พลังกระบี่ถูกโยนทิ้งออกไป ทันใดนั้นสีหน้าของซูเฟยหลุนก็เปลี่ยนไปทันที
ขุนนางตัวอ้วนในกรมพิธีการเขม่นหน้าเขาแวบหนึ่ง“มองอะไร จะสู้ต่อก็สู้ จะไสหัวไปก็ไปซะ”
อันเจิงอดมองขุนนางคนนั้นใหม่ไม่ได้เพราะกรมพิธีการเป็นสถานที่ที่สกปรกเหมือนหลุมโคลนโสโครกแต่ทว่าขุนนางคนนี้กลับเหมือนลำธารที่ใสสะอาดท่ามกลางหลุมโคลน
ส่วนคนของสำนักต้าติงที่อยู่ด้านหลังก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างมีคนจำนวนไม่น้อยลุกขึ้นแล้วเดินไปยังลานทองอร่าม ตอนนี้เจ้าสำนักต้าติงกำลังดูการประลองร่วมกับราชาในหมู่พวกเขาไม่มีใครสามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้ ดังนั้นพวกเขาต้องเดินไปหาเจ้าสำนักซูเป่ย
ซูเฟยหลุนไม่ได้โมโห เขากระตุกกระบี่ในมือจากนั้นพลังกระบี่ก็วกกลับเข้ามาหาเขาทันที หลังจากพลังกระบี่ที่เหมือนแส้วกกลับมากลางอากาศมันก็หมุนตัวแล้วพุ่งไปยังอันเจิงอีกครั้ง
ไม่ว่าอันเจิงจะเคลื่อนตัวไปที่ไหนกระบอกใส่ลูกธนูก็จะลอยตามไป และรักษาระยะห่างประมาณสามสิบเซนติเมตรเหมือนมีมือล่องหนคอยจับกระบอกให้ลอยตามไป ฉะนั้นไม่ว่าเขาจะเคลื่อนไหวอย่างไรกระบอกนี้ก็จะอยู่ข้างกายเสมอ
หลังจากหลบพลังกระบี่แล้ว อันเจิงก็ง้างธนูของแม่ทัพหวังไคไท่จากนั้นลูกธนูก็ลอยออกมาหนึ่งดอกและประกบเข้ากับคันธนูที่อันเจิงง้างไว้ เมื่ออันเจิงปล่อยมือลูกธนูก็พุ่งออกไปด้วยความเร็ว
หลังจากลูกธนูดอกแรกพุ่งออกไป อันเจิงก็ง้างคันธนูอีกครั้งคราวนี้ลูกธนูหกดอกลอยออกมาจากกระบอก ทุกดอกพุ่งไปที่คันธนูพร้อมกันทั้งหมดหลังจากลูกธนูประกบเข้ากับคันธนูแล้ว อันเจิงก็ปล่อยมือให้ลูกธนูพุ่งออกไปพร้อมกันทั้งหกดอก
ซูเฟยหลุนยกกระบี่ขึ้นมาหมุนตรงหน้า ส่งพลังกระบี่ออกไปเป็นคลื่นวงกลมลูกธนูดอกแรกพุ่งเข้าไปปะทะกับพลังคลื่นวงกลมอย่างจัง ทำให้ลูกธนูที่แข็งแกร่งและทรงพลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และในขณะที่เศษลูกธนูกำลังกระเด็นออกไปนั้น ลูกธนูอีกหกดอกก็พุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าแล้ว
ลูกธนูทั้งหกดอกทะลุผ่านเศษธนูที่ลอยเต็มอากาศทำให้เกิดประกายไฟราวกับธนูเพลิง
แววตาซูเฟยหลุนเป็นประกายมือข้างที่ไม่ได้ถือกระบี่ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้น จากนั้นริมฝีปากก็ท่องอะไรเบาๆ
“ทำลาย!”
หลังจากซูเฟยหลุนพูดคำนี้ขึ้น พลังกระบี่ที่พุ่งออกมาก็กลายเป็นมังกรที่กำลังพิโรธมังกรม้วนลูกธนูทั้งหกดอกเข้าไปแล้วมัดไว้ด้วยกัน เมื่อร่างมังกรออกแรงบิด...ลูกธนูทั้งหกดอกจึงถูกพลังกระบี่บดขยี้จนแหลกในชั่วพริบตา!
กรรร!
ทุกคนต่างได้ยินเสียงคำรามของมังกร
และในขณะนี้เองลูกธนูดอกที่เจ็ดก็พุ่งเข้ามาถึงในตำแหน่งที่พอดิบพอดี เพราะพลังกระบี่กำลังบดขยี้ลูกธนูทั้งหกดอกมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอีกครั้งได้ทัน ลูกธนูดอกที่เจ็ดนี้พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วลอดช่องว่างของมังกรพิโรธแล้วโจมตีซูเฟยหลุน
ขณะนี้เลือดนักสู้ในตัวของซูเฟยหลุนถูกกระตุ้นขึ้นเดิมทีเขาคิดว่าอันเจิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตนเอง แต่ตอนนี้เลือดนักสู้ของเขาได้วิ่งพล่านไปทั่วร่างแล้ว!
ซูเฟยหลุนแกว่งกระบี่ในมือ ทำให้พลังที่เหมือนดังดอกไม้ออกมาเรียงตัวกันเป็นลักษณะของกระบี่นั่นไม่ใช่ดอกไม้ที่ถูกเรียกมาเพื่อความสวยงามแต่ทว่ามันเป็นดอกไม้ที่สามารถฆ่าคนได้
ทันทีที่กระบี่หมุน ปลายกระบี่ก็มีดอกไม้สีขาวปรากฏขึ้นดูแล้วไม่ต่างจากดอกไม้ทั่วไปที่สามารถพบเจอได้ตามทาง...เป็นดอกไม้สีขาวที่แสนจะธรรมดามันมีห้าแฉกและไม่ได้มีความโดดเด่นแต่อย่างใด แต่เพียงครู่เดียวดอกไม้ก็เบ่งบานและมีกลิ่นอายสังหารโชยออกมาเมื่อดอกไม้บานก็ราวกับเป็นการเปิดมิติน้ำแข็งของดินแดนทางเหนือ
ดอกไม้เบ่งบาน ด้านในก็คือเกล็ดน้ำแข็งห้าแฉก
ลูกธนูดอกที่เจ็ดที่กำลังพุ่งเข้ามาถูกเกล็ดน้ำแข็งขวางไว้ลูกธนูและเกล็ดน้ำแข็งปะทะกันอย่างแรง เกล็ดน้ำแข็งแตกสลายส่วนลูกธนูก็แหลกสลายเช่นกัน
อันเจิงก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งข้างจากนั้นก็ง้างคันธนูออกอีกครั้ง ทันใดนั้นลูกธนูสี่ดอกก็ลอยออกมาจากกระบอกใส่ลูกธนูแต่ทว่าลูกธนูทั้งสี่ไม่ได้ลอยออกมาพร้อมกัน อันเจิงยิงลูกธนูครั้งละหนึ่งดอก ต่อเนื่องกันสี่ครั้งแต่ละครั้งห่างกันไม่ถึงหนึ่งวินาทีเลยด้วยซ้ำ ลูกธนูทั้งสี่ดอกเรียงตัวแล้วพุ่งออกไปเป็นเส้นยาว
ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ แค่อันเจิงปล่อยลูกธนูออกไปก็ถึงตรงหน้าซูเฟยหลุนแล้วซูเฟยหลุนหมุนกระบี่กลับมา ด้านหน้าสุดของพลังกระบี่กลายเป็นหัวมังกร และด้านหลังก็เป็นลำตัวของมังกรร่างมังกรหมุนอยู่ท่ามกลางอากาศ จากนั้นก็อ้าปากคำราม
ลูกธนูพุ่งเข้าไปที่หัวของมังกร แต่กลับถูกมังกรใช้ปากคาบเอาไว้!
ทว่าด้านหลังยังมีลูกธนูอีกสามดอกลูกธนูดอกที่สองพุ่งชนหางของลูกธนูดอกแรก จึงทำให้ลูกธนูดอกแรกที่ถูกคาบไว้พุ่งไปด้านหน้าต่อจากนั้นลูกธนูดอกที่สามก็พุ่งชนหางของลูกธนูดอกที่สอง และเช่นเดิม ลูกธนูดอกที่สี่ก็พุ่งชนหางของลูกธนูดอกที่สามพลังจากลูกธนูทั้งสามดอกส่งให้ลูกธนูดอกแรกพุ่งเข้าไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งมากที่สุด
อึก! เสียงหนึ่งดังขึ้นกึกก้อง...นั่นคือเสียงที่มาจากมังกรพิโรธหลังถูกลูกธนูทะลุเข้าไป
ลูกธนูที่พุ่งโจมตีติดต่อกันสี่ดอกทำให้พลังกระบี่ของซูเฟยหลุนพังทลาย
สีหน้าของซูเฟยหลุนเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆความรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่แสดงออกก่อนหน้านี้ได้หายไปจนหมดแล้วตอนนี้อันเจิงได้ปลุกเลือดนักสู้ของเขาขึ้นมาอย่างเต็มตัวเมื่อเห็นลูกธนูพุ่งทะลุพลังกระบี่ของตัวเองมาได้ ความตื่นเต้นจึงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซูเฟยหลุนแทงกระบี่ออกไปด้านหน้าปลายกระบี่ชนเข้ากับปลายลูกธนูที่ทำมาจากเหล็กกล้า แล้วผ่าปลายลูกธนูออกเป็นสองส่วนจากนั้นเขาก็ก้าวเท้ามายังด้านหน้า ผ่าลูกธนูที่มีความยาวหนึ่งเมตรออกเป็นสองซีก แต่ถึงกระนั้นเขายังคงเดินหน้าต่อ กระบี่ในมือพุ่งไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง ผ่าลูกธนูทั้งสามดอกที่อยู่ด้านหลังออกเป็นสองซีก
เมื่อบรรยายแล้วเหมือนทุกการเคลื่อนไหวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็วประดุจสายฟ้า ซูเฟยหลุนผ่าลูกธนูทั้งสี่ดอกส่วนตัวเขาก็อยู่ห่างจากอันเจิงเพียงไม่ถึงสองเมตรแล้ว
ปลายกระบี่เปล่งแสงประกายวิบวับแล้วแสงประกายนั้นก็พุ่งตรงไปที่คอของอันเจิง
ขณะเดียวกันร่างอันเจิงก็ถอยไปด้านหลังพร้อมกับยกมือขึ้นสองข้าง มือข้างหนึ่งถือคันธนูส่วนมืออีกข้างก็ง้างสายธนูออก วินาทีนี้เองกระบี่ของซูเฟยหลุนได้มาถึงตรงหน้าอันเจิงแล้ว ตอนนี้ร่างท่อนบนของอันเจิงเอนไปด้านหลังมือทั้งสองกำลังง้างธนูออก ส่วนลำแสงจากกระบี่ก็มาถึงตรงหน้าอกของอันเจิง
อันเจิงปล่อยมืออย่างรวดเร็ว และสายธนูก็ดีดไปที่ลำแสงกระบี่เมื่อครู่...อันเจิงใช้พลังจากกระบี่ของซูเฟยหลุนมาเป็นลูกธนูแล้วยิงออกไป!
พลังกระบี่โค้งตัวแล้วพุ่งไปยังหน้าผากของซูเฟยหลุนขณะนี้ เขาและพลังกระบี่อยู่ใกล้กันมาก อีกทั้งนี่เป็นการจู่โจมที่รวดเร็วเมื่อพลังกระบี่พุ่งกลับไป เพียงครู่เดียวมันก็มาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
ซูเฟยหลุนรับมือได้อย่างรวดเร็วเขายกมือขึ้นหนึ่งข้างแล้วดีดไปที่พลังกระบี่ เพียะ! พลังกระบี่วกกลับไปยังหน้าอกของอันเจิงอีกครั้ง
อันเจิงออกแรงที่ปลายเท้าจากนั้นร่างก็เอนถอยไปด้านหลังทันที แต่ทว่าขณะที่ถอย เท้าของเขายังคงแตะอยู่กับพื้น
ตูม!
พลังกระบี่ฟาดลงตรงหน้าของอันเจิงทำให้แผ่นหินบนพื้นแตกละเอียด ท่ามกลางฝุ่นที่ลอยไปทั่ว ซูเฟยหลุนยังคงพุ่งมาทางด้านหน้าต่อพลังกระบี่สั่นไหว จากนั้นก็กลายเป็นมังกรพุ่งไปยังคอของอันเจิง
อันเจิงหมุนธนูไปทางด้านหลังของตัวเองจากนั้นก็กดร่างไปด้านหน้าแล้วง้างคันธนูออก ขณะที่อันเจิงกำลังหลบพลังกระบี่ลูกธนูทั้งสามดอกก็ลอยออกมาจากกระบอกและไปประกบอยู่บนคันธนูที่อันเจิงง้างไว้จากนั้นอันเจิงก็ปล่อยมือ ทำให้ลูกธนูทั้งสามดอกพุ่งออกไปจากหลังของอันเจิง
ซูเฟยหลุนแกว่งกระบี่สามครั้ง แต่ละครั้งก็ปัดลูกธนูที่พุ่งเข้ามาออกไปหนึ่งดอกลูกธนูดอกแรกถูกปัดและพุ่งไปปักบนต้นไม้ใหญ่ที่ไกลออกไป ขณะที่ลูกธนูพุ่งออกไปก็ทำให้เกิดพลังลมที่แข็งแกร่งพลังลมนี้ตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มลงทันที
ลูกธนูดอกที่สองบิดขึ้นไปกลางอากาศจากนั้นก็กลายเป็นลำแสงประกายเล็ก ๆ ลอยอยู่บนฟ้าเป็นเวลานาน
ลูกธนูดอกที่สามลอยขึ้นไปบนหอข้างกำแพงของตำหนักวิหารสวรรค์มันทะลุผ่านเสาขนาดใหญ่ จากนั้นลูกธนูที่มีเศษไม้ติดมาด้วยก็พุ่งเข้าไปปักที่กำแพงเศษไม้ที่ติดออกมาพุ่งไปปักหน้าต่างและเสาไม้รอบ ๆ
ซูเฟยหลุนใช้กระบี่ปัดลูกธนูทั้งสามดอกออกไป ทันใดนั้น อันเจิงโบกมือให้ลูกธนูลอยออกมาจากกระบอกใส่ลูกธนูอีกครั้ง
ซูเฟยหลุนส่งพลังกระบี่ออกไปอีกครั้ง อันเจิงจึงจำเป็นต้องหลบไปด้านข้างเขายังไม่ทันได้ง้างคันธนู แต่ทว่าลูกธนูก็ถูกพลังกระบี่ของซูเฟยหลุนตัดขาดหมดแล้วจากนั้นพลังกระบี่ก็วกกลับแล้วพุ่งเข้าไปตัดกระบอกใส่ลูกธนูของอันเจิงออกเป็นสองท่อน
ฉับ!
กระบอกใส่ลูกธนูรวมไปถึงลูกธนูที่อยู่ด้านในก็ถูกตัดออกเป็นสองท่อนทั้งหมดแล้วหล่นลงบนพื้นทันที
ซูเฟยหลุนเหวี่ยงกระบี่มาพาดไว้ที่ไหล่จากนั้นก็มองไปยังอันเจิง “ไม่มีลูกธนู เจ้ายังจะสู้ได้อีกหรือ?”
อันเจิงเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ “ไม่มีลูกธนู...แต่ธนูยังอยู่”
ทันใดนั้น อันเจิงง้างคันธนูออกอีกครั้งแล้วปล่อยมือ...เขาทำทั้งๆ ที่ไม่มีลูกธนู แต่ทว่าสีหน้าของซูเฟยหลุนก็เปลี่ยนไปทันที
ลำแสงดุจดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวพุ่งออกไปจากคันธนูทำให้ทุกคนที่ดูอยู่ต่างรู้สึกหวาดกลัว พลังที่พุ่งออกไปมีความยาวประมาณสามถึงสี่เมตรอีกทั้งความเร็วยังมากจนไม่อาจเปรียบ ขนาดซูเฟยหลุนมีความเร็วมากถึงขีดสุดแล้วแต่ทว่ายังไม่อาจหลบการจู่โจมของอันเจิงได้ เพียงครู่เดียวพลังดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวก็พุ่งไปอยู่ตรงหน้าซูเฟยหลุนแล้วขณะนี้เขาทำได้เพียงยกกระบี่ขึ้นมาบังตรงหน้าของตัวเองเท่านั้น
ตูม!
กระบี่ของซูเฟยหลุนต้านพลังดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวไว้ แต่ทว่าพลังนั้นก็พุ่งออกไปยังรอบด้านเดิมทีสนามประลองระดับป๋าโกยก็กว้างมากอยู่แล้ว นั่นเพราะเกรงว่าการประลองของยอดฝีมือจะเป็นอันตรายต่อประชาชนลานประลองใหญ่ขนาดนี้แต่ทว่าก็ไม่ทำให้ความแรงของพลังที่พุ่งออกไปรอบด้านน้อยลงเลย
ทุกที่ที่พลังพุ่งออกไป แผ่นหินที่ปูอยู่บนพื้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยก็ปลิวออกมาเกลื่อนกลาดแผ่นหินแต่ละแผ่นมีขนาดกว้างยาวหนึ่งเมตร และมีความหนาประมาณหนึ่งนิ้ว มันเป็นแผ่นหินที่หนักมากแต่ทว่าภายใต้พลังที่พุ่งออกไป ไม่มีหินแผ่นไหนต้านทานมันได้ประชาชนที่อยู่ไกลออกไปต่างก็ตกตะลึง แต่พวกเขาไม่สามารถวิ่งหนีได้ เพราะทุกคนยืนดูกันอย่างแออัดฉะนั้นจึงทำได้เพียงมองดูแผ่นหินปลิวมาทางตัวเองอย่างไม่มีทางเลี่ยง
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ...คลื่นพลังพุ่งออกมาถึงแค่ขอบลานประลองก็หยุดลงแผ่นหินทั้งหมดร่วงลงพื้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นราวกับมีกำแพงล่องหนมาบังเอาไว้กระนั้นนี่ไม่ใช่เพราะใครใช้พลังมาต้านมันไว้ แต่เป็นอันเจิงที่คำนวณมาอย่างดีแล้วต่างหากว่าจะให้แผ่นหินหยุดลงตรงไหน
ท่ามกลางฝุ่นและเศษหินที่ปลิวไปทั่วทุกคนเห็นร่างอันเจิงพุ่งเข้าไปหาซูเฟยหลุนอย่างเลือนราง
เมื่อฝุ่นเริ่มมากขึ้นก็ไม่มีใครมองเห็นเขาทั้งสองอีกเลย
ขณะนั้นมีลำแสงที่เปล่งประกายพุ่งขึ้นฟ้าราวกับเป็นสายฟ้าแลบก็ไม่ปาน ลำแสงนั้นราวกับสามารถพุ่งทะลุผ่านม่านฟ้าและทำให้ประชาชนที่มุงดูตกตะลึงถึงขีดสุด
ทุกที่ที่พลังกระบี่พุ่งออกไป เหมือนฝุ่นตรงจุดนั้นก็ร่วงหล่นลงเศษหินที่แตกหักถูกพลังกระบี่บดขยี้ให้กลายเป็นฝุ่นผงในชั่วพริบตา หลังจากพลังกระบี่สิ้นสุดก็เหมือนมีเสียงคำรามประดุจราชสีห์ดังขึ้นเสียงนี้ดังกึกก้องอยู่ในหูของทุกคน มีบางคนทนไม่ได้จนต้องปิดหูตัวเองแล้วหมอบอยู่กับพื้น
เมื่อเศษฝุ่นเริ่มจางลงหลังจากทุกคนขยี้ตาแล้วหรี่ตามองออกไปจึงเห็นว่า...อันเจิงและซูเฟยหลุนยืนอยู่ตรงข้ามกันทั้งสองยืนห่างกันเพียงหนึ่งเมตรโดยประมาณ ทุกคนต่างก็ดูไม่ออกว่ามีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่
ผ่านไปครู่หนึ่งซูเฟยหลุนก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ “เจ้าแข็งแกร่งมาก”
อันเจิงพยักหน้ารับ “เจ้าก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน”
“เสียดายที่ธนูนั่นไม่ใช่อาวุธคู่กายของเจ้าหากแม่ทัพหวังไคไท่มาเองละก็ การโจมตีครั้งนี้ข้าอาจไม่มีทางต้านทานมันได้เลยแต่เพราะเจ้าไม่ค่อยคุ้นเคยกับมัน และไม่คุ้นเคยกับการต่อสู้โดยใช้ธนูเป็นอาวุธฉะนั้นเจ้าก็เลยใช้ธนูนี้ได้อย่างไม่เต็มรูปแบบ จึงทำให้ประสิทธิภาพของมันอ่อนกว่าพลังที่มีส่วนการโจมตีครั้งสุดท้ายก็มาได้จังหวะที่เหมาะเจาะ หากข้าช้าไปแม้แต่วินาทีเดียวตอนนี้เจ้าคงเป็นผู้ชนะแล้ว”
อันเจิงมองเขาพูดอย่างสงบและไม่ได้พูดแทรก
ซูเฟยหลุนพูดต่อ“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าคงไม่มีพลังมากขนาดนี้ ฉะนั้นที่ผ่านมาข้านึกมาโดยตลอดว่า สำนักวรยุทธ์ชางมีเพียงเนี่ยชิงที่เป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้แต่ดูแล้วข้าคงคิดผิดไป ถึงแม้เจ้าจะช้าไปเพียงแค่เสี้ยววินาทีแต่ก็น่านับถือแล้วจริง ๆ”
เขายกมือขึ้นชี้ไปที่กลางอกของอันเจิง อันเจิงก้มหน้ามองจึงพบว่าเสื้อตัวเองที่บริเวณกลางอกฉีกขาดแต่ทว่าผิวหนังด้านในไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
อันเจิงยิ้ม “ยังสามารถหาเวลามาโจมตีข้าได้อีกนับว่าเก่งกาจ”
หลังจากพูดจบเขาทั้งสองก็เดินหันหลังจากไปและไม่ได้พูดอะไรต่อแม้แต่คำเดียว
ส่วนขุนนางที่มองพวกเขาทั้งสองประลองก็พูดขึ้น “อันเจิงเป็นฝ่ายชนะ!”
สีหน้าของซูเฟยหลุนเปลี่ยนไปทันที“เพราะอะไร?!”
ขุนนางอ้วนคนนั้นหยิบกระจกออกมาหนึ่งบานจากนั้นก็ยื่นให้ซูเฟยหลุน หลังจากซูเฟยหลุนรับมาส่องแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันทีทันใดนั้น กระจกในมือเขาก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ
บนหน้าผากของเขา...ไม่รู้ว่ามีตัวอักษรนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่...มันเขียนคำว่าอัน
เขาโจมตีอันเจิงหนึ่งดาบส่วนอันเจิงเขียนอักษรหนึ่งตัว เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าใครแพ้ใครชนะ