องค์ชายใหญ่เดินมาหยุดลงเบื้องหน้าภูติไร้เงา “เจ้าพร้อมรับคำสั่งของข้าหรือไม่” น้ำเสียงนั้นช่างเย็นชาดุจคมดาบในฤดูหนาว
“ข้าพร้อมเสมอ…องค์ชายใหญ่โปรดสั่งการ” เสียงภูติไร้เงาเล็กแหลม แต่แฝงความโหดร้ายราวลมหนาวที่กัดเซาะถึงกระดูก
องค์ชายใหญ่หยิบ ดอกภูติศิลา ขึ้นมาถือไว้ในมือ “ดูสิ…เกสรเข็มพิษสีเลือดนี้ รอเพียงปราณคำสั่งก็พร้อมปลดปล่อย ส่วนกลีบเหลืองที่โค้งราวเปลวไฟนี้ เป็นใบมีดเพลิงสุริยันอันคมกริบ”
เขาส่งพลังปราณไหลเข้าสู่ก้านสีเขียวเข้มทันที เข็มพิษค่อยๆ สั่นไหว “เจ้าสามารถควบคุมได้ทั้ง ยิงทีละนัด แตกเป็นสายฝน หรือพุ่งต่อเนื่องเป็นระลอกไม่มีสิ้นสุด หากผู้ใดต้องคมเข็มพิษนี้ ความตายย่อมครอบงำดุจดังเงาติดตามตัว”
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าองค์ชายใหญ่ “เข็มพิษของดอกภูติศิลานี้…มีพิษร้ายแรงยิ่งนัก มันจะทำให้เลือดกลายเป็นน้ำกลดกัดกินร่างจากภายใน ช่างเหมาะที่จะใช้เป็นอาวุธลอบสังหารเจ้าวายุในทีเผลอยิ่งนัก”
องค์ชายใหญ่ยื่นดอกภูติศิลาให้กับภูติไร้เงา “จงเร้นกายเข้าไปยังสำนักอัสนีย์ ใช้สิ่งนี้ลอบสังหารน้องชายของข้า และจงนำตัวเทพีเอวากลับมาอย่างปลอดภัย…ห้ามมีแม้แต่รอยข่วน!!”
ภูติไร้เงายื่นมือรับภูติศิลา สายตาสีแดงเรืองขึ้นด้วยความตื่นเต้น “น้อมรับบัญชา”
ทันใดนั้น พลังมนตร์ดำของภูติไร้เงาก็แผ่กระจายออกรอบกาย บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือก ร่างของเขาค่อยๆ ละลายหายไปกับเงามืดเสมือนไม่เคยปรากฏอยู่ตรงนั้นมาก่อน
ยามเที่ยงวันแสงอาทิตย์อันร้อนแรงแผดเผา สาดส่องไปทั่วสำนักเทพอัสนีย์ กำแพงหินสูงตระหง่านและหลังคาสะท้อนแสงเจิดจ้า ทำให้ทุกซอกมุมของสำนักดูสว่างจนแทบจะไร้ที่ซ่อน
ทว่าท่ามกลางแสงสว่างจ้า กลับมีสิ่งที่ยากจะมองเห็น ภูติไร้เงา กำลังแฝงกายเข้าไปอย่างเงียบเชียบ เขาใช้ เวทย์ล่องหน ทำให้ร่างโปร่งใสกลืนไปกับอากาศ ราวกับว่าเงาของเขาได้ถูกแสงแดดแผดเผาจนหายไปสิ้น
เขาก้าวผ่านลานกว้างที่เต็มไปด้วยศิษย์ซึ่งกำลังฝึกวิชา ท่ามกลางเสียงประกาศคำสอนและเสียงอาวุธกระทบกันอย่างเป็นจังหวะ แต่ก็ไม่มีผู้ใดรับรู้ได้เลยว่าภัยร้ายกำลังย่างกรายอยู่ตรงเบื้องหน้า
ภูติไร้เงาแทรกกายลื่นไหลผ่านผนังและกำแพงหนาของสำนักได้อย่างง่ายดายและสมบูรณ์แบบยิ่งนัก เขาเดินสำรวจทั่วทั้งสำนัก จนมาถึง สวนด้านหลังสำนัก อันเงียบสงัด ภูติไร้เงาจึงคลายเวทย์ลงชั่วคราว เผยร่างสูงโปร่งในผ้าคลุมดำ เขากวาดสายตาสำรวจรอบบริเวณที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงและพุ่มไม้หนาแน่น
เมื่อพิเคราะห์แล้วพบว่า บริเวณนี้น่าจะเป็นจุดผ่านของเส้นทางที่จะนำไปสู่ตำหนักที่องค์ชายรองพำนักอยู่ เขาครุ่นคิดก่อนตัดสินใจซ่อนตัวในร่มเงาไม้ รอจังหวะเหมาะเพื่อเคลื่อนไหวอีกครั้งภายในค่ำคืนนี้
ยามบ่าย แดดแรงยังไม่จาง แต่บนท้องฟ้าเหนือสำนักกลับเกิดปรากฏการณ์ผิดปกติ แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ก้อนเมฆขาวสะท้อนแสงอาทิตย์ถูกบดบังด้วย ม่านหมอกสีเงิน ที่ค่อยๆ รวมตัวจนกลายเป็นเงามหึมา
ท่ามกลางหมอกนั้น ราชาภูติหมอกเงิน ปรากฏกายสูงใหญ่สง่างาม ข้างพระวรกายคือ พระราชินีผู้เลอโฉม และ หน่วยเงาวิรุฬห์ทั้งสาม ยืนเรียงอยู่เหมือนเงาคอยติดตาม
สุรเสียงทุ้มดังสะท้านฟากฟ้า “เจ้าใหญ่…เหตุใดจึงนำทัพของเจ้า มาปรากฏ ณ สถานที่แห่งนี้กลางวันแสกๆ?”
องค์ชายใหญ่ผู้ปรากฏกายอยู่เหนือกลุ่มเมฆ ท่ามกลางกองทัพภูติ ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่เมฆสีคล้ำลอยวนล้อมรอบสำนักเทพอัสนีย์ “ลูกตรวจพบเค้าพลังของคนผู้นั้นแล้ว หากปล่อยไว้ จะเป็นหายนะต่อเผ่าภูติทั้งปวง จึงนำทัพมาปราบปรามโดยพลัน”
ดวงตาของราชาภูติหมอกเงินวาววับ “คนผู้นั้นก็เป็นร่างเดียวกับน้องเจ้า หากเรากดดันจนพลังนั้นตื่นขึ้น ไม่ใช่เขาจะพินาศ แต่ทั้งเผ่าภูติจะสิ้นสูญ”
องค์ชายใหญ่กำหมัดแน่น น้ำเสียงสั่นพร่า “แต่หากมิทำสิ่งใดเลย ในสักวันก็อาจกลายเป็นหายนะของเผ่าภูติอยู่ดี!”
ราชาภูติหมอกเงินสาดสุรเสียงอันหนักแน่น “สิ่งที่เจ้าควรทำไม่ใช่การกดดัน แต่คือการประคอง ให้จิตใจของน้องชายเจ้าเข้มแข็งพอที่จะข่มพลังนั้น หากเจ้ายังดึงดัน ย่อมเป็นผู้เร่งปลุกภัยร้ายด้วยมือของเจ้าเอง!”
องค์ชายใหญ่สะท้านไปชั่วครู่ ก่อนจะก้มศีรษะอย่างยอมจำนน “เช่นนั้น…ลูกจะถอนทัพกลับไปยังพิภพวิญญาณ เพื่อรอดูท่าที”
ราชาภูติหมอกเงินตรัสเสียงเย็น “ไปเถิด จำไว้ อย่าสร้างความคับแค้นต่อน้องชายเจ้า มิเช่นนั้นไฟแห่งหายนะจะลุกไหม้ทั้งเผ่าภูติ”
องค์ชายใหญ่โบกพระหัตถ์เบาๆ สัญญาณนั้นทำให้กองทัพที่เร้นกายอยู่ในหมู่เมฆค่อยๆ สลายหายไป เผยให้เห็นเพียงท้องฟ้ายามบ่ายอันสว่างไสว ทว่าในความสว่างนั้นกลับอบอวลไปด้วยแรงกดดันหนักหน่วง
หมอกเงินมหึมาค่อยๆ ร่อนจากฟากฟ้าลงสู่ผืนแผ่นดิน ราชาภูติหมอกเงินก้าวลงมาสู่ลานด้านหน้าสำนัก ทรงเครื่องแต่งกายอันวิจิตรตระการตา ข้างพระวรกายคือ พระราชินีผู้เลอโฉม ผู้มีรัศมีอันอ่อนโยนแต่แฝงด้วยอำนาจ ตามด้วยหน่วยเงาวิรุฬห์
เสียงกลองพิธีดังขึ้นอย่างเร่งรีบ บรรดาศิษย์และปรมาจารย์ต่างแตกตื่น วิ่งกรูกันออกมาตั้งแถวคุกเข่าก้มถวายความเคารพ ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยเสียงสรรเสริญ “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ!”
ราชาภูติหมอกเงินกวาดพระเนตรมองทุกคน แล้วตรัสถามด้วยความร้อนพระทัย “ไหนเล่า… ผู้ใดคือ เทพีน้ำค้างเหมันต์ และผู้ใดคือ เทพฟ้าดิน?”
เสียงฝีเท้าก้าวออกมา สตรีสองนางปรากฏกายท่ามกลางฝูงชน ดวงหน้างามดุจดวงจันทร์ฉาย ท่าทางองอาจประหนึ่งผืนฟ้า กิริยานิ่มนวลราวกับสายหมอก
“หม่อมฉัน…เทพีน้ำค้างเหมันต์ เพคะ”
“หม่อมฉัน…เทพฟ้าดิน เพคะ”
แววตาของราชาและราชินีทอประกายยินดี “งดงาม องอาจ เหมาะสมยิ่งนักสำหรับบุตรชายของเรา…สายตาของเจ้ารองช่างแหลมคมจริงๆ”
แล้วเสียงพระราชินีก็ดังกังวานขึ้น “เรามิได้มาวันนี้ด้วยมือเปล่า หากมาเพื่อจัดพิธีหมั้นหมายและแต่งงานให้ เจ้าทั้งสองกับองค์ชายเจ้าวายุ บุตรชายของเรา”
ทันใดนั้น เสียงซุบซิบฮือฮาก็ดังก้องลานประลอง ความอึดอัดปะทุขึ้นราวเปลวไฟที่แฝงในหญ้าแห้ง ศิษย์ผู้หนึ่งตะโกนอย่างลืมตัว “เผ่าภูติข่มเหงเผ่าเทพเกินไปแล้ว!” อีกผู้เสริมเสียงแข็ง “ใช่! เมื่อสามพันปีก่อนก็ห้ามพวกเราแต่งตั้งราชวงศ์ ไม่ให้สร้างอาณาจักร นี่หรือคือความยุติธรรม!”
สายลมแห่งความตึงเครียดแผ่ซ่าน แต่ เทพีน้ำค้างเหมันต์ ก้าวออกมาประกาศเสียงชัด “เราสองคน…เต็มใจที่จะเป็นพระชายาขององค์ชายเจ้าวายุ!”