(จบ) บ้านนี้โชคดีมีลูกสาวเป็นหมอดูอัฉริยะแห่งลัทธิเต๋า

    บทที่ 38 แลกเปลี่ยนด้วยทองคำ 10,000 กรัม

    บทที่ 38 แลกเปลี่ยนด้วยทองคำ 10,000 กรัม 


            เขาค้นหามา 3 ปีแล้วแต่กลับคว้าน้ำเหลว


            ถ้าเขามีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงปีเดียวจริง ๆ จะปล่อยให้คนร้ายตัวจริงเป็นอิสระ ลอยนวล ส่วนตัวเขาก็ตายไปด้วยความเสียใจอย่างนั้นหรือ? ไม่มีทาง


            เฉียวเหอเงยหน้าขึ้น มองไปที่โม่เชียน


            ตาชั่งในใจของเขาแกว่งไปมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


            สุดท้ายแล้วเฉียวเหอก็ตัดสินใจได้ในที่สุด


            เขาเลือกที่จะเชื่อเธอ


            จะลองเชื่อใจสาวน้อยนิสัยประหลาดคนนี้ดูสักตั้ง!


            เฉียวเหอก้าวไปข้างหน้าและหยุดอยู่ห่างจากโม่เชียนมาเพียงครึ่งแขน ซึ่งใกล้พอที่จะมองเห็นรูขุมขนบนใบหน้าของอีกฝ่าย


            เขาคว้าเข้าที่ข้อมือของหญิงสาว จับมือเธอแล้วยกขึ้นให้อยู่ในระดับเดียวกับใบหน้า


            สีหน้าของเขาเย็นชาและจริงจัง


            “สร้อยลูกปัดไม้กฤษณาเส้นนี้เป็นของพ่อผม”


            เฉียวเหอหยิบลูกปัดแบบเดียวกันออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ตของตัวเอง แสดงมันให้โม่เชียนดู


            “เดิมทีสายสร้อยของคุณมีลูกปัด 18 เม็ด แต่ตอนนี้เหลือเพียง 17 เม็ดเท่านั้น ลูกปัดที่อยู่กับผมเม็ดนี้ มันถูกกำเอาไว้ในมือของพ่อผมตอนพบร่างของเขาแถวเชิงหน้าผา”


            โม่เชียนจ้องมองไปที่ลูกปัดในมือของเฉียวเหอ จากนั้นก็มองไปที่สร้อยลูกปัดบนข้อมือตัวเอง


            มันเหมือนกันทุกประการ


            เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือของเขาออก


            เธอเอามืออีกข้างปกป้องสร้อยข้อมือของตัวเองเอาไว้ด้วยสายตาระแวดระวัง


            “คุณต้องการเอามันไปเหรอ? ไม่ได้นะ นี่คือสิ่งที่อาจารย์มอบให้ฉัน! ”


            เฉียวเหออ้าปากค้าง “...”


            ว่าแล้วเชียวว่ามันต้องเป็นเหมือนกับการเล่นเปียโนให้วัวฟัง...


            เขาพูดออกไปตั้งยืดยาวมากมาย แต่สาวน้อยตรงหน้ากลับจับประเด็นได้แค่ว่าเขาจะเอาสร้อยข้อมือนี้คืน!


            เฉียวเหอถอนหายใจออกมายาว ๆ พยายามอธิบายให้โม่เชียนฟังอีกรอบ รอบนี้เขาอธิบายในแบบที่คล้ายวิธีการสื่อสารกับเด็กอายุ 3 ขวบ


            “ผมไม่ได้อยากได้สร้อยข้อมือคืน ผมแค่อยากตามหาคนที่ทำร้ายพ่อของผม ลูกปัดนี้เป็นเบาะแสเพียงชิ้นเดียวในที่เกิดเหตุ ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พ่อต้องการบอกผม”


            ขณะที่พูด เขาก็เงยหน้าขึ้นและมองตรงไปที่โม่เชียน “คุณช่วยผมตามหาคนร้ายได้ไหม? ”


            เมื่อโม่เชียนเข้าใจความหมายของเฉียวเหอ เธอจึงผ่อนคลายความตึงเคียดจากการระแวดระวังอีกฝ่ายลง พร้อมลดมือที่ปกป้องสร้อยข้อมือของตนเองอยู่ลงด้วย


            อย่างไรก็ตาม เธอยังคงส่ายหัวไปทางเฉียวเหอและปฏิเสธเขา


            “ไม่”


            เธอโบกมือไปมาอย่างเฉยเมย “นั่นมันเกินขอบเขตของฉัน แต่… ฉันสามารถมอบความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างอื่นให้ทางคุณได้”


            เฉียวเหอไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงมากนัก


            วงจรสมองของโม่เชียนนั้นแตกต่างจากคนปกติไปโข คำที่เธอกล่าวไว้ว่า ‘การให้ความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ’ บางทีอาจจะเป็นการถวายธูปสามดอกให้กับเหล่าบรรพจารย์ของเธอ เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยเขาตามหาฆาตกร


            เฉียวเหอรู้สึกหงุดหงิด


            แต่เขายังคงไม่อยากปิดกั้นหนทางช่วยเหลือจากเธอ


            เขาถามอย่างสบาย ๆ ไม่กดดันอีกครั้งว่า “ความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคุณคืออะไรเหรอ? ”


            โม่เชียนผงกหัวอย่างภาคภูมิใจ


            “เดาสิ”


            เฉียวเหอนิ่งค้างไป “...”


            การเกลี้ยกล่อมหลานชายวัย 3 ขวบของเขายังไม่ใช่เรื่องยากถึงขนาดนี้เลย!


            ชาหนุ่มนวดขมับของตัวเอง แต่ก็ยังคงพยายามให้ความร่วมมือกับเธอ


            “เอ่อ… บอกทิศทางของคนร้าย? ”


            “ผิด”


            เมื่อเห็นว่าเฉียวเหอเดาไม่ถูก ระดับความภาคภูมิใจของโม่เชียนจึงยิ่งลอยสูงขึ้น


            ต้องให้เขาเดาผิดแบบนี้นี่แหละ เธอถึงจะสามารถประกาศคำตอบได้ด้วยตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ!


            “ฉันแค่จะทำให้พ่อของคุณฟื้นขึ้นมา แล้วให้เขาเป็นฝ่ายบอกคุณเอง ว่าใครคือคนที่ลงมือทำร้ายเขา! ”


            “?!”


            เฉียวเหอลองแคะหูของตัวเอง


            นี่เขาได้ยินอะไรผิดไปรึเปล่าเนี่ย?


            “คุณหมายถึง… ปลุกพ่อของผมขึ้นมาเหรอ? ” เขาลองยืนยันสิ่งที่ตัวเองได้ยินกับคนพูดเช่นโม่เชียนอีกครั้ง


            โม่เชียนมองคนตรงหน้าเหมือนกับว่าเธอกำลังมองคนโง่เง่า “คุณไม่เข้าใจภาษามนุษย์เหมือนกับคนอื่นเหรอ? ”


            เฉียวเหออึ้ง “...”


            อดทนไว้...


            ผู้หญิงคนนี้บอกว่าเธอสามารถปลุกพ่อของเขาที่นอนเป็นเจ้าชายนิทรามา 3 ปีได้ ดังนั้นไม่ว่าเธอจะพูดคำด่าหรือคำดูถูกที่รุนแรงแค่ไหน เขาก็ต้องกักเก็บคลื่นอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้อย่างอดทน...


            โม่เชียนไม่ได้สนใจความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของเขา เธอกำลังคิดวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว และยุ่งอยู่กับการคำนวณค่าใช้จ่าย


            เธอควรเก็บเงินค่าจ้างเท่าไหร่ดีนะ?


            แม้เมื่อวานเขาจะมอบของขวัญมาให้เธอมากมาย

    แต่นั่นมันจัดเป็นคนละเรื่องกัน


            เงินของเมื่อวานไม่สามารถชดเชยหนี้ที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้


            โม่เชียนคิดอยู่นาน และยกหนึ่งนิ้วไปทางเฉียวเหอ “คุณต้องจ่ายทองให้ฉัน 1... ”


            “10,000 กรัม? ตกลง! ”


            เฉียวเหอขัดจังหวะการพูดของโม่เชียน


            ไม่ว่าเธอจะเสนอราคาเท่าไหร่ มันก็คงไม่มีทางเป็นทอง 100 กรัมไปได้หรอกใช่ไหมล่ะ?


            ไอ้พวกหมอต้มตุ๋นที่ครอบครัวของเขาจ้างมายังเรียกราคาสูงกว่านี้เลย!


            คิดว่าเฉียวเหอเป็นใครกันล่ะ? เขาเป็นคนประเภทที่ใช้เงินได้โดยไม่ต้องคิดไม่ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ก็ตาม


            ขอแค่สามารถช่วยชีวิตพ่อเอาไว้ได้ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรือเรื่องสลักสำคัญเลย


            ดังนั้นมันคงเป็นการดีกว่า ที่เขาจะเป็นฝ่ายเสนอราคาออกไปให้เธอ


            แต่โม่เชียนไม่มีทางรู้ความคิดของเฉียวเหอเลย


            เธอมองคนโง่ตรงหน้าด้วยความสับสน “คือ... ”


            “3 ปีที่แล้วพ่อของผม... ”


            เฉียวเหอเริ่มเล่าเรื่องราวในปีนั้นให้เธอฟังทันที ส่วนโม่เชียนก็ฟังเขา


            นิ้ว ‘หนึ่ง’ ที่เธอชูขึ้นไปเมื่อกี้ยังคงค้างอยู่กลางอากาศ


            นี่เธอแสดงออกได้ไม่ชัดเจนเพียงพอเหรอ?


            ‘หนึ่ง’ นี่ไม่ใช่แค่ทองคำ 1 กรัมเหรอไง...


            ทำไมกระทั่งคำว่า ‘หนึ่ง’ คนในเมืองใหญ่แห่งนี้ถึงยังไม่รู้จักอีก?


            …


            เฉียวเหอและโม่เชียนพูดคุยกันในวอร์ดเป็นเวลานาน


            และถึงมันจะไม่ใช่ว่าเรื่องราวที่ซับซ้อนถึงขนาดนั้น แต่เฉียวเหอก็ยังต้องการอธิบายให้โม่เชียนฟัง ในรูปแบบที่เธอจะสามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุดและถูกต้องจริง ๆ อยู่ดี


            ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เวลาตลอดช่วงเช้าเพื่อคุยกัน


            หญิงสาวนั่งอย่างเชื่อฟังอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก พร้อมฟังคำบอกเล่าจากปากของเฉียวเหอ


            จากนั้นเธอก็เม้มริมฝีปากแล้วควานหาของจากในกระเป๋า


            ระหว่างที่ค้นหาของก็พึมพำว่า “ฮวงจุ้ยของครอบครัวคุณดีมาก หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณและพ่อของคุณ มันจะไม่ใช่การตายโหงแน่นอน”


            เฉียวเหอ “...”


            อดทนเข้าไว้...


            “แต่ฉันสามารถช่วยได้แค่พ่อของคุณเท่านั้น ในส่วนตัวของคุณนั้น ยังไง ๆ ก็ต้องตายอยู่ดี เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณต้องได้รับอยู่แล้ว”


            เฉียวเหอ “...”


            ยอมถอยให้สักก้าว ไม่นานท้องฟ้าจะสดใสขึ้น...


            “แต่เพราะเห็นแก่ทองคำและเสื้อผ้าสวย ๆ ที่คุณมอบให้ฉัน ฉันสามารถช่วยคุณเลือกสุสานที่มีฮวงจุ้ยดี ๆ ได้นะ”


            เฉียวเหอ ‘โว้ย...’


            คนเลวตายเพราะปาก คนดีเรียนรู้ที่จะหุบปาก...


            …


            ในที่สุดโม่เชียนก็หยิบกระดาษยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่ของเธอ 


            เธอคลี่กระดาษยันต์ออก มันมีภาพแปลก ๆ ถูกวาดอยู่บนกระดาษยันต์สีเหลือง


            โม่เชียนหยิบพู่กันออกมาชุบน้ำ แล้วจุ่มมันลงในหมึกชาด จากนั้นค่อยใช้พู่กันวาดภาพที่แปลกยิ่งกว่าเดิมไปตามมุมทั้งสี่ของกระดาษยันต์ มันมีรูปร่างเป็นเหมือนหัวของเด็กทั้งสี่คน แต่ดวงตากลับมีเพียงหนึ่งข้างเท่านั้น


            โม่เชียนพนมมือของตัวเองเข้าด้วยกัน กระดาษยันต์ถูกคั่นอยู่ระหว่างฝ่ามือ ปากเริ่มท่องบทสวดมนต์ของลัทธิเต๋าประมาณสองสามบท


            ต่อมากระดาษยันต์ก็เรืองแสง


            หลังจากเขย่าไปสองครั้ง แสงที่เรืองออกมาจากกระดาษยันต์ค่อยหายไป


            พอทำสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นจนเสร็จสิ้น โม่เชียนจึงพับกระดาษยันต์เข้าหากันหลายทบเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็ก ๆ แล้วมอบให้เฉียวเหอ “เรียบร้อย เสร็จแล้ว”



    คล้ายกับเรื่อง(จบ) บ้านนี้โชคดีมีลูกสาวเป็นหมอดูอัฉริยะแห่งลัทธิเต๋า ที่คุณอ่าน