บทที่ 24 พี่ชายก็รักจูจูเหมือนกัน
เซิ่งิหลินและสวี่เฮ่อซูสนทนากันอย่างถูกคอ แม้แต่ตอนเที่ยงยังร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
หนังสือที่พวกเขาพูดคุยกันนั้น องค์ชายเจ็ดไม่เคยเรียนมาก่อน จึงฟังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย รู้สึกกระวนกระวายใจราวกับนั่งอยู่บนเข็ม แต่ก็ยังจากไปไม่ได้
เซิ่งิหลินเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขาก็ยิ่งรู้สึกรื่นรมย์ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จและกลับเข้าห้อง มุมปากของเขายังคงประดับรอยยิ้ม
ปกติแล้วเขาไม่มีนิสัยนอนกลางวัน ทว่าหลังจากคอยถกเถียงแลกเปลี่ยนความรู้กับสวี่เฮ่อซูอยู่เนิ่นนาน จึงรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง เขาจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก ตั้งใจจะเอนกายบนเตียงสักพัก
ในยามนี้ บริเวณที่ถูกไม้กระดานลงทัณฑ์ไม่เจ็บแล้ว แต่มีความรู้สึกปวดเมื่อยจนน่ารำคาญ เซิ่งิหลินจึงตัดสินใจนอนคว่ำอ่านหนังสือบนเตียง
อ่านได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จากนั้น คนยังมาไม่ถึง แต่เสียงมาถึงก่อน
"พี่จ๋า! พี่จ๋า!"
เซิ่งิหลินยังไม่ทันได้ลุกขึ้น นางก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา พอเห็นเขานอนคว่ำอยู่ ก็รีบโผเข้าหาขอบเตียงแล้วะโขึ้นมาทันที
เซิ่งิหลินไม่ได้ลุกขึ้น แต่ยื่นมือไปหิ้วตัวนางขึ้นมา สาวใช้รีบเข้ามาช่วยถอดรองเท้าให้ เซิ่งิหลินโอบนางไว้ในอ้อมแขนพลางยิ้มกล่าวว่า
"จูจู เหตุใดจึงไม่นอนกลางวันเล่า?"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยปากหวานยิ่งนัก "จูจูนอนไม่หลับ คิดถึงพี่จ๋า"
เซิ่งิหลินหลุดขำ เลียนเสียงการออกเสียงของนางแล้วถามว่า "คิดถึงพี่จ๋าคนไหนกัน! แล้วพี่สี่ของเ้าเล่า?"
จูจูขมวดใบหน้าเล็ก ๆ ทันที "พี่สี่ไปแย้ว บอกว่ามีธุระต้องจัดการ เฮ้อ!"
"โอ้?" เซิ่งิหลินแกล้งยันตัวขึ้น ใช้สองมือกดเ้าก้อนแป้งน้อยไว้ ราวกับกดลูกกระต่ายตัวหนึ่ง ซึ่งนางไม่ได้ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย ได้แต่กะพริบตาโต ๆ มองเขา ช่างน่ารักจนหาที่เปรียบไม่ได้
เซิ่งิหลินยิ้มแล้วกล่าวว่า "พี่สี่ไปแล้ว จึงมาหาข้าหรือ? มา บอกพี่ชายซิว่า ข้ากับพี่สี่ ใครรูปงามกว่ากัน?"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยรู้ว่าพี่ชายกำลังเล่นกับนาง จึงฉีกยิ้มกว้างหัวเราะฮ่า ๆ เซิ่งิหลินยื่นมือไปจี้เอวนาง
"ห้ามหัวเราะ รีบบอกมาเร็ว พี่ชายกับพี่สี่ ใครรูปงามกว่ากัน"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยจั๊กจี้จนกลิ้งไปมาบนเตียง หัวเราะอยู่นาน จากนั้นจึงตอบด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า
"พี่สี่รูปงาม"
"หืม?" เซิ่งิหลินรีบกดใบหน้าลงไป เอาปลายจมูกชนกับปลายจมูกของนาง "ดี! บอกว่าข้าไม่รูปงาม! หึหึ จะจี้ให้เข็ดเลย!"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยหัวเราะฮ่า ๆ ขาเล็ก ๆ ถีบไปมา
"พี่ชายก็รูปงาม! เหมือนกัน!"
ทั้งสองหยอกล้อกันอยู่พักใหญ่ เซิ่งิหลินกลัวว่านางจะหัวเราะจนเหนื่อยเกินไป จึงตบหลังปลอบประโลมอยู่ครู่หนึ่ง ขณะที่กำลังจะกล่อมให้นางนอน ทันใดนั้นเ้าก้อนแป้งตัวน้อยก็ใช้สองมือน้อย ๆ กุมใบหน้าของเขาไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า
"จูจูยักพี่จ๋า"
เซิ่งิหลินชะงักไปครู่หนึ่ง มองดูนาง
ดวงตากลมโตราวกับผลองุ่นของเ้าก้อนแป้งตัวน้อย แฝงไปด้วยความไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ตามประสาเด็ก จ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ
เซิ่งิหลินรู้สึกราวกับหัวใจถูกขนนกปัดผ่าน มีความรู้สึกหน่วง ๆ ที่ทั้งทรมานและมีความสุขในเวลาเดียวกัน ลำคอของเขาตีบตันขึ้นมาทันที แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม
"โอ้ รักพี่ชายหรือ? รักอย่างไรกันเล่า?"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยเอียงคอเหมือนลูกแมว ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักใหญ่ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มว่า
"ก็เหมือน... พี่สี่ ถ้าหากพี่จ๋าอ้วนเหมือนพี่ชายอ้วน จูจูไม่ชอบเขา แต่ต่อให้พี่ชายไม่รูปงาม จูจูก็ยักพี่จ๋า"
เซิ่งิหลิน "..."
เขาเกือบจะถูกเด็กน้อยพูดจนร้องไห้ออกมาจริง ๆ
เขาหันซ้ายหันขวา พรมจูบลงบนแก้มยุ้ย ๆ ของเ้าก้อนแป้งตัวน้อยหลายครั้ง
"พี่ชายก็รักจูจู รักจูจูที่สุดเลย"
เขารู้สึกอายเล็กน้อยที่แอบหลั่งน้ำตาออกมาสองหยด ในตอนนั้น ราวกับเมฆหมอกสลายไปและดวงตะวันฉายแสง แสงแดดอันอบอุ่นอาบไล้ไปทั่วทั้งตัว ขจัดความหม่นหมองออกไป ทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งในใจ
ทั้งสองหยอกล้อกันอีกพักหนึ่ง เซิ่งิหลินจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า
"เอาละ จูจูเด็กดี นอนพักสักครู่เถิด เดี๋ยวพี่ชายจะอยู่เป็เพื่อนเ้า" พร้อมกับแสร้งทำเป็อ่านหนังสือ
ปรากฏว่าเ้าก้อนแป้งตัวน้อยลืมตาโต ไม่มีท่าทีว่าจะง่วงเลย เมื่อเห็นเขาไม่สนใจนาง นางจึงคลานขึ้นมา ก้าวขาเล็ก ๆ แล้วขึ้นคร่อมบนตัวเขา
เซิ่งิหลิน "..."
ก็ดีเหมือนกัน เขาจึงปรับท่าทางให้นอนคว่ำให้เรียบร้อย
จูจูตัวเล็กนิดเดียว ไม่มีน้ำหนักเลย ศีรษะเล็ก ๆ นุ่มนิ่มเอียงซบที่ข้างแก้มของเขา มือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มโอบรอบคอของเขา
"พี่ชาย จูจูไม่อยากนอน จูจูอยากไปเยียน"
"อืม" มือของเซิ่งิหลินเลื่อนขึ้นมาบีบแก้มยุ้ย ๆ ของนางพลางกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นพี่ชายจะสอนบทเรียนให้ มา อ่านตามพี่ชายนะ"
เขาชี้ไปที่หนังสือ "วิถีของวิญญูชน เปรียบดั่งการเดินทางไกลต้องเริ่มจากที่ใกล้ เปรียบดั่งการขึ้นที่สูงต้องเริ่มจากที่ต่ำ"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อย "วิถีของวิญ... #¥%&..."
นางพูดภาษาเด็กพรั่งพรูออกมาเป็ชุดยาวเหยียด จากนั้นก็หัวเราะฮ่า ๆ เอง
"จูจูอ่านไม่เป็ สิ่งนี้หมายความว่าอาไย?"
เซิ่งิหลินจึงอธิบายว่า "หมายความว่า วิญญูชนผู้ปฏิบัติวิถีแห่งจงยง เปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่ต้องเริ่มเดินจากจุดที่ใกล้ที่สุด หรือเปรียบเสมือนการปีนขึ้นที่สูงที่ต้องเริ่มไต่จากจุดที่ต่ำที่สุด..."
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยฟังไม่เข้าใจ มือเล็ก ๆ จึงเกาหัวเขาไปมาตามสัญชาตญาณ
"อ้อ!"
เซิ่งิหลินหลุดขำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาอ่านให้ฟังอีกสองประโยค จากนั้นก็รู้สึกว่าศีรษะเล็ก ๆ ของนางเริ่มเอียงมากขึ้นเรื่อย ๆ เอียงมากขึ้นเรื่อย ๆ... จนกระทั่งลื่นไถลลงมา
เซิ่งิหลินรีบยื่นมือออกไปรับศีรษะเล็ก ๆ ของนางไว้ แล้วค่อย ๆ เบี่ยงตัวออก นางจึงเหมือนผ้าขี้ริ้วผืนเล็กที่ค่อย ๆ ไถลลงมา แปะ! ลงบนเตียง
เซิ่งิหลินจัดท่าทางให้นาง จัดหมอนใบเล็กให้ รองด้วยผ้าห่ม จากนั้นก็นั่งอ่านหนังสือต่อข้าง ๆ พลางเหลือบมองนางเป็ระยะ
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยหลับสนิท ใบหน้ายุ้ย ๆ สีระเรื่อดูไร้เดียงสา ริมฝีปากเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมานั้นน่ารักจนเหลือเชื่อ
เซิ่งิหลินมองดูอยู่หลายครั้ง จนตนเองอดหาวไม่ได้ จึงวางหนังสือลงแล้วนอนตะแคงข้าง โอบกอดนางไว้หลวม ๆ แล้วหลับไป
บ่าวรับใช้ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงสาวใช้คนสนิทสองคนที่คอยดูแลอยู่ข้าง ๆ
แม่นมหนิงเข้าไปรายงานพระชายาตวนอ๋อง พระชายาตวนอ๋องยิ้มแล้วกล่าวว่า
"ดีมาก ข้ามีเพียงจูจูคนเดียว ไม่มีเพื่อนเล่น หากเด็กคนนี้ไม่มีใจคิดร้าย ให้เขาอยู่เป็เพื่อนจูจูเล่นก็ไม่เลว เื่เรียนหนังสือก็ต้องให้เขาช่วยดูแลจริง ๆ นั่นแหละ"
แม่นมหนิงกล่าวจากใจว่า "ในใต้หล้าผืนนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ชอบท่านหญิงน้อยกันเ้าค่ะ คำพูดของท่านหญิงน้อยที่บ่าวได้ยินอยู่ข้าง ๆ ทำเอาบ่าวรู้สึกอบอุ่นใจแทนเลยเ้าค่ะ!"
พระชายาตวนอ๋องยิ้ม "อืม จูจูเด็กคนนี้ ใจดีจริง ๆ..."
นางอดไม่ได้ที่จะบ่นกับแม่นมหนิงว่า "เ้าดูสิ นิสัยของจูจูน่ะ เหมือนก้อนแป้งนุ่ม ๆ เลย ข้าสอนให้นางรู้จักเอาแต่ใจหรือแกล้งเ้าเล่ห์บ้างจะเป็ไรไป? หากแม้แต่เื่เอาแต่ใจยังทำไม่เป็ จะไม่ถูกรังแกง่ายเกินไปหรือ..."
แม่นมหนิงรีบเห็นพ้อง "จริงด้วยเ้าค่ะ! เป็เช่นนั้นเลยเ้าค่ะ!"
เซิ่งิหลินไม่รู้ถึงการสนทนาของนายและบ่าวคู่นี้ แต่เขามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าพระชายาตวนอ๋องนั้นพึ่งพาไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องแบกรับความกังวลราวกับเป็บิดาผู้แก่ชรา
เมื่อจูจูตื่นจากการนอนกลางวัน เซิ่งิหลินสอนมารยาทและกฎระเบียบให้เล็กร้อย จากนั้นจึงไปหาพ่อบ้านเพื่อจัดตารางเวลาเรียน
ตามปกติแล้ว องค์ชายเจ็ดและสหายร่วมศึกษา จะเริ่มท่องตำราในยามเหม่า และบรรยายหนังสือในยามซื่อ ทว่าเวลาตื่นนอนตามปกติของจูจูมักจะอยู่ใน่ยามเฉินปลาย ๆ ถึงต้นยามซื่อ เมื่อนับรวมเวลาทานมื้อเช้าและเวลาโอ้เอ้อืดอาดตามประสาเด็กเข้าไปอีก ก็จะล่วงเลยเข้าสู่่กลางยามซื่อแล้ว
เซิ่งิหลินเห็นว่าเวลาการนอนของเด็กสามขวบเป็สิ่งจำเป็ โดยเฉพาะจูจูที่ศีรษะยังไม่หายดี ยิ่งไม่ควรหักโหม
ดังนั้นเขาจึงกำหนดให้่เวลาตื่นนอนของจูจูเป็เวลาพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นักเรียนหรืออาจารย์ ให้พักครึ่งชั่วโมงในเวลานี้เพื่อทานขนมว่าง เมื่อจูจูมาถึงจะได้เข้าสู่่ฟังบรรยายได้ทันที มิฉะนั้นหากมากลางคัน สวี่เฮ่อซูต้องมีเื่ให้พูดอีกแน่
่บ่ายเป็การเรียนวรยุทธ์
ปกติจูจูจะนอนกลางวันจนถึงประมาณยามเซิน ดังนั้นเขาจึงได้กำหนดเวลาั้แ่ต้นยามเซิน ถึงกลางยามเซิน ให้เป็เวลาพักทานขนมว่าง เพื่อให้จูจูตื่นขึ้นมาเล่นสักพักก่อนทานอาหารเย็น ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวและไม่ทำให้เบื่ออาหารในตอนเย็น
ช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ