“ปีศาจแก่ตนนั้นวิปริตและเจ้าอารมณ์ทุกคนที่เข้ามาขวางทางล้วนต้องถูกสังหารซึ่งการที่เขาวางค่ายกลไว้ล้อมรอบภูเขาเช่นนี้…คงกำลังวางแผนใดอยู่เป็นอันแน่”
หลี่ว์โฮ่วเจตนาพูดขู่ให้เซียวจิ่งหยวนกลัว“สหายหากเจ้าและข้าล้วนเข้ามาที่นี่โดยบังเอิญจนเผลอทำลายแผนการของเขาเช่นนั้นคงทำให้เขาไม่พอใจ พวกเราในตอนนี้ต้องพบเจอกับหายนะเป็นแน่”
“ดังนั้นสหายเจ้าช่วยข้าออกไปก่อนเถิด จากนั้นพวกเราต้องร่วมมือกันถึงจะรอดออกไปได้”
หลี่ว์โฮ่วตะโกนอย่างรีบร้อนกังวล
เซียวจิ่งหยวนตริตรองอยู่สักพักก่อนคลี่ยิ้มเย็นชา “หลี่ว์โฮ่ว เจ้าอย่าเลี่ยงประเด็นสำคัญไปหน่อยเลย เจ้าอย่าลืมว่าเจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าหากข้าช่วยเจ้าออกมาแล้วเจ้าจะตอบแทนข้าเช่นไร”
“เอ่อ...”
หลี่ว์โฮ่วพูดไม่ออกเล็กน้อยเหตุใดผู้ที่อยู่ด้านนอกถึงได้หัวแข็งเช่นนี้
รู้จักแต่การถามหาผลประโยชน์โดยไม่เห็นใจความลำบากของเขาบ้างเลย...
ช่างศีลเสมอกันเสียจริงล้วนไม่ยอมทำหากไม่ได้ประโยชน์
เมื่อรู้เช่นนี้แล้วหลี่ว์โฮ่วจึงไม่โกรธแต่กลับยินดี มีเพียงคนศีลเสมอกันเท่านั้นถึงจะช่วยกันอย่างสุดกำลังเขายังกลับกลัวมากกว่าถ้าหากจะต้องมาพบคนมุทะลุ ผู้ซึ่งเคยได้ยินชื่อเสียงแย่ๆของเขาและอยากจัดการสังหารเขา
แต่อย่างไรเสียก็ไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว
มนุษย์หากไร้หนทางไม่ว่าสมบัติจะมีอยู่มากมายเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ผลสุดท้ายก็ต้องยอมก้มหัวให้ผู้อื่น
เมื่อเห็นว่าโกหกต่อไปไม่ได้แล้วหลี่ว์โฮ่วจึงพูดเปิดเผยเสียงดัง “สหาย ข้าคงปิดบังเจ้าต่อไปไม่ได้บนกายของข้ามีหยกโบราณซึ่งสามารถกันลมกันฝุ่น น้ำไฟไม่กล้ำกรายอยู่เม็ดหนึ่งพอดีเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
“ไม่เอา!”
เซียวจิ่งหยวนส่ายหน้าพลางพูดดูถูก“จริงอยู่ที่สิ่งของชิ้นนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าและหายากในโลกมนุษย์ทว่าในสายตาของผู้บำเพ็ญอย่างพวกเราแล้ว สิ่งนี้กลับเป็นเพียงของไร้ค่าและข้าจะเอามาครอบครองเพื่อเหตุใดกันเล่า”
“เฮ้อ!”
ต่อกรได้ยากยิ่งนักหลี่ว์โฮ่วเกาศีรษะยิกๆ กัดฟันพร้อมตะโกนตอบ “สหาย ตัวข้ายังมียันต์อยู่อีกหนึ่งแผ่นเป็นยันต์ที่เซียนบรรพกาลเหลือทิ้งไว้ให้ ด้านบนมีคาถาจารึกไว้หากท่องคาถาเป็นประจำก็จะมีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญจิตใจอย่างมาก...”
“ฟังดูไม่เลวเลยนะ”
เซียวจิ่งหยวนครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ“แต่…ยังไม่ถูกใจข้าเลย”
“สหายข้ายังมีไข่มุกอยู่อีกหนึ่งเม็ด”
หลี่ว์โฮ่วพูดเอ่ยต่อ“ไข่มุกเม็ดนี้ได้มาจากหอยมุกพันปีแยกน้ำควบน้ำแข็งได้ แสงของมันเป็นดั่งดวงตะวันสามารถส่องผ่านทะลุความมืดมิดและสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือหากเจ้าแช่กายในบ่อน้ำพุอันศักดิ์โดยใส่มุกเม็ดนี้ลงไปด้วยล่ะก็น้ำพุจะมีฤทธิ์บำรุงผิวพรรณ ช่วยเสริมความงามได้อย่างมหัศจรรย์”
“หากเจ้ารู้จักวิธีการปรุงยาก็สามารถใส่เม็ดมุกนี้ลงในยาช่วยให้ยามีฤทธิ์วิเศษอย่างอนันต์”
หลี่ว์โฮ่วกดเสียงต่ำ“สหายไข่มุกเม็ดนี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของข้าแล้ว หากเจ้ายังไม่พอใจ เช่นนั้นข้าผู้นี้คง…คงไม่มีสิ่งใดให้อีกแล้ว”
เซียวจิ่งหยวนครุ่นคิดสังเกตอย่างละเอียดก่อนพบว่าแสงสว่างบนกายของหลี่ว์โฮ่วผู้ถูกขังอยู่ในรังเถาวัลย์หมองหม่นลงพลางสั่นไหวเล็กน้อยและแผ่พลังอันเฉียบคมออกมาอย่างแผ่วเบา ดูจากสถานการณ์แล้วพลังปราณของเขาคงเป็นดั่งภูเขาไฟที่ยังไม่ดับพร้อมปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
เซียวจิ่งหยวนรู้ได้ทันทีว่าหลี่ว์โฮ่วกำลังสะสมพลังอยู่คาดว่าเขาคงยังมีแผนการบางอย่างซึ่งเป็นการยอมเสียบางสิ่งเพื่อช่วยให้ตนสามารถทะลวงฝ่าพันธนาการออกมาได้
หรือกล่าวคือหากเขาขูดรีดมากเกินไปหลี่ว์โฮ่วคงอาจรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าจนไม่ยอมทำตามอย่างแน่นอน
“ได้!”
เซียวจิ่งหยวนคิดเล็กน้อยก่อนพยักหน้าตอบกลับ“เจ้าส่งสิ่งของสามอย่างมาก่อนแล้วข้าจะช่วยเจ้าเอง”
“อะไรนะสามอย่างเลยหรือ”
ตอนแรกหลี่ว์โฮ่วดีใจทว่าเมื่อรู้ตัวกลับรู้สึกโกรธเคือง “เจ้าใช้โอกาสในยามที่ข้ากำลังลำบากมาขูดรีด ละโมบโลภมากนักข้ายังไม่เคยเจอใครละโมบเท่าเจ้ามาก่อน...”
ยิ่งหลี่ว์โฮ่วโกรธมากเท่าใดเซียวจิ่งหยวนยิ่งรู้สึกพอใจมากเท่านั้น
“พูดมาตามตรงเจ้าจะตกลงหรือไม่”
ยิ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญเซียวจิ่งหยวนยิ่งไม่มีความเกรงใจ
“ตกลง!”
นานมากกว่าหลี่ว์โฮ่วจะกัดฟันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมแต่ก็จำใจ“ตราบใดที่เจ้าสัญญาว่าจะช่วยให้ข้าออกไปได้อย่างปลอดภัยข้าจะยอมประเคนสิ่งของให้เจ้าด้วยสองมือ”
เขาไม่ใช่คนโง่แถมยังระแวงอีกว่าเซียวจิ่งหยวนจะหันหน้าหนีไปทันทีหลังได้ของ
สิ่งนี้เป็นปัญหาด้านความเชื่อมั่น
เซียวจิ่งหยวนคิดสักพักก่อนยื่นข้อเสนอ“ข้าจะยอมช่วยเจ้าทว่าเจ้าต้องสาบานก่อนว่าหากออกมาแล้วไม่ยอมส่งของให้ข้าล่ะก็ขอให้การบำเพ็ญของเจ้าหยุดนิ่ง ไร้การพัฒนาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
“สหายต้องทำถึงเช่นนี้เลยหรือ”
หลี่ว์โฮ่วฝืนยิ้มชื่อเสียงของเขาแย่เพียงนั้นเชียวหรือ
อันที่จริงแล้วเขาไม่ได้หลอกคนไปมากมากขนาดนั้นคิดดูอีกทีมีราวๆ …หนึ่งร้อยแปดสิบคนเท่านั้นเอง
โดยพื้นฐานแล้วเขาคือคนนิสัยดีคนหนึ่ง...
ทว่าเซียวจิ่งหยวนกลับไม่เชื่อใจหลี่ว์โฮ่วครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนเริ่มกล่าวสาบาน ครั้งนี้เขาไม่ใช้วิธีการสกปรกเอ่ยสาบานด้วยความสัตย์จริงโดยให้ฟ้าดินเป็นพยาน
หลี่ว์โฮ่วพูดห้วนขึ้นทันทีหลังเขาเอ่ยจบ“สหายเจ้าพอใจหรือยัง ตอนนี้เจ้าช่วยข้าได้แล้วหรือไม่”
“ได้สิรอก่อนนะ...”
เซียวจิ่งหวนรีบบินพุ่งทะยานขึ้นฟ้ามุ่งหน้าไปจุดที่สูงกว่านี้ด้วยความพึงพอใจ
เหตุผลหลักคือเขากังวลว่าค่ายกลที่อยู่กลางป่าทึบจะมีผลกระทบมาถึงเขาตอนที่เขาลงมือเข้าช่วยซึ่งอาจทำให้เขาไม่สามารถช่วยหลี่ว์โฮ่วออกมาได้ซ้ำตนอาจจะถูกกักขังไว้ด้านในอีกด้วย คงกลายเป็นเรื่องน่าขันอย่างมาก
เซียวจิ่งหยวนคำนวณระยะทางไปสักพักเมื่อรู้สึกว่าระยะทางกำลังพอดีแล้ว เขาก็หยุดลอยนิ่งอยู่กลางอากาศสูดหายใจลึกเอาไอเย็นเข้าไปก่อนแววตาจะเปลี่ยนแปลกไป
“สหายได้แล้วหรือยัง” หลี่ว์โฮ่วพูดเร่งพลางรอคอยอย่างกระวนกระวาย
“ใกล้แล้วอีกประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว...”
เซียวจิ่งหยวนตอบกลับเสียงเบาไม่สนใจว่าหลี่ว์โฮ่วจะได้ยินหรือไม่เพราะเมื่อไอเย็นแทรกซึมเข้าไปในเส้นลมปราณของเขา สะพานเชื่อมปราณที่อยู่ภายในร่างกายก็เริ่มหมุนวน
ทันใดนั้นปราณต้นกำเนิดภายในรัศมีกว่าหลายร้อยลี้รอบกายเขาเริ่มผันผวนและแผ่กระจายออกไปดั่งเกลียวคลื่น พัดกระตุ้นให้ค่ายกลคลั่งเข้ารวมตัวกันจนกลายเป็นพายุ
หลี่ว์โฮ่วหยุดร้องทันทีหลังรับรู้ได้ถึงปฏิกิริยาโต้กลับอันรุนแรงของปราณต้นกำเนิดและด้วยความประหลาดใจยังทำให้เขากลั้นหายใจ รอโอกาสหลุดพ้นอย่างใจจดใจจ่อ...
เขาติดอยู่กลางค่ายกลดังนั้นจึงไม่เห็นว่าร่างกายของเซียวจิ่งหยวนที่ลอยเด่นอยู่ใจกลางพายุนั้นกำลังเปล่งลำแสงสีเงินเจิดจ้าออกมามันโลดแล่นไปทั่วประหนึ่งมังกรอสรพิษ
พลังมหาศาลเข้ามารวมกันโดยการควบคุมของเซียวจิ่งหยวน
ไม่กี่เฟินหลังจากนั้นมุกสายฟ้าแม่เหล็กที่มีขนาดราวลูกแตงโมที่ด้านในเต็มไปด้วยแสงสายฟ้าสีเงินอันรุนแรงด้านนอกล้อมรอบไปด้วยลม ไฟและสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าเขา
มุกสายฟ้าเม็ดนี้แตกต่างกับมุกสายฟ้าแม่เหล็กเม็ดที่แล้วๆมามหาศาล
จากการคำนวณของเซียวจิ่งหยวนมุกสายฟ้าที่เขาสร้างขึ้นเม็ดนี้อย่างน้อยก็มีพลังเป็นหนึ่งในสี่ของมุกสายฟ้าเม็ดจริงและเขายังเพิ่มพลังแห่งลมกับไฟให้แก่มุกสายฟ้าอีกด้วย
ดังนั้นจึงอาจบอกได้ว่าสิ่งนี้เป็นมุกสายฟ้าที่กลายพันธุ์ไปแล้ว
แม้แต่เซียวจิ่งหยวนเองยังไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งของเช่นนี้จะมีพลังมากมายเพียงใดกันแน่
“เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมข้าจะเริ่มช่วยเจ้าแล้ว…เอาล่ะ!”
เซียวจิ่งหยวนแสยะยิ้มก่อนที่มือทั้งสองจะกวัดแกว่งเขวี้ยงมุกสายฟ้าขนาดใหญ่ให้ร่วงหล่นลงไปด้านล่างพร้อมแสงสายฟ้าที่ผ่าฟาดไปยังรังเถาวัลย์ด้านล่างอย่างรวดเร็ว
“มาเลย...”
ในขณะเดียวกันนั้นเองแสงสีเขียวอันเจิดจ้าด้านในรังเถาวัลย์ก็เป็นดั่งสว่าน เจาะเถาวัลย์ซึ่งซ้อนทับกันเป็นชั้นๆให้เป็นรู เพื่อต้อนรับรอการเข้ามาของมุกสายฟ้า
หลี่ว์โฮ่วให้ความร่วมมืออย่างมากจนเซียวจิ่งหยวนตกตะลึงไปเล็กน้อย จากนั้นถอนหายใจอย่างเป็นสุขเมื่ออีกเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดือดร้อน...
“เอ๊ะ...อะไรเนี่ย”
มุกสายฟ้าระเบิดออกพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวนของหลี่ว์โฮ่วแสงสายฟ้าสีเงินอันสวยงามทุกเส้นเป็นเหมือนมังกรอสรพิษที่เลื้อยคลานไปทั่วรังเถาวัลย์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราวสิบจั้งอย่างบ้าคลั่ง
แสงสายฟ้าสีเงินลุกโชนเปล่งแสงแผ่ความร้อนออกมาอย่างมหาศาลจนกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างไปเหมือนภูเขาไฟปะทุ
ในเวลาเดียวกันยังมีดาบลมที่หมุนวนอยู่ด้านในด้วยความเร็วสูงอย่างบ้าคลั่งเฉือนตัดเถาวัลย์และหนามแข็งให้ขาดเป็นชิ้นๆก่อนถูกทำลายให้หายไปกลางอากาศทีละน้อย
ลมไฟ และสายฟ้าแผ่กระจายกวาดแกว่งไปทั่ว...
ทว่ายังไม่ทันที่พลังทำลายล้างนี้จะลุกลามปกคลุมไปทั่วจู่ๆ กลับมีแสงสีเขียวที่เป็นเหมือนดั่งระลอกคลื่นเปล่งประกายขึ้นอย่างไร้สาเหตุกลางผืนป่ากว่าร้อยลี้เถาวัลย์ หนามและรากต้นไม้เก่าจำนวนมหาศาลผุดพุ่งปรี่เข้ามาจากทุกทิศทาง
เถาวัลย์อันหนาทึบปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าเลื้อยตัวเคลื่อนที่ไปทุกทิศทาง ซ้อนทับและถักทอกันจนกลายเป็นกำแพงต้นไม้หนากว่าสิบจั้งรุกคืบและผนึกพลังของลม ไฟ สายฟ้าเอาไว้ด้านในทีละน้อย
เถาวัลย์และหนามมากมายถูกสายฟ้าฟาดเผาจนไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
แต่ภายใต้อำนาจของแสงสีเขียวพืชพรรณมากมายกลับยังสามารถแตกหน่อและเจริญเติบโตได้อย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งลมและไฟดับสลายลงเมื่อพลังของมุกสายฟ้าหมดไป
ในตอนสุดท้ายค่ายกลเทียนมู่ยังคงเป็นฝ่ายชนะ
ทว่าสิ่งนี้กลับไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของเซียวจิ่งหยวนเลยสักนิดเพราะอย่างไรเสียเจตนาที่แท้จริงของเขาไม่ใช่การทำลายค่ายกลเทียนมู่แต่กลับเป็นการทำเพื่อ “ช่วยชีวิต” หลี่ว์โฮ่วเท่านั้นและเมื่อมองจากสถานการณ์แล้ว ดูเหมือนว่า “จุดมุ่งหมาย”ของเขาจะบรรลุผลแล้ว
ในขณะที่มุกสายฟ้าทำลายรังเถาวัลย์จนแตกออกมีร่างหนึ่งพุ่งตรงขึ้นฟ้า หลุดพ้นออกมาจากพื้นที่ของค่ายกลเทียนมู่
คนผู้นั้นอยู่ในสภาพน่าอนาถเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าดำคล้ำเต็มไปด้วยรอยแผลมากมาย ด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้หากไปเดินบนท้องถนนคงมีผู้ใจบุญจำนวนมากสังเวชและให้เหรียญทองแดงเป็นแน่
“เจ้าคิดจะช่วยหรือฆ่าข้ากันแน่”
แน่นอนว่าผู้นั้นก็คือหลี่ว์โฮ่วผู้ซึ่งในตอนนี้เก็บงำความโกรธไว้จนเต็มเปี่ยม พุ่งปรี่เข้าหาเซียวจิ่งหยวนด้วยความขุ่นเคืองไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาถึงต้องเคืองแค้นเช่นนี้เพราะมุกสายฟ้าระเบิดอยู่ด้านในรังเถาวัลย์ทำให้เขาผู้ไร้ที่ซ่อนทำได้เพียงต้องจำทนยอมรับแรงระเบิดนั้นไว้
พลังของสายฟ้าลมและไฟแสนสะพรึงที่วิ่งเข้าประสานกันทำให้เขาต้องทรมานจนมีบาดแผลมากมายหากไม่ใช่เพราะเขายังมีการปกป้องจากอาวุธวิเศษอยู่คาดว่าคงต้องตายจนหาซากไม่เจอไปเสียแล้ว
เกินไป...ชักเกินไปแล้ว
หลี่ว์โฮ่วเหาะเข้ามาโจมตีด้วยท่าทางดุร้ายทว่าเมื่อเขาบินสูงขึ้นมาบนอากาศ กลับต้องพบกับเซียวจิ่งหยวนที่ยืนเอามือไพล่หลังพลางแสยะยิ้มจ้องเขาด้วยสายตาเฉยเมย ก่อนรู้สึกว่าสายตาของตนพร่ามัวรู้สึกวิงเวียน...
“เจ้า...”
หลี่ว์โฮ่วกะพริบตาถี่จ้องสังเกตเซียวจิ่งหยวนด้วยสีหน้าสงสัย ลืมเรื่องการชำระแค้นไปเสียสิ้น ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลก “เรา… เคยเจอกันมาก่อนใช่หรือไม่”