หลังจากฟางเฉินบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้กับพวกปู่โจวแล้วคนในหมู่บ้านก็รีบเข้ามาหาฟางเฉินและถามถึงสิ่งทีเกิดขึ้นฟางเฉินก็ได้บอกถึงสรรพคุณของหมอกสีทองเหล่านี้ไปเพราะหมอกเหล่านี้จะอยู่ได้ไม่นานแล้วหายไป แต่ก่อนที่มันจะหายไปฟางเฉินก็อยากให้คนในหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์จากหมอกนี้ให้มากที่สุดหลังจากหมอกมงคลปกคลุมทั่วทั้งเขา ข่าวลือก็กระจายออกไปจากจักรวรรดิหนึ่งไปจักรวรรดิหนึ่งและรามไปทั่วทั้งทวีป ผ่านไป 1 เดือน จักรพรรดิก็ได้ให้คนนำแผนที่ระดับทวีปมาส่งให้กับฟางเฉิน ซึ่งฟางเฉินก็นำแผนที่มา ซึ่งในข้างๆแผนที่มีจดหมายบอกถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดจากที่จักรพรรดินั้นนั้นได้ข่าวมา ข่าวเกี่ยวกับปรากฎการณ์นี้ได้ทำให้เหล่าตัวตนที่ทรงพลังสนใจและต้องการที่จะมายังภูเขาลูกนี้ ซึ่งจากที่ฟางเฉิดได้ดูแผนที่แบบคร่าวๆ สถานที่ฟางเฉินอยู่ในตอนนี้ถูกเรียกว่าดินแดนโบราณซึ่งเป็นหนึ่งในสามดินแดนที่ทรงพลัง และฟางเฉินในตอนนี้อยู่ในทวีปขนาดเล็กซึ่งแทบไม่มีผู้ฝึกตนอยู่เลยและต่อให้ผู้ฝึกตนเหล่านั้นมาที่แห่งนี้พวกนั้นก็ไม่ใช่คู่มือของฟางเฉินอยู่ดี“ดูเหมือนต้องรีบบ่มเพาะใหม่ให้เร็วที่สุดแล้วสินะ อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็ควรจะเปิดชีพจรให้ได้ก่อน” ฟางเฉินกล่าวพร้อมกับกลับขึ้นเขาไปจากนั้นฟางเฉินก็เริ่มบ่มเพาะอย่างรวดเร็วด้วยทรัพยากรที่ถูกเก็บไว้ในตำหนักวิญญาณฟางเฉินสามารถใช้เวลา 1 วันในการทะลวงเข้าสู่ขั้นที่ 9 ของขั้นชีพจรได้อย่างง่ายดายและด้วยเส้นชีพจรใหม่ของฟางเฉินนั้นทรงพลังอย่างมากจึงสามารถทนต่อเม็ดยาที่รุนแรงเกินระดับการบ่มเพาะได้อย่างสบายๆฟางเฉินได้บ่มเพาะในช่วงกลางคืนในทุก ๆวันส่วนกลางวันฟางเฉินจะใช้เวลาอยู่กับหลินและปู่โจวรวมถึงอธิบายถึงการบ่มเพาะให้หลินฟังอย่างน้อยฟางเฉินก็อยากให้หลินนั้นมีพลังในการปกป้องตัวเองได้บ้างและเวลาผ่านไปอีก 10 วันฟางเฉินก็บรรลุถึงระดับจิตวิญญาณอีกครั้ง ทันทีที่ฟางเฉินมาถึงระดับจิตวิญญาณฟางเฉินก็รับรู้ได้ถึงการเชื่อต่อกับความโลภและจิตวิญญาณเนตรบรรพชน“วิ้ง!!!!!!!!!!!!” จิตวิญญาณเนตรบรรพชนปรากฎออกมาและหลอมรวมเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับดวงตาที่สามบนหน้าผากของฟางเฉิน ซึ่งปกติถ้าฟางเฉินไม่ต้องการดวงตาที่สามจะไม่ปรากฎออกมา“นี่มันหมายความว่ายังไง” ฟางเฉินกล่าวด้วยความตกใจเพราะคราวนี้ทันทีที่ฟางเฉินต้องการจะใช้พลังของเนตรบรรพชนมันจะไม่ผ่านดวงตาทั้งสองอีกต่อไปแต่จะไปปรากฎที่ดวงตาที่สามแทน“11 ปี เป็นเวลา 11 ปีเต็มในที่สุดเจ้าก็หาทางมาถึงจุดนี้ได้” เสียงที่เกียจคร้านของความโลภดังขึ้นอีกครั้ง“ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะสามารถกลับมาถึงจุดนี้ได้” ฟางเฉินกล่าว“แต่สำหรับเจ้าถือเป็นเรื่องดีอย่างมาก การที่สวรรค์ยอมรับและได้ประทานพรให้กับเจ้านั้นทำให้เจ้าได้รับสิ่งที่น่าเหลือเชื่อหลายอย่างเลยทีเดียว” ความโลภกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี“แล้วระดับของเจ้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง” ฟางเฉินกล่าว“ไม่ต้องห่วงระดับพลังของข้ายังอยู่ระดับศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิมเพราะงั้นเจ้าต้องพาข้าไปหาร่างใหม่อีกครั้ง” ความโลภกล่าว“ที่ชั้น 1-4 ล้วนมีอสุรอยู่มากมายให้เจ้าเลือกเจ้าสามารถเลือกได้ตามที่ต้องการเลย” ฟางเฉินกล่าว“ยอดเยี่ยม” ความโลภกล่าวด้วยความตื่นเต้นหลังจากหาร่างให้กับความโลภได้แล้ว ความโลภได้เลือกอสูรวานรอัคคีอีกครั้ง จากนั้นพวกฟางเฉินก็ได้เล่าเรื่องราวที่ตนเองได้พบให้กับความโลภฟังรวมถึงเรื่องที่หลวงจีนรูปหนึ่งชี้ทางสว่างให้แก่ตนเอง“หลวงจีนรูปนั้นไม่มีทางเป็นหลวงจีนธรรมดาแต่การที่สามารถบรรลุถึงสัจธรรมได้ขนาดนั้นอย่างน้อยต้องกลายเป็นเซียนไปแล้ว” ความโลภกล่าว“แต่เซียนจะมาอยู่ที่แห่งนี้ได้อย่างไร” ฟางเฉินกล่าว“ใครจะไปรู้ สำหรับพวกหลวงจีนที่ศรัทธาพระพุทธองค์นั้นมักจะทำตามโชคชะตาที่พระพุทธองค์กำหมด นั่นคือสิ่งที่ข้ารู้ แต่ชั่วเถอะ ตอนนี้เจ้าบอกว่าเราอยู่ดินแดนโบราณสินะ ถ้างั้นเราก็อยู่ห่างจากดินแดนเซียนอย่างมากเลยละและการจะกลับไปก็มีเพียงทางเดียวคือการไปยังศูนย์กลางของดินแดนโบราณและใช้ค่ายกลส่งข้ามไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ถึงจะสามารถกลับดินแดนเซียนได้” ความโลภกล่าว“คงต้องเป็นแบบนั้นแต่ตัวข้าในตอนนี้กลีบไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เพราะงั้นในช่วงหลายปีต่อจากนี้ข้าจะบ่มเพาะจนกระทั่งข้ากลับไปถึงจุดสูงสุดเสียก่อน” ฟางเฉินกล่าว“แบบนั้นแหละดี” ความโลภพยักหน้าเห็นด้วยเพราะหลังจากที่ฟางเฉินประสบเจอเรื่องราวมายก็ทำให้ฟางเฉินเติบโตมากขึ้นเวลาผ่านไปอีก 1 เดือน ในวันนี้ได้มีกลุ่มผู้บ่มเพาะมากมายทีได้ข่าวเกี่ยวกับเมฆมงคลและต้องการที่จะขึ้นไปบนภูเขาที่ฟางเฉินอยู่ และว่าชาวบ้านที่อยู่ในจักรวรรดินั้นได้บอกว่าบนเขาลูกนั้นมีเซียนอยู่นั่นยิ่งทำให้ความโลภปะทุขึ้นมาในจิตใจของผู้ฝึกตนเหล่านั้นขึ้นไปอีกในตอนนี้ผู้ฝึกตนนับร้อยคนได้มารวมตัวกันที่ด้านล่างภูเขาคนเหล่านี้แข็งแกร่งที่สุกก็ระดับจิตวิญญาณเท่านั้น“พวกเราไปเถอะ บนยอดเขานั่นจะต้องมีความลับที่ทำให้เราบรรลุกลายเป็นเซียนได้แน่” ชายวัยกลางคนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหล่าคนของจักรวรรดิต่างยืนมองอยู่อย่างห่างๆพวกเขาไม่กล้าไปมีส่วนร่วมกับคนเหล่านี้และตั้งแต่ที่ผู้ฝึกตนเหล่านี้ปรากฎออกมาก็ได้สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านหลายคนอีกด้วย“ขอให้ท่านเซียนลงทัณฑ์คนชั่วด้วยเถิด” หญิงชราคนหนึ่งคุกเข่าภาวนาพร้อมกับน้ำตาเพราะบุตรสาวของนางพึ่งถูกคนเหล่านี้ข่มขืนจนตายไปและทันทีที่ผู้ฝึกตนเหล่านี้ก้าวเท้าเหยียบลงบนเขาพลังกดดันอันหนักหน่วงก็ปรากฏ แรงกดดันและจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ผู้ฝึกตนเหล่านี้ต่างสั่นด้วยความหวาดกลัว“นี่มันอะไรหรือว่าจะมีเซียนอยู่บนเขาจริง ๆ”“บัดซบตายแน่ ข้าไม่น่ามาที่นี่เลย”“พวกเจ้าบัดซบนั่นไปยั่วยุเซียนเข้าให้แล้ว” ผู้ฝึกตนที่อ่อนแอหลายคนกรีดร้องออกมาด้วยความกลัวและขุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตา“พวกเจ้ากล้าเอาเท้าสกปรกมาเหยียบในพื้นที่ของข้างั้นเหรอ” เสียงคำรามที่ทรงพลังดังขึ้นทำให้แก้วหูของผู้ฝึกยุทธิ์ต่างได้รับบาดเจ็บและมีเลือดใหลออกมาในตอนนั้นเองร่างของฟางเฉินลอยออกมาจากบนเขาพร้อมกับมีออร่าของเซียน แน่นอนว่าฟางเฉินยังไม่ถึงระดับเซียนแต่ในฐานะที่เคยเป็นเซียนมาก่อนย่อมมีกลิ่นอายและบรรยากาศของเซียนอยู่ ชาวบ้านพากันก้มกราบด้วยความเคารพบางคนอ้อนวอนขอความเป็นธรรมต่อฟางเฉินให้ล้างแค้นให้ ฟางเฉินหันมามองพวกผู้ฝึกตนที่มารวมตัวกันด้วยสายตาเย็นชาคนเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าถูกความโลภชักนำมาและถ้าไม่มีฟางเฉินในตอนนี้ละก็คาดว่าคนในหมู่บ้านคงถูกคนเหล่านี้สังหารเพื่อถามหาความลัพธิ์ของเมฆมงคลไปแล้ว