เพียงชั่วพริบตาความเงียบงันก็ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องข่าเหลยยื่นมือที่แห้งเหี่ยวไปลูบไล้ลวดลายบนศิลาสลักลายอย่างละเอียดกว่าเขาจะเงยหน้าช้อนสายตาขึ้นมามองเมิ่งฝาน เวลาก็ผ่านพ้นไปครู่ใหญ่แล้ว
“อย่าได้หาว่าเหล่าสิ่ว[1] ไร้มารยาทไม่รู้ว่าเ้าไปได้ของสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน?”
เมื่อเห็นว่าข่าเหลยมีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปจากไม่สบอารมณ์กลับกลายมาเป็ตกตะลึงเมิ่งฝานก็ย่นคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“มันเป็สิ่งที่อาจารย์ของบ้านข้ามอบให้”
เพราะความลับของลูกปัดสีดำเป็เื่ที่ไม่อาจแพร่งพรายได้ฉะนั้นเมิ่งฝานจึงจำเป็ต้องหาข้ออ้างขึ้นมาแน่นอนว่าความจริงแล้วนั้นลูกปัดสีดำเม็ดนั้นก็ถือเป็อาจารย์ของเมิ่งฝานแล้วครึ่งหนึ่งเช่นกันโดยการอ้างออกไปเช่นนั้นเป็การสร้างเื้ัที่ลึกลับของตนเองขึ้นมาจนทำให้อีกฝ่ายไม่อาจคาดเดาได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้นข่าเหลยก็หรี่ตาลงเล็กน้อยเขากำลังจะเอ่ยปากถามเื่ชื่อเสียงเรียงนามผู้เป็อาจารย์ของเมิ่งฝานทว่าสุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบไป
แม้ว่าตัวเขาจะมีฐานันดรอันสูงศักดิ์ แต่ยิ่งเป็อย่างนั้นเขาก็ยิ่งรู้กฎของปรมาจารย์จิตศัสตราดีว่าไม่ควรถามถึงชื่อเสียงเรียงนามหรือเบื้องลึกเื้ัของผู้อื่นหลังจากที่ครุ่นคิดอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่งข่าเหลยจึงทำได้เพียงเอ่ยออกมาด้วยคำชื่นชม
“อาจารย์ของบ้านเ้าช่างปราดเปรื่องตราเวทย์บนหินก้อนนี้มีการปรับเปลี่ยนที่เลิศล้ำยิ่ง ความคิดที่สลับซับซ้อนรอบคอบฝีมือที่ล้ำเลิศ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ชะงักงันไปชั่วครู่ต่อมาจึงเอ่ยอย่างสงสัย “ตราเวทย์?”
“เ้าไม่รู้หรืออาจารย์ของเ้าไม่ได้สอนวิธีการหลอมศัสตราหรือไร?” ข่าเหลยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนก่อนจะบอกไปเสียงเข้ม “อาจารย์ของข้าบอกว่าข้ายังมีคุณสมบัติไม่มากพอ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นข่าเหลยก็หัวเราะออกมาเสียงเบาั์ตาคู่นั้นมีความตกตะลึงปรากฏแล้วเลือนหายไป จากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเข้ม “อาจารย์ของเ้าช่างเป็อัจฉริยะผู้เลิศล้ำเสียจริงมรรคาแห่งการหลอมที่เอ่ยถึงนั้นคือการนำวัตถุดิบมาผสมเข้าด้วยกันแล้วสร้างด้วยวิธีการหลอมจากนั้นก็ทำการสลักลวดลายของตราเวทย์ลงไปและตราเวทย์ที่พิเศษเช่นนี้...โดยปกติแล้วจะต้องผ่านการหลอมที่ยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วนพวกมันมีคุณประโยชน์ที่ต่างกันออกไปจึงทำให้สามารถหลอมศัสตราเทพขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้ทว่าวิธีการหลอมที่เป็เสมือนชีวิตของนักหลอมศัสตรานั้นมักจะไม่มีการถ่ายทอดให้กับคนนอก”
“ตราเวทย์บนอาวุธที่เ้าให้ข้าในยามนี้เป็สิ่งที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในอาณาจักรต้าก้านเป็ตราเวทย์ธรรมดาที่มีคุณสมบัติช่วยในการชำระล้างร่างกายแต่เมื่อมันผ่านการปรับเปลี่ยนจากอาจารย์ของเ้ากลับทำให้มีคุณสมบัติที่น่าตระหนกยิ่งเพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็ผลงานของผู้คนระดับใดในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้!”
ตราเวทย์ของปรมาจารย์จิตศัสตรา!
คิดไว้ไม่ผิดจริงๆ ลูกปัดสีดำเม็ดนั้นไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองไม่ตอบบทสนทนาของข่าเหลยแต่อย่างใดทว่าในยามนี้เขากลับรู้สึกตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานไม่ตอบข่าเหลยก็ไม่มีเวลาซักถามจึงได้เอ่ยออกมาเสียงเข้ม “เ้าหนูเ้ายินดีที่จะให้เหล่าฟู[2] เป็ผู้นำของสิ่งนี้ไปขายหรือไม่?”
“อื้ม!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับเพราะถึงอย่างไรแล้วศิลาสลักลายชิ้นนี้ก็แทบจะไม่มีประโยชน์ต่อตัวเขาแล้วก็ว่าได้
ข่าเหลยครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเข้มอีกครั้ง “ศิลาสลักลายที่ผ่านการปรับเปลี่ยนโดยตราเวทย์ของเ้านั้นหากอิงตามคุณสมบัติของมันโดยขายให้กับหอมหาสมบัตินั้นจะมีมูลค่าราว...สองพันเหรียญทองคำ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นมุมปากของเมิ่งฝานก็กระตุกขึ้นมาเล็กน้อยสองพันเหรียญทองคำ...นับว่าเป็มูลค่าที่มากมายมหาศาลมากจนสามารถซื้อพืชวิเศษระดับสามได้เลยเสียด้วยซ้ำซึ่งเขาเองก็คิดไม่ถึงว่าข่าเหลยจะให้ราคาที่สูงเช่นนี้
ทว่าในวินาทีต่อมาข่าเหลยก็ส่ายหน้า จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา “แต่ว่าเ้าหนู ข้าข่าเหลยไม่มีทางเอาเปรียบเ้าแน่นอนมูลค่าสองพันเหรียญทองคำที่ข้าบอกไปเป็เพียงราคาที่ต่ำที่สุดของมันเท่านั้นซึ่งหากเ้า้าได้มากกว่านี้มิสู้นำไปวางไว้ยังจุดประมูลของหอมหาสมบัติแล้วให้ค่านายหน้าแก่หอมหาสมบัติร้อยละห้าของราคาประมูลหากทำเช่นนี้ไม่รู้ว่าเ้าจะได้รับเหรียญทองคำมากมายเพียงใดแต่ข้ารับประกันได้เลยว่ามันจะต้องมากมายมหาศาลเป็แน่”
การประมูล!
ดวงตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ขึ้นมาในทันใดหัวใจของเขาสั่นสะท้านไปด้วยความตกตะลึงก่อนจะประสานมือกล่าวว่า “เช่นนั้นก็รบกวนเหล่าเซียนเซิงแล้วขอรับ!”
ข่าเหลยพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น “มันคือสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว หากมีเวลาเ้าก็ช่วยแนะนำข้าให้อาจารย์เ้าได้รู้จักสักหน่อยบอกเขาไปว่าข้าผู้เป็ปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสามอยากจะพบเขาสักหน!”
บนโลกใบนี้มีพืชวิเศษที่แบ่งออกเป็เก้าระดับปรมาจารย์จิตศัสตราก็แบ่งออกเป็เก้าระดับเช่นกันเริ่มจากระดับที่หนึ่งไปจนถึงระดับเก้า เมิ่งฝานนั้นคิดไม่ถึงเลยว่าข่าเหลยผู้นี้จะเป็ถึงปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสาม
สีหน้าของเด็กหนุ่มเปลี่ยนไปทันทีเขารู้ดีว่าเพียงปรมาจารย์จิตศัสตราระดับหนึ่งก็สูงส่งมากพอที่จะทำให้ผู้คนเคารพนับถือแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสามที่ต่อให้เป็ในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ก็คงจะถือว่าเป็ปรมาจารย์จิตศัสตราที่หาได้ยากและควรค่าแก่การนับถือเป็อย่างยิ่งยามนี้เขาก็ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดหอมหาสมบัติจึงมอบหน้าที่สำคัญเพียงนี้ให้แก่ข่าเหลย
เมิ่งฝานได้ยินเช่นนั้นแล้วก็พยักหน้ารับ จากนั้นจึงประสานมือกล่าวว่า “ขอบคุณเหล่าเซียนเชิงอย่างมากขอรับแต่ข้าหวังว่าการประมูลในครั้งนี้จะถูกเก็บเป็ความลับเพราะถึงอย่างไรอาจารย์ของข้าก็เคยบอกเอาไว้ว่าหากยังไม่มีศักยภาพมากพอก็ไม่ควรโอ้อวดให้มาก!”
ข่าเหลยพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความมั่นใจ “ไม่ต้องห่วงสิ่งที่เป็เอกลักษณ์ของหอมหาสมบัติก็คือการเก็บความลับให้กับแขกตามข้ามาสิเ้าหนู!”
เมื่อพูดจบข่าเหลยก็พาเมิ่งฝานออกจากห้องแล้วเดินไปบนทางเท้าที่ค่อนข้างยาวสุดเส้นทางเดินเป็ประตูสีทองบานใหญ่มีองครักษ์คอยคุ้มกันอยู่ทว่าเมื่อเห็นข่าเหลยพวกเขาเ่าั้ก็หลีกทางให้
เมื่อเมิ่งฝานก้าวเข้าไปภายในห้องนั้นก็พบว่ามีขนาดกว้างใหญ่เกือบจะเท่ากับชั้นแรกทั้งยังไม่แออัดและมีการจัดวางสิ่งของอย่างเป็ระเบียบซึ่งที่นี่ก็คือห้องประมูลขนาดใหญ่นั่นเองยามนี้มีผู้คนมากมายหลายร้อยคนนั่งรายล้อมอยู่ภายในห้องกว้างและแต่ละคนยังล้วนแต่ดูคล้ายว่าจะเป็ผู้สูงศักดิ์และร่ำรวยอย่างมากอีกด้วย
“ที่นี่คือห้องประมูลชั้นสูงของหอมหาสมบัติไม่ต้องเป็ห่วงเ้าหนู ข้าจะต้องช่วยให้ของของเ้ามีมูลค่าสูงอย่างแน่นอน!” ข่าเหลยคลี่ยิ้มออกมาอย่างราบเรียบ จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินไปยังใจกลางของลานประมูล
เสียงสนทนาของผู้คนดังระงมไปทั่วทั้งห้องนับว่าเป็ลานประมูลที่คึกคักอย่างที่สุดเลยก็ว่าได้ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีผู้ใดให้ความสนใจต่อผู้เข้ามาใหม่อย่างข่าเหลยและเมิ่งฝานเท่าใดนักเมิ่งฝานเดินหลบไปอยู่ในจุดที่ไม่เป็ที่สนใจแล้วเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน
เห็นได้ชัดว่าในยามนี้มีสตรีงามถือขวดสีขาวกำลังเดินขึ้นไปบนแท่นประมูลและกลายเป็จุดสนใจของผู้คนทั้งหลายั์ตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยในบริเวณนั้นต่างมีความร้อนแรงปรากฏไม่นานก็มีคนเสนอราคาสูงถึงสามพันเหรียญทองคำ
เมื่อเมิ่งฝานมองขึ้นไปก็พบว่าผู้ที่เสนอราคาเป็บุรุษวัยกลางคนที่สวมชุดสีดำมีท่าทีของผู้ทรงพลังแผ่ออกมาจากตัวของเขาเห็นได้ชัดว่าเป็ผู้บำเพ็ญตนขั้นหลอมปราณที่แข็งแกร่งและตราสัญลักษณ์ซวินจาง[3] ที่อยู่บนหน้าอกของคนผู้นั้นทำให้เมิ่งฝานมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันใด
คนของตระกูลซีเหมิน!
ซวินจางรูปหัวใจนี้บ่งบอกว่าเป็คนของตระกูลซีเหมินผู้คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ข้างกายของเขาผู้นั้นก็มีผู้ที่ติดตราสัญลักษณ์แบบเดียวกันส่วนผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับเป็ตราสัญลักษณ์ซวินจางที่ทำมาจากเครื่องเงินคนกลุ่มนั้นก็คือคนของตระกูลตงฟางนั่นเอง
เมิ่งฝานรู้ดีว่าทั้งสองตระกูลได้ควบคุมอำนาจทางทิศหนึ่งของดินแดนเอาไว้นับเป็หนึ่งในห้าหมู่บ้านใหญ่และเป็เสมือนสุนัขรับใช้ผู้ภักดีต่อเ้าเมืองเหยียนหยางหากไม่ใช่เพราะกู่หยวนได้ทำความร่วมมือกับตระกูลสือและหมู่บ้านหลันเจิ้นป่านนี้ก็คงจะถูกพวกนั้นเข้ายึดครองไปแล้วเป็แน่แต่เพราะได้เ้าเมืองเหยียนเฉิงคอยสนับสนุนในทางลับจึงทำให้สามตระกูลแห่งอูเจิ้นด้อยกว่าพวกนั้นเสมอมา
คิดไม่ถึงว่าคนพวกนั้นก็จะมาอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยเช่นกันเมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นแต่ไม่ได้ส่งเสียงใด เพราะถึงอย่างไรยามนี้เขาก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปก้าวก่ายาระหว่างอำนาจได้
ในการประมูลสุดท้ายแล้วขวดสีขาวนั้นก็ถูกประมูลไปในราคาสามพันห้าร้อยเหรียญทองคำโดยบุรุษหนู่มผู้หนึ่งจากตระกูลซีเหมินทำให้คนผู้นั้นแสดงท่าทีภูมิใจและหยิ่งทะนงออกมาในทันใด จากข่าวที่พูดต่อๆ กันมาเมิ่งฝานจึงได้รู้ว่ามันน่าจะเป็พืชวิเศษระดับสามต้นหนึ่ง
ในพริบตาต่อมาข่าเหลยก็เดินขึ้นไปบนแท่นประมูลซึ่งการปรากฏตัวของเขาทำให้การประมูลครั้งนี้คึกคักยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพราะโอกาสที่ข่าเหลยจะขึ้นไปบนแท่นประมูลด้วยตนเองเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งเมื่อใดที่เขาปรากฏตัวขึ้นบนแท่นประมูลย่อมแสดงว่าต้องมีของดีดังนั้นการปรากฏตัวในครั้งนี้จึงทำให้เสียงสนทนาของผู้คนมากมายรอบกายเงียบสงัดลงไปทันที
หลังจากที่ขึ้นไปอยู่บนแทนประมูลแล้วข่าเหลยก็กระแอมเสียงเบาจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ “ยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านสิ่งที่จะนำมาประมูลในครั้งนี้เป็อาวุธที่พิเศษชิ้นหนึ่งมันหาได้มีประโยชน์ในด้านการโจมตีไม่ทว่ากลับสามารถบ่มเพาะพลังปราณในร่างกายของผู้บำเพ็ญตนได้โดยคุณสมบัติของมันก็คือ....ชำระเส้นเอ็นล้างกระดูกแม้ว่าจะเห็นผลช้าแต่ก็มีคุณสมบัติที่ไม่เลว ขอเพียงพกพามันติดตัวไว้ในยามบำเพ็ญตนก็เพียงพอแล้ว!”
เสียงของเขาทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความลึกลับจากประสบการณ์และสายตาของข่าเหลยผู้เป็ปรมาจารย์จิตศัสตราไม่มีทางมองคุณสมบัติของศิลาสลักลายชิ้นนี้พลาดเป็แน่เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วลานประมูลแห่งนี้ทันที
ชำระเส้นเอ็นล้างกระดูก!
เพียงไม่กี่คำนี้ก็นำมาซึ่งความตกตะลึงแก่ผู้คนทั้งหลายคุณสมบัติของของสิ่งนี้ราวกับโอสถของพรรควรยุทธ์ใหญ่อันแข็งแกร่งก็ไม่ปานคุณสมบัติที่น่าลุ่มหลงของมันทำให้มีผู้คนบางส่วนถึงกับไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริงทว่าการที่ข่าเหลยมาทำการประมูลด้วยตนเองเช่นนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันคือความจริงเพราะถึงอย่างไรชื่อเสียงของปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสามของเขาก็เป็ที่ประจักษ์แล้ว
บรรยากาศภายในการประมูลคึกคักขึ้นมาในทันใดพลันหนึ่งในบุรุษหนุ่มจากตระกูลซีเหมินจึงเอ่ยขึ้นเสียงดัง “สามพันเหรียญทองคำ!”
จากนั้นไม่นานชายชราที่นั่งหลับตาอยู่ครุ่นคิดมาโดยตลอดก็ได้เอ่ยออกมาเสียงดัง “สามพันห้าร้อยเหรียญทองคำ!”
สีหน้าของเมิ่งฝานมีความชอบใจปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเขาทอดสายตามองออกไปยังซวินจางที่หน้าอกของเ้าของเสียงนั้นก็พบว่าอีกฝ่ายเป็คนของตระกูลฉือซึ่งน่าจะเป็ผู้ที่อยู่ในระดับผู้าุโของตระกูล
“หึ ท่านผู้เฒ่า สี่พันเหรียญทองคำ!” ชายหนุ่มตระกูลซีเหมินพูดออกมาเสียงดังด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ชายชราผู้นั้นปรายตามองเ้าของเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ซีเหมินสยงเป็ถึงยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งที่ไม่เลวคนหนึ่งทว่ากลับแก่จนเลอะเลือนจึงได้ให้กำเนิดบุตรชายที่ไม่เอาไหนขึ้นมาทั้งที่มีอายุเกือบจะยี่สิบปีแล้วยังอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเจ็ดนับว่า้าของสิ่งนี้ไปใช้จริงๆ แต่เหล่าฟูไม่ให้เ้าได้มันไปหรอก ห้าพัน!”
“เหลวไหล!”
เมื่อถูกเอ่ยถึงปมด้อยบุรุษหนุ่มก็สบถออกไปด้วยโทสะ แล้วเอ่ยเสียงดัง “ห้าพันห้าร้อย!”
“หกพัน!”
“หกพันหกร้อย!”
“เ้า!” สีหน้าของชายชราตระกูลฉือผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันหลังจากที่ลังเลอยู่ชั่วครู่เขาก็ไม่ได้เสนอราคาต่อไปเพราะถึงอย่างไรเขาก็มิใช่พวกที่ทำให้ตระกูลต้องสูญเสียทรัพย์สินโดยไม่มีเหตุอันควรแต่อย่างใดจะต้องเห็นคุณค่าของทรัพย์สินที่อยู่ในมือให้มาก
เมื่อเห็นว่าชายชราผู้นั้นไม่ได้่ชิงกับตนเองต่อบุรุษหนุ่มจึงหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสุขใจ “หึ สิ่งใดที่ข้าซีเหมินหาน้า มันก็จะต้องเป็ของข้า!”
น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงและมีความสุขทว่าเมื่อสิ้นเสียงเมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นในทันใด ผู้ที่ไม่รู้จักถ่อมตนเช่นนี้หากเสียผู้ที่คอยหนุนหลังไปวันใดก็คงจะถูกจัดการในไม่ช้า
ต่อมาขณะที่บุรุษหนุ่มผู้มีนามว่าซีเหมินหานกำลังจะก้าวขึ้นไปรับของประมูลพลันมีเสียงเยือกเย็นลอยมาตามอากาศ
“หนึ่งหมื่น”
คำสองคำที่ราบเรียบแต่กลับทำให้ซีเหมินหานมีสีหน้าคล้ายดั่งกินแมลงวันเข้าไปก็ไม่ปานเขามองไปยังทิศทางที่เป็ต้นเสียงด้วยั์ตาแห่งความตกตะลึงขณะเดียวกันก็เริ่มมีเสียงซุบซิบดังขึ้นมาว่าเ้าของเสียงผู้ร่ำรวยนั้นเป็ใครมาจากที่ใดเมิ่งฝานที่กำลังมองขึ้นไปบนแท่นประมูลก็ตกตะลึงเช่นกัน
ในจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนักมีคนผู้หนึ่งยืนอย่างสง่างามนางสวมชุดสีขาวที่สามารถมองเห็นเรือนร่างอรชรได้อย่างเด่นชัดเส้นผมสีสวยยาวลงมาจนถึงแผ่นหลังเป็ร่างที่มีความงดงามและมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่น่าหลงใหล
ยิ่งมีผ้าผืนบางบดบังใบหน้าก็ยิ่งมีความลึกลับทำให้ผู้ที่ได้พบเจอเกิดความอยากรู้อยากเห็นมีเพียงเนื้อเนียนของต้นคอขาวส่วนเดียวที่ประจักษ์แก่สายตาทำให้ผู้คนอยากลองเข้าไปััแต่ถึงกระนั้นผู้คนทั้งหลายต่างรู้ดีว่านางเป็สตรีที่งามดุจดั่งเทพธิดาก็ไม่ปาน
ั์ตาหลังผืนผ้ามองไปยังผู้คนทั้งหลายพลันเสียงอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง “หนึ่งหมื่นเหรียญทองคำ มีผู้ใดจะ่ชิงกับข้าอีกหรือไม่?”
...................
[1] [2] เหล่าสิ่ว เหล่าฟู :ทั้งสองคำต่างก็เป็สิ่งที่เป็สรรพนามที่คนแก่ในยุคโบราณมักใช้แทนตัวเองทั้งสิ้นแต่เหล่าสิ่วมักเป็คำที่ใช้แทนตัวเองอย่างถ่อมตนส่วนเหล่าฟูจะค่อนข้างโอ้อวดหรือเก่งกาจยิ่งกว่าซึ่งในปัจจุบันคำว่าเหล่าฟูยังคงมีการใช้ในคนแก่ที่คล้ายกับว่า้ายกตนข่มท่าน
[3] ซวินจาง : เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มอบให้กับผู้ที่มีคุณูปการแก่บ้านเมือง