนมากกำลังวิ่งฝุ่นตลบมาทางใต้

    หรือก็คือมาทางที่พวกเขากำลังตั้งทัพกันนั่นเอง

    พวกมันมีจำนวนมากจนแทบจะกลืนกินเส้นขอบฟ้าและผืนแผ่นดิน

    ฝูงมอนสเตอร์ที่วิ่งเรียงหน้ากระดานมานั้น มันกินพื้นที่กว้างจนไม่มีทางที่พวกเขาทั้งสองฝ่ายจะย้ายทัพหนีออกไปได้ทันเวลา

    แถมยังมีมอนสเตอร์ที่บินบนฟ้ากับไถหน้าดินได้ปนมาด้วย จึงทำให้ตัวเลือกดำดินหนีกับบินหนีขึ้นท้องฟ้าหมดไปเช่นกัน

    "ฝูงสัตว์ประหลาด!? มาจากไหนกันเนี่ยดอง! "

    "ไม่น่าจะหนีพ้น มาร่วมมือกันตีฝ่าเอาตัวรอดกันก่อนดีมั้ยเอสเทอ"

    "ชิ… ก็ได้ดอง! "

    และแล้วโชคชะตาก็ทำให้เผ่าทั้งสองกลับมาจับมือกันอีกครั้งหนึ่ง



    ในเวลาเดียวกัน ณ กองทัพของจ้าวแห่งยุทธหัตถี [แดง] ทั้งหมดหนึ่งแสนนายที่อยู่นอกเมือง

    เขากำลังสับสนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่

    แดงไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ได้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมา

    กำลังเสริมของศัตรูปรากฏตัวแล้วโจมตีด้วยปืนใหญ่ใส่เมืองหลวง

    หลังจากนั้นพวกมันก็ตีกันเอง ก่อนจะหยุดยิงพร้อมกับเปิดโต๊ะเจรจากัน

    แล้วจบลงที่มีคลื่นมอนสเตอร์โถมเข้ามาจากทิศเหนือ

    "ท่านแดงครับ จะทำยังไงดีครับ? จะให้โจมตีไหมครับ? "

    "ขอประมวลสมองก่อน! "

    กองทัพพันธมิตรของศัตรูกำลังเคลื่อนทัพจากตะวันตกไปตะวันออก

    ส่วนทัพของมอนสเตอร์วิ่งจากเหนือลงใต้

    ถึงกองทัพทั้งสองจะปะทะกัน แต่คงไม่แคล้วมีช่องว่างให้พวกมันบุกลงใต้ต่อ

    และทิศใต้ของที่นี่ก็คือเมืองหลวงที่บอบช้ำ

    "ติดต่อศูนย์บัญชาการได้หรือยัง! "

    "ยังเลยครับ! "

    เมื่อไม่อาจรับคำสั่งจากศูนย์บัญชาการ นายแดงจึงต้องตัดสินใจเอง

    "... ทหารมีหน้าที่ปกป้องผู้คนอย่างงั้นหรือ? "

    มันไม่มีเหตุผลอันใดที่แดงต้องยกทัพไปช่วยศัตรู

    แต่ถ้าปล่อยเอาไว้ คลื่นมอนสเตอร์ก็จะทะลวงบุกไปที่เมืองของเขาได้

    และเขาไม่คิดว่ากองทัพหนึ่งแสนคนตรงนี้จะปกป้องเมืองได้ นอกจากกระโจนเข้าร่วมรบก่อนที่ทัพของภูติกับอาร์โธร์โพดาจะตีฝ่าหนีออกไปก่อน

    "ต้องดึงให้ไอพวกบ้านั้นอยู่ช่วยรบด้วย"

    นายแดงจึงตัดสินใจได้ในท้ายที่สุด

    "ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรบ! เป้าหมายคือพลักฝูงมอนสเตอร์ให้ไปชนกับทัพของศัตรู ทุกหน่วย บุกโจมตี! "



    ที่น่านฟ้าในเวลาเดียวกัน

    "แครอท… เจ้าโกหกข้า…"

    "บานา… นี่มัน... ฉันอธิบายได้นะ! "

    ขุนนางเผ่ายักษา [แครอท] คาดการเวลาบุกของฝูงมอนสเตอร์ตัวเองผิดไป

    เธอนึกว่าพวกมันจะมาถึงช่วงเย็นเลยกล้าที่จะบินสวนขึ้นเหนือโดยตรง

    แต่ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นพบพวกมันที่กำลังจะเริ่มปะทะกับกองทัพทั้งสามเผ่าพันธุ์พอดี

    ความเลยแตกว่าเธอโกหกเรื่องฝูงมอนสเตอร์กับบานา

    "เธอเรียกพวกมันมาเพื่อถล่มเผ่ายักษาน้อย… ทั้งที่พวกมันคริสตัลพังแล้ว… แต่เธอก็ยังจะฆ่า… คนที่ไร้ทางสู้… แค๊ก..."

    "แต่เจ้าพวกนั้นมันโหดร้าย! ลืมที่พวกมันทรยศในสงครามครั้งก่อน ลืมที่พวกมันจับเจ้าไปทดลองแล้วหรือยังไง! "

    "..."

    บานาเงียบเสียงไม่ยอมตอบแครอท

    เขารู้ดีว่าแครอททำในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักสงครามที่ต้องเอาชีวิตรอด

    ดั่งที่ว่าทุบงูเห่าต้องทุบให้มันตาย

    แต่ทว่าบานานั้นคือชายที่ยึดถือในเกียรติยศและศักดิ์ศรี

    ถึงจะโกรธแค้นที่โดนทรยศและจับไปทดลอง แต่สำหรับเขาแล้ว ศัตรูที่พ่ายแพ้นั้น มันไม่ใช่เป้าหมายของการฆ่าฟันอย่างโหดร้าย

    บานาเป็นบุรุษที่นิสัยอ่อนหัดเช่นนั้นละ

    "สั่งให้พวกมัน… กลับไปซะ… แค๊ก… "

    "เออ.. บานา? "

    "บอกว่าสั่ง... แค๊ก… สั่งให้พวกมันกลับไปซะ! "

    "!? "

    ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าเพราะสารพิษ อีกทั้งยังบาดเจ็บและยังสับสน บานาจึงตะคอกใส่ผู้ช่วยชีวิตอย่างแครอทอย่างไม่ตั้งใจ

    "นี่เจ้า…"

    สตรีผิวสีเขียวหยิบแตรเขาสัตว์ออกมาจากกระเป๋า

    ถ้าเป่าตามจังหวะที่เธอรู้ พวกมอนสเตอร์ก็จะล่าถอยกลับไปเอง

    แต่เธอรู้สึกลังเลที่จะเป่ามัน

    ถ้าหากว่าคริสตัลของเผ่ายักษาน้อยยังไม่แตกละ?

    แครอทที่คิดเช่นนั้นเริ่มเชื่อมโยงไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมาภายในหัว

    ถ้าหากว่าเธอหยุดคำสั่งโจมตีแล้วเปิดโอกาสให้พวกมันกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง ถึงตอนนั้นเธออาจจะปกป้องบานาได้หรือ?

    แครอทที่คิดเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจ---

    "ขอโทษด้วย"

    ---ตัดสินใจทำลายแตรทิ้งไปเสีย

    บานาจับจ้องไปที่แตรเขาสัตว์ซึ่งกำลังแตกละเอียดคามือของแครอทอย่างไม่เชื่อสายตา

    "แครอท…"

    "กลับบ้านกันเถอะบานา ลืมสงคราม ลืมทุกอย่าง แล้วกลับบ้านกันเถอะ"

    สตรีผิวสีเขียวใช้ร่างที่เนียนนุ่มดุจผิวเด็กแรกเกิดของเธอเข้าโอบกอดบานา

    ใช้ไออุ่นจากร่างกายทำให้บานาผ่อนคลาย เพื่อให้เขาหลับและลืมทุกอย่างที่เห็นไปเสีย

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวของบานาเอง

    แครอทคิดและเชื่อมั่นเช่นนั้น

    "ยัย… ปีศาจร้าย! "

    แต่ความหวังดีนั้นเป็นสิ่งที่ขัดอุดมการณ์ของบานา

    บานาตบหน้าแครอทอย่างรุนแรงทีหนึ่ง

    "ข้าจะไปช่วยเจ้าพวกนั้นเอง"

    ว่าแล้วบานาก็กระโดดลงจากหลังโทเมสู่พื้นดินเบื้องล่าง และทิ้งแครอทเอาไว้อยู่เบื้องหลังโดยไม่หันกลับไปมองเธอ

    หยาดน้ำตาร่วงหล่นจากดวงตาอัญมณีสีเทาของแครอท

    หัวใจของเธอได้แตกสลายลงพร้อมหยาดน้ำตานั้น



    ในเวลาเดียวกัน

    "โหย~ คุณสัตว์ร้ายเต็มพื้นดินเลยเจ้าค่ะ! "

    เปอร์ไซด์พูดกับตัวเองอย่างสนุกสนาน

    " น่ากลัวออกนะนั่น…"

    "แถมยังมุ่งไปทิศเดียวกับทางที่พวกเราไปอีก"

    "ปี้~"

    สามหน่อผู้ติดตามเปอร์ไซด์ ไฮเจน โซเดียม และออกไซด์ ต่างพึมพำอย่างหวั่นวิตก

    พวกเขาทั้งสี่คนกำลังบินบนฟ้าโดยทิ้งระยะห่างจากฝูงมอนสเตอร์อยู่

    เป้าหมายของพวกเปอร์ไซด์คือการช่วยบานาออกมาจากการถูกจับตัวไปโดยเผ่ามนุษย์

    "ไปทางเดียวกันแบบนี้ มีหวังได้ปะทะเข้ากับรังของพวกสองแขนแน่"

    "ไอพวกสองแขนตาย ๆ ไปให้หมดนะดีแล้ว"

    โซเดียมกับไฮเจนแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างออกรสชาติ

    "อ๊ะ นั่นลุงบานานี่! "

    ในตอนนั้นเองที่เปอร์ไซด์ตะโกนเสียงดังออกมา

    "? "

    แต่คนอื่นไม่ได้มีสายตาดีเหมือนอย่างเปอร์ไซด์

    "อะไร? ... แย่แล้ว! ลุงบานากระโดดลงมาแล้ว! หนูขอตัวล่วงหน้าไปก่อนนะคะ! "

    ว่าแล้วเธอก็บินทะยานล่วงหน้าออกไปคนเดียวหน้าตาเฉย

    "... รอกันบ้างสิเฮ้ย! "

    และทิ้งให้พวกโซเดียมอยู่ข้างหลังเช่นนี้ไปซะงั้น…



    และนี่คือเรื่องราวของชะตากรรมซึ่งชักนำให้ผู้กล้าทั้งสี่ (บวกหนึ่ง) ของทุกเผ่ามาร่วมมือกันต่อสู้ในสถานที่แห่งนี้

    รวมไปถึงการถือกำเนิดของ [นักรบยันเดเระ] ที่แท้จริงขึ้นมาด้วย...