เส้นทางริมแม่น้ำเว่ย มุ่งสู่ฉางอัน
วันที่ยี่สิบสองของการเดินทาง ตลอดวัน
แม่น้ำเว่ยเปลี่ยนลักษณะไปตามระยะทางที่ใกล้ฉางอันเข้า
ตอนต้นที่พวกเขาพบมันนั้น แม่น้ำเป็สายน้ำกว้างราบเรียบที่ไหลเงียบ ๆ ข้าง ๆ ทุ่งหญ้า แต่เมื่อเดินมาสองวัน สายน้ำกลายเป็แกนกลางของชีวิตที่หนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ตามฝั่ง เรือขนสินค้าขนาดเล็กจอดเรียงรายข้างท่าไม้ชาวประมงกางแหในน้ำตื้น เด็ก ๆ วิ่งเล่นบนฝั่งหินกรวด และกลิ่นปลาสดผสมกลิ่นควันไฟจากเตาเรือลอยมาไกล
สัญญาณชัดเจนว่าชุมชนใหญ่อยู่ไม่ไกล
เว่ยหันเฉินขี่หวงเจินชะลอจังหวะลง อนุญาตให้ซูหลิงเยิ่นและหลิวซานเดินเคียงข้างได้สบาย ในทุ่งเปิดแบบนี้การสังเกตแนวสองข้างทำได้ดีกว่าในป่า
"สิบสองวัน" เขาพูดขึ้นมาโดยไม่มีการนำ
"นับใหม่ไหมคะ?" ซูหลิงเยิ่นถาม
"ออกจากเฝิงเหอแล้ว เส้นทางของหลิวซานตัดเวลาได้บางส่วน ถ้าไม่มีเหตุการณ์ขวาง สิบสองวันถึงประตูเมือง"
หลิวซานพยักหน้า "และห้าวันของกวนหยูหมดไปแล้วสองวัน"
"ยังเหลือสาม" ซูหลิงเยิ่นพูด ไม่ใช่การตั้งคำถาม แต่เป็การยืนยันกับตัวเอง
"ถ้าเขาส่งสัญญาณสอบถาม ผมจะตอบว่ายังคิดอยู่" เธอพูดต่อหลังจากนิ่งสักครู่
เว่ยหันเฉินมองเธอ "ผมคิดว่าเ้าจะไม่ตอบเลย"
"ถ้าไม่ตอบ เขาอาจเดินมาหาก่อนถึงเวลา" เธออธิบาย "แต่ถ้าบอกว่ายังคิดอยู่ เขาจะรอ เพราะคนที่ยังคิดอยู่อาจตัดสินใจในทางที่เขา้า"
หลิวซานยิ้มเล็กน้อย "คุณหนูเรียนรู้วิธีเล่นกับเวลาแล้ว"
"เรียนจากท่านเว่ยค่ะ"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
เช้านั้นฝึกวงปราณน้ำสั้น ๆ ขณะพักริมน้ำตอนสาย ซูหลิงเยิ่นรักษาวงได้สี่สิบสองนาทีก่อนที่ความสม่ำเสมอของปราณจะเริ่มสั่น ดีขึ้นเจ็ดนาทีจากเมื่อวาน
เว่ยหันเฉินบันทึกไว้โดยไม่พูดตัวเลขออกมา
"ท่านเว่ย ข้ารู้สึกว่าวงปราณมันไม่ได้แค่อยู่รอบตัวข้า มันค่อย ๆ เรียนรู้รูปร่างของข้า" เธอพูดหลังจากหยุดฝึก นั่งยืดตัวบนก้อนหิน "เหมือนน้ำที่ไหลในรางซ้ำ ๆ จนรางนั้นชัดขึ้น"
"นั่นเป็สัญญาณที่ดี" เว่ยหันเฉินพูด "แปลว่าปราณเริ่มจดจำทางของมันเอง เมื่อถึงจุดนั้นเ้าไม่ต้องใช้ความตั้งใจมากเท่าตอนนี้"
"แล้วจะเอาความตั้งใจที่เหลือไปทำอะไรอีก?"
"สังเกตสิ่งรอบข้าง" เขาพูดตรง "ในสนามรบคนที่ใช้ทรัพยากรจิตใจไปกับทักษะเดียวทั้งหมดมักพลาดสิ่งที่สำคัญกว่า"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า เก็บคำพูดนั้นไว้ในส่วนที่เธอเรียกว่า "สิ่งที่ต้องจำ"
เที่ยงวัน พวกเขาหยุดพักในร่มต้นไม้ใหญ่ข้าง ๆ ลำธารเล็กที่แยกออกมาจากแม่น้ำเว่ย เพื่อกินอาหารและให้หวงเจินพักจากแดดที่แรงขึ้นใน่กลางวัน
หลิวซานแกะห่อผ้าที่ซื้อมาจากหมู่บ้านเมื่อเช้าออก ขนมปังรมควัน ไก่ต้มเย็น และผักดองที่แม่ค้ายัดใส่กล่องไม้ไผ่เล็ก ๆ จัดวางอย่างเรียบร้อย
ซูหลิงเยิ่นรับส่วนของตัวเองมาและเริ่มกิน แล้วก็พูดขึ้นมาโดยไม่ถูกถาม
"หลิวซาน ท่านบอกว่าต้องตรวจสอบบ้านลุงก่อน"
"ครับ"
"ท่านอยากรู้เื่ลุงข้าก่อนไหมคะ เพื่อจะได้รู้ว่าต้องระวังอะไร"
หลิวซานวางขนมปังลง "ขอบคุณครับ มีประโยชน์มากเลย"
เว่ยหันเฉินฟังอยู่ไม่พูดอะไร แต่หันมาทางเธอเล็กน้อย
ซูหลิงเยิ่นกินผักดองสักคำ แล้วเริ่ม
"ลุงชื่อซูต้าิ อายุตอนนี้น่าจะหกสิบกว่า แม่ข้าและท่านเป็พี่น้องกัน แม่เป็น้อง" เธอพูด เสียงเรียบในแบบของคนที่เล่าเื่ที่เตรียมไว้แล้ว "ลุงเป็ช่างทำเครื่องเขิน อยู่ที่ฉางอันมานานกว่าสามสิบปี มีร้านเล็ก ๆ ในย่านตะวันออกของเมือง ไม่ร่ำรวยแต่อยู่สบาย"
"ลุงรู้เื่สายเืพิเศษของคุณหนูไหมครับ?" หลิวซานถาม
"ไม่รู้ค่ะ หรืออย่างน้อยแม่ไม่เคยบอกข้าว่าบอก" เธอพูด "ลุงกับแม่ไม่ค่อยได้เจอกันหลังจากแม่ออกจากฉางอันไป ติดต่อกันเป็จดหมายบ้าง แต่ไม่บ่อย"
"แล้วทำไมคุณหนูถึงเลือกหนีไปหาลุงที่ฉางอัน?" เว่ยหันเฉินถาม เป็คำถามแรกที่เขาพูดใน่นั้น
ซูหลิงเยิ่นนิ่งอยู่ครู่ คำถามนั้นตรงและหนักกว่าที่ฟังดู
"เพราะตอนที่หนีออกจากหนานก่าง ข้าไม่มีที่อื่นที่นึกถึง" เธอพูดตรง "ลุงคือคนเดียวในตระกูลที่ข้ารู้ว่ายังมีชีวิตอยู่และไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนี้ของพ่อ ในตอนนั้นนั่นก็พอแล้วค่ะ"
"และตอนนี้?" เขาถามต่อ
เธอคิดอยู่นานกว่าจะตอบ "ตอนนี้ข้าเข้าใจว่าการไปหาลุงอาจไม่ใช่จุดหมายที่แท้จริงอีกต่อไป แต่ยังเป็จุดแวะพักที่สำคัญ ลุงเป็คนที่ข้าไว้ใจได้ในเมืองที่ข้าไม่รู้จัก"
"และถ้าบ้านลุงถูกจับตาอยู่แล้ว?" หลิวซานถาม
"ก็ต้องหาที่อื่นค่ะ" เธอตอบไม่ลังเล "แต่ข้าคิดว่าลุงไม่ได้อยู่ในเรดาร์ของสมาพันธ์ฯ หรือตระกูลเซา เขาเป็ช่างทำเครื่องเขินธรรมดา ไม่มีปราณ ไม่มีสายสัมพันธ์กับโลกนักดาบ"
"สมาพันธ์ฯ รู้จากชื่อตระกูลได้ครับ" หลิวซานพูด
"รู้ค่ะ" เธอพยักหน้ายอมรับ "ดังนั้นถึงต้องตรวจสอบก่อน"
หลิวซานพยักหน้า "ผมเข้าเมืองก่อนแยกกันครับ ไปสืบดูที่ย่านตะวันออกก่อนที่ท่านทั้งสองจะเข้า"
"ตกลง" เว่ยหันเฉินพูด
บ่ายนั้นเดินต่อตามฝั่งแม่น้ำ ลมพัดเย็นขึ้นเมื่อฟ้าเริ่มมีเมฆบางลอยมาจากทิศตะวันตก
หลิวซานเดินข้าง ๆ เว่ยหันเฉินใน่ที่ซูหลิงเยิ่นฝึกวงปราณน้ำเบา ๆ ขณะเดินอยู่ด้านหลัง
"ท่านเว่ย" หลิวซานพูดเบา ๆ "ผมมีข้อมูลเื่ผู้าุโอันดับหนึ่งบ้างแล้วครับ แต่ไม่แน่ใจว่าครบถ้วนพอหรือเปล่า"
"บอกมา"
"สิบปีที่ผ่านมา ผมพบชื่อหนึ่งซ้ำ ๆ ในรายงานจากแหล่งต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อจริง มันเป็ฉายาว่า 'หยูเทียน' แปลว่าผู้อยู่เหนือฟ้า" หลิวซานพูด "ไม่มีใครรู้หน้าตา เพศ หรืออายุของเขา รู้แค่ว่าการตัดสินใจใหญ่ทุกอย่างในสมาพันธ์ฯ ต้องผ่านหยูเทียน"
"แม้แต่ผู้าุโสองคนก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร?" เว่ยหันเฉินถาม
"ผมเชื่อว่าเว่ยเชาไม่รู้ครับ กวนหยูอาจรู้บางส่วน แต่ก็ไม่แน่ใจ" หลิวซานพูด "สิ่งที่รู้แน่คือหยูเทียนมีปราณที่สูงกว่าชั้น 5 ทั้งหมด นักดาบที่เคยพบเขาและยังมีชีวิตอยู่บอกว่าปราณของเขาไม่มีรูปแบบที่จดจำได้ เหมือนไม่มีรูปแบบ"
เว่ยหันเฉินนิ่งกับข้อมูลนั้น
"ชั้น 6 เทียนเต้า" เขาพูดเงียบ ๆ
"หรืออาจใกล้เคียงมาก" หลิวซานพูด "ซึ่งอธิบายว่าทำไมสมาพันธ์ฯ ถึง้าคัมภีร์ที่บันทึกวิธีเปิดประตูเทียนเต้า ถ้าหยูเทียนใกล้จะถึงชั้น 6 แล้ว วิธีที่ถูกต้องอาจเป็สิ่งสุดท้ายที่เขา้า"
"หรืออาจเป็สิ่งที่เขา้าให้คนอื่นไม่มีได้" เว่ยหันเฉินพูดต่อ "ถ้าเขาถึงชั้น 6 คนเดียว ไม่มีใครเทียบได้"
หลิวซานพยักหน้า ในดวงตามีความหนักที่บ่งบอกว่าเขาคิดถึงสิ่งนี้มานานแล้ว
"ยังมีอีกอย่างที่ผมได้ยินมาครับ แต่ยืนยันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์"
"พูด"
"มีคนบอกว่าหยูเทียนไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นในยุคนี้ ชื่อนี้มีในบันทึกเก่ากว่านั้นมาก บางแห่งบอกว่าเก่ากว่าร้อยปี"
เว่ยหันเฉินหันมามองหลิวซาน
"ร้อยปี"
"ใช่ครับ ซึ่งอาจแปลว่าสองอย่าง อย่างแรก ชื่อนี้ถูกส่งต่อจากคนสู่คนในฐานะตำแหน่ง ไม่ใช่คนคนเดียว" หลิวซานพูด "หรืออย่างที่สอง คนที่ใช้ชื่อนี้อยู่มานานกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะมีอายุขัยได้"
เว่ยหันเฉินไม่พูดอะไรต่อ แต่มือขวาขยับมาที่กล่องในกระเป๋าโดยอัตโนมัติ ััผิวเรียบของมันเบา ๆ
ถ้าหยูเทียนเป็คนที่ฝึกปราณมาหลายร้อยปี และอยู่ที่ชั้น 6 หรือใกล้เคียง สิ่งที่อาจารย์ใหญ่เซี่ยวเทียนหลงซ่อนไว้ในห้องกุญแจที่ฉางอันนั้นอาจสำคัญกว่าแค่วิธีบรรลุชั้น 6
มันอาจเป็วิธีหยุดคนที่บรรลุชั้น 6 ไปแล้ว
"ท่านเว่ย คุณหนูรู้เื่นี้ไหมครับ?" หลิวซานถามเบา ๆ
"ยังไม่รู้ทั้งหมด" เว่ยหันเฉินพูด "จะบอกเธอเมื่อถึงเวลา"
บ่ายแก่ ถนนดินที่วิ่งขนานกับแม่น้ำเว่ยเริ่มกว้างขึ้น มีรอยล้อเกวียนบนดินมากขึ้น ฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นจากด้านหน้าบ่งบอกถึงการจราจรที่มากกว่าเส้นทางเล็ก ๆ ที่พวกเขาเดินมาตลอด
ซูหลิงเยิ่นหยุดฝึกวงปราณน้ำ เดินอยู่ข้าง ๆ หวงเจินตามปกติ
"หลิวซาน" เธอพูดขึ้นมาหลังจากเงียบนาน "สักครู่ก่อนท่านกับท่านเว่ยคุยเื่อะไรอยู่?"
หลิวซานมองเว่ยหันเฉิน เว่ยหันเฉินพยักหน้าเล็กน้อย
"เื่ผู้าุโอันดับหนึ่งครับ คุณหนู" หลิวซานพูด แล้วก็เล่าสรุปสิ่งที่พูดกับเว่ยหันเฉินให้เธอฟัง
ซูหลิงเยิ่นฟังโดยไม่ขัด เดินต่อในจังหวะสม่ำเสมอ สายตาไม่หยุดสังเกตสภาพแวดล้อม นิสัยที่เธอฝึกมาตลอดยี่สิบวัน
"หยูเทียน" เธอพูดซ้ำชื่อนั้น "ชื่อที่มีอายุร้อยปี"
"อาจจะครับ"
"ถ้าเขาอยู่มาร้อยปี แปลว่าเขาเห็นสำนักไท่อวี้ก่อตั้ง เห็นมันเติบโต และเห็นมันถูกทำลาย" เธอพูดเงียบ ๆ "และตลอดเวลานั้นเขาอยู่เงียบ ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร"
"ใช่ครับ"
"นั่นน่ากลัวกว่าคนที่เราเห็นหน้ามาก" เธอพูดตรง ไม่ได้บ่น เป็การวิเคราะห์
หลิวซานมองเธอด้วยสีหน้าที่เคยแสดงออกบ้างเมื่อเธอพูดอะไรที่ตรงและลึกกว่าที่คาด
เว่ยหันเฉินขับหวงเจินต่อโดยไม่หัน แต่ก็ไม่ปฏิเสธสิ่งที่เธอพูด
พลบค่ำ สามคนหยุดพักที่ชุมชนเล็กที่มีโรงเตี๊ยมขนาดพอดี รับนักเดินทางที่ผ่านไปมาตามแม่น้ำเว่ย เ้าของโรงเตี๊ยมเป็ชายอ้วนที่พูดเสียงดังแต่ใจดี มีข้าวต้มปลาและหมูย่างในเมนูคืนนั้น
หลิวซานจองสามห้อง เว่ยหันเฉินเลือกโต๊ะมุมสุดตามนิสัย
ชั้นล่างมีลูกค้าสิบกว่าคน พ่อค้าบางคน ชาวนาบางคน และกลุ่มนักเดินทางสี่คนที่นั่งดื่มเหล้ากันอยู่กลางห้อง
ไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่เมื่อเว่ยหันเฉินนั่งลงและสายตากวาดทั่วห้องตามนิสัย เขาหยุดที่จุดหนึ่ง
มุมตรงข้าม ชายคนเดียวนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว อายุราวสี่สิบ ผมดำมัดหลวม เสื้อสีน้ำตาลที่เก่าแต่สะอาด ไม่มีอาวุธที่มองเห็น
ดูธรรมดา
แต่ปราณของชายคนนั้นถูกกดเก็บไว้อย่างละเอียด ละเอียดกว่าหลิวซานตอนที่พวกเขาพบกันที่สามแพร่งเสียอีก
เว่ยหันเฉินสั่งข้าวต้มโดยไม่มองซ้ำ
"หลิวซาน" เขาพูดเงียบ ๆ ขณะที่หลิวซานนั่งลง "มุมตรงข้าม"
หลิวซานรับชาขึ้นดื่มโดยไม่หัน สายตาของเขาเคลื่อนไปทางกระจกเล็ก ๆ ที่แขวนอยู่บนผนังด้านข้าง มองผ่านการสะท้อนแทน
"เห็นครับ" เขาพูดหลังครู่เดียว "ปราณกดเก็บดีมาก แต่ไม่ใช่ลักษณะของสมาพันธ์ฯ"
"ตระกูลเซา?" ซูหลิงเยิ่นถามเบา ๆ
"ไม่ใช่ครับ กลิ่นน้ำมันหมากก็ไม่มี"
เว่ยหันเฉินยกถ้วยชาขึ้นดื่มช้า ๆ ในขณะที่สายตาดูเหมือนจ้องไปที่หน้าต่างข้าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วจับความเคลื่อนไหวของชายตรงข้ามไว้ทั้งหมด
ชายคนนั้นกินข้าวอย่างสบาย ๆ ไม่มองมาที่โต๊ะของพวกเขา ไม่แสดงว่ารู้ว่าถูกสังเกต
แต่นั่นก็คือลักษณะของคนที่ฝึกมาแล้ว
อาหารมาถึงโต๊ะ ทั้งสามกินโดยไม่พูดถึงชายนั้นอีก ปล่อยให้บรรยากาศในห้องดำเนินต่อไปตามปกติ เสียงพ่อค้าคุยกัน เสียงนักเดินทางดื่มเหล้า เสียงหม้อในครัว
ชายตรงข้ามจ่ายเงินกินข้าวและลุกขึ้นออกไปก่อน
เว่ยหันเฉินรอสิบนาทีแล้วพูด "หลิวซานออกไปดูว่าเขาไปไหน"
"ครับ" หลิวซานเดินออกไปอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับออกไปเพื่อกิจธุระส่วนตัว
ซูหลิงเยิ่นกินข้าวต่อไปในจังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้าไม่แสดงความตึงเครียด แต่ข้าวต้มที่เธอตักขึ้นมาแต่ละคำน้อยลงกว่าปกติเล็กน้อย
"ท่านรู้สึกได้ถึงเขาก่อนข้าค่ะ" เธอพูดเบา ๆ
"เ้ารู้สึกได้ด้วย?" เขาถาม
"ไม่ได้รู้สึกถึงปราณค่ะ แต่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติั้แ่เข้ามาในห้อง แต่ไม่รู้ว่าคืออะไรจนกระทั่งท่านบอกหลิวซาน"
เว่ยหันเฉินมองเธอ "เ้ารู้สึกอะไร?"
เธอคิดอยู่ครู่ "รู้สึกว่าห้องนี้มีคนที่กำลัง 'นิ่ง' มากเกินไปในขณะที่คนรอบข้างเขาเคลื่อนไหวทั้งหมด เหมือนก้อนหินในกระแสน้ำ"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที มองเธออยู่ครู่ในแสงโคมสีเหลืองอ่อนของโรงเตี๊ยม
"เ้าเริ่มอ่านคนได้แล้ว" เขาพูดเบา ๆ
ซูหลิงเยิ่นกินข้าวต่อไปโดยไม่ยิ้ม แต่มีบางอย่างในสีหน้าที่อบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
หลิวซานกลับมาในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง นั่งลงแล้วเทชาให้ตัวเองก่อนพูด
"ชายคนนั้นเช่าห้องอยู่ที่นี่เหมือนกันครับ และเขามาถึงก่อนพวกเราสองชั่วโมง"
"มาคนเดียว?" เว่ยหันเฉินถาม
"ดูเหมือนคนเดียว" หลิวซานพูด "แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ สัมภาระของเขามีแค่ถุงผ้าเล็กใบเดียว น้อยมากสำหรับคนที่เดินทางไกล"
"แปลว่าเขาวางแผนสั้น" ซูหลิงเยิ่นพูด
"หรือวางแผนจะหยิบสิ่งที่้าระหว่างทาง" เว่ยหันเฉินพูดต่อ ทั้งสองความหมายนำไปสู่การประเมินเดียวกัน
"ผมถามเ้าของโรงเตี๊ยมดูครับ เขาบอกว่าชายคนนั้นไม่คุยกับใคร ไม่ถามทาง และจ่ายล่วงหน้าสามคืน"
"สามคืน" เว่ยหันเฉินนิ่ง "พวกเราจะอยู่คืนเดียว"
"แปลว่าเขาอาจตามมาก่อนแล้วรอครับ ไม่ใช่ตามหลัง"
ห้องพักชั้นบนเงียบลงใน่ดึก เสียงในโรงเตี๊ยมค่อย ๆ หายไปทีละเสียง
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่ขอบเตียงในห้องของตัวเอง ไม่ได้นอน แค่นั่งและคิด ชายในเสื้อสีน้ำตาลอยู่อีกสองห้องถัดไป ปราณกดเก็บดีมาก ไม่ใช่ตระกูลเซา ไม่ใช่สมาพันธ์ฯ
แล้วคือใคร?
ตัวเลือกที่น่ากังวลที่สุดในหัวของเขาคือตัวเลือกที่หลิวซานพูดถึงไม่นานมานี้ว่ามีองค์กรอื่นอีกในโลกนี้ที่สมาพันธ์ฯ เองก็ไม่รู้จัก
หยูเทียน ไม่ได้มีแค่สมาพันธ์หยูหลินเป็เครื่องมือ
เขาลุกขึ้นเดินออกมายืนที่หน้าต่าง มองดูถนนข้างล่างที่เงียบสงัดในความมืด มีโคมไม้ไผ่แขวนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมแกว่งเบา ๆ ตามลมกลางคืน
เช้ารุ่งขึ้น ชายในเสื้อน้ำตาลยังคงอยู่ที่โรงเตี๊ยม
เขานั่งกินข้าวต้มในห้องอาหารตอนเช้าอย่างสบาย ๆ ไม่แสดงว่าสังเกตการณ์ใคร แต่เว่ยหันเฉินรู้ว่าชายคนนั้นสังเกตเห็นพวกเขาั้แ่พวกเขาลงมา
พวกเขาออกจากโรงเตี๊ยมก่อนตะวันขึ้นตามนิสัย เดินต่อตามถนนริมแม่น้ำเว่ยในทิศเหนือ ก่อนออกเดิน เว่ยหันเฉินส่งสัญญาณให้หลิวซานเฝ้าด้านหลังอยู่ห่างออกไปสิบก้าว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลิวซานเดินมาเคียงข้างเว่ยหันเฉิน
"ตามมาครับ" เขาพูดเงียบ ๆ "ห่างออกไปสักสองร้อยก้าว เดินช้ากว่าเราในแบบที่รักษาระยะห่างคงที่"
"ระยะเดิมตลอด" เว่ยหันเฉินพูด "ไม่ใช่การตาม แต่เป็การเดินด้วยกัน"
"ความแตกต่างคืออะไรครับ?"
"คนที่ตามจะพยายามไม่ให้เห็น คนที่เดินด้วยกันเลือกระยะที่เขาสบาย" เว่ยหันเฉินพูด "เขาไม่ได้ซ่อน เขาแค่ไม่เข้ามาใกล้"
ซูหลิงเยิ่นเดินข้าง ๆ ฟังอยู่ "แปลว่าเขา้าให้เราเห็นว่าเขาตามมา แต่ไม่้าบังคับให้เราหยุด?"
"อาจจะ"
"น่าสนใจค่ะ" เธอพูด ไม่แสดงว่ากลัว มีแต่ความอยากรู้
เว่ยหันเฉินเดินต่อไปอีกสักพัก แล้วก็หยุด
หันหลังกลับ
ชายในเสื้อน้ำตาลที่เดินตามมาอยู่นั้นหยุดด้วยในเวลาไม่ถึงวินาที เหมือนคาดไว้แล้ว
ทั้งสองมองตากันอยู่ระยะสองร้อยก้าวในแสงเช้าที่กำลังสว่าง
ชายนั้นโน้มตัวลงเล็กน้อยในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการไหว้ แต่ไม่ใช่การไหว้ตามปกติ เป็ท่าทางที่เว่ยหันเฉินจดจำได้จาก่ที่เขายังอยู่ในสำนักไท่อวี้
ท่าทางทักทายระหว่างนักปราณที่รู้ว่ากำลังเผชิญกับนักปราณอีกคน
เว่ยหันเฉินยืนนิ่งอยู่สักครู่ แล้วก็ยกมือขึ้นพร้อมกับสัญญาณนิ้วสั้น ๆ
สัญญาณที่ใช้เรียกนักดาบเข้ามาพูดคุยโดยไม่ใช่การท้าทาย
ชายนั้นเดินเข้ามา ก้าวช้าและเปิดเผย มือทั้งสองห้อยอยู่ข้างลำตัว ไม่มีท่าทางที่จะดึงอาวุธ
เมื่อเข้ามาใกล้พอ เว่ยหันเฉินเห็นใบหน้าชัดขึ้น
อายุน่าจะสี่สิบห้าถึงห้าสิบ มีรอยแผลเป็บางที่มองเห็นได้ที่แขนซ้าย ดวงตาสีเทาอ่อนที่มีความลึกแบบเดียวกับคนที่เห็นมามากแล้วในชีวิต
"เว่ยหันเฉิน" ชายนั้นพูด เสียงเงียบและชัด "ผมชื่อฉินเย่ เคยเป็นักดาบรับจ้างอิสระ ตอนนี้รับใช้ผู้าุโเว่ยเชา"
เว่ยหันเฉินไม่ขยับ "รับใช้หรือทำงานให้?"
ชายชื่อฉินเย่นิ่งอยู่ครู่ "ความแตกต่างนั้นสำคัญสำหรับท่าน?"
"สำคัญมาก"
"งั้นผมเลือกคำว่า 'ทำงานให้' ครับ" ฉินเย่พูด แล้วก็มองดูซูหลิงเยิ่นและหลิวซานสั้น ๆ ก่อนจะหันกลับมาที่เว่ยหันเฉิน "ท่านเว่ยเชาส่งผมมาเพื่อแจ้งว่าข้อเสนอของท่านยังใช้ได้ครับ และท่านได้รับทราบว่ากวนหยูมาพบท่านในวันที่สิบห้า"
"ท่านเว่ยเชารู้แล้ว"
"รู้ครับ ไม่พอใจนัก" ฉินเย่พูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเขาพูดเื่นี้ตรง ๆ โดยที่เว่ยเชาไม่ได้สั่งให้พูดตรงขนาดนี้ "กวนหยูทำนอกแผนที่สมาพันธ์ฯ วางไว้"
"แต่กวนหยูอยู่ในสมาพันธ์ฯ เช่นกัน"
"ใช่ครับ และนั่นคือปัญหาที่ท่านเว่ยเชากำลังจัดการอยู่ภายใน" ฉินเย่พูดตรง "ท่านเว่ยเชาส่งผมมาเพื่อบอกว่าเส้นทางของท่านจากนี้จะโล่งกว่าเดิม กำลังของสมาพันธ์ฯ ในแถบนี้จะถอนออก เหลือแค่คนของกวนหยูที่ท่านเว่ยเชาควบคุมไม่ได้"
หลิวซานพูดเบา ๆ ข้าง ๆ "ผู้าุโสองคนในสมาพันธ์เดียวกันกำลังแข่งกันอยู่"
ฉินเย่มองหลิวซาน "ท่านสรุปถูกครับ"
เว่ยหันเฉินมองชายตรงหน้าอยู่นาน ประเมินทุกอย่างที่มองเห็นและรู้สึกได้
ปราณของฉินเย่นั้นกดเก็บแต่ไม่มีลักษณะของการสร้างปราณในแบบสมาพันธ์ฯ นักดาบรับจ้างอิสระที่ทำงานให้เว่ยเชา ไม่ใช่สมาชิกสมาพันธ์ฯ โดยตรง นั่นทำให้เขาไม่ผูกพันกับคำสั่งภายในสมาพันธ์ฯ ในแบบเดียวกัน
"ท่านมาเพื่อส่งข้อความ" เว่ยหันเฉินพูด "หรือมาเพื่ออะไรอย่างอื่นด้วย?"
ฉินเย่ยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่บอกว่าเขาคาดว่าจะถูกถามแบบนี้
"มาเพื่อติดตามด้วยครับ ในฐานะสักขีพยานที่เป็กลางสำหรับท่านเว่ยเชา ท่าน้ารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ฉางอันนั้นเป็อย่างไร โดยตรง"
"โดยไม่ผ่านการกรองของกวนหยู" ซูหลิงเยิ่นพูดเงียบ ๆ
"ถูกต้องครับ คุณหนู"
เว่ยหันเฉินมองท้องฟ้าอยู่ครู่ คิดในหัวอย่างรวดเร็ว
ฉินเย่คือตัวแปรที่เขาไม่ได้วางแผนไว้ แต่ถ้าเว่ยเชาส่งสักขีพยานมา แปลว่าเว่ยเชาเองก็้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ห้องกุญแจ ซึ่งอาจแปลว่าเว่ยเชารู้เื่ห้องกุญแจมากกว่าที่เขาบอกในทุ่งหญ้า
"ท่านเดินทางมาด้วยกันได้" เว่ยหันเฉินพูดในที่สุด "แต่ระยะห่างของท่านยังคงเป็สองร้อยก้าวนับจากนี้"
ฉินเย่พยักหน้า "เข้าใจครับ"
"และถ้าท่านทำอะไรที่ผมไม่ชอบ" เว่ยหันเฉินพูดเรียบ ๆ "ผมจะไม่ถามว่าทำไม"
"ยุติธรรมครับ" ฉินเย่พูดโดยไม่แสดงว่าใ ก้าวถอยออกไปสองร้อยก้าวอย่างที่ตกลงกันไว้ แล้วก็หยุดรอ
ทั้งสามเดินต่อ
"ท่านเว่ย ท่านไว้ใจเขาไหม?" หลิวซานถาม
"ไม่" เว่ยหันเฉินพูดตรง "แต่ข้อมูลที่เขาให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราประเมินไว้ กวนหยูกับเว่ยเชาขัดแย้งกันอยู่ภายใน และเว่ยเชา้าข้อมูลตรงจากเหตุการณ์ที่ฉางอัน"
"แปลว่าฉินเย่อาจมีประโยชน์" ซูหลิงเยิ่นพูด
"อาจจะ ถ้าไม่มีวาระซ่อนเร้น"
"และถ้ามีวาระซ่อนเร้น ท่านก็บอกเขาไปแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นค่ะ" เธอพูดอย่างสบาย
เว่ยหันเฉินขับหวงเจินต่อไป สายตาจ้องไปที่ถนนข้างหน้าที่กว้างขึ้นทีละนิดตามระยะที่ฉางอันใกล้เข้ามา
สิบสองวัน
และตอนนี้มีสมาชิกในขบวนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ไม่ว่าจะ้าหรือเปล่าก็ตาม