เมื่อปิงเชี่ยนเห็นว่าเย่จื่อเฟิงไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดมาเป็นเวลานาน นางจึงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังขุ่นเคืองใจ ส่งผลให้ยามนี้แววตาของนางจึงเต็มไปด้วยความผิดหวังเศร้าใจ
"ว่าอย่างไร? มันแย่ถึงเพียงนั้นเลยหรือ? ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ลืมมันไปเถอะ..."
เย่จื่อเฟิงได้สติแล้วหันกลับมา " ไม่ๆๆ ... ที่ข้าเงียบไปเพราะตกตะลึงอยู่น่ะ ช่างเป็นข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! แม่นางปิงเชี่ยนจะจ้างข้าทั้งเดือน ขอบคุณแม่นางมากที่ช่วยข้าในยามคับขัน! " หนึ่งร้อยแต้มผลงานไม่ได้มีค่าอันใดมากมาย ทว่าสําหรับเย่จื่อเฟิงแล้ว ราวกับว่าปิงเชี่ยนได้ส่งฟืนให้เขาในวันที่พบเจอพายุหิมะ
หลังจากที่เขาได้มาอยู่ในร่างนี้ มีไม่กี่คนที่ทําดีต่อเขาด้วยความจริงใจ คนแรกที่พบก็คือเสวี่ยอี๋ ยามนี้ก็มีปิงเชี่ยน ส่วนสือเฉิน ยังคงก้ำกึ่ง...
ปิงเชี่ยนยิ้มกว้างทันที นางมองไปที่เขาแล้วกล่าวว่า " กล่าวเกินไปแล้ว สำหรับข้ามันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอันใด มันง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ เช่นนั้นเจ้าก็อย่ามัวแต่ตกตะลึง... รีบๆ ไปเลือก สมุนไพรเสียสิ"
"ขอบคุณแม่นางปิงเชี่ยน...! "
แม้ว่าเขาจะมีชีวิตมาถึงสองครั้ง แต่เมื่อใดที่ยังกล่าวถึงโอสถเขาก็ยังคงบ้าคลั่งอยู่ร่ำไป เขาจะจมอยู่กับมันจนไม่มีผู้ใดเห็นหน้าเห็นตาเขาเลยทีเดียว ถึงเขาจะได้เข้านอกออกในหลายสถานที่ซึ่งเปรียบดังสายลมจันทรา พบผู้คนชนชั้นสูงมากหน้าหลายตาแต่ทุกคนล้วนเป็นเช่นดั่งอสรพิษ ปั้นหน้าเสแสร้งมีวัตถุประสงค์แอบแฝงนานา ไม่เคยพานพบกับรักแท้ จึงมิเชี่ยวชาญในการรับมือกับอิสตรีว่าต้องทำอย่างไร
เมื่อเห็นว่าเย่จื่อเฟิงเลือกหยิบสมุนไพรอย่างระมัดระวัง แววตาของปิงเชี่ยนก็เปล่งประกาย หน้าแดงระเรื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า " จริงสิพี่ชาย ต่อไปไม่ต้องเรียกข้าว่าแม่นางปิงเชี่ยนแล้วนะ เรียกข้าว่าปิงเชี่ยนก็พอ… "
"อื้อๆ ได้สิปิงเชี่ยน" เย่จื่อเฟิงเออออห่อหมกไปแบบส่งๆ นั่นเพราะเขากําลังจดจ่ออยู่กับเลือกเฟ้นสมุนไพร จึงเผลอรับปากนางไป
ดวงตาของปิงเชี่ยนเปล่งประกายแวววาว ตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่นางได้แต่ติดตามปีศาจเฒ่ามู่หยุนผู้เป็นอาจารย์ เข้าสู่วิถีแห่งลัทธิโอสถมาช้านาน นางจึงมีสหายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ความรู้สึกที่กำลังเบ่งบานนอกในอยู่นี้ นางไม่รู้ว่าความรู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจเช่นนี้มันคืออันใด
"โสมมายา , หญ้าหมอกปีศาจ... แล้วสุดท้ายก็ผลละอองเสาะแสวง เยี่ยม! ทุกอย่างครบแล้ว... "
ปิงเชี่ยนหันกลับมามองเขาแล้วถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า "พี่ชาย เจ้ากําลังจะปรุงโอสถชนิดใด? ฟังจากส่วนผสมเมื่อสักครู่ข้ายังคิดไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นยาชนิดใด... "
เย่จื่อเฟิงมีรอยยิ้มอย่างลึกลับ " หึหึ ... มันเป็นความลับ! "
ปิงเชี่ยนมองเขาด้วยท่าทางแปลกๆ " อ้าว∼เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า? อย่าลืมสิว่าข้าเป็นผู้มีพระคุณของเจ้านะ ถ้าไม่มีข้า เจ้าจะได้สมุนไพรเหล่านี้มาได้อย่างไร? "
เย่จื่อเฟิงครุ่นคิดแล้วยิ้ม " ก็ได้ๆ เอาเป็นว่าข้าจะบอกเจ้านิดๆ หน่อยๆ แล้วกัน โอสถที่ข้าจะปรุงขึ้นมามันมีประโยชน์กับงานชุมนุมบันไดสวรรค์และตระกูลเย่ของข้าในสัปดาห์หน้า! "
เมื่อได้ยินเช่นนั้นปิงเชี่ยนก็ตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก " ด้วยระดับฝีมือของเจ้าในยามนี้ ยังจะกล้าเข้าร่วมงานชุมนุมบันไดสวรรค์อีกงั้นรึ? คนในตระกูลของเจ้าไร้ซึ่งผู้มีฝีมือแล้วหรือไร้? "
"งานชุมนุมบันไดสวรรค์หาให้หาได้เกี่ยวกับระดับวรยุทธ์ อย่ามองข้าด้วยสายตาดูถูกเฉกเช่นนั้น∼ เพราะบางทีข้าผู้นี้อาจจะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ได้ ฮ่าๆๆ! " เย่จื่อเฟิงหัวเราะด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์
"เจ้าน่ะหรือ? "
ปิงเชี่ยนหัวเราะคิกคัก โดยหาได้ใส่ใจกับคำพูดของเย่จื่อเฟิงแม้แต่น้อย ขนาดนางซึ่งอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 9 ระดับสูงสุด ยังไม่กล้าเอ่ยปากอย่างเต็มปากเต็มคำว่าจะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดเยี่ยงเขา
เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างไม่แยแสแล้วตอบว่า " นั่นมันก็เรื่องของเจ้า จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่"
"ได้! อย่างไรเราทั้งสองก็ต้องไปพบเจอกันในงานชุมนุมอยู่แล้ว บางทีข้ากับเจ้าอาจเป็นคู่มือฝ่ายตรงข้าม ถ้าเช่นนั้นต่อจากนี้ข้าจะไม่ซักไซ้เจ้าอีกต่อไป เกรงว่าหากข้าเกิดชนะขึ้นมาใครบางคนจะหาว่าค่าขี้โกง หรือบางทีข้าควรแกล้งออมมือเพื่อให้เจ้าเอาชนะก็ได้! " ปิงเชี่ยนยิ้ม
"แม่นางปิงเชี่ยนช่างใจกว้างยิ่งนัก ขอบคุณที่..."
ปิงเชี่ยนขมวดคิ้ว " เจ้าเรียกข้าว่ากระไรนะ? "
"ศิษย์พี่หญิงปิงเชี่ยน...? "
"ศิษย์น้องหญิงปิงเชี่ยน...? "
ปิงเชี่ยนก็เค้นเสียงออกมาอย่างลำบากว่า "ถ้าเจ้ายังทําตัวเช่นนี้อีก... ข้าจะริบสมุนไพรคืนมาให้หมดเลยคอยดู! "
" นี่ๆๆ ลั่นวาจาไปแล้วห้ามคืนคำ! " ท่าทีของเย่จื่อเฟิงยามนี้ ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เพราะวัตถุดิบสมุนไพรเหล่านี้สําคัญต่อเขามากจริงๆ ดังนั้นบุรุษหน้าหนาเสียยิ่งกว่าคอนกรีตเยี่ยงเขา จะทำเช่นไรเล่านอกจากเอาสมุนไพรหลบเลี่ยงไปมา ไม่ยอมส่งคืนให้นางอย่างเด็ดขาด
" ไม่เกี่ยว ข้าเป็นสตรีย่อมสามารถถอนคําพูดได้! "
"ก็ได้ๆ ยอมแล้วๆ " เย่จื่อเฟิงฝืนยิ้มแล้วพูดออกมาอย่างไม่เต็มใจ "ปิงเชี่ยน... "
เมื่อปิงเชี่ยนเห็นท่าทีเงอะๆ งะๆ ของเย่จื่อเฟิงนางก็หัวเราะคิกคัก ถึงแม้เขาจะยอมผ่อนปรนให้แก่นาง ทว่าอุปนิสัยที่แท้จริงกลับไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคขวากหนามและต้องผ่านมันไปให้ได้ แล้วนางก็ยิ้มหวานพร้อมกล่าวว่า "เอาล่ะๆ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว เจ้าใช้เวลาไปกับการเลือกสมุนไพรเสียตั้งนานสองนาน กลับบ้านได้แล้วล่ะ… นี่มันก็สายมากแล้ว"
เย่จื่อเฟิงงุนงง "แต่...ข้าจะเอาสมุนไพรของเจ้าไปเฉยๆ ได้ยังไง? ข้ายังไม่ได้ชี้แนะเกี่ยวกับเรื่องปรุงโอสถให้เจ้าเลยนะ เช่นนี้คงไม่ดีมั่ง∼"
ปิงเชี่ยนยิ้ม " ดูเจ้าพูดเข้า ทำยังกับว่าเจ้าสามารถช่วยข้าได้? ข้ายอมรับว่าวิถีแห่งการปรุงโอสถของเจ้ามีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ด้วยเพราะเตาหลอมของเจ้ามีขนาดเล็กกลั่นสกัดโอสถมาได้แต่ละทีก็คงจะแค่ 1-2 เม็ดเท่านั้น แล้วก็คงอยู่ในระดับที่กำเนิดปราณพอจะทำได้ แต่ครั้งนี้สำนักต้องการให้ข้าการสกัดโอสถชุดใหญ่ สั่งให้ข้ากลั่นสกัดโอสถวิญญาณที่ใช้กับผู้อยู่ในระดับฝึกยุทธ์ เจ้าช่วยข้าไม่ได้หรอก"
เย่จื่อเฟิงไม่ได้ทักท้วง ในเมื่อปิงเชี่ยนไม่ต้องการความช่วยเหลือซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรเสียเขาก็ไม่อยากเสียเวลาอันมีค่าไปกับการเอาใจสตรี
เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย "งานชุมนุมบันไดสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว แต่เจ้ากลับต้องทุ่มเทสมาธิอยู่กับการปรุงโอสถเช่นนี้ ไม่กลัวจะเสียตำแหน่งดีๆ ในงานชุมนุมบันไดสวรรค์หรือไร? "
"นี่น่ะหรือ...ข้าก็ทำปกตินั่นแหละ "
เย่จื่อเฟิงอึ้งไปชั่วครู่แล้วยิ้มแห้งๆ " มันเป็นงานที่ดี หากเป็นในยามปกติ แต่งานนี้มันเป็นชื่อเสียงของสำนักไม่ใช่หรือ? "
อย่างไรก็ตามปิงเชี่ยนไม่ได้กล่าวอันใดมาก ถึงแม้นางจะเป็นคนมีความสามารถและเฉลียวฉลาด คนบาปฝีมืออยู่ในขอบเขตกำเนิดปราณขั้นที่ 9 ระดับสูงสุด ได้เพราะนางกลั่นสกัดโอสถแล้วพึ่งพาพลังอิทธิฤทธิ์ของมันมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย เพื่อช่วยเร่งความเร็วในการฝึกฝน ทำให้ความสามารถของนางเหนือกว่าเย่เสวี่ยอี๋ ด้วยความโดดเด่นดังกล่าวทำให้นางเป็นที่จับตามอง
"เช่นนั้น งานนี้ข้าคงลอยลำแล้ว เมื่อตัดสินใจก็เชิญเจ้าจดจ่อสมาธิอยู่กับการกลั่นสกัดโอสถไปเถอะ ระวังเถอะ เจ้าทำตัวประมาทเช่นนี้ อาจไล่ตามคนอื่นเขาไม่ทันจนต้องตกท้ายตาราง " เย่จื่อเฟิงยิ้มกว้างออกมา อันที่จริงไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องเตือนนาง
ปิงเชี่ยนชักเริ่มสะอึกเล็กน้อย นางหันมาด้วยดวงตาเปล่งประกายแล้วตอบว่า " เช่นนั้นรึ...ถ้าอย่างนั้นก็ย่อมได้ สัปดาห์หน้าข้าจะรอดูเจ้า ในเมื่อเจ้ามั่นอกมั่นใจพูดเยี่ยงนี้ "
...
หลังจากกล่าวร่ำลากับปิงเชี่ยน เย่จื่อเฟิงก็เดินไปยังทิศทางของป่ารกร้าง
เหตุผลที่ไปที่นั่นเพราะเตาหลอมยาที่เขาซื้อมาใหม่ได้เอาไปซ่อนไว้ที่นั่น ซึ่งเย่จื่อเฟิงจะต้องไปทำความสะอาดเตาและยังมีอย่างอื่นที่ต้องจัดการอีก
"โผล่หัวออกมาได้แล้ว ตามข้ามานานแล้วนี่! " เย่จื่อเฟิงกล่าวแล้วหันกลับไป
ทันใดนั้นก็มีคนห้าคนโผล่ออกมาจากหลังพุ่มไม้ คนกลุ่มนี้ก็คือหวางหลินกับพรรคพวก ซึ่งมีระดับฝีมือไม่ทิ้งห่างจากหวางหลิน
"เย่จื่อเฟิง เจ้ากล้ามากเลยนะ ทั้งๆ ที่รู้ว่าพวกข้าสะกดรอยตามเจ้ามา ยังกล้าพาพวกเรามาในป่ารกร้างเช่นนี้อีก เจ้าอยากตายนักหรือไง? " หนึ่งในพวกมันตะโกนพูดและจ้องมองเย่จื่อเฟิงอย่างดุร้าย
หวางหลินจ้องมองพวกเขาด้วยความเกลียดชัง แล้วพูดอย่างเยือกเย็นชาว่า " พวกเราจับมันไว้ วันนี้ข้าได้เป็นคนหักแขนขาของมันเอง! "
ก่อนหน้านี้เย่จื่อเฟิงโจมตีแขนของมันจนหัก แม้ว่ามันจะใช้โอสถราคาแพงรักษาเยียวยา ทว่าจวบจนทุกวันนี้มันยังคงเจ็บปวดไม่หาย วันนี้พอมันได้ยินข่าวว่าเย่จื่อเฟิงจะมาที่สํานัก พวกมันก็ทำการรวบรวมศิษย์น้องกลุ่มหนึ่ง สะกดรอยตามเย่จื่อเฟิงมาตลอดทาง เฝ้ารอหาโอกาสเหมาะๆ เล่นงาน
"เช่นนั้นรึ? แล้วเซียวมู่เล่าไม่ได้มาด้วยรึ? เห็นว่าเป็นพี่น้องกับพวกเจ้าไม่ใช่รึไง? " เย่จื่อเฟิงมองไปรอบๆ เมื่อเห็นโจทก์เก่ามาไม่ครบก็เลยซักถาม
อันที่จริงหวางหลินได้ไปหาเซียวมู่มาแล้ว แต่เพราะเซียวมู่หวาดกลัวปิงเชี่ยน ดังนั้นมันจึงไม่เข้าร่วมวงเอี่ยวด้วย คำตอบนี้ทำให้หวางหลินกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะลำพังตัวมันไม่สามารถต่อสู้กับเย่จื่อเฟิงได้
"ที่เขาไม่มาเพราะลำพังพวกเรามันก็มากเกินพอที่จะจัดการคนอย่างเจ้า! "
"อื้อฮือ∼? "
เย่จื่อเฟิงเพียงแค่เห็นสีหน้าของหวางหลิน เขาก็พอจะเดาเหตุผลออกแล้วว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร
เซียวมู่กลัวว่าตนเองจะไปล่วงเกินปิงเชี่ยน นี้เป็นแค่เหตุผลหนึ่งเท่านั้น เหตุผลสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ตระกูลเซียวของมันยังไม่อาจเทียบได้กับ 3 ตระกูลใหญ่ ซึ่งถ้ามันไม่แกว่งขาเข้ามายุ่งมันก็ยังมีสิทธิ์เข้าร่วมชุมนุมบันไดสวรรค์ แต่ตระกูลหวางเต็มไปด้วยบุคคลที่มีความสามารถ หวางหลินรู้ว่าตนไม่มีโอกาสเข้าร่วมงานชุมนุม นอกจากนี้มันยังมีโอกาสแก้แค้นเย่จื่อเฟิงในภายหลัง ฉะนั้นมันจึงยอมหลับตาข้างหนึ่งปล่อยปละละเว้นไปก่อน
เซียวมู่ มันอาจจะกำลังคิดว่า คนอย่างเย่จื่อเฟิงจะมีชีวิตรอดต่อหน้าทุกคนในงานชุมนุมบันไดสวรรค์ของเมืองเหลยโจวได้หรือ
" หวางหลินเจ้าตามราวีกับข้าไม่เลิกเช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเย่จื่อเฟิงผู้นี้ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่เจ้าจะบีบก็ตายจะคลายก็รอดอีกต่อไปแล้ว "
หวางหลินเค้นเสียงฮึฮะในลำคออย่างเย็นชา " ฮึ่มมม!! เจ้าจะใช่ลูกไก่ในกำมือของข้าหรือไม่ เดี๋ยวก็รู้! พวกเราลุย! "
ถึงแม้เย่จื่อเฟิงจะรู้สึกรําคาญคนพวกนี้เป็นอย่างยิ่ง หากเขาพยายามหลบเลี่ยงจากพวกมัน พวกมันก็ยังคงตามราวีไม่เลิกราไม่จบไม่สิ้น ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องหาทางมากลั่นแกล้งเขาจนได้ ฉะนั้นเขาก็ต้องจัดการพวกมันให้รู้แล้วรู้รอดไป
"เห็นทีข้าคงต้องสอนบทเรียนให้กับพวกเจ้าสักหน่อยซะแล้ว " เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเย็นชาจ้องมองพวกมันด้วยดวงตาดุร้าย
" พี่หลิน เย่จื่อเฟิงมันทำตัวโอหังเสียเหลือเกิน เราฆ่ามันทิ้งไปเลยดีกว่า ในป่ารกร้างอย่างนี้ไม่มีผู้ใดรู้แน่ "
"ใช่! พี่หลิน ฆ่ามันเถิด พวกเราทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องดังนั้นเราจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ"
แม้หวางหลินจะเกลียดเย่จื่อเฟิงจนเข้ากระดูกดำ แต่เพราะมันเป็นเช่นดั่งเสือกระดาษ จึงยังลังเลไม่กล้าลงมือสังหารเย่จื่อเฟิง
"อย่าต้องถึงขั้นฆ่าแกงกันเลย ถึงแม้ตระกูลเย่ตกต่ำ แต่เย่ฉงเทียนก็มีฝีมืออยู่ในระดับวิญญาณยุทธ์ หากยั่วให้เขามีโทสะขึ้นมา พวกเราทุกคนคงต้องตายแน่ๆ "
เมื่อได้ยินชื่อของเย่ฉงเทียน เหล่าสมุนที่ติดตามหวางหลินก็ถึงกับชะงักค้าง ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว ละทิ้งความคิดที่จะสังหารเย่จื่อเฟิง
"ฮ่าๆๆ ... " ทันใดนั้นเย่จื่อเฟิงก็ระเบิดเสียงหัวเราะ
"เจ้าขําบ้าอะไร? " หวางหลินจ้องไปที่เย่จื่อเฟิงอย่างงุนงง แทนที่เย่จื่อเฟิงจะหวาดกลัว จนต้องคุกเข่าร้องขอความเมตตา ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองโดนล้อมและอาจถูกสังหารฆ่าทิ้ง ดังนั้นเมื่อพวกมันเห็นฝ่ายตรงข้ามระเบิดเสียงหัวเราะเช่นนี้จึงเริ่มสูญเสียความมั่นใจ
"ข้าหัวเราะที่พวกเจ้าจะฆ่าใครทั้งทีกับคิดมากมายหลายตลบ ราวกับว่าชีวิตของข้าตกอยู่ในกํามือของพวกเจ้าแล้ว... อย่าได้ลังเลให้เสียเวลาอีกต่อเลย พวกเจ้าดาหน้าเข้ามาพร้อมกันให้หมดนั่นแหละ! "
จบตอน