พรึ่บ พรึ่บ ตู้ม!
เสียงระเบิดดังลั่นจากเสาหินที่กำลังปลดปล่อยการโจมตีออกมาฆ่าทหารที่กำลังวิ่งผ่าน ทุกๆคนที่พยายามวิ่งล้วนแล้วทำตามการฝึกได้เป็นอย่างดี แม้จะมีลำแสงพุ่งเข้ามาโจมตีทุกคนกลับใช้ความคุ้นชินจากการฝึกโยกตัวหลบเล็กน้อยเพื่อหลบการโจมตีของเสาหิน จนลำแสงพุ่งกระแทกพื้นดินระเบิดส่งเสียงดัง จากเดิมทุกคนจะต้องตายจากการวิ่งผ่าน ตอนนี้ทหารทุกนายกลับสามารถหลบลำแสงได้อย่างง่ายดายอย่างกับมันเป็นเพียงแค่ของเด็กเล่นเท่านั้น
“ท่อนเสาที่ 10 เปิดตาแล้วระวังด้วย!”
เสียงร้องเตือนดังมากจากฝั่งทางซ้ายที่เต็มไปด้วยทหารของหน่วยเอทโฟ ก่อนที่พวกเขาจะเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวขึ้นไปอีก เพิ่มแม้กระทั่งวิธีการหลบหลีกให้มันมีความกระชับมากยิ่งขึ้นเผื่อจะโดนโจมตีซ้อนทับ
ทางฝั่งขวาที่เต็มไปด้วยหน่วยเอทไนน์ต่างก็เพิ่มความเร็วในการวิ่งและเพิ่มท่าทางในการหลบขึ้นไปเช่นเดียวกัน แต่พวกเขากลับไม่สามารถทำได้ดีเหมือนหน่วยเอทโฟ ทำให้บนร่างกายของทหารหน่วยเอทไนน์เริ่มมีรอยไหม้จากลำแสงที่พุ่งโจมตี จากเดิมหลบได้ดีตอนนี้การหลบทำได้เพียงแค่พยายามทำให้การโจมตีเหล่านั้นเฉียดร่างให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลถึงชีวิต
“วิ่ง!”
ทหารคนแรกพุ่งเข้าไปในเขตปลอดภัยก่อนที่เขาจะร้องตะโกนบอกเพื่อนที่วิ่งตามหลังให้เร่งฝีเท้าขึ้นไปอีกครั้ง ภายใต้เสียงร้องตะโกนดัง แอนเดอร์สันที่วิ่งมาในช่วงกลางแถวเขาก็ได้กระโดดหลบการโจมตีต่างๆอย่างง่ายดาย ด้วยการวิ่งผ่านเสาพร้อมกันหลายคน ทำให้การโจมตีที่เกิดขึ้นกระจายกันไปรอบๆจนทำให้เขาแทบไม่ต้องหลบเลยสักนิด กระทั่งทุกคนกระโดดเข้าไปในเขตปลอดภัยได้สำเร็จหัวหน้าหน่วยก็เริ่มสั่งการให้ทุกคนสำรวจร่างกายตนเอง
“หน่วยเอทโฟปลอดภัย หน่วยเอทไนน์ไหวหรือเปล่า”
บนชุดเกราะของหน่วยเอทโฟไร้ความเสียหายเช่นเดิม แต่หน่วยเอทไนน์กลับต่างกันออกไป หลายคนมีร่องรอยความเสียหายบนชุดเกราะ อย่างไรก็ตามบาดแผลที่เกิดกลับไม่ได้รุนแรง เพียงแค่รับเวทย์รักษาก็สามารถเดินทางต่อไปได้
“ทางเราไหว เอาล่ะเราจะเริ่มเดินทางต่อแล้ว”
จากที่เคยพูดไว้หน่วยเอทไนน์จะเป็นฝ่ายนำหน้าให้ เนื่องจากพวกเขามีมานาที่จำกัด หลังจากตกลงกันได้นี้เองนั้นหน่วยเอทไนน์ก็เริ่มก้าวเท้ามุ่งหน้าสู่ปราสาทหลังใหญ่ที่ถล่มลงมาเหลือเพียงแค่ซาก ภายใต้การเดินหลบเลี่ยงหินดวงตาระหว่างทางทุกคนก็เดินมาถึงหน้าทางเข้าที่เหมือนจะมีถ้ำพาลงไปใต้ดิน
“กระจายกำลังออกไปรอบๆ ฉันอยากรู้ว่ามีเส้นทางอื่นนอกจากนี้หรือไม่”
หน่วยเอทไนน์กระจายกำลังออกไปรอบๆ หน่วยเอทโฟก็ทำไม่ต่างกันเพื่อทำให้ระยะเวลาในการสำรวจสั้นลง กระทั่งทุกคนไม่พบเส้นทางไปต่อนอกจากรูขนาดใหญ่ที่เจอก่อนหน้า ทุกคนจึงกลับมาจัดแถวก่อนจะเดินลงไปในทางเดินที่พาพวกเขามุ่งสู่ใต้พื้นดิน
“ความชื้นคงที่!”
“อากาศคงที่!”
“ไม่พบพลังปริศนาอื่นนอกจากหมอกสีแดงเลือด!”
“เดินหน้าต่อไปได้!”
เสียงดังขึ้นเป็นทอดๆจากทหารที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบพื้นที่ที่กำลังเข้าไป แอนเดินสันที่อยู่กลางแถวเขาไม่ลืมที่จะทิ้งเวทย์คำสาปเอาไว้ในตำแหน่งที่เดินผ่าน สาเหตุที่เขาต้องทำแบบนี้ก็เพื่อให้คนที่เดินตามหลังไม่กล้าที่จะลอบสังหาร การที่เขาทิ้งคำสาปเอาไว้เปิดใช้งานตอนไหนก็ได้นั้น อีกฝ่ายจะต้องกลัวมันจนพับเก็บการลอบสังหารลงไปก่อน
“หยุดก่อน ด้านหน้ามีกับดัก!”
หนึ่งในทหารยกมือห้ามทุกคนไม่ให้เดินทางต่อไป ทันทีที่ทุกคนสงสัยว่ากับดักเป็นอะไร ทหารที่ตรวจพบจึงโยนก้อนหินใกล้ๆไปยังตำแหน่งที่มีกับดักวางอยู่ แต่แล้วกับดักที่ฝังเอาไว้ก็เริ่มทำงานส่งหอกแหลมคมมากมายพุ่งออกมาจากผนังแทงทุกอย่างที่อยู่ในเขตของมัน
“นักเวทย์ธาตุดินลงมือ”
“ครับ”
กลไกกับดักคือการเหยียบไปยังแผ่นหินที่ถูกสร้างเอาไว้เป็นตัวเปิดกลไก การจะทะลวงผ่านไปคือการสร้างสะพานข้ามเขต หลังจากที่เวทย์ธาตุดินสร้างสะพานเสร็จทุกคนจึงเริ่มสำรวจด้วยการเดินเร็วเพื่อเข้าไปได้ลึกที่สุด
“ไปไปไป”
แอนเดอร์สันกวาดตามองออกไปรอบข้าง ระหว่างนี้เองเขาก็เริ่มฉีกยิ้มกว้างหลังจากมีลมพัดผ่านร่างของเขาไป มันไม่ใช่ลมที่พัดมาจากด้านนอกแต่เป็นลมที่พัดมาจากด้านใน ส่งผลให้เขารับรู้ได้ถึงเส้นทางที่ลมพัดผ่านมา
“หัวหน้า ที่นี่ถูกสร้างเป็นเขาวงกต” ทหารที่ทำหน้าที่แกะรอยบอกสถานการณ์ให้ทุกคนฟังหลังจากที่เขาเดินมาเจอเข้ากับทางตัน หากต้องการเดินทางไปต่อจำเป็นต้องก้าวถอยหลังไปยังเส้นทางที่เห็นก่อนหน้า
“หัวหน้าหน่วยเอทโฟเราจะทำอย่างไรหากที่นี่เป็นเขาวงกตจริงๆ”
“การแยกกันสำรวจคงจะเป็นเรื่องง่าย ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะใช้เวลา 3 ชั่วโมงให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนหน่วยเอทไนน์ก็ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งให้คุ้มที่สุดก็แล้วกัน”
หน่วยทั้งสองก้าวมาถึงทางเดินที่ผ่านไปก่อนหน้าจากนั้นก็เริ่มพากันเดินเข้าไปในทางเดินใหม่ อย่างไรก็ตามพวกเขากลับมาพบเข้ากับทางแยกที่ทำให้พวกเขาต้องแยกกันไป ดังนั้นหน่วยทั้งสองจึงแยกออกเป็นสองทาง
“เราจะไปเจอกันอีกครั้งที่หน้าเกท”
“ได้ เราจะไปเจอกันอีกครั้งที่หน้าเกท”
หัวหน้าหน่วยทั้งสองส่งสัญญาณให้กันจากนั้นจึงเริ่มเดินสำรวจทางเดินเขาวงกต แอนเดอร์สันที่ไม่อยากเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก เขาจึงบอกหัวหน้าหน่วยเกี่ยวกับความสามารถในการใช้สายลมนำทาง
“หัวหน้า ผมมาจากตระกูลเฟียร์สามารถใช้สายลมนำทางได้ คุณอยากให้ผมเป็นคนนำทางไหม”
แอนเดอร์สันมองเห็นห้องโถงหลักของที่แห่งนี้แล้ว เพียงแต่เขาต้องได้รับอนุญาตถึงจะเดินทางไปยังห้องโถงที่ว่าได้ เขาจึงต้องขออนุญาตจากหัวหน้าเพื่อรับสิทธินั้น หลังจากที่ทุกคนรู้ว่าแอนเดอร์สันสามารถใช้ลมนำทางเพื่อพาพวกเขาเข้าและออกจากเขาวงกตได้ทุกคนจึงให้แอนเดอร์สันเป็นคนนำทาง
“ได้ ถ้าอย่างนั้นนายเป็นคนนำทาง เราจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงที่นี่ อีก 20 นาทีจะเผื่อเอาไว้ ”
แอนเดอร์สันหลับตาสัมผัสเข้ากับสายลมที่พัดผ่าน จากนั้นเขาก็เปิดใช้งานเวทย์เสริมกำลังพร้อมกับเวทย์ตรวจสอบเพื่อดูกับดัก ทันทีที่ทุกคนใช้งานเวทย์เสริมกำลังและเวทย์เสริมความเร็วเหมือนที่แอนเดอร์สันทำ ทุกคนก็เริ่มพุ่งตัวไปตามทางเดินของเขาวงกตในทันที
“ตามผมมา อย่าให้ขาดช่วง!”
หน่วยเอทไนน์พุ่งตามแอนเดอร์สันไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่แอนเดอร์สันตรวจจับกับดักเขาเพียงกระทืบเท้าสร้างกำแพงธาตุดินขึ้นมาปกคลุมแผ่นหินที่ใช้เปิดปิดกลไกทำให้การวิ่งสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ติดขัด
ตู้ม!
เท้าขวากระแทกพื้นร่ายเวทย์ระดับ 9 กระแทกสิ่งที่ขวางหน้า จากนั้นหน่วยเอทไนน์ก็เริ่มวิ่งต่อไป ทุกคนที่วิ่งตามแอนเดอร์สันไปติดๆต่างรู้สึกตกใจเพราะพวกเขายังไม่เจอทางตันเลยสักเส้นทาง ไม่เพียงเท่านั้นยังไม่เจอสถานการณ์ที่ต้องถอยกลับไปเลือกเส้นทางใหม่ ทุกการพุ่งตัวของแอนเดอร์สันเหมือนกับว่าเขาเคยเข้ามาภายในเขาวงกตนี้อย่างชำนาญ ไม่เพียงแค่วิ่งเท่านั้น เขายังทำลายกับดักมากมายด้วยเวทย์หลากหลายที่ปลดปล่อยออกมา ทำให้ทุกคนไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากวิ่งและมองรอบข้าง
“นั่นมันอะไรกัน”
ชายที่วิ่งอยู่ด้านหลังสุดมองไปด้านหลังของตนเอง หลังจากเขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อหันกลับหลังระหว่างวิ่งเขาก็เจอต้นไม้เล็กๆเกิดขึ้นที่ซอกหินข้างทางเดิน จึงพยายามมองหาต้นเหตุที่ทำให้ต้นไม้เหล่านี้เกิดขึ้นมา ทันทีที่เขามองไปยังมือซ้ายของแอนเดอร์สันที่เหมือนกับกำลังโปรยเมล็ดบางอย่างเขาก็เข้าใจได้ว่าต้นไม้เหล่านี้ คือสิ่งที่แอนเดอร์สันเตรียมเอาไว้ใช้ นอกจากแอนเดอร์สันจะใช้งานได้แล้วมันยังเป็นเครื่องบอกทางให้พวกเขาวิ่งออกไปได้โดยไม่จำเป็นต้องให้แอนเดอร์สันวิ่งนำ
“มีอะไรเหรอแอนเดอร์สัน”
ผู้เป็นหัวหน้าถามด้วยความสงสัย ด้านหน้ามีอะไรเกิดขึ้นแอนเดอร์สันถึงได้หยุดวิ่ง ทันใดนั้นมอนสเตอร์หินก็ได้ดึงตัวเองออกมาจากทางเดินปรากฎตัวต่อหน้าทุกๆคน ทันทีที่มันระเบิดพลังมานาออกมาจากร่าง ทุกคนต่างตกใจตื่นเนื่องจากพวกมันเป็นมีพลังเวทย์ 850 ปี
วิ๊ง!
คำสาปพุ่งเข้าไปโจมตีมอนสเตอร์ที่ปรากฎตัวออกมาจากทางเดิน อย่างไรก็ตามแอนเดอร์สันกลับเห็นสิ่งหนึ่งที่เกิดกับมอนสเตอร์ตรงหน้า คำสาปที่เขาร่ายออกไปมีเพียงแค่คำสาปบางตัวที่เล่นงานพวกมันได้เท่านั้น
“ลืมไปได้ไงนะ ว่าพวกมันไม่มีเนื้อหนัง งั้นก็หมายความว่าสิ่งที่ฆ่ามันได้คงเป็นคำสาปกัดกร่อนเท่านั้น”
ตึง!
คำสาปที่ใช้ระเบิดและกัดกร่อนวัตถุที่ไม่ใช่เนื้อหนังเปิดใช้งาน ส่งผลให้รูปปั้นและโกเลมที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งล้มตัวลงไปนอนตายกลายเป็นดินกองหนึ่ง ทุกคนที่รู้ว่าแอนเดอร์สันสามารถจัดการมอนสเตอร์ภายในทางเดินได้จึงออกวิ่งอีกครั้งหนึ่งพลางมองไปยังทางเดินที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนขนาดของมันสามารถนำรถบรรทุกเข้ามาวิ่งเรียงหน้ากระดานได้ 3 คัน
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังขึ้นที่ช่วงกลางของแถวแอนเดอร์สันจึงหันมองก่อนจะพบว่าสิ่งที่ปรากฎตัวไม่ได้มีเพียงมอนสเตอร์เท่านั้น มันมีสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังมานาเช่นเดียวกัน จากสิ่งที่เขาตรวจสอบไม่มีทางที่มอนสเตอร์จะปรากฎตัวในทางเดินที่ผ่านมาได้ แต่หินที่เกาะกลุ่มกันเกิดเป็นโกเลมขนาดใหญ่กลับปรากฎตัว เขาจึงมองสำรวจก่อนจะพบว่ามีมานากลุ่มหนึ่งพุ่งมาจากใต้ทางเดินเพื่อก่อตัวสร้างโกเลมตัวนี้ขึ้นมา มันไม่ใช่มอนสเตอร์แต่เป็นเทคโนโลยีของผู้ที่สร้างปราสาทหลังนี้ เพื่อใช้โกเลมเหล่านี้ป้องกันผู้บุกรุก
ตู้ม!
คำสาปพุ่งเข้าชนแผ่นหินจนโกเลมสลายกลายเป็นเม็ดทราย อย่างไรก็ตามมานาจากพื้นกลับนำเม็ดทรายมารวมกันเกิดเป็นโกเลมได้เช่นเดิมสร้างความตกใจให้กับทหารทุกนาย
“แอนเดอร์สันดูเหมือนว่าพวกมันจะตายได้ก็ต่อเมื่อมานาใต้ดินขาดหายไป”
“ใช่ครับ เราไปกันเถอะ ต่อให้สู้กับมันไปเราก็ไม่ได้อะไร”
แอนเดอร์สันแนะนำให้ทุกคนวิ่งต่อไป ขากลับหากมีเขาวิ่งนำการจะออกไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ภายใต้การวิ่งไปเรื่อยๆเพื่อใช้เวลา 1 ชั่วโมงให้คุ้มค่าที่สุด แอนเดอร์สันก็ได้พาทุกคนมาถึงห้องๆหนึ่งที่เป็นทางตันของเส้นทาง
“แอนเดอร์สัน ถึงแล้วเหรอ”
“ครับ ลมพาผมมาที่นี่ จากที่ผมใช้ลมนำทางจุดนี้น่าจะเป็นจุดเดียวที่ผมคิดว่ามันสำคัญ”
แอนเดอร์สันมองไปยังประตูใหญ่ยักษ์สูง 100 เมตรตรงหน้า พลางมองไปยังช่องเล็กๆเหนือประตูที่มีลมพัดผ่านเข้ามา เมื่อทุกคนรู้ว่าเป้าหมายต่อไปที่ต้องสำรวจคือหลังประตูตรงหน้าทุกคนจึงจับอาวุธเอาไว้ให้มั่น จากนั้นหัวหน้าหน่วยเอทไนน์ก็ได้เดินเข้าไปผลักประตู
ตึง!