ฉู่จี้เฟิงย่อมรู้ว่านางแต่งเรื่องขึ้นมา แต่ในเมื่อนางไม่ได้ซักไซ้เรื่องของเขามาก เขาจึงไม่ถามต่อและปล่อยผ่านไป
ซูอิ่นเย่ว์กำลังจะถือล่วมยาออกไป แต่พอดีจี้หมัวมัวเดินเข้ามาในเรือนหลักแล้วกล่าวว่า “พระชายา ตระกูลซูนำสินเดิมของท่านมาส่งแล้ว”
“นำมาส่งแล้ว?!” ซูอิ่นเย่ว์รอคอยมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้รับเงิน นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างดีใจ
จี้หมัวมัวเองก็ดีใจกับนางเช่นกัน
สตรีหากไม่มีสินเดิมติดตัว ย่อมถูกดูแคลนจากตระกูลสามีและใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบาก
“ไปดูกันเถิด” ซูอิ่นเย่ว์รีบเดินออกไปโดยลืมแม้แต่ล่วมยา นางจูงมือจี้หมัวมัวไปด้วยกัน
ฉางอู๋อิ่งแค่นเสียงเยาะ “ดูท่าทางนางจะดีใจเสียจริง ซูเจี้ยนจิ่นขี้เหนียวจนเคยตัว จะส่งอะไรมีค่าให้นางได้? ข้าวของที่ส่งมาอาจเป็นแค่กล่องใส่หินไม่กี่กล่องก็เป็นได้”
ฉู่จี้เฟิงนั่งตัวตรงขึ้น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ข้าไปดูด้วย”
เมื่อพวกเขาออกไปถึงลาน ก็พบว่ามีกล่องใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่หลายกล่อง ดูท่าว่าการส่งมอบครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
ฉู่จี้เฟิงจับจ้องมองเพียงครู่เดียว ก็เห็นซูอิ่นเย่ว์กำลังสนทนาอยู่กับเด็กสาวในชุดกระโปรงลายดอกไม้
เด็กสาวผู้นั้นดูอายุราวสิบสองหรือสิบสามปี ใบหน้ามีเค้าโครงละม้ายกับซูอิ่นเย่ว์อยู่บ้าง แต่ทันทีที่เห็นผู้อื่น ก็เกิดความประหม่า เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “พี่รอง ท่านพี่เขยใช่หรือไม่”
ซูอิ่นเย่ว์รีบส่งสายตาเตือน ห้ามไม่ให้ซูลั่วฝูเรียกเช่นนั้น แต่หูของฉู่จี้เฟิงไวเหลือเกิน เขาเดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
ซูลั่วฝูเห็นรอยยิ้มของเขาแล้ว อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำเล่าลือเกี่ยวกับฉู่จี้เฟิง นางตัวสั่นเล็กน้อย เอ่ยเสียงสั่นเครือว่า “ขะ...ขอคารวะซื่อจื่อ!”
รอยยิ้มของฉู่จี้เฟิงพลันหายไป สีหน้ากลับเย็นชาลงทันที
เมื่อเขาแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชา รังสีสังหารก็แผ่ซ่านออกมา
น่าเวทนาซูลั่วฝูนัก เมื่อเห็นเขาเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว ใบหน้านางพลันซีดเผือด รีบไปหลบอยู่หลังซูอิ่นเย่ว์ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าฉู่จี้เฟิงจะชักดาบขึ้นมาฟันตนเองจริงๆ
ซูอิ่นเย่ว์จึงจูงมือนางพาไปอีกฝั่งหนึ่ง พลางกล่าวว่า “อย่ากลัวไปเลย ซื่อจื่อไม่ได้กินคน”
จากนั้นนางก็มองไปยังด้านหลัง พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้ามาเพียงลำพังหรือ”
แม้ว่าหยางซื่อจะไม่มาด้วย แต่อย่างไรเสียก็ต้องส่งใครมาเป็นผู้ดูแลมิใช่หรือ
ซูลั่วฝูสูดลมหายใจลึก รวบรวมสติ กล่าวตอบว่า “ท่านแม่ไม่อยากมา นางรู้ว่าข้าสนิทกับท่าน จึงให้ข้ามาแทน อีกทั้งยังอยากพูดคุยกับท่านเป็นการส่วนตัว”
พวกนางพี่น้องไม่ได้พบกันถึงสามปี เพิ่งได้พบกันเมื่อครึ่งเดือนก่อน ไม่นานซูอิ่นเย่ว์ก็ถูกส่งตัวมาแต่งงานที่จวนหลิงอ๋อง ทั้งสองยังไม่ได้พูดคุยกันอย่างจริงจังเลย
ร่างนี้ของซูอิ่นเย่ว์อายุเพียงสิบห้าปี แต่จิตใจของนางผ่านการใช้ชีวิตมากว่ายี่สิบปีในชาติก่อน บวกกับการต่อสู้เชิงจิตวิทยากับฉู่จี้เฟิงมาหลายครั้ง ทำให้นางรอบคอบขึ้นอย่างมาก และทันทีที่ได้ฟัง ก็รู้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
สีหน้าของนางไม่เปลี่ยนแปลง ขณะกล่าวว่า “บัญชีสินเดิมล่ะ ข้าจะตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
“อยู่ที่นี่” ซูลั่วฝูส่งบัญชีสินเดิมให้
ซูอิ่นเย่ว์เปิดดูคร่าวๆ บัญชีดูยาวพอสมควร แต่เนื่องจากนางไม่มีประสบการณ์มากนัก จึงส่งให้จี้หมัวมัวเป็นผู้ตรวจสอบ
จี้หมัวมัวสั่งให้คนเปิดหีบแล้วตรวจสอบทีละรายการ
สองหีบแรกเป็นผ้าไหมและเครื่องประดับที่มีค่าไม่มากนัก ซึ่งตรงกับรายการในบัญชี แต่พอเปิดหีบถัดไป กลับพบว่าภายในเต็มไปด้วยก้อนหิน!
“ไฉนจึงเป็นหิน?!” จี้หมัวมัวและเหล่าบ่าวรับใช้จากตระกูลซูต่างตกตะลึง
ฉู่จี้เฟิงได้ยินเข้าก็หันไปมองฉางอู๋อิ่ง “ดูเจ้าพูดเป็นลางจริงๆ”
ฉางอู๋อิ่งกลับสนุกกับสถานการณ์นี้ เขาเดินเข้าไปดู ก่อนจะหัวเราะออกมา “ซื่อจื่อ มันเป็นหินจริงๆ ด้วย!”
ใบหน้าของซูอิ่นเย่ว์มืดครึ้มลงทันที
นางรู้อยู่แล้วว่าคนตระกูลซูมีแต่เล่ห์เหลี่ยม!
ซูลั่วฝูเองก็ตาเบิกกว้าง พูดขึ้นว่า “นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก่อนออกเดินทาง ท่านแม่ยังเปิดหีบตรวจดูเองอยู่เลย ไฉนถึงกลายเป็นหินไปได้! หรือเป็นพวกบ่าวพวกนี้ที่ขโมยสินเดิมของพี่รองไป!”
บ่าวจากตระกูลซูสิบกว่าคนต่างพากันปฏิเสธเสียงดัง หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นหัวหน้ากล่าวว่า “คุณหนูสี่ พวกบ่าวล้วนทำสัญญาระยะยาวกับตระกูลซู หากทำเรื่องสกปรกเช่นนี้ ครอบครัวของพวกบ่าวย่อมต้องเดือดร้อนด้วย
“บ่าวเพียงแค่ขนหีบจากเรือนหลังไปยังประตูจวน ก่อนบรรทุกขึ้นรถ ไม่ได้แตะต้องสิ่งของภายในเลยสักนิด พวกบ่าวจะรู้ได้อย่างไรว่ามันกลายเป็นหิน!”
ซูลั่วฝูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา เอ่ยอย่างร้อนรนว่า “พี่รอง เรื่องนี้มันเป็นมาอย่างไรกันแน่?”
ล้วนเป็นความผิดของนางเองที่ประมาท นั่งรถม้าโดยไม่คอยดูแลหีบสินเดิมให้ดี บัดนี้สินเดิมของพี่สาวหายไป นางทำงานไม่สำเร็จ กลับไปย่อมต้องถูกลงโทษเป็นแน่
“ไม่ใช่ความผิดของเจ้า” ซูอิ่นเย่ว์ตบหลังมือนางเบาๆ พลางแค่นเสียงเย็นชา “ในเมื่อสินเดิมของข้าหายไป ก็ต้องแจ้งความให้ทางการตรวจสอบเรื่องนี้!”
ซูลั่วฝูเห็นหีบสมบัติของพี่สาวอยู่ในจวนก่อนออกเดินทาง นั่นหมายความว่า ซูเจี้ยนจิ่นกับซูฮูหยินต้องเป็นคนเปลี่ยนหีบตั้งแต่ยังอยู่ในจวน หากส่งคนไปตรวจค้น ต้องพบหลักฐานแน่นอน
จี้หมัวมัวเองก็คิดเช่นเดียวกัน จึงสั่งให้คนไปแจ้งทางการ
“เดี๋ยวก่อน”
ฉู่จี้เฟิงซึ่งยืนดูเรื่องราวอยู่นาน ในที่สุดก็กล่าวขึ้น
ซูอิ่นเย่ว์หันไปมองเขา ไม่เข้าใจว่าเขาคิดจะทำอะไร
ฉู่จี้เฟิงยืนอยู่บนบันไดหิน ก่อนโบกมือเรียกนาง “เข้ามาคุยกันหน่อย”
เขาไม่ค่อยแสดงท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้นัก ซูอิ่นเย่ว์เกือบจะหลงไปกับใบหน้าหล่อเหลาของเขาอีกครั้ง
นางกลัวว่าตัวเองจะเผลอไผล จึงพยายามรักษาระยะห่างจากเขา แต่ฉู่จี้เฟิงไม่พอใจ จึงยื่นมือดึงนางเข้ามาใกล้ นางเซเล็กน้อยเกือบล้มลงบนตัวเขา
ฉู่จี้เฟิงพยุงนางไว้ กลิ่นยาสมุนไพรอ่อนๆ ลอยมาจากตัวเขา “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้าไม่กินคน แล้วตอนนี้เจ้ากลัวอะไร”
หัวใจของซูอิ่นเย่ว์เต้นผิดจังหวะขึ้นมา นางไม่กล้าพูดความจริง จึงเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนา
“เหตุใดซื่อจื่อถึงขวางข้า? ตอนนี้ซูเจี้ยนจิ่นกับซูฮูหยินทำเรื่องอุกอาจ เปลี่ยนสินเดิมของข้าอย่างเปิดเผย ข้าต้องการฟ้องร้องพวกเขาต่อทางการ ให้พวกเขาต้องอับอายจนหมดสิ้น!”
“ซูเจี้ยนจิ่นเป็นเสนาบดีกรมกลาโหม มากด้วยเล่ห์ หากเขากล้าสับเปลี่ยนสินเดิมของเจ้า ย่อมมีแผนรับมือไว้แล้ว” ฉู่จี้เฟิงกล่าววิเคราะห์ “สินเดิมของเจ้าเป็นน้องสี่ของเจ้าที่นำมาให้ หากของหาย คนแรกที่ทางการจะตรวจสอบก็คือนาง ด้วยความสามารถของซูเจี้ยนจิ่น เขาย่อมเตรียมหลักฐานไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลานั้นคนที่เดือดร้อนอาจเป็นน้องสี่ของเจ้า ส่วนตัวเขากลับจะลอยตัวพ้นผิด”
ซูอิ่นเย่ว์ฟังจบก็รู้สึกตกใจในใจ นางยิ่งนับถือความเฉียบแหลมของฉู่จี้เฟิง เพียงเวลาไม่นาน เขากลับมองเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง
เป็นเพราะนางโกรธเกินไป จึงไม่ทันคิดถึงจุดนี้
“ขอบคุณซื่อจื่อ” ซูอิ่นเย่ว์กล่าวด้วยความจริงใจ
ฉู่จี้เฟิงกล่าวว่า “ไม่จำเป็น ก่อนหน้านี้ข้ารับปากแล้วว่าจะดูแลน้องสาวของเจ้า”
ฉางอู๋อิ่งหัวเราะเยาะอย่างสะใจ กล่าวว่า “ซูเจี้ยนจิ่นวางแผนได้แยบยลจริงๆ หากเจ้าตีแผ่เรื่องนี้ คนที่เดือดร้อนก็คือน้องสาวของเจ้า แต่หากเจ้าไม่เปิดโปง ก็ต้องกลืนความเจ็บใจไว้ และยอมรับสินเดิมที่เป็นเพียงก้อนหินเหล่านี้”
ซูอิ่นเย่ว์กัดฟัน แม้นางจะเสียดายสินเดิมของตนเอง แต่ก็ไม่อาจทอดทิ้งน้องสาวได้ เพราะนั่นเป็นคนที่เจ้าของร่างเดิมห่วงใยที่สุด นางไม่อาจทำเรื่องไร้ศีลธรรมเช่นนั้นได้
นางกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “หากข้าต้องกลืนความเจ็บใจครั้งนี้ไว้ สักวันข้าจะหาทางวางยาพิษฆ่าซูเจี้ยนจิ่นให้ได้”