ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 151 ต้นเหตุของภัยพิบัติ

            ผู่อาหมานไม่มีเวลาถามอะไรให้มากความแล้วจึงพยักหน้ารับให้กับหลินหยาง จากนั้นทั้งสองคนก็เรียกใช้อุปกรณ์สำหรับบินขึ้นมาจากนั้นก็บินขึ้นฝ่ากลุ่มเมฆไปทันที

            “ท่านข่าน... หรือว่าท่านผู้นั้นก็คือ?” ขุนนางคนหนึ่งเองก็ดูเหมือนว่าพอจะเดาตัวตนของชายหนุ่มผู้นั้นได้แล้วเหมือนกัน

            “ใช่แล้ว...ครั้งนี้พวกเจ้าราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยถือว่าโชคดีมากเลยนะที่ได้น้องชายหลินมาช่วยผู้ที่สามารถต่อกรกับของสกปรกแบบนี้ได้ในใต้หล้านี้คงจะมีแค่น้องชายหลินเท่านั้นแหละที่ทำได้ ส่วนคนอื่นนั้น หมดสิทธิ์”

            เป้ยเค่อพูดขึ้นด้วยความตัดพ้อดูเหมือนว่าเขาจะกำลังด่าตัวเองด้วยเหมือนกัน แต่ว่าเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไรพลันดีดตัวบินขึ้นไปอยู่บนกำแพงฝั่งทิศตะวันออก

            ฮว๋างฉางและโม่เชาหยันนั้นก็ได้หันมาพยักหน้าให้กู่ลี่ข่านจากนั้นพวกเขาก็แยกกันไปอยู่บนกำแพงฝั่งทิศตะวันตกและฝั่งทิศใต้ทันที

            มีสามยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดแบบนี้มาช่วยป้องกันด้วยแรงกดดันในการป้องกันเมืองก็ลดน้อยลงไปเยอะเลยทีเดียว

            สีหน้าของพวกกู่ลี่ข่านดูจะรู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้างแล้วแต่สายตาของพวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปเงาร่างสองสายที่บินอยู่ไกลๆ บนท้องฟ้า

            ท่านนั้นก็คือหลินหยางในตำนานนั่นหรือ...

            เขาจะมีพลังฝีมือที่มหัศจรรย์เหมือนในตำนานนั่นจริงหรือเปล่านะแล้วเขาจะสามารถช่วยพวกเรากู้วิกฤตจากมหันตภัยซากศพนี่ได้รึเปล่า?

            เทพเจ้า โปรดคุ้มครองพวกข้าด้วย...

            ..................................

            ระหว่างที่กำลังบินอยู่หลินหยางไม่ได้คุยกับผู่อาหมานเลยแม้แต่คำเดียว

            สีหน้าของทั้งสองคนดูเคร่งเครียดสุดขีด

            ผู่อาหมานนั้นกำลังกังวลว่าเหล่านักรบผู้ปกป้องประเทศและเหล่าประชาชนของเขาคงจะกำลังทรมานอยู่กับภัยพิบัตครั้งนี้อยู่แถมยังไม่รู้ว่าพี่น้องของเขาตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรแล้วบ้าง

            ส่วนหลินหยางนั้นกำลังคิดอยู่ว่า...ใครกันที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้?

            ซึ่งตอนนี้เป้าหมายที่น่าสงสัยมากที่สุดย่อมต้องหนีไม่พ้นพวกลัทธิหมื่นวิญญาณอยู่แล้วแต่หลินหยางไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาชั่วร้ายนอกรีตแบบนี้ถึงจะรู้จักของอย่างศพโลหิต แต่ก็ไม่มีทางรู้ข้อมูลอย่างละเอียดได้

            มหันตภัยอันน่าหวาดกลัวที่ดูท่าทางน่าจะสามารถทำลายอาณาจักรหนึ่งทิ้งได้เลยแบบนี้หรือว่ามันก็เป็นแผนการของพวกลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยเหมือนกัน?

            ถ้าอย่างนั้นเกรงว่าสิ่งที่กำลังรออยู่ข้างหน้าอาจจะเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวยิ่งกว่าศพโลหิตเมื่อครั้งก่อนก็เป็นได้

            หลินหยางเตรียมใจพร้อมแล้วจากนั้นก็แอบเร่งพลังเพลิงอัสนีม่วงขึ้นมาทั่วทั้งตัวพลันเกิดประกายสายฟ้าแล่นไปมาทั่วร่างกายจากนั้นเขาก็บินไปอยู่ข้างกายของผู่อาหมาน

            “แม่ทัพผู่ ศัตรูตรงหน้าไม่อาจคาดเดาอีกเดี๋ยวท่านอย่าวู่วามเล่า...” หลินหยางมาแจ้งให้อีกฝ่ายทราบอีกหนึ่งครั้ง

            ผู่อาหมานเป็นคนที่มุทะลุและดิบเถื่อนเกินไปจึงต้องเตือนเขาไว้ก่อน

            หมาป่าโลหิตเองก็หันมามองหลินหยาง

            เป็นคนอื่นละก็คงถูกเขาตบปลิวไปแล้ว แต่พอเป็นหลินหยางแล้วต่อให้เป็นหมาป่าโลหิตก็ต้องเก็บเขี้ยวของมันลงไป

            “แล้วก็ท่านใส่นี่ไว้”

            หลินหยางสะบัดมือโยนชุดเกราะที่ส่องประกายสีเงินแวววับชุดหนึ่งไปให้อีกฝ่ายมันคือชุดเกราะราชันเงินขาวชุดใหม่เอี่ยมชุดหนึ่ง

            “นี่มัน...” ผู่อาหมานอึ้งไปครู่หนึ่งไม่คิดว่าหลินหยางจะใจกว้างขนาดนี้

            “พวกศพระดับอวิ้นหลิงไม่มีทางกัดทะลุชุดเกราะนี้ถึงแม้ว่ามันจะไม่ค่อยได้ผลอะไรกับท่านมากนักแต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ข้าไม่ต้องมาคอยปกป้องท่านได้...”

            ไอ้นี่...

            คำพูดนี้มันช่างน่าโมโหจริงๆ

            แต่ว่าคนอย่างผู่อาหมานย่อมต้องเข้าใจความนัยในสิ่งที่หลินหยางต้องการจะสื่ออยู่แล้ว

            เขารับเอาชุดเกราะเงินนั่นมาสวมใส่เข้าไปทันทีแล้วพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า

            “หลินหยางข้าผู่อาหมานติดหนี้บุญคุณเจ้าไว้หนึ่งครั้งแล้ว”

            “ใช้เสร็จแล้วอย่าลืมคืนข้าก็พอเรื่องค่าเช่าเดี๋ยวค่อยคิด....”

            ผู่อาหมานเกือบจะขาทรุดจนตกลงจากฟ้าไปแล้ว

            ไอ้คนโลภมาก คำพูดเมื่อกี้ถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน!

            ผ่านไปครู่หนึ่ง

            ในที่สุดหลินหยางและผู่อาหมานก็เข้าใกล้เมืองที่ชื่อว่าอีลี่แล้ว

            เมืองอีลี่เป็นเมืองรอบนอกซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอีหลานเฮ่าเท่อไปหลายร้อยลี้เป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าไม่แพ้กับเมืองหลวง มีประชากรเกือบสิบล้านคน

            แต่น่าเสียดายที่มันเป็นอย่างที่กู่ลี่ข่านคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดเมืองอีลี่ตอนนี้ได้กลายเป็นดั่งถ้ำอสูรกลางทะเลเลือดไปแล้ว

            หลินหยางได้กลิ่นเหม็นคาวเลือดจนแสบจมูกแม้จะยังอยู่ห่างจากเมืองหลวงมากก็ตาม

            มองจากที่ไกลๆ แล้วก็พบว่าเหนือเมืองอีลี่นั้นมีก้อนเมฆสีแดงอันชั่วร้ายก้อนหนึ่งกำลังปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองอยู่

            ด้านล่างนั้นมีเหล่ากองทัพซากศพที่กำลังทยอยเดินออกมายังด้านนอกเมืองอยู่ตลอดเวลากลายเป็นดั่งสายธารมนุษย์สายหนึ่งที่ไหลไปสู่เมืองอีหลานเฮ่าเท่อ

            ที่นี่คือจุดกำเนิดของปีศาจซากศพพวกนั้นจริงๆ ด้วย

            “มาถึงที่หมายแล้ว...”

            หลังจากบินมาจนอยู่ห่างจากเมืองประมาณพันเมตรแล้วทั้งหลินหยางและผู่อาหมานก็หยุดอยู่กับที่

            “ไอ้พวกเดรัจฉานสมควรตายพวกมันถึงขั้นทำลายเมืองอีลี่ทั้งเมืองเลยรึ!!”

            ผู่อาหมานที่ลอยอยู่บนฟ้าอยู่นั้นตอนนี้เขากำลังโมโหโกรธเกรี้ยวจนตัวสั่นในแววตาของเขากำลังลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความพิโรธ

            เมืองขนาดมหึมาหนึ่งเมือง ประชาชนอีกกว่าสิบล้านชีวิตทั้งหมดล้วนถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดไปทั้งเป็น

            จิตใจอันโหดเหี้ยมและวิธีการอันอำมหิตของผู้ที่ก่อเรื่องนี้ขึ้นมันช่างชั่วร้ายเกินจะพรรณนา

            “หลินหยางเราต้องหาคนร้ายที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ให้เจอให้ได้ข้าจะต้องบดขยี้มันให้แหลกเป็นชิ้นๆ ให้ได้!!” ทุกคำพูดของผู่อาหมานนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

            หลินหยางพยักหน้า “ไปกันเถอะ ระวังตัวด้วย“

            ดูท่าทางเขาเองก็รู้สึกโมโหอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

            ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร แต่วิธีการที่มันใช้นั้นอำมหิตไร้ความปรานีเกินไปสมควรตายเป็นหมื่นๆครั้ง

            ทั้งสองคนเดินเครื่องอุปกรณ์เพื่อบินไปอยู่เหนือเมืองอีลี่

            ภาพด้านล่างที่เขาเห็นนั้นมันยิ่งโหดร้ายจนไม่อยากจะมอง

            กองศพและทะเลเลือด...

            สิ่งที่เห็นนั้นมีแต่เลือดสดๆสิ่งที่ได้ยินมีแต่เสียงคำรามของสัตว์ร้าย...

            ทั่วทั้งเมืองไร้ซึ่งผู้รอดชีวิตโดยสิ้นเชิงกลายเป็นดินแดนแห่งความตายโดยสมบูรณ์

            “ดูนั่น!!”

            หลินหยางพยายามไม่มองไปที่ปีศาจซากศพของชาวบ้านผู้โชคร้ายเหล่านั้นใช้พลังเนตรเพลิงสุพรรณมองหาไปทั่วทั้งเมือง ในที่สุดก็พบว่า ณ มุมๆ หนึ่งของเมืองนั้นมีพลังแห่งความชั่วร้ายอันเข้มข้นถูกปล่อยออกมามันเข้มข้นมากเสียจนกลายเป็นม่านพลังป้องกันสีเลือดสายหนึ่ง

            ตรงนั้นจะต้องเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมดแน่

            “ไป!!”

            ผู่อาหมานทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วเงาร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าฟาดบุกเข้าไปตรงจุดที่มีกลิ่นอายเลือดอันเข้มข้นนั้น

            หลินหยางตามหลังเขาไปโดยที่เร่งพลังเพลิงอัสนีม่วงออกมาจนถึงขีดสุดพร้อมกับใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวของตัวเองไว้ด้วย

            ตูม

            ทั้งสองคนโดดลงมาบนพื้นจนหมอกเลือดที่ไหลเวียนอย่างหนาแน่นพลันกระจายออกไป

            รอบข้างพวกเขาก็คือเหล่าซากศพของชาวเมืองผู้น่าสงสารทั้งหลาย

            พวกเขาบางคนเหมือนจะถูกพลังบางอย่างดึงดูดเอาไว้จึงไม่ได้ออกนอกเมืองไปตอนนี้พวกนั้นก็เหมือนจะได้กลิ่นเลือดสดๆ ของอาหารอันโอชะก็ไม่ปานพลันพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนที่เพิ่งลงมาถึงพื้นอย่างรวดเร็ว

            ในตอนนั้นเองเหล่าซากศพจากทั่วทั้งเมืองพลันพุ่งเข้ามาทางพวกของหลินหยางทั้งสองคนอย่างแน่นขนัดโดยไม่รีรอจนพวกเขาถูกล้อมไว้ด้วยคลื่นยักษ์ของพวกซากศพจากทั่วทุกทิศแล้ว

            “รีบสู้รีบจบ!”

            ทั้งสองคนพยักหน้า

            ผู่อาหมานชูกระบองยักษ์ดาวอำมหิตขึ้นเหนือหัวปลดปล่อยพลังฟ้าดินและความพิโรธออกมาจากทั่วทั้งร่างจากนั้นก็ใช้ออกด้วยกระบวนท่าพิฆาตที่ใช้โจมตีเป็นวงกว้าง

            หมาป่าพิชิตใต้หล้า!!

            ตูม

            พลังฟ้าดินอันน่าหวั่นเกรงถูกอัดลงไปใต้พื้นดินจนทั่วทั้งเมืองอีลี่ถึงกับสั่นไหว

            จากนั้นเสาหินจำนวนมหาศาลก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินกลายเป็นทุ่งสังหารอันน่ากลัวที่กินระยะเกือบพันเมตรรอบๆ ตัวจากนั้นซากศพทั่วทั้งบริเวณนั้นพลันถูกขยี้จนแหลกเละเป็นชิ้นๆ อย่างรวดเร็ว

            บ้าไปแล้ว!

            แม้แต่ผู่อาหมานยังตกใจกับอานุภาพของกระบวนท่าที่ตัวเองใช้ออกไป

            ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์ตอนนี้กำลังเร่งด่วนไม่อย่างนั้นเขาตะโกนขึ้นฟ้าด้วยความสะใจไปแล้ว

            ชุดเกราะราชันเงินขาวตัวนี้มันมหัศจรรย์มากเกินไปแล้ว

            ตัวเขาที่ไปถึงจุดสูงสุดของระดับอวิ้นหลิงแล้วนั้นการจะเพิ่มพลังนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ แต่พอใส่ชุดราชันเงินขาวเข้าไปแล้วพลังต่อสู้ที่หยุดนิ่งมาเป็นเวลาหลายปีกลับเพิ่มสูงขึ้นราวๆ สามขั้นโดยประมาณ

            ถึงแม้ว่าจะยังไปไม่ถึงระดับโพ่ไห่แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เขาตื่นเต้นจนแทบคลั่ง

            แม่มันเถอะ

            ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องซื้อไอ้ชุดเกราะนี่มาจากหลินหยางให้ได้!!

            ผู่อาหมานที่แม้จะกำลังโมโหอยู่ก็ยังแอบตัดสินใจเงียบๆ แบบนี้

            แต่ในจังหวะที่เขากำลังรู้สึกสะใจได้ไม่ถึงสองวิด้านหลังเขาก็เกิดการระเบิดอันรุนแรงครั้งใหญ่ขึ้น

            หลินหยางที่กำลังเผชิญกับมานพลังป้องกันสีแดงเลือดอยู่นั้นเขาก็ได้เร่งพลังเพลิงอัสนีม่วงขึ้นมาจากทั่วทั้งร่าง จากนั้นก็ปลดปล่อยพลังออกมาจนกลายเป็นพลังฝ่ามืออัสนีขนาดยักษ์พุ่งเข้าใส่ม่านพลังตรงหน้า

            ฝ่ามืออัคคีสวรรค์!

            ไม่สิ ตอนนี้มันได้เปลี่ยนชื่อใหม่แล้ว ชื่อของฝ่ามือนี้คือ “ฝ่ามืออัสนีประกายม่วง”

            พลังใหม่ที่มาพร้อมกับอานุภาพใหม่เพลิงพิสดารอย่างเพลิงอัสนีม่วงนั้นเป็นพลังที่สามารถสะกดข่มพลังชั่วร้ายทั้งปวงในใต้หล้าได้

            หนึ่งฝ่ามือใช้ออก อัสนีคำรน

            ประกายแสงสว่างจ้า ส่องทั่วฟ้าดิน

            ผู่อาหมานพลันรู้สึกหนาวสั่นจนตัวชา เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าหลินหยางในตอนนี้น่ากลัวแค่ไหน

            แค่ฝ่ามือเดียวนั่นก็สามารถสูสีกับเขาที่มีพลังอยู่ในขั้นสูงสุดแล้ว โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ใช้ไพ่ตายอะไรเลยด้วย

            ไอ้หนูนี่มันเกินคนไปแล้ว!

            ผู่อาหมานร่ำร้องขึ้นในใจ

            ส่วนม่านพลังสีแดงเลือดอันหนาปึกนั่นพอถูกพลังฝ่ามืออัสนีประกายม่วงพุ่งชนเข้าใส่ ก็เหมือนกับน้ำแข็งที่ถูกไฟลนถูกหลอมละลายจนสลายหายไปทันทีอย่างไร้ความปรานี

            ภาพที่ปรากฏขึ้นนั้นทำให้ผู่อาหมานแทบคลั่งทันที

            “ทัวเหลย!!”

            ชายฉกรรจ์ที่ดุร้ายปานหมาป่าพลันส่งเสียงกู่ร้องด้วยความกราดเกรี้ยวทันที