ในยุคที่ไฟาเผาลามไปทั่วแดนดิน จักรวรรดิมองโกลที่ผู้คนต่างขนานนามว่า กองทัพชาวหยวน ได้แผ่แสนยานุภาพกว้างไกลไปทั่วทุกสารทิศ โดยได้เข้าตีเอาเมืองน้อยเมืองใหญ่มาอยู่ในอานัฐบริวานได้เป็จำนวนมากอย่างไม่อาจจะมีผู้ใดต้านทานได้ราวกับน้ำป่ายามไหลทะลัก
หลากนครหลายอาณาจักร จึงถูกตีแตกและได้ถูกผนึกควบรวมเข้าเป็หัวเมืองประเทศราชเพราะความแข็งแกร่ง และ เหี้ยมหาญของกองทัพม้ามัจจุราชแห่งมองโกล แต่ทว่ายังคงมีอีกหลายอาณาจักรในเวลานั้น ที่ยังคงลุกขึ้นจับดาบต่อกรกับศัตรูที่เกรียงไกรที่สุดแห่งยุคสมัย หนึ่งในนั้นก็คือ อาณาจักรล้านนา
"รวบรวมจิตไปทั่วสรรพางค์กาย กำหนดนิมิตเปลวไฟ ไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของท่าร่าง ผสานกับลมหายใจ"
มันคือหลักวิชาพื้นฐานที่เหล่าชายหนุ่มร่วมร้อยกว่าชีวิตต้องกำหนดในใจตลอดเวลา ขณะกรีดดาบร่ายรำวิชายุทธ์ในยามเช้า ตรงบริเวณลานกว้างของสำนักเทพฤๅษี สำนักอันดับหนึ่งแห่งนครภูกามยาว
ฉับพลันทุกคนในที่นั้นพลางหยุดนิ่ง ก่อนจะจ้องมองไปยังทางเดินหินที่ตัดผ่านสนามลานฝึกวิชายุทธ์ เมื่อได้ยินเสียงกุบกับของอาชาตัวใหญ่สามตัวเดินผ่านเข้ามา
"ไหว้สาท่านแม่ทัพ!" ชายหนุ่มทุกคนในที่พลันนั้นส่งเสียงขึ้นพร้อมกัน พลางประกบดาบคู่ในมือขึ้นจรดระหว่างคิ้วเพื่อทำความเคารพบุรุษบนหลังอาชา
"ไหว้สาสูเ้าทุกคน จงฝึกต่อเถอะ!" บุรุษร่างองอาจบนหลังม้าสีดำขลับกล่าว ขณะแย้มยิ้มโดยประสานมือตรงระหว่างอกเป็เชิงรับไหว้ ก่อนจะเคลื่อนม้าไปยังเรือนไม้หลังใหญ่ อันอยู่ตรงสุดที่ทางเดิน
"เวียงหลง....เวียงหลง สูเ้าว่าศิษย์พี่กลับมาจากวรนครด้วยเหตุผลอันใด" บุรุษผิวขาวร่างสูงสมส่วนเอ่ยขึ้น
"ผู้น้องย่อมมิทราบขอรับศิษย์พี่ ว่าศิษย์พี่แสนเทพกลับมาด้วยเหตุอันใด"
"ผู้ข้าว่า ต้องเกี่ยวข้องกับการศึกเป็แน่" เขายังคงคุยกับบุรุษข้างกาย
ทั้งคู่มีรูปร่างที่สูงสมส่วนที่ใกล้เคียงกัน แต่บุรุษที่ถูกถามดูจะผิวคล้ำกว่าเล็กน้อย และ ด้วยการเปลือยท่อนอกทำให้เผยเห็นมัดกล้ามที่ออกจะมากกว่าตามไปด้วย ลวดลายจากลายสักและอักขระประปรายอยู่ตามร่างกายที่กร้าวแกร่ง โดยที่ส่วนล่างของทั้งสองต่างสวมใส่ผ้าที่รวบมาถึงโคนขา โดยปล่อยชายให้ยาวเหมือนหางปลากัด ที่เรียกว่าผ้าต้อย แต่สิ่งที่สะดุดตากลับเป็รอยแผลเป็ตรงสีข้างด้านขวา และ ตรงแขนด้านซ้ายของเขา ที่ใครเห็นก็ต่างต้องสนใจ
"การศึกอันใดอีกหรือศิษย์พี่"
"ตูข้าได้ยินมาว่า เกี่ยวกับพวกหยวนนะ" ศรีทิพย์หันมองไปยังเรือนไม้สักอันเป็ที่พำนักของอาจารย์ ขณะศิษย์ผู้พี่ของตนก้าวขึ้นไป "ถ้าขนาดเรียกตัวศิษย์พี่แสนเทพ ผู้เป็แม่ทัพใหญ่กลับมาจากวรนคร น่าจจักไม่ธรรมดานะเวียงหลง ข้าว่า"
ขณะที่การกระซิบกระซาบในหมู่ลูกศิษย์ กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ทันใดเสียงตวาดราวกับสายฟ้าฟาดก็พลันดังสนั่นออกมาจากเรือนไม้สัก แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยร่ำเรียนวิชายุทธ์เมื่อได้ยินเสียงนั้น ย่อมจะต้องทราบว่าเ้าของเสียง ย่อมเป็ผู้มีพลังกายและพลังจิตขั้นสูงส่ง
"ถ้าหากว่าหมู่สูเ้าจักกระซิบกระซาบนินทากัน หมู่สูเ้าควรจักเอาเวลานี้ไปฝึกวิชามิดีกว่ารึ!" เสียงบุรุษนั้นแม้ดูแก่ชราแหบพร่า แต่กลับชัดถ้อยคำทำเอาทุกคนต่างสะดุ้งะเื
"ขอรับท่านอาจารย์!" เหล่าบุรุษในลานฝึกกล่าวพร้อมกันราวกับนัดหมายกันมา ก่อนจะเริ่มฝึกร่ายรำเชิงดาบต่อไปอีกครั้ง
...................................
"สูเ้าจักไปรบเพราะเหตุอันใด" เสียงนั้นสะอื้นไห้ปนกับคำพูดที่สั่นเครือ "ถ้าสูเ้าไป ผู้ข้าจะอยู่เช่นไร เ้าไม่คิดถึงข้าบ้างหรือเวียงหลง แคก...แคก...ๆ "
"อย่าวิตกไปเลยเดี๋ยวจะทรุดป่วยลงอีก" เวียงหลงใช้มือขวาปาดน้ำตาเหนือแก้มสตรีอันเป็ที่รัก นางมีใบหน้าที่งดงามผุดผาด ราวกับจะเย้ยดวงจันทร์เหนือบึงน้ำขนาดใหญ่แห่งนครภูกามยาวให้ได้อาย ขณะที่นางซุกร่างอันแบบบางอ้อนแอ้นในอ้อมอกของเขา
"ขวัญแก้ว ที่ผู้ข้าจักไปรบก็เพื่อสูเ้า สูเ้าก็รู้ว่าผู้ข้านั้นไร้ซึ่งหัวนอนปลายเท้า ถ้าหากอยากจะตบแต่งสูเ้า ผู้ข้าก็ต้องมีศักดิ์และศรีที่เหมาะกับสูเ้า เพื่อที่อาจารย์จักไว้ใจให้ข้าดูแลสูเ้า การศึกครั้งนี้ผู้ข้ากระทำเพื่อสูเ้า เพื่อเรานะขวัญแก้ว"
"ช่างท่านพ่อข้าซิ ข้านั้นรักสูเ้าเวียงหลง ผู้ข้าจักอยู่กับสูเ้า ชีวิตนี้ของข้าเป็ของเ้าั้แ่วันนั้นแล้วเวียงหลง แคก...แคกๆ " นางไอออกมาอีกครั้ง ขณะที่ยังสะอื้นไห้ไม่หยุด "ถ้าสูเ้าเป็อันใดไป สูเ้าจักรู้หรือไม่ว่าผู้ข้าก็ไม่อาจจักมีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน แคก…แคกๆ "
เวียงหลงใช้สองมือ ประคองแก้มที่ขาวเย็นของสตรีตรงหน้า ก่อนจะจุมพิตที่ริมฝีปาก และ เปลือกตาทั้งสอง น้ำใสๆ ที่คลอเบ้าของเขา จ้องมองดวงตาที่เอ่อท่วมน้ำตาของนาง "ผู้ข้ารู้ขวัญแก้ว แต่สูเ้าจักกระทำเยี่ยงนั้นกับอาจารย์มิได้ สูเ้าก็รู้ ว่าอาจารย์มีพระคุณกับผู้ข้าถึงขนาด" เวียงหลงก้มลงจุมพิตบางเบาอีกครั้ง "ผู้ข้าก็เป็เช่นสูเ้า ถ้าสูเ้าเป็อันใดไป ผู้ข้าก็มิอาจจักมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เช่นกัน" เขาพูดก่อนจะดึงร่างสตรีตรงหน้ามาโอบกอดอีกครั้ง พลันนึกถึงเื่ราวแต่หนหลังในอดีต ขณะที่สายน้ำจากดวงตาของหญิงอันเป็ที่รักไหลตกลงไปยังแผลเป็ตรงแขนด้านซ้ายของตน
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน เมื่อครั้งที่เวียงหลงมีอายุราวเก้าหรือสิบขวบปี ขณะที่กำลังตักน้ำจากบึงใหญ่แห่งนี้ เพื่อไปเติมในเคหสถานของสำนักเทพฤๅษี สถานที่อันเปรียบเสมือนบ้านเรือนแห่งตน ภายหลังจากที่อาจารย์แสงพันสายเ้าสำนักได้เก็บเขามาเลี้ยงั้แ่วัยยังแบเบาะเนื่องจากพิษภัยของา
วันนั้นเสียงกรีดร้องดังลั่นทั่วทั้งบึงน้ำใหญ่ตรงหน้า ข้ารับใช้สตรีหลายนางต่างโหวกแหวกโวยวายชี้ไม้ชี้มือไปยังห้วงน้ำที่ปรากฏร่างของเด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุราวเก้าหรือสิบขวบปี พยายามแหวกว่ายหนีออกจากวงล้อมของจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง
เวียงหลงในตอนนั้นจึงคว้าได้มีดขนาดหนึ่งศอกเล่มหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจะโลงไปในบึงน้ำและใช้มีดนั้นเข้าต่อสู้กับจระเข้ จนได้แผลเป็ตรงสีข้างด้านขวา และ ไหล่ด้านซ้ายมา
"เวียงหลงสูเ้ายังจำวันนั้นได้หรือไม่" ขวัญแก้วลูบแผลเป็ของเวียงหลงอย่างแ่เบา "สูเ้ารู้หรือไม่ ถ้าหากวันนั้นสูเ้ามิเสี่ยงชีวิตลงไปช่วยผู้ข้า ทั้งๆ ที่รู้ว่าสูเ้าก็อาจจักสิ้นชีพลงได้ ผู้ข้าคงจักมิมีชีวิตมาถึงวันนี้ วันนั้นชีวิตของขวัญแก้วผู้นี้ ได้กลายเป็ของเ้าไปแล้วนะเวียงหลง"
"ผู้ข้าทราบดีขวัญแก้ว" เขาประกบมือที่หยาบกร้านเข้ากับมืออันอ่อนหนุ่มของนางตรงบริเวณสีข้างตรงที่มีแผลของเขา ก่อนจะประสานนิ้วของตนเข้ากับนาง
"ท่านอาจารย์มีพระคุณกับข้าเหลือขนาด และผู้ข้าก็รักสูเ้ามากกว่าชีวิตนี้ของข้า ผู้ข้ามิอาจจักมีชีวิตอยู่ได้ถ้าปราศจากสูเ้าเช่นกันขวัญแก้ว สูเ้าจงรู้ไว้เถิด ว่าจิตขวัญของข้าผู้นี้ มันจักเป็ของเ้าเพียงแต่ผู้เดียว" เวียงหลงบีบมือนางอย่างแแ่" และการที่ผู้ข้าลักลอบมาพบเจอกับสูเ้าตลอดมา ผู้ข้านั้นละอายใจยิ่งนัก เพราะเหตุนี้ผู้ข้าจึงจำต้องตัดสินใจไปออกรบในคราครั้งนี้ ผู้ข้ารู้สึกผิดต่อท่านอาจารย์เหลือเกิน อีกประการที่ผู้ข้ากลัว อาจบางทีหากว่าเนิ่นนานไป อาจารย์อาจจักยกสูเ้าให้ผู้อื่น ข้าวิตกนักขวัญแก้ว จงเข้าใจข้าเถิด มันเป็วิธีที่เร็วที่สุดและดีที่สุด ที่ผู้ข้าจักได้ดูแลแม่ยอดหญิงของข้า"
"เวียงหลง เ้ายังจะไปอีกหรือ สูเ้า แคกๆ .." ขวัญแก้วจ้องตาค้อน ขณะที่เริ่มไอถี่มากกว่าเดิม
"ข้าต้องไปขวัญแก้ว ข้าต้องไป…"
"แคกๆ …เวียง…แคกๆ …"
เวียงหลงมองดูสตรีคนรักตรงหน้า ทั้งด้วยรักและอาทร เพราะด้วยขวัญแก้วมีร่างกายที่อ่อนแอ และมักป่วยไข้อยู่บ่อยๆ ั้แ่เด็ก จนถึงอายุตอนนี้ที่ทั้งคู่อยู่ใน่อายุราวยี่สิบ แต่ด้วยความสวยสะพรั่งอันเป็ที่เลื่องลือของนาง จึงทำให้ขวัญแก้ว ดูไม่ซีดเซียวโรยรา และกลับตรงกันข้าม อาการป่วยไข้ของนางกลับช่วยขับเสริมความงามมากขึ้นกว่าเดิม
"ข้า…" ในห้วงหนึ่งด้วยความรักที่มีต่อนาง เวียงหลงพลันคิดจะพูดว่า ข้าขอโทษ ข้ามิไปแล้ว ถ้าสูเ้ามิอยากให้ผู้ข้าไป แต่แล้วเสียงดังขวับๆ จากพุ่มไม้ก่อนถึงท่าน้ำก็พลันดังขึ้น พุ่มไม้นั้นสั่นไหวน้อยๆ ไปมา
ฉับพลันทันทีก็ปรากฏสตรีนางหนึ่งขึ้น นางพุ่งกายตรงมายังท่าน้ำที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ ก่อนที่นางจะทำไม้ทำมือส่งเสียง "แบะๆ …" ชี้ไปด้านหลังที่ตนออกมา
"อย่างนั้นหรือ!" ขวัญแก้วกับเวียงหลงพูดขึ้นพร้อมกัน
"แบะ..ๆ "
"ดูท่าว่าผู้ข้าคงจักห้ามสูเ้าไม่ได้จริงๆ ซินะเวียงหลง" หยาดน้ำตาเริ่มเทสายอีกครั้ง " ถ้าเยี่ยงนั้น ข้าจะรอสูเ้า ณ ที่แห่งนี้ สูเ้าสาบานได้หรือไม่ ว่าสูเ้าจักกลับมาหาข้า"
"ผู้ข้าสาบาน" เวียงหลงตอบออกไป
ขวัญแก้วโน้มหน้ามาจุมพิตเขาด้วยน้ำตาอีกครั้ง ก่อนจะผละลุกขึ้น และรีบเดินไปกับหญิงใบ้นางนั้นออกไปอีกทางหนึ่ง
ขณะที่เวียงหลงมองร่างอันแบบบาง ของสตรีอันเป็ที่รักจากไปตามสุมพุ่มไม้ ชั่วอึดใจก็พลันมีเสียงดังขึ้นทำให้เขาตื่นจากห้วงภวังค์
"นึกอยู่เชียว ว่าสูเ้าต้องมาอยู่ ณ ที่นี่!"
"ศิษย์พี่ศรีทิพย์! มีอันใดกับผู้น้องหรือ เหตุใดจึงมาหาผู้ข้าในยามวิกาลดึกดื่นเช่นนี้ เหตุใดจึงรู้ว่าผู้น้องอยู่ ณ ที่แห่งนี้" เวียงหลงพูดขณะจะลุกขึ้นเพื่อจะเดินไปหาบุรุษตรงหน้า
"ไม่ต้องลุกมาหรอกเวียงหลง" ศรีทิพย์เดินเข้ามาก่อนจะทรุดกายนั่งลงข้างๆ เขา ตรงท่าน้ำริมบึงใหญ่
"ตลอดสิบปีมานี้ สูเ้านั้นชอบมานั่งเป่าขลุ่ย ตรงริมกว๊านนี้เสมอ ข้ากับศิษย์พี่แสนเทพย่อมรู้ดี ฮาฮา..."
"ศิษย์พี่ทั้งสอง ใส่ใจผู้น้องขนาดเชียว ผู้น้องซึ้งใจนัก"
"ย่อมต้องใส่ใจ" ศรีทิพย์ยิ้มอ่อน "ก็เพราะสูเ้าเยี่ยงใดเล่า ที่ทำให้ข้าขอท่านพ่อมาเรียนที่สำนักแห่งนี้ เพราะที่ท่าน้ำแห่งนี้เยี่ยงใดเล่าที่ทำให้ข้าได้พบเจอกับศิษย์น้องรักเช่นเ้า และได้พบเจอกับศิษย์พี่ผู้เกรียงไกรจนเป็แม่ทัพแห่งนคร อีกยังได้พบพานกับยอดหญิงงาม เช่นน้องขวัญแก้ว" ศรีทิพย์พูดขณะเหม่อมองบึงน้ำใหญ่ "สูเ้ายังจำวันนั้น วันที่เราทั้งสี่ ได้พบกันครั้งแรกได้หรือไม่"
"ย่อมจำได้ขอรับศิษย์พี่ ถึงจะผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว แต่ผู้น้องมิอาจจักลืมบุญคุณที่พี่ท่านทั้งสอง ได้ช่วยชีวิตผู้ข้าได้แม้สักวัน"
"นั้นซิ สูเ้ายังจำได้เลย!" ศรีทิพย์ตบเข่าฉาดก่อนหันมามอง "สูเ้าจำได้ แต่น้องขวัญแก้วกลับจำมิได้ ว่าตูข้าก็เป็คนหนึ่งที่ช่วยสูเ้าทั้งสองในเหตุการณ์วันนั้น "เขายิ้มกริ่ม "จระเข้ตัวน่ากลัวขนาดนั้นใครเล่าจะลืมลงได้" ศรีทิพย์พูดพลางหัวเราะทำท่าทำทางตาม
เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น หลังจากเวียงหลงะโลงไปช่วยขวัญแก้ว แสนเทพและศรีทิพย์ที่อยู่ใกล้ๆ ได้ผ่านมาและได้ช่วยดึงทั้งสองขึ้นมาจากน้ำ จึงทำให้เวียงหลงรอดชีวิตมาได้ หลังจากนั้นทั้งสี่คน แสนเทพพี่แท้ๆ ของขวัญแก้ว ศรีทิพย์ และ เวียงหลง จึงได้คบหาเป็สหายเพื่อนเล่น เฉกเช่นพี่น้องั้แ่นั้นเป็ต้นมา
อาจารย์เ้าสำนักเองก็พลันเอ็นดูเวียงหลงมากขึ้นกว่าเดิม จึงยกให้เวียงหลงเป็ศิษย์ในสำนักไม่ใช่บ่าวไพร่ในเรือนอีกต่อไป แต่เวียงหลงยังถือว่าตนเป็ข้าบ่าวเสมอไม่เสื่อมคลาย ไม่เคยตีตนเสมอผู้มีพระคุณ การงานใดที่ช่วยได้ เวียงหลงจึงมักจะกระทำเองหรือช่วยบ่าวไพร่ในเรือนเสมอมา จึงทำให้เขามีสีผิวคล้ำมากกว่าศิษย์พี่น้องคนอื่นในสำนักที่ส่วนใหญ่จะเป็ชนชั้นสูงของนครภูกามยาว บ้างก็เป็บุตรหลานของเหล่า จ้าวนายจ้าวนางและขุนนางอำมาตย์
"เ้าก็รู้ว่าข้านั้นรักชอบน้องขวัญแก้วมานาน ตูข้านั้นพยายามเกี้ยวพาราสีมาตลอด แต่นางกลับมิปลงใจให้กับข้าเสียที เฮอะ!" ศรีทิพย์ทำท่าคึกคัก "หาว่าข้าขี้ขลาดบ้าง ไม่เอาไหนบ้าง ดูเถอะถ้าหากตูข้ากลับมาจากศึกครานี้ นางจักต้องมองข้าเปลี่ยนไป และจักต้องยอมรับข้าเสียที ตูข้าจักได้ขอให้ท่านพ่อมาสู่ขอตบแต่งน้องขวัญแก้วไปเป็คู่ครองเสียที"
เวียงหลงรู้สึกหน่วงหนักในความรู้สึก ความคิดพลันปั่นป่วน เพราะอยากจะบอกเื่ราวของตนกับขวัญแก้วให้บุรุษที่ตนนับถือดั่งพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างกาย แต่ก็เป็เพราะเขาเองที่ขอร้องไม่ให้ขวัญแก้วแพร่งพรายเื่ของทั้งสองออกไป ด้วยเหตุผลนานัปการ แต่เหตุผลหลักๆ คือ ตอนนี้ตนนั้นยังไม่เหมาะสมกับนาง และอาจจะทำให้ตระกูลของนาง และ สำนักเสื่อมเกียรติได้ นี้ย่อมไม่ใช่การเนรคุณต่อผู้มีพระคุณหรอกหรือ