“เซนเขา...” สิ่งเดียวที่คานะสนใจคือความปลอดภัยของเซน สีหน้าซีดเผือดหายใจไม่มั่นคงพยายามมองดูใบหน้าของเซนตลอดเวลา เธอพยายามให้ซึฮากิดูอาการแต่ชายผู้นั้นก็เข้ามาขวางเสียก่อน
“กลับไปที่หน่วยแพทย์สนามส่วนทางนี้ฉันจะรับมือเอง”
คานะพยักหน้าตอบรับและแบกเซนอ้อมไปอีกทางโดยหันหลังให้กับคมมีดเวทมนตร์เพราะเชื่อใจว่าซึฮากิจะจัดการให้
“บุคคลที่ท่านโยฮันให้ความสนใจเป็นพิเศษ ซึฮากิผู้นำเอลโฟเรีย ด้วยวิธีการใช้มนตร์ดำที่คล้ายคลึงกับสำนักมนตร์ดำทำให้ยากต่อการต่อกรด้วย…” ซึฮากิขว้างก้อนหินธรรมดาใส่จากนั้นก็ใช้จังหวะที่อีกฝ่ายกำลังสนใจเป้าตรงหน้าเพื่อเข้าประชิดจากด้านหลัง ซึฮากิใช้มีดสั้นฟันเพื่อเปิดช่องโหว่เสริมกำลังของอีกฝ่ายแล้วใช้มีดที่อยู่อีกมือสะบั้นคอของชายผู้นั้นตายทันที
ไม่ได้มาคนเดียวแน่ ๆ ถ้าพวกที่เหลือไม่หนีไปก่อนก็คงจะตามคานะอยู่
ซึฮากิบินขึ้นสูงเพื่อมองดูทิวทัศน์ของสนามรบ ในทะเลก็ยังเปิดศึกใส่กันไม่หยุดโดยที่มีเคนปิดล้อมจากด้านหลังและพวกฟรานเป็นฝ่ายบุกทะลวงจากด้านหน้า
ต้องขอบคุณที่มีคนลากรินออกไปจากสนามรบทำให้กำลังใจของกองทัพลดลงและเป็นโอกาสให้บุกถล่มซึ่งถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปสงครามจบภายในสามสิบนาที
ส่วนอีกด้านหนึ่งที่ผาริมทะเลมีการปะทะกันของหน่วยสนับสนุนระยะไกลกับชาวสมุทร แม้พวกเขาจะเป็นมือใหม่ในด้านการรบแต่ก็ใช้จำนวนเข้าสู้แทนเพราะยังไงรินก็แค่ใช้เพื่อถ่วงเวลาเฉย ๆ
พวกชาวเกาะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคนที่พวกเขาเชื่อฟังกำลังหลอกใช้งาน ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาจริง ๆ แต่จะเข้าไปแล้วบอกว่าถูกหลอกก็คงไม่ได้ผลดังนั้นเราก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน
ซึฮากิใช้เวทมนตร์ตรวจจับจึงสังเกตเห็นพวกสำนักมนตร์ดำกำลังแอบตามคานะไปติด ๆ
ถ้ามาเพื่อเก็บข้อมูลแล้วทำไมไอ้คนเมื่อกี้ถึงยื่นมือเข้ามาล่ะ หรือจะมีจุดประสงค์อื่นอีก เขาบินตามหลังไปอีกทีเพื่อสังเกตพฤติกรรมของสำนักมนตร์ดำก่อนจะเริ่มลงมือทำอะไร
ขณะเดียวกันรินก็ยังตามล่าเมอร์ด้วยความโมโห พอเห็นอะไรแว็บ ๆ เธอก็จะยิงกระสุนพิฆาตใส่ทันทีโดยไม่สนว่ามันจะเป็นอะไร
“เมอร์ ! ถ้าอยากตามพ่อแม่เธอไปเร็ว ๆ ก็ออกมาสิวะ”
“ทำไมพี่รินถึงต้องทำอย่างนี้ด้วย” เสียงที่ลอยมาตามกระแสน้ำผ่านเข้าหูรินและเธอก็ยิงกระสุนพิฆาตไปทางนั้นทันที
“จะอะไรซะอีกล่ะ ถ้าไม่มีพลังมากพอก็จะถูกกดขี่ต่อไปไม่มีวันมีชีวิตเป็นของตัวเองหรอก ฉันอุตส่าห์วางแผนแล้วรอเวลานี้มานานนับร้อยปีและโอกาสนั้นก็มาวางอยู่ตรงหน้า แล้ว ทำไมเธอถึงต้องคอยขัดขวางพี่อยู่ตลอดเลยล่ะ?” ระหว่างที่อธิบายด้วยความโกรธเกรี้ยวเธอก็ยังหันมองซ้ายขวาคอยหันก้ามเล็งไปทั่ว
“ข้าไม่รู้ ! ข้าก็แค่อยากอยู่บ้านแค่นั้น แต่ไม่ว่าจะพี่ ปู่สัน คุณพ่อหรือนายหญิงก็เอาแต่บอกให้ข้าพัฒนาฝีมือ ข้าไม่มีทางแข็งแกร่งได้เหมือนพวกพี่หรอก” เมอร์พุ่งผ่านหลังและเฉือนแขนของรินไปหนึ่งครั้ง
“ก็เออน่ะสิ ! ในเมื่อรู้ตัวเธอก็ต้องหลีกทางไปไม่ก็หลบซ่อนไปเลย จะออกมาขวางพี่ให้มันได้อะไรเล่า?” รินยิงกระสุนพิฆาตตามหลังเมอร์ไปติด ๆ และมันก็ชนกับวัตถุบางอย่างในความมืดใต้น้ำ
“เพราะมันเริ่มไปแล้วนี่ ! ข้าก็ไม่อยากให้คนอื่นเห็นเป็นเด็กที่ต้องคอยประคบประหงมคอยปกป้อง ข้าก็อยากพึ่งพาตัวเองได้บ้าง”
“เธอมันบ้า ! เดี๋ยวบอกไม่อยากพัฒนาตัวเองเดี๋ยวบอกอยากพึ่งพาตัวเองได้ ตกลงเธอจะทำอะไรกันแน่?”
“ไม่รู้ ๆ ๆ ๆ ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำยังไงถึงจะทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ ข้าไม่รู้ตัวซ้ำว่าทำไมข้าต้องยอมทำตามคนอื่นตลอดเลย”
“ถ้าไม่รู้ก็จงรู้ซะ !” รินยิงกระสุนพิฆาตปะทะกับเสริมกำลังของเมอร์แตกทันที
เมอร์กัดฟันตัดสินใจพุ่งเข้าประชิดตัวรินเพื่อใช้คมมีดครีบฟาดฟันเท่าที่ทำได้แต่นั่นก็ยังไม่อาจทำลายเสริมกำลังของรินได้เลย
“ข้าก็แค่...” พูดไม่ทันขาดคำรินก็ใช้ดาบมานาจ้วงเข้าที่ท้องทะลุเสริมกำลังสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้เมอร์
“แค่หลีกทางไปตั้งแต่แรกก็จบแล้ว” เธอยิงกระสุนพิฆาตซ้ำในระยะเผาขนแต่เมอร์กลับหายไปจากสายตาเสียแล้ว
“จะเอายังไงกันแน่ จะหนีหรือจะสู้ก็เลือกมาสักอย่างสิ…” ทันใดนั้นคมมีดครีบก็เฉือนเสริมกำลังของรินแตกโดยที่เธอจับสังเกตไม่ได้ การเคลื่อนที่รวดเร็วเหมือนเอนอนทำให้คมมีดครีบทรงพลังยิ่งขึ้น
ครีบของเธอคมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร แม้รินจะพยายามมองหารวมทั้งใช้เวทมนตร์ตรวจจับแต่ก็ยังไม่อาจจับตัวเมอร์ได้ ทุก ๆ ครั้งที่เธอพยายามมองหาเมอร์ก็จะเข้ามาเฉือนร่างของริน ทุก ๆ ครั้งที่รินพยายามจะเล็งกระสุนพิฆาตเมอร์ก็จะหายไปจากการรับรู้ของเธอ ทุก ๆ ครั้งที่รินจะเคลื่อนย้ายไปไหนเมอร์ก็จะตามติดไปทุกหนทุกแห่งแต่ก็จะไม่เผยตัวออกมา
แปลกเกินไปแล้ว อย่างน้อยแผลเมื่อกี้ก็น่าจะทำให้เธอขยับตัวไม่ได้ไปพักหนึ่ง แต่เธอกลับเร็วยิ่งขึ้นไปอีกเหรอ
คมมีดครีบที่เคยทำได้แค่บาดแผลเล็ก ๆ ไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิดแต่บัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน ต่อให้จะไม่เห็นตัวแต่ก็สัมผัสถึงจิตสังหารที่ไม่เคยเห็นจากตัวเมอร์มาก่อน
“พอได้แล้วน่า ! ถ้าเธอยังทำอย่างนี้ต่อไปฉันคงต้องกำจัดเธอไปด้วย”
“ไม่ !” คมมีดครีบเฉือนใบหน้าของรินถ้าไม่ได้เสริมกำลังลดแรงปะทะก็คงจะจบชีวิตไปแล้ว
พลังของเธอเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือมานา เธอใช้วิธีไหนกันแน่
แม้เมอร์จะแข็งแกร่งขึ้นแต่นั่นก็ยังไม่พอที่จะต่อกรกับรินได้ เมื่อรินปรับตัวให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของเมอร์ได้สำเร็จเธอก็ยิงกระสุนพิฆาตใส่โดยอาศัยการตรวจจับมานา
“ต่อให้เธอพยายามแค่ไหนแต่เราก็ยังห่างชั้นกันอีกเยอะ” เมื่อรินใช้มานามากขึ้นทำให้เสริมกำลังหนาขึ้นไปอีกขั้นจนคมมีดครีบทำอะไรไม่ได้อีกต่อไปแต่นั่นก็ไม่ทำให้เมอร์ยอมแพ้แต่อย่างใด
“ก็แล้วมันทำไมเล่า ! ข้าจะจัดการพี่รินซะจะได้เลิกทำอะไรบ้า ๆ สักที” เมอร์เคลื่อนไหวไปมาหมุนวนดั่งพายุเฉือนเสริมกำลังของรินไม่หยุด แต่รินก็สร้างมันขึ้นมาใหม่วนซ้ำไปไม่รู้จบ
“ถ้าเธอตั้งใจทำแบบนี้ตั้งแต่แรกก็คงเทียบชั้นกับจ้าวทะเลคนอื่นได้แล้ว ถ้าเธอคิดได้ตั้งแต่แรกเราก็อาจจะได้ทำงานร่วมกันก็ได้ แล้วดูตอนนี้สิเธอก็เป็นแค่จ้าวทะเลตกอับที่จะตายมิตายแหล่ ต่อให้พี่จะมองตามเธอไม่ทันก็เถอะแต่เธอก็ทำอะไรพี่ไม่ได้อยู่ดี”
หลังจากพยายามอยู่หลายนาทีจนในที่สุดเมอร์ก็ล่าถอยออกไปเพราะความเหนื่อยล้า คมมีดครีบที่เคยคมกริบราวกับเป็นศาสตราวุธเทพแต่ตอนนี้มันกลับบิ่นและทื่อยิ่งกว่ามีดที่ไม่ได้ดูแลมาสิบปี
“ยอมแพ้เถอะเมอร์” กระสุนพิฆาตพุ่งตรงไปหามนุษย์เงือกสาวผู้น่าสงสาร เธอใช้เรี่ยวแรงอันน้อยนิดและมานาอันร่อยหรอเพื่อป้องกันกระสุนที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ต่อให้กันกระสุนนัดแรกได้แต่รินก็ยังยิงใส่ซ้ำ ๆ หาจังหวะหนีออกห่างไม่ได้เสียที
“ถ้าพี่เก่งขนาดนี้ยังจะมีใครมากดขี่พี่ได้อีกเหรอ !” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความสงสัยและสับสนกลอกตามองกระสุนพิฆาตที่พุ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน
“เธอมันก็แค่เด็กน้อยที่ยังไม่เห็นโลกความจริงเท่านั้นแหละ แต่ก็ดีที่เธอไม่รู้เรื่องพวกนี้...เพราะการที่รู้ว่าตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในโหลแก้วของคนอื่นมันอาจทำให้เธอจิตตกเลยก็ได้”
“อยู่ในโหลแก้วเนี่ยนะ พี่เป็นคนเพ้อไปเรื่อยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร?”
รินนึกย้อนไปตอนที่ตนเองยังเด็ก ตอนที่ตนเองเป็นเพียงแค่มนุษย์เงือกตัวน้อย ๆ ไร้ทางสู้ซึ่งสิ่งที่เห็นและจำมันได้ขึ้นใจก็คือแสงไฟที่สาดส่องลงมาจากด้านบน
“เธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอก...” ขณะที่กำลังจะปิดฉากจังหวะนั้นก็มีใครบางคนเข้ามาขวางวิถีกระสุนพิฆาตเสียก่อน
หนวดที่ยาวและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระกำลังรับกระสุนพิฆาตแทนเมอร์โดยใช้เสริมกำลังและโล่มานาร่วมกัน ไม่ว่ารินจะยิงจากมุมไหนหนวดพวกนั้นก็จะพุ่งมารับแทนเมอร์ได้ทั้งหมด
“ตามลงมาจนได้สินะเคน” รินหยุดยิงและมองดูท่าทางของศัตรูตรงหน้าก่อน
“อืม รู้ไหมว่าคนของเธอตายหมดแล้ว”
“แล้วมันมีปัญหาตรงไหนมิทราบ?” เธอยิงกระสุนพิฆาตอาศัยจังหวะที่เคนกำลังพูดคุยกับเธอแต่หนวดพวกนั้นก็ยังตามทันอยู่ดี
เคนเอียงคอมองด้วยความสงสัยก่อนจะยิ้มกว้างออกมา “เธอนี่มันบ้าสุด ๆ ไปเลยว่ะ”
ทั้งสองเข้าประชันมานากันทันทีโดยที่มีเมอร์เฝ้ามองอยู่ไม่ไกลนัก แม้รินจะใช้มานาไปเยอะมากแล้วแต่ก็ไม่มีท่าทีจะหมดเลยด้วยซ้ำ
“นี่เป็นครั้งแรกเลยสินะที่นายกับฉันสู้กัน” ดาบมานาของรินเหวี่ยงชนกับหนวดที่แข็งเหมือนอาวุธชิ้นหนึ่งและมันก็ยังโค้งงอพร้อมกับเลี้ยวไปมาราวกับมีชีวิตทำให้รูปแบบการโจมตีมีมากมายจนนับไม่หมด
“สมกับเป็นจ้าวทะเลที่ไต่เต้าได้ไวที่สุดจริง ๆ ทำเอาเจ้านั่นที่เคยครองตำแหน่งไว้เป็นเหมือนเด็กน้อยไปเลย” รินใช้รยางค์ข้อปล้องเพื่อยิงกระสุนเวทมนตร์ใส่ระหว่างที่วาดลวดลายการปะทะกันของมานา
“ไม่คิดจะคุยกับฉันบ้างเหรอ? อย่างน้อยก็เห็นแก่ผู้อาวุโสสักหน่อยเถอะ ฉันอายุมากกว่านายเป็นร้อยปีเลยนะ”
“ฉันไม่สนอายุหรอก ถ้าเธอยังแข็งแกร่งเหมือนเดิมนั่นก็คือเธอ แถมเธอยังแข็งแกร่งขึ้นไปอีกหลังจากได้ตรีศูลอันนั้นมา”
“แหม ๆ ดูออกแล้วสินะ นี่คืออาวุธที่ท่านพอนไซเคยใช้เพื่อพิชิตมหาสมุทรและตอนนี้มันก็มาอยู่ในมือของฉันแล้ว” พูดจบเธอก็เปลี่ยนวิธีการต่อสู้ไปเป็นการโจมตีระยะไกลแทน
“สิ่งนั้นมันทำให้กระสุนพิฆาตของเธอติดตามเป้าหมายใช่ไหม?” ระหว่างที่ถามเขาก็ยังต้องคอยป้องกันกระสุนพวกนั้นไปด้วย
“ก็ถูกอีกนั่นแหละ ฉันรู้ว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างแต่ไม่คิดว่ามันจะดีขนาดนี้ เพราะมันจึงทำให้กระสุนพิฆาตกลายเป็นสุดยอดกระสุนสังหารที่ไม่อาจมีใครหนีจากมันได้อีก”
“พูดเกินจริงไปหรือเปล่า ฉันก็ยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย…” เคนยิ้มมุมปากเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะไร้ซึ่งเสียงพูดตอบโต้ใด ๆ
หนวดทั้งแปดเส้นกำลังฟาดฟันกับรินที่ใช้รยางค์ข้อปล้องสร้างดาบมานาไว้ตอบโต้ เมื่อไรก็ตามที่หนวดตามความเร็วของเธอไม่ทันเธอก็จะยิงกระสุนพิฆาตใส่ทันที เมื่อไรก็ตามที่เคนเข้าประชิดตัวเธอก็จะเปลี่ยนไปใช้ดาบมานาประชันกับหนวดพวกนั้น
ทั้ง ๆ เสียมานาไปมากขนาดนี้แล้วแต่แรงของเธอก็ยังไม่ตกเลย หรือจะมีความลับอะไรซ่อนไว้อีก
่หนวดสี่เส้นพุ่งเข้าฟาดฟันขณะที่หนวดอีกสี่เส้นตั้งตระหง่านยิงกระสุนเวทมนตร์ใส่ ขณะที่การเคลื่อนไหวของหนวดเหล่านั้นเหมือนมีชีวิตเป็นของตนเองแต่มันกลับผสานงานกันได้สมบูรณ์แบบ
ในเรื่องความเร็วของเรากับเธอพอ ๆ กัน พละกำลังหรือแรงที่ทำได้ก็ไม่ต่างกันนักทำให้การตัดสินอยู่ที่มานา แล้วเมื่อไรมานาของเธอจะหมดล่ะเนี่ย เคนรวบหนวดสี่เส้นให้เสมือนเป็นเส้นเดียวกัน จากนั้นก็เพ่งรวมมานาผสานเพื่อเพิ่มความสามารถในการทะลวง
แบบนี้มัน รินใช้เสริมกำลังคู่กับโล่มานาเพื่อหยุดการทะลวงนั้นแต่เพียงแค่หนึ่งวินาทีการป้องกันทั้งหมดก็พังทลายลง รินใช้จังหวะสุดท้ายเพื่อเอี่ยวตัวหลบทำให้หนวดที่รวมตัวกันเจาะทะลวงช่วงสีข้างแทนที่จะเป็นหน้าท้องถือว่าหลบเลี่ยงความเสี่ยงไปได้หวุดหวิด
วินาทีที่หนวดพวกนั้นพุ่งผ่านไป รินก็ใช้แขนและรยางค์ข้อปล้องช่วยกันจับยึดหนวดพวกนั้นไว้ หลังจากยื้อกันอยู่พักหนึ่งในที่สุดรินก็มีจังหวะใช้กระสุนพิฆาตยิงสวนใส่เคนที่เหลือหนวดเพียงแค่สี่เส้น
นี่คือมานาของผู้ที่ใช้ชีวิตมานานนับร้อยปีสินะ ต่อให้พัฒนาระดับพลังขึ้นไปใกล้เคียงกันแล้วแต่ก็ยังสู้เรื่องมานาไม่ได้อยู่ดี
เคนอาศัยการจับยึดของรินเพื่อดึงตัวเธอเข้าประชิด จากนั้นก็กางหนวดที่เหลือออกสร้างโล่มานาป้องกันกระสุนพิฆาตและผลักตัวรินไปพร้อม ๆ กันทำให้เธอเสียหลัก
ชั่วขณะที่รินเสียหลักมันก็เป็นโอกาสให้เคนใช้หนวดรัดตัวเธอไว้ แรงบีบรัดของมันรุนแรงยิ่งกว่าโดนแรงดันน้ำที่ก้นมหาสมุทรบีบอัดเสียอีก เสริมกำลังค่อย ๆ แตกสลาย กระดูกและรยางค์ข้อปล้องก็เริ่มแตกร้าวจนเห็นเนื้อด้านในและทันใดนั้นรินก็ยิงกระสุนพิฆาตอัดหนวดในระยะเผาขนจนหนวดพวกนั้นแหลกเละเป็นชิ้น ๆ
“ทำได้เจ็บแสบมากนะ แต่นอกจากหนวดพวกนี้นายก็ไม่มีลูกเล่นอื่นเลยหรือยังไง?” หลังจากได้เห็นพลังของเคนเธอก็ทำท่าสบายใจผ่อนความระมัดระวังลงจนกล้าละสายตาไปมองเศษชิ้นเนื้อจากหนวดของเคน
“ขอโทษที่ไม่มีลูกเล่นอื่นก็แล้วกัน แต่ฉันก็ผ่านอุปสรรคทุกอย่างมาได้ด้วยพลังธรรมดาพวกนี้เนี่ยแหละ” เคนตัดหนวดที่ใช้งานไม่ได้ทิ้งจากนั้นก็งอกหนวดเส้นใหม่ออกมาแทน
“เหรอ? ถ้าทำได้แค่นั้นก็คงจะหยุดฉันไม่ได้หรอก” รอยยิ้มยียวนกำลังเผยให้เห็นจากใบหน้าที่ดูภูมิฐานของเธอ ขณะที่กำลังทำท่าวางก้ามเหมือนตนเองได้รับชัยชนะไปแล้วแต่เธอกลับว่ายน้ำหนีไปเสียอย่างนั้น
“อะไรของเธอ จู่ ๆ ก็หนีเนี่ยนะหรือจะหนีไปฟื้นฟูมานา” เคนพยายามจะตามไปแต่ก็หันมาเห็นเมอร์ที่ดูสภาพไม่ดีนักจึงตัดสินใจช่วยเธอก่อน
“ทำไมเธอถึงฝืนไปสู้กับรินล่ะ?”
“ข้าก็แค่…หงุดหงิด ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะแต่ก็คงประมาณนั้น”
เคนพาเมอร์ขึ้นไปด้านบนไปหาหน่วยแพทย์สนามของเฮร่า
“นี่คุณไปร่วมมือกับชาวแผ่นดินจริง ๆ สินะ” มนุษย์เงือกสาวผู้มีเสียงหายใจโรยรินกำลังฝืนถามด้วยความสงสัย
“อืม ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ฉันไม่ได้ยึดติดในถิ่นฐานบ้านเกิดนักหรอกและการได้ติดต่อกับพวกเขามันสนุกกว่าตั้งเยอะ”
“สนุกขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” แผลที่ท้องเริ่มสาหัสยิ่งกว่าเดิมและอาจจะเกิดการติดเชื้อได้ ส่วนบาดแผลอื่น ๆ รอบตัวยังพอทนได้ถึงมันจะเป็นแผลเหวอะหวะก็ตาม
“ท่านเคนมาแล้ว” เหล่ามนุษย์เงือกที่เหลือรอดต่างก็บาดเจ็บกันถ้วนหน้า ถ้าหากไม่ได้หน่วยแพทย์สนามก็คงไม่รอดกันแน่ ๆ
พวกเขาขุดบ่อน้ำชั่วคราวเพื่อให้มนุษย์เงือกพักกันที่นั่น พอเคนมาถึงเขาก็วางเมอร์ลงในน้ำรอแพทย์สนามมาดูอาการ
“เรียกคุณเฮร่ามาด่วนเลย เธอคนนี้มีบาดแผลฉกรรจ์หลายจุดและอวัยวะภายในได้รับความเสียหายจำนวนมากด้วย” แพทย์สนามที่มาถึงก่อนได้ตรวจดูอาการเบื้องต้นจึงรู้ว่าอาการของเมอร์มันหนักแค่ไหน
หลังจากที่เฮร่าตามมาดูอาการ เธอก็เริ่มใช้เวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์รักษารวมทั้งใช้วิชาแพทย์สมัยใหม่ร่วมด้วย
“เธอพ้นขีดอันตรายแล้ว”
สิ่งเดียวที่ลำบากก็คือการสื่อสารระหว่างพวกเขา โดยปกติซึฮากิจะจัดล่ามแปลไว้ให้ทุกหน่วยแต่ล่ามของหน่วยสนับสนุนแนวหน้าของเคนเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้การสื่อสารล่าช้าลงไปอีกส่งผลให้หน่วยแพทย์สนามรักษาพวกมนุษย์เงือกได้ช้าลง
“สุดยอดเลย เธอมีพลังรักษาที่ดีที่สุดที่ฉันเคยเห็นเลย” เคนกล่าวชมด้วยรอยยิ้ม แม้จะฟังไม่ออกแต่เพียงแค่นั้นเฮร่าก็รู้ได้ทันทีว่าเคนกำลังจะสื่อว่าอะไร
หลังจากรักษาให้พ้นขีดอันตรายแล้วเธอก็เดินไปดูอาการคนอื่นต่อไม่หยุดพักเลยสักวินาที
อีกด้านหนึ่งรินที่หนีหายไปได้ไปแอบอยู่ในซอกผาใต้น้ำ บาดแผลฉกรรจ์มากมายทำให้เธอต้องหยุดรักษาไม่อาจขยับร่างกายได้อย่างอิสระ
หนวดเวรนั่นมันน่ารำคาญจริง ๆ
ตลอดเวลารักษารินต้องคอยใช้เวทมนตร์ตรวจจับเพื่อดูว่ามีใครมาหรือไม่ หลังจากที่ปิดปากแผลได้หมดเธอก็ต้องพักฟื้นอีกนานกว่าจะกลับขึ้นไปถล่มศัตรูได้อีกครั้ง
ไอ้พวกไร้ประโยชน์นั่นคงตายหมดแล้ว กะอีแค่กองทัพไม่กี่พันคนแต่ก็ยังจบสงครามไม่ได้แถมยังพ่ายแพ้อีก
กายหยาบที่มีการผสมผสานระหว่างร่างกายมนุษย์และสัตว์เปลือกแข็งทำให้ความเร็วในการฟื้นฟูผิวต่างกัน เมื่อแผลหายดีเธอก็สลัดช่วงล่างไปมาเพื่อลอกเปลือกชั้นนอกออกเหมือนปูลอกคราบสร้างกระดองใหม่
กว่าผิวจะกลับมาแข็งก็คงต้องรอหลายวัน ถ้าเป็นตอนนั้นไอ้พวกเวรนั่นคงรู้ตัวแน่ ๆ ต่อให้เราจะทำข้อตกลงกับโยฮันไว้แล้วก็เถอะ
เธออยู่นิ่ง ๆ เหมือนกำลังจำศีลเพื่อเพ่งมานาไปที่การฟื้นฟูเท่านั้น หากตอนนี้มีแค่สัตว์อสูรสักตัวจู่โจมก็คงสังหารจ้าวทะเลผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย
ผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย อย่างน้อยก็ไม่มีใครมากวน
รินกวาดสายมองไปรอบ ๆ ระหว่างที่พักจากการเพ่งมานารักษา บรรยากาศใต้น้ำที่เกือบจะมองอะไรไม่เห็นและความเงียบสงัดที่ชวนขนลุก หากใช้เวทมนตร์ตรวจจับไม่ได้ก็อาจจะโดนจู่โจมสายฟ้าแลบตอนไหนก็ได้
ทันใดนั้นเพียงหนึ่งชั่วลมหายใจก็มีออร่ามานาที่แน่นหนาที่สุดในชีวิตที่เธอเคยสัมผัสมาปรากฏตรงหน้า ชาวแผ่นดินสองคนจ้องมองเข้ามาในดวงตาสั่นคลอนที่เหมือนจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา
"พวกแกเป็นใคร?" น้ำเสียงแห่งความสิ้นหวังกล่าวออกมาด้วยท่าทางหวาดระแวงยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับพวกเคนเสียอีก
ความเงียบสงัดของท้องทะเลยังเทียบไม่ได้กับใบหน้าเรียบนิ่งของชาวแผ่นดินสองคนนั้นที่ไม่พูดอะไรเลยสักคำ ขณะที่รินพยายามจะยิงกระสุนพิฆาตเธอกลับตัวแข็งทื่อโดยที่อีกฝ่ายกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้
"ทำไมท่านถึง...เข้ามาแทรกแซงล่ะ? ท่านเคยบอกว่าจะ...ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกเราแท้ ๆ"
"นั่นสินะเหมือนจะเคยพูดไว้ด้วย" หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างความหวาดกลัวให้ทั้งมหาสมุทรมาก่อนได้มาปรากฏตัวตรงหน้า แม้สีหน้าจะไม่แสดงอารมณ์อะไรแต่มันก็ทำให้รินพูดติด ๆ ขัด ๆ
"หรือว่า...เป็นเพราะเมอร์"
"ไม่ ๆ ฉันยินดีด้วยซ้ำที่เห็นเด็กคนนั้นเติบโต ส่วนจุดประสงค์ที่ฉันมาหาก็เพราะเหตุผลอื่น" เนเน่พยักหน้าให้หญิงสาวอีกคน จากนั้นเธอคนนั้นก็จ้องมองรินอยู่พักหนึ่งก่อนจะพักสายตาไป
"มาแค่นี้แหละ ขอให้โชคดีล่ะ" พูดจบทั้งสองคนก็หายไปจากสายตาทิ้งไว้เพียงความสงสัย
นี่มันเรื่องอะไรวะเนี่ย ทำไมจอมมารเนเน่ถึงมาหาเรา แล้วอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ นั่นใครอีก
คำถามมากมายถาโถมเข้ามาในหัวและในขณะเดียวกันร่างกายที่ต้องรอเวลาพักฟื้นกลับหายเป็นปกติอีกทั้งยังได้รับการฟื้นฟูมานาจนเต็มเหมือนได้เกิดใหม่
อย่าบอกนะว่าเธอมาช่วยเรา แต่เธออยู่ข้างเมอร์นี่ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะ
แขนและก้ามที่เคยขาดได้รับการฟื้นฟูแต่ก็แลกมากับความเจ็บปวดทรมานหลายสิบหลายร้อยเท่า เสียงร้องโหยหวนดังลั่นราวกับเสียงที่มาจากปล่องภูเขาไฟปะทุ
ก่อนหน้านี้ที่เกาะอันสดใสแห่งหนึ่ง ที่นั่นเต็มไปด้วยต้นไม้อุดมสมบูรณ์เหมือนแผ่นดินใหญ่ไม่มีผิด หาดทรายสีขาวทอดยาวไปถึงทะเลสีครามที่มีลมพัดมาตลอดเวลา โต๊ะและเก้าอี้สำหรับเที่ยววางไว้อย่างดีพร้อมกับงานเลี้ยงปิ้งย่างริมชายหาด
"เรียกรวมตัวกันบ่อยขึ้นจริง ๆ นะเนี่ย" เนเน่กล่าวขณะที่กำลังแกะเปลือกกุ้งอยู่
"ไม่ดีเหรอ? เราได้รวมตัวสังสรรค์กันสนุก ๆ เหมือนเมื่อก่อนไง" ยอซกล่าวขณะที่ยืนย่างอาหารทะเลนานาชนิดอยู่
"เมื่อก่อนนี้นี่ตอนไหนล่ะเนี่ย? ตั้งแต่โดนฝึกเราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบปกติเลยนะ มีตอนนี้นี่แหละที่เราเหมือนได้กลับไปใช้ชีวิตของตัวเองถึงจะต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ก็เถอะ" ฮิโยริกล่าวพลางทอดสายตาไปยังทะเลสีครามดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนสบายเหมือนมาพักร้อน
"จงสนุกและมีความสุขในตอนที่เราทำได้เถอะ" ไรลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับสีหน้าบอกบุญไม่รับ
"โถ่...อย่ามาทำเสียบรรยากาศสิ" เนเน่โยนกุ้งให้ไรลี่เหมือนโยนให้สุนัขข้างทางแต่เขาก็รับมันไว้ด้วยปลายดาบ
"อย่างน้อยศิษย์ของเธอก็ก้าวข้ามจุดตันได้แล้วนี่ และนั่นแหละคือเหตุผลที่ต้องสร้างจุดวิกฤติ พวกเราเองก็เคยผ่านมันมาแล้วแม้ส่วนใหญ่ฉันจะเป็นคนนำทางก็เถอะ"
"ยังพูดจาได้กวนประสาทเสมอเลยนะ...แต่นั่นก็สมกับเป็นนายดี" หญิงสาวรูปงามหัวเราะคิกคักพลางหยิบอาหารบนโต๊ะกิน
เหล่าผู้คนที่เป็นถึงจอมมารที่ใคร ๆ ต่างก็หวาดกลัวกำลังนั่งสังสรรค์ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์เงินเดือนที่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ แม้จะมีพลังมากมายมหาศาลแต่เมื่ออยู่ในเวลาพักผ่อนก็เลือกที่จะใช้ชีวิตธรรมดา แต่ขณะที่สายลมกำลังพัดผ่านก็มีเสียงของไรลี่เอ่ยขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
"เดี๋ยวจะให้ยอซเปิดประตูพาเนเน่กับฮิโยริไปที่นั่น ตอนนี้รินกำลังตกที่นั่งลำบากซึ่งฉันต้องการให้เธอคนนั้นไปได้ไกลกว่านี้"
"อะไร? จู่ ๆ ก็พูดอะไรของนายเนี่ย" เนเน่ขมวดคิ้วจ้องหน้าตาไม่กะพริบ
"นั่นสิ แล้วทำไมต้องเป็นฉันกับยายนี่ด้วยล่ะ?"
"เหมือนฉันอยากมากมั้ง !"
"ก็เออสิวะ !"
ไรลี่ยิ้มบางเหมือนคุณตาคุณยายมองดูหลาน ๆ เล่นกันก่อนที่เขาจะกล่าวต่อ
"ให้เนเน่เป็นคนพาฮิโยริดำน้ำลงไปหาริน แล้วก็ปลดลิมิตของเธอซะ"
"เหอะ ก็คิดไว้แล้วว่าต้องมีอะไรถึงเรียกรวมตัว...แต่ขออีกคำแล้วกัน" ฮิโยริคว้าบรรดาอาหารทะเลบนโต๊ะเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยดูไม่เหมือนกุลสตรีเสียเท่าไร