"เปิดรหัสดำ"
สัญญาณปล่อยปราการเคลื่อนที่ [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส] ได้ถูกลั่นไกออกไปแล้ว
ตัดจากสนามรบออกไปทางตะวันออกไกล
ณ ทะเลป่าซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่ของภูติ
อาคารทรงไข่จำนวนมากที่กำลังลอยตัวเหนือพื้นดินนั้นกำลังถูกบุกโจมตีจากผู้ทำลายล้างของเผ่าอาร์โธร์โพดา
มันปรากฏตัวจากใต้ดินอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเอายานยนต์ที่ใหญ่กว่าสิบเมตรมุดลงไปได้
และกว่าที่พวกภูติจะจับตำแหน่งของมัน มันก็สายเกินแก้ที่จะเรียกกองทัพออกมารับมือได้ทันเวลา
ไม่สิ ต้องบอกว่าเวลานี้ที่เมืองหลวงของพวกเขาแทบจะไม่มีกองทัพประจำการอยู่เลยต่างหาก
เปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก]
ประกายสายฟ้า [โรส]
มหาวารี [จัสเซียร์]
วายุกระหน่ำ [ดิไลออน]
ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]
รายชื่อของห้าเหล่าทัพหลักเผ่าภูตินั้นถูกเอสเทอขนออกจากเมืองหลวงไปจนหมดแล้ว
ไม่เพียงแค่หัวหน้าหน่วย แม้แต่ตัวประธานธิบดีภูติลิลลี่เองก็ยังไม่รู้ว่าหายไปไหนพร้อมกับคริสตัลแห่งชีวิตตั้งแต่ที่ย้ายเมืองหลวงมาที่นี่
สรุปคือเมืองหลวงของภูติ ณ ตอนนี้ได้กลายเป็นเมืองตัวล่อเหมือนกับที่เผ่าอาร์โธร์โพดาหลอกพวกเผ่าภูติ
นักรบที่เหลืออยู่ในเมืองนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ และมีแต่ชาวบ้านเพียงสามแสนกว่าคนเท่านั้น
ปืนใหญ่ทั้งเก้ากระบอกรวมสิบแปดกระบอกจากปราการเคลื่อนที่ของทั้งสองลำกำลังเล็งไปที่เมืองหลวงของภูติ
กระสุนระเบิดแรงโน้มถ่วงชุดแรกทำให้บาเรียที่คลุมเมืองสั่นสะเทือน
ชุดที่สองทำให้วงแหวนที่ใช้สร้างบาเรียเริ่มส่งกลิ่นควันไหม้
ชุดที่สามทำให้ม่านโปร่งแสงเริ่มส่องประกายผิดปกติ
พวกภูติที่ไร้หนทางต่อต้านต่างรีบอพยบหนีออกจากเมืองในทิศทางตรงกันข้าม
ในตอนนั้นเองที่นักรบอาร์โธร์โพดาเริ่มสงสัยว่าทำไมพวกภูติที่กำลังอพยบหนีออกจาเมืองนั้นถึงไม่ขนคริสตัลหนีไปด้วย
แต่เนื่องจากลูกน้อยของสเลบไม่ได้เฉลี่ยวมากเท่ากับสเลบหรือราชินีเฟต พวกเขาเลยเก็บความสงสัยแล้วยิงโจมตีต่อไปอย่างซื่อตรงไม่บิดพริ้ว
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเอสเทอเองที่มีแนวคิดไม่ต่างจากสเลบกับองค์ราชินีเฟต
เอสเทอคิดที่วางแผนจะทรยศมาตั้งแต่แรกนั้น ย่อมคิดได้ว่าอีกฝ่ายเองก็คงจะหาทางทรยศกลับเช่นกัน
เมืองหลวงของภูติจึงไม่มีคริสตัล และถูกขนย้ายไปซ่อนที่ไหนสั่งแห่งซึ่งคงมีเพียงแค่กลุ่มของประธานาธิบดีลิลลี่ที่รู้
ลูกน้องของสเลบยังคงรัวยิงต่อไปจากนอกเมือง
ยิงไม่หยุดกว่าสิบนาทีจนกระทั้งบาเรียของเมืองภูติปริแตกออก
แล้วพริบตานั้นก็เกิดแสงสว่างกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงผู้ทำลายล้างทั้งสองด้วย
ภาพของระเบิดภูติสีดำที่กลืนกินทุกสิ่งลงไปได้ถูกฉายขึ้นกลางอากาศที่ว่างเปล่า
"คิดจะลอบกัดฉันยังเร็วไปล้านปีนะสเลบ! ดอง ดอง ดอง~"
เอสเทอกำลังเย้ยหยันสเลบด้วยภาพฉายนั้นอยู่บนท้องฟ้า
"แต่ที่พวกแกกล้าต่อต้านแบบนี้ หรือว่าเมืองหลวงของแกเองก็ไม่มีคริสตัลอยู่เช่นกันสินะสเลบ? ดอง~"
เอสเทอพูดออกมาด้วยมาดของตัวร้าย
เธอตั้งใจจะให้ตัวเองดูน่าเกรงขามเพื่อข่มขวัญศัตรู
สเลบที่เห็นภาพนั้นเองก็เข้าใจได้ทันทีว่าติดกับตัวล่อของเอสเทอเข้าให้เสียแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าทั้งเขาและเธอจะคิดแผนการออกมาคล้ายกันได้ถึงขนาดนี้
ต่างกันแค่เอสเทอดูจะใจร้อนกว่าสเลบ และเธอเลือกที่จะยอมอพยบคนหนีจากเมืองก่อน ไม่เหมือนสเลบที่ยอมให้เหล่ามดทาสถูกฆ่าตายไปพร้อมเมือง
เห็นเจ้าเล่ห์แบบนี้ แต่เอสเทอก็คำนึงถึงชีวิตคนมากกว่าตัวสเลบหรือราชินีเฟตเสียอีก
"เปิดประตู ผมจะออกไปคุยตัวต่อตัวกับยัยนี่เอง"
"ท่านผู้กล้า---"
"บอกให้เปิด! "
เพื่อเป็นการป้องกันการถูกแกะรอยกลับ ตอนนี้สเลบจึงตัดการสื่อสารกับองค์ราชินีไปหมดทุกช่องทาง
ดังนั้นการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้านี้จึงต้องทำด้วยตัวของเขาเองเท่านั้น
ประตูหอบัญชาการได้ถูกเปิดออก
ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างหยุดยิงแล้วมองดูผู้กล้าของตัวเองที่กำลังเผชิญหน้ากัน
ท้องฟ้าที่ไร้พระอาทิตย์เริ่มสาดแสงยามบ่ายแก่ ๆ จนเงาของทั้งสองทอดยาวบนทุ่งหญ้าที่ลู่ไปตามแรงลม
คนหนึ่งบินบนผืนฟ้ากว้างจับจ้องลงมาด้วยท่าทางที่ถือไพ่เหนือกว่า
อีกคนยืนอยู่ยอดหอบัญชาการที่ล้มพังทลายลงมาแล้วจับจ้องไปบนท้องฟ้าด้วยท่าทางที่สง่างาม
"เอสเทอ ศึกนี้เราจบกันแค่นี้ก่อนดีมั้ย? "
สเลบพูดด้วยเสียงอันดังก้อง
"... ดีเหมือนกันดอง"
พูดตามตรง เอสเทอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี
แน่นอนว่าถ้าสู้กันต่อ เอสเทอคงเป็นฝ่ายชนะด้วยจำนวนพลและการจัดทัพที่ได้เปรียบ
แต่ฝ่ายสเลบเองก็ใช่ว่าจะเป็นหมูในอวย
แถมแผนการที่จะลอบถล่มเมืองหลวงไปพร้อมกับคริสตัลยังโดนต้มทั้งสองฝ่ายเหมือนกันอีก
จะสู้กันต่อเพื่อเสียทรัพยากรไปเพื่ออะไรกัน?
เอสเทอจึงคิดว่าข้อเสนอของสเลบนั้นน่าสนใจ
แถมยังสามารถส่งคนไปตามสะกดรอยเพื่อระบุตำแหน่งที่แท้จริงของคริสตัลได้อีกด้วย
สเลบเองก็คิดไม่ต่างจากเอสเทอที่จะส่งสายลับตามสะกดรอยพวกเอสเทอเช่นกัน
เขาเชื่อใจเอสเทอ ว่าถ้าเป็นคนอย่างเอสเทอคงยินดีรับข้อเสนอเพื่อส่งคนสะกดรอยพวกเขาแน่นอน
นี่เป็นวิธีเดียวที่จะรักษาสภาพกองทัพและอาวุธไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ได้
ส่วนเรื่องของมนุษย คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรมว่าการโจมตีครั้งแรกของสเลบจะทำลายคริสตัลไปได้หรือเปล่า
ตอนนี้สเลบแทบไม่เหลือกำลังพลมากพอที่จะทำสงครามกับเผ่ามนุษย์และภูติไปพร้อมกันได้
ด้วยเหตุผลทั้งหมด สเลบจึงเสนอให้สงบศึก ส่วนเอสเทอเองก็ยินดีที่จะยอมรับเงื่อนไขนั้นเช่นกัน
แต่ทว่า
"แผ่นดินไหวหรือ? "
"ทิศเหนือดอง…"
ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ทันหย่าศึกออกจากสนามรบ บางสิ่งบางอย่างก็ได้เกิดขึ้นเสียก่อน
ที่ทิศเหนือของพวกเขานั้นมีกลุ่มของมอนสเตอร์จำนวนมากกำลังวิ่งฝุ่นตลบมาทางใต้
หรือก็คือมาทางที่พวกเขากำลังตั้งทัพกันนั่นเอง
พวกมันมีจำนวนมากจนแทบจะกลืนกินเส้นขอบฟ้าและผืนแผ่นดิน
ฝูงมอนสเตอร์ที่วิ่งเรียงหน้ากระดานมานั้น มันกินพื้นที่กว้างจนไม่มีทางที่พวกเขาทั้งสองฝ่ายจะย้ายทัพหนีออกไปได้ทันเวลา
แถมยังมีมอนสเตอร์ที่บินบนฟ้ากับไถหน้าดินได้ปนมาด้วย จึงทำให้ตัวเลือกดำดินหนีกับบินหนีขึ้นท้องฟ้าหมดไปเช่นกัน
"ฝูงสัตว์ประหลาด!? มาจากไหนกันเนี่ยดอง! "
"ไม่น่าจะหนีพ้น มาร่วมมือกันตีฝ่าเอาตัวรอดกันก่อนดีมั้ยเอสเทอ"
"ชิ… ก็ได้ดอง! "
และแล้วโชคชะตาก็ทำให้เผ่าทั้งสองกลับมาจับมือกันอีกครั้งหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน ณ กองทัพของจ้าวแห่งยุทธหัตถี [แดง] ทั้งหมดหนึ่งแสนนายที่อยู่นอกเมือง
เขากำลังสับสนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่
แดงไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ได้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมา
กำลังเสริมของศัตรูปรากฏตัวแล้วโจมตีด้วยปืนใหญ่ใส่เมืองหลวง
หลังจากนั้นพวกมันก็ตีกันเอง ก่อนจะหยุดยิงพร้อมกับเปิดโต๊ะเจรจากัน
แล้วจบลงที่มีคลื่นมอนสเตอร์โถมเข้ามาจากทิศเหนือ
"ท่านแดงครับ จะทำยังไงดีครับ? จะให้โจมตีไหมครับ? "
"ขอประมวลสมองก่อน! "
กองทัพพันธมิตรของศัตรูกำลังเคลื่อนทัพจากตะวันตกไปตะวันออก
ส่วนทัพของมอนสเตอร์วิ่งจากเหนือลงใต้
ถึงกองทัพทั้งสองจะปะทะกัน แต่คงไม่แคล้วมีช่องว่างให้พวกมันบุกลงใต้ต่อ
และทิศใต้ของที่นี่ก็คือเมืองหลวงที่บอบช้ำ
"ติดต่อศูนย์บัญชาการได้หรือยัง! "
"ยังเลยครับ! "
เมื่อไม่อาจรับคำสั่งจากศูนย์บัญชาการ นายแดงจึงต้องตัดสินใจเอง
"... ทหารมีหน้าที่ปกป้องผู้คนอย่างงั้นหรือ? "
มันไม่มีเหตุผลอันใดที่แดงต้องยกทัพไปช่วยศัตรู
แต่ถ้าปล่อยเอาไว้ คลื่นมอนสเตอร์ก็จะทะลวงบุกไปที่เมืองของเขาได้
และเขาไม่คิดว่ากองทัพหนึ่งแสนคนตรงนี้จะปกป้องเมืองได้ นอกจากกระโจนเข้าร่วมรบก่อนที่ทัพของภูติกับอาร์โธร์โพดาจะตีฝ่าหนีออกไปก่อน
"ต้องดึงให้ไอพวกบ้านั้นอยู่ช่วยรบด้วย"
นายแดงจึงตัดสินใจได้ในท้ายที่สุด
"ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรบ! เป้าหมายคือพลักฝูงมอนสเตอร์ให้ไปชนกับทัพของศัตรู ทุกหน่วย บุกโจมตี! "
ที่น่านฟ้าในเวลาเดียวกัน
"แครอท… เจ้าโกหกข้า…"
"บานา… นี่มัน... ฉันอธิบายได้นะ! "
ขุนนางเผ่ายักษา [แครอท] คาดการเวลาบุกของฝูงมอนสเตอร์ตัวเองผิดไป
เธอนึกว่าพวกมันจะมาถึงช่วงเย็นเลยกล้าที่จะบินสวนขึ้นเหนือโดยตรง
แต่ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นพบพวกมันที่กำลังจะเริ่มปะทะกับกองทัพทั้งสามเผ่าพันธุ์พอดี
ความเลยแตกว่าเธอโกหกเรื่องฝูงมอนสเตอร์กับบานา
"เธอเรียกพวกมันมาเพื่อถล่มเผ่ายักษาน้อย… ทั้งที่พวกมันคริสตัลพังแล้ว… แต่เธอก็ยังจะฆ่า… คนที่ไร้ทางสู้… แค๊ก..."
"แต่เจ้าพวกนั้นมันโหดร้าย! ลืมที่พวกมันทรยศในสงครามครั้งก่อน ลืมที่พวกมันจับเจ้าไปทดลองแล้วหรือยังไง! "
"..."
บานาเงียบเสียงไม่ยอมตอบแครอท
เขารู้ดีว่าแครอททำในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักสงครามที่ต้องเอาชีวิตรอด
ดั่งที่ว่าทุบงูเห่าต้องทุบให้มันตาย
แต่ทว่าบานานั้นคือชายที่ยึดถือในเกียรติยศและศักดิ์ศรี
ถึงจะโกรธแค้นที่โดนทรยศและจับไปทดลอง แต่สำหรับเขาแล้ว ศัตรูที่พ่ายแพ้นั้น มันไม่ใช่เป้าหมายของการฆ่าฟันอย่างโหดร้าย
บานาเป็นบุรุษที่นิสัยอ่อนหัดเช่นนั้นละ
"สั่งให้พวกมัน… กลับไปซะ… แค๊ก… "
"เออ.. บานา? "
"บอกว่าสั่ง... แค๊ก… สั่งให้พวกมันกลับไปซะ! "
"!? "
ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าเพราะสารพิษ อีกทั้งยังบาดเจ็บและยังสับสน บานาจึงตะคอกใส่ผู้ช่วยชีวิตอย่างแครอทอย่างไม่ตั้งใจ
"นี่เจ้า…"
สตรีผิวสีเขียวหยิบแตรเขาสัตว์ออกมาจากกระเป๋า
ถ้าเป่าตามจังหวะที่เธอรู้ พวกมอนสเตอร์ก็จะล่าถอยกลับไปเอง
แต่เธอรู้สึกลังเลที่จะเป่ามัน
ถ้าหากว่าคริสตัลของเผ่ายักษาน้อยยังไม่แตกละ?
แครอทที่คิดเช่นนั้นเริ่มเชื่อมโยงไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมาภายในหัว
ถ้าหากว่าเธอหยุดคำสั่งโจมตีแล้วเปิดโอกาสให้พวกมันกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง ถึงตอนนั้นเธออาจจะปกป้องบานาได้หรือ?
แครอทที่คิดเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจ---
"ขอโทษด้วย"
---ตัดสินใจทำลายแตรทิ้งไปเสีย
บานาจับจ้องไปที่แตรเขาสัตว์ซึ่งกำลังแตกละเอียดคามือของแครอทอย่างไม่เชื่อสายตา
"แครอท…"
"กลับบ้านกันเถอะบานา ลืมสงคราม ลืมทุกอย่าง แล้วกลับบ้านกันเถอะ"
สตรีผิวสีเขียวใช้ร่างที่เนียนนุ่มดุจผิวเด็กแรกเกิดของเธอเข้าโอบกอดบานา
ใช้ไออุ่นจากร่างกายทำให้บานาผ่อนคลาย เพื่อให้เขาหลับและลืมทุกอย่างที่เห็นไปเสีย
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวของบานาเอง
แครอทคิดและเชื่อมั่นเช่นนั้น
"ยัย… ปีศาจร้าย! "
แต่ความหวังดีนั้นเป็นสิ่งที่ขัดอุดมการณ์ของบานา
บานาตบหน้าแครอทอย่างรุนแรงทีหนึ่ง
"ข้าจะไปช่วยเจ้าพวกนั้นเอง"
ว่าแล้วบานาก็กระโดดลงจากหลังโทเมสู่พื้นดินเบื้องล่าง และทิ้งแครอทเอาไว้อยู่เบื้องหลังโดยไม่หันกลับไปมองเธอ
หยาดน้ำตาร่วงหล่นจากดวงตาอัญมณีสีเทาของแครอท
หัวใจของเธอได้แตกสลายลงพร้อมหยาดน้ำตานั้น
ในเวลาเดียวกัน
"โหย~ คุณสัตว์ร้ายเต็มพื้นดินเลยเจ้าค่ะ! "
เปอร์ไซด์พูดกับตัวเองอย่างสนุกสนาน
" น่ากลัวออกนะนั่น…"
"แถมยังมุ่งไปทิศเดียวกับทางที่พวกเราไปอีก"
"ปี้~"
สามหน่อผู้ติดตามเปอร์ไซด์ ไฮเจน โซเดียม และออกไซด์ ต่างพึมพำอย่างหวั่นวิตก
พวกเขาทั้งสี่คนกำลังบินบนฟ้าโดยทิ้งระยะห่างจากฝูงมอนสเตอร์อยู่
เป้าหมายของพวกเปอร์ไซด์คือการช่วยบานาออกมาจากการถูกจับตัวไปโดยเผ่ามนุษย์
"ไปทางเดียวกันแบบนี้ มีหวังได้ปะทะเข้ากับรังของพวกสองแขนแน่"
"ไอพวกสองแขนตาย ๆ ไปให้หมดนะดีแล้ว"
โซเดียมกับไฮเจนแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างออกรสชาติ
"อ๊ะ นั่นลุงบานานี่! "
ในตอนนั้นเองที่เปอร์ไซด์ตะโกนเสียงดังออกมา
"? "
แต่คนอื่นไม่ได้มีสายตาดีเหมือนอย่างเปอร์ไซด์
"อะไร? ... แย่แล้ว! ลุงบานากระโดดลงมาแล้ว! หนูขอตัวล่วงหน้าไปก่อนนะคะ! "
ว่าแล้วเธอก็บินทะยานล่วงหน้าออกไปคนเดียวหน้าตาเฉย
"... รอกันบ้างสิเฮ้ย! "
และทิ้งให้พวกโซเดียมอยู่ข้างหลังเช่นนี้ไปซะงั้น…
และนี่คือเรื่องราวของชะตากรรมซึ่งชักนำให้ผู้กล้าทั้งสี่ (บวกหนึ่ง) ของทุกเผ่ามาร่วมมือกันต่อสู้ในสถานที่แห่งนี้
รวมไปถึงการถือกำเนิดของ [นักรบยันเดเระ] ที่แท้จริงขึ้นมาด้วย...