ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภพก่อนเหตุการณ์หนึ่งวาบผ่านเข้ามาในหัวของเสิ่นเชียนเกออย่างรวดเร็ว
แววตาที่เคยสุกใสเป็ประกายเปลี่ยนเป็มืดมนลงในชั่วพริบตา ริมฝีปากอิ่มแดงเรื่อถูกขบเม้มอย่างเคร่งเครียด สตรีผู้กำลังเป็กังวลกับความหลังกำชับให้คนขับรถม้าเร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อย นาง้ากลับถึงจวนให้เร็วที่สุด
*****************
ณ สวนหลักจวนตระกูลเสิ่น
ขณะนี้เสิ่นฮูหยินกำลังกลัดกลุ้มกับเื่การแต่งงานของบุตรชายคนโตและบุตรสาวที่รักเป็อย่างยิ่ง
ถึงแม้ในยุคสมัยของราชวงศ์ต้าโจวจะไม่ได้มีกฎเกณฑ์ระบุให้หญิงสาวต้องออกเรือนเมื่อมีอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์เฉกเช่นราชวงศ์ก่อน ๆ และเหตุการณ์ที่คุณหนูตระกูลใหญ่ออกเรือนเมื่ออายุยี่สิบสามปีก็มีให้เห็นมาแล้ว แต่กระนั้นการที่สตรีในห้องหอจะเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินหลังอายุสิบเจ็ดปีก็นับว่าล่าช้าอยู่ไม่น้อย ผิดกับฝั่งบุรุษที่ไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ธรรมเนียมปฏิบัติเื่อายุใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามเหล่าบุรุษจากตระกูลมีชื่อเสียงก็มักจะแต่งงานตอนอายุสิบเก้าหรือยี่สิบปีเสียเป็ส่วนมาก ปีนี้เสิ่นจิ่งเยี่ยนมีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ส่วนเสิ่นเจียวเจียวเองก็มีอายุครบสิบห้าปีพอดี หากยึดตามค่านิยมในสังคมต้าฉีปัจจุบัน ทั้งสองก็ถึงวัยที่สมควรมองหาคู่ครองได้แล้ว ‘สตรีออกเรือนยามอายุสิบหก ส่วนบุรุษมีคู่เมื่ออายุยี่สิบ’ นี่จึงจะถูกต้องตรงตามกระแสนิยมของต้าฉี
ยิ่งเวลานี้ การแต่งงานของเสิ่นเชียนเกอที่อ่อนวัยที่สุดในหมู่พี่น้องได้ถูกกำหนดขึ้นเรียบร้อย เช่นนั้นเื่คู่ครองและพิธีวิวาห์ของทั้งเสิ่นจิ่งเยี่ยน และเสิ่นเจียวเจียวจึงเป็เื่ที่จะต้องรีบเร่งจัดการให้เร็วที่สุด
ก็ถ้าหากไม่รีบกำหนดงงานแต่งของบุตรคนโตทั้งสองไว้ก่อน แล้ววันใดวันหนึ่งเจี่ยงกุ้ยเฟยหรือเยี่ยนอ๋องเกิดมีข้อเรียกร้องให้ย่นระยะเวลาการเข้าพิธีวิวาห์ของเสิ่นเชียนเกอขึ้นมา เมื่อนั้นจวนเสิ่นก็อาจจะเตรียมการไม่ทัน และอาจทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะที่บุตรคนสุดท้องออกเรือนก่อนพี่สาวพี่ชายเอาได้
เป็เพราะกลัดกลุ้มเื่การแต่งงานของลูกทั้งสอง เสิ่นฮูหยินจึงนอนหลับไม่ค่อยสนิทมาหลายวันแล้ว
ในขณะที่นายหญิงแห่งจวนกำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น ชิวมามาก็เดินเข้ามาภายในห้องด้วยใบหน้าเบิกบาน
เสิ่นฮูหยินตวัดสายตามองบ่าวคนสนิทผู้รับใช้ใกล้ชิดตนมานานหลายปี ก่อนจะกลอกตาใส่อย่างเอือมระอา “ในสายตาเ้ายังมีเ้านายอย่างข้าอยู่อีกหรือไม่ ข้ากำลังกลุ้มใจถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงลอยหน้าลอยตายิ้มแย้มอยู่ได้”
ชิวมามาขยับเข้าใกล้เ้านายของตนก่อนบีบนวดเอาอกเอาใจ “ฮูหยิน บ่าวไม่ได้ดีใจเื่ส่วนตัวนะเ้าคะ แต่วันนี้มีข่าวดีเกิดขึ้นกับจวนเสิ่นจริง ๆ เ้าค่ะ!”
“ฮึ? ข่าวดีอะไรของเ้า?” เสิ่นฮูหยินไม่คิดเชื่อ นางขมวดคิ้วถามเสียงเข้มด้วยท่าทางกลัดกลุ้มเช่นเดิม
ชิวมามาได้ยินเช่นนั้น จึงรีบหยิบเอาจดหมายเชิญที่อยู่ในแขนเสื้อออกมา แล้วใช้ทั้งสองมือประคองส่งให้ผู้เป็นาย “ฮูหยิน ท่านลองอ่านดูสิเ้าคะ นี่เป็จดหมายที่หัวหน้าพ่อบ้านนำมาให้บ่าว อีกทั้งยังกำชับว่าจะต้องส่งให้ถึงมือฮูหยินด้วยตัวเองเท่านั้นด้วยนะเ้าคะ”
เสิ่นฮูหยินรับจดหมายฉบับนั้นมา เห็นชัดว่านี่เป็จดหมายจากบุคคลชั้นสูงเพราะตัวซองทำจากกระดาษเนื้อดีอีกทั้งยังฉลุลายด้วยทองคำแสนประณีต หลังจากมือเรียวเปิดออกอ่าน ใบหน้างามตามวัยที่จากเดิมเต็มไปด้วยความหม่นหมองกลับกลายเป็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ไม่นานนักรอยยิ้มยินดีก็คลี่ออก ก่อนจะขยายความกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ คิ้วที่เคยขมวดเป็ปมคลายออกอย่างรวดเร็ว ความหงุดหงิดงุ่นง่านหายไปเป็ปลิดทิ้งเสมือนไม่เคยปรากฏ
“เป็ข่าวดีจริง ๆ! ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ นี่เป็จดหมายเชิญให้พวกเราไปร่วม ‘งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล’ ส่งมาจากตำหนักจ่างกงจู่เชียวนะ! ์โปรดข้าแล้ว จดหมายนี่มาในเวลาที่เหมาะสมยิ่งนัก”
ชิวมามาเองก็อดยิ้มตามผู้เป็นายไปด้วยไม่ได้ “ใช่แล้วเ้าค่ะ จดหมายเชิญฉบับนี้มาทันช่วยคลายความกลัดกลุ้มให้ฮูหยินได้อย่างพอดิบพอดีเลยนะเ้าคะ!”
ขณะนี้ทั้งบุตรชายและบุตรสาวของตระกูลเสิ่นถึงเวลาอันสมควรแก่การหาคู่ครองแล้ว ในขณะที่เสิ่นฮูหยินผู้เป็มารดากำลังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไร จดหมายเชิญร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาก็ถูกส่งมาคลายความกังวลให้ในเวลาที่เหมาะเจาะพอดี ์ช่างเมตตาบุตรธิดาของนางเหลือเกิน
ไม่ว่าผู้ใดในแวดวงชนชั้นสูงแห่งเมืองหลวงต่างก็ทราบดีว่า ‘งานเลี้ยงวสันตกาล’ ที่จ่างกงจู่เป็ผู้จัดขึ้นนั้นสำคัญอย่างไร งานเลี้ยงนี้เรียกว่าเป็การรวมตัวพบปะกันของผู้มีสถานะทางสังคมสูงส่งก็ว่าได้ ในทุก ๆ ครั้ง ภายในงานก็มักจะเต็มไปด้วยเหล่าบุรุษและสตรีสูงศักดิ์ที่มาเข้าร่วมอย่างเนืองแน่น และก็แน่นอนว่าเมื่อวันจัดงานมาถึง บรรดาฮูหยินจากจวนมีชื่อทั้งหลายก็จะต้องพาบุตรชายและบุตรสาวที่ยังไม่ได้หมั้นหมายมาออกงาน นี่จึงถือเป็เวลาที่เหมาะที่สุดที่แต่ละจวนจะมองหาคู่ครองให้แก่บุตรหลานของตน
ก่อนหน้านี้ ก็มีตระกูลใหญ่บางตระกูลที่ได้ตกลงเื่แต่งงานระหว่างบุตรหลานจากการพบปะพูดคุยกันภายในงานเลี้ยงนี้ บางกรณีก็ถึงกับได้เจรจาหมั้นหมายเป็การส่วนตัวกันเลยทีเดียว
“เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันงานแล้ว มามา เ้ารีบไปเชิญเถ้าแก่เนี้ยร้านเย็บปักมาที่จวนของเราให้เร็วที่สุด เื่นี้เกี่ยวโยงไปถึงการแต่งงานของลูกข้า ข้าจะต้องเตรียมพร้อมให้ดี ไม่ว่าอย่างไรก็พลาดไม่ได้!”
โชคดีที่ก่อนหน้านี้ได้เงินทองและของประทานจากเจี่ยงกุ้ยเฟยมาจำนวนไม่น้อย มิฉะนั้นหากอาศัยเพียงทุนรอนของตระกูลเสิ่นในตอนนี้ เกรงว่าคงมิอาจทำให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนและเสิ่นเจียวเจียวดูโดดเด่นในงานเลี้ยงวสันตกาลได้เป็แน่ กล่าวตามตรง ในยามนี้จวนเสิ่นไม่ได้มีเงินทองเพียงพอให้ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อไปกับการแต่งกายได้มากมายเช่นนั้น
สิ้นคำสั่ง ชิวมามาก็รีบลุกขึ้นด้วยใบหน้าสดใส ทว่าขณะกำลังจะก้าวออกจากห้องเพื่อมุ่งหน้าไปพบเถ้าแก่เนี้ยร้านเย็บปัก มามาผู้มากประสบการณ์ก็ฉุกคิดบางอย่าง นางหยุดฝีเท้าลงแล้วหันมาเอ่ยถามผู้เป็นาย “ฮูหยิน ให้บ่าวไปบอกกล่าวทางฝั่งคุณหนูรองด้วยดีหรือไม่เ้าคะ?”
อย่างไรเสียคุณหนูรองก็เพิ่งย้ายออกจากสวนหลักแล้วไปพักอาศัยกับฮูหยินผู้เฒ่าได้ไม่นาน ซึ่งการกระทำนั้นดูเหมือนจะทำให้นายท่านและฮูหยินคับข้องใจกับบุตรสาวผู้นี้ไม่น้อย หากให้ฮูหยินเป็คนไปบอกกล่าวเอง ก็เกรงว่าจะไม่ได้เจรจากันดี ๆ ยิ่งกว่านั้นเื่ราวอาจจะบานปลายและความสัมพันธ์ก็จะยิ่งถดถอยลงไปกว่าเดิม สู้ให้นางที่เป็บ่าวรับใช้ประจำกายฮูหยินไปบอกกล่าวแทนจะดีเสียกว่า เพราะคิดดังนี้ชิวมามาจึงได้เอ่ยถามออกมาเช่นนั้น
ทว่าทันทีที่ได้ยินวาจาของคนสนิท รอยยิ้มที่เด่นหราบนใบหน้าของนายหญิงแห่งตระกูลเสิ่นก็มลายหายไปฉับพลัน ความบูดบึ้งเข้าครอบงำแทนที่ความเบิกบาน อารมณ์สุนทรีเมื่อครู่หายวับไปอย่างรวดเร็วจนน่าใ “ไม่ต้อง! ครั้งนี้ข้าไม่คิดจะพา ‘เสิ่นเชียนเกอ’ ไปร่วมงานเลี้ยงของจ่างกงจู่ด้วย”
“อุ๊ย!” ชิวมามาเผลอร้องอุทานด้วยความใ นางคาดไม่ถึงว่าเสิ่นฮูหยินจะกล่าวถึงบุตรสาวอย่างห่างเหินทั้งทางวาจาและความคิดได้เช่นนี้
ที่สำคัญ คุณหนูรองก็เป็ถึงบุตรสาวในอุทรของตัวฮูหยินเอง แม้จะเป็บุตรีแต่ก็นับเป็บุตรที่กำเนิดจากภรรยาเอกของจวนเสิ่น!
มิหนำซ้ำ การที่คุณหนูรองตอบตกลงเื่การแต่งงานกับเยี่ยนอ๋องไป ก็เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้ทำเพื่อใครอื่น แต่เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเสิ่นทั้งสิ้น…แล้วเหตุใดฮูหยินผู้เป็มารดาถึงใจไม้ไส้ระกำกับคุณหนูได้ถึงเพียงนี้!
ถึงแม้ การแต่งงานของคุณหนูรองจะถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แต่หากนางมีโอกาสได้ไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ก็จะถือเป็การเปิดโอกาสให้ได้สร้างความคุ้นเคยกับคนในสังคมระดับสูงคนอื่น ๆ การรู้จักเข้าสังคมและได้ผูกมิตรไมตรีกับผู้คนหลากหลายเป็เื่ดี ในภายภาคหน้าจะสร้างประโยชน์ต่อทั้งตัวเองและตระกูลได้ไม่มากก็น้อย ตรงกันข้าม ถ้าหากไม่เคยได้คบค้าสมาคมกับผู้ใดเลย ยามออกเรือนไปอยู่ตำหนักอ๋องแล้ว ก็เกรงว่าอาจจะประสบพบเจอความลำบากหรือยุ่งยากเอาได้
เดิมที ชิวมามาก็คิดอยากเอ่ยอะไรโน้มน้าวใจผู้เป็นายอีกสักหน่อย แต่เพราะได้อยู่ข้างกายรับใช้เสิ่นฮูหยินมาเป็เวลานาน จึงรู้และเข้าใจอุปนิสัยของนางเป็อย่างดี หากฮูหยินตัดสินใจสิ่งใดลงไปแล้ว ไม่ว่าผู้อื่นจะกล่าวอย่างไร นางก็ไม่มีทางเปลี่ยนความคิดเป็อันขาด เป็สตรีที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเด็ดเดี่ยวจนเกือบจะใกล้เคียงกับความดื้อรั้นเลยทีเดียว คิดได้เช่นนี้มามาวัยกลางคนจึงเลือกสงบปากสงบคำเสีย
เสิ่นฮูหยินที่พบว่าชิวมามายังคงยืนนิ่งไม่ไปไหน จึงใช้สายตาดุดันตวัดมองพร้อมตวาดลั่น “เป็อะไรของเ้า หรือว่าเ้าไม่พอใจ?”
คนรับใช้ที่เพิ่งได้สติจากภวังค์ รีบปฏิเสธด้วยน้ำเสียงหวั่นเกรง “เปล่าเ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปร้านเย็บปักเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
ทันทีที่คนใกล้ชิดจากไปใบหน้าของเสิ่นฮูหยินก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้นฉับพลัน
ั้แ่เสิ่นเชียนเกอย้ายไปพักอาศัยที่หอหนิงโช่ว เสิ่นฮูหยินก็สั่งให้หยุดมอบสิ่งของจากส่วนกลางให้คุณหนูรอง และห้ามมิให้เอื้อเฟื้อหยิบยื่นสิ่งใดในจวนให้นางอย่างเด็ดขาด แม้กระทั่งเงินค่าขนมประจำเดือนที่นางควรได้รับก็ยังไม่เว้น
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อให้เด็กดื้อรั้นนั่นยอมก้มหัวให้นาง และเพื่อสั่งสอนให้เสิ่นเชียนเกอตระหนักรู้ถึงความสำคัญของผู้เป็มารดาตน
นับจากวันนั้น เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงบัดนี้แล้ว ทว่าเสิ่นเชียนเกอก็ยังไม่ได้มีท่าทีโอนอ่อนใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่เงาของนางก็ไม่เคยย่ำกรายเข้ามายังสวนหลัก หรือแม้แต่จะส่งบ่าวรับใช้มาร้องขอความเมตตาแทนตนก็ไม่มีให้เห็น ความโอหังแสนน่าชังที่เสิ่นเชียนเกอแสดงออกนี้ยิ่งทำให้โทสะของเสิ่นฮูหยินพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น ความคิดที่จะพาเด็กน่าชังไปร่วมงานเลี้ยงวสันตกาลในครั้งนี้จึงไม่มีอยู่ในหัวสตรีผู้เคียดแค้นแม้แต่น้อย ให้บุตรีดื้อด้านได้รู้สำนึกว่า การตัดขาดจากบิดามารดาผู้มีพระคุณท่วมท้นนั้นเป็เช่นไร!
*****************
ด้านเสิ่นเชียนเกอ เมื่อกลับมาถึงเรือน ก็รีบสั่งสาวใช้ข้างกายให้ไปถามสวนหลักเกี่ยวกับจดหมายเชิญไปงานเลี้ยงวสันตกาลจากจ่างกงจู่
จากนั้นไม่นานนักเหลียงเฉินก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนรายงานว่า เสิ่นฮูหยินได้รับจดหมายเชิญมาแล้ว
สาวใช้แซ่เหลียงบอกเล่าต่ออีกเล็กน้อยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ว่ากันว่า เทียนหยวนจ่างกงจู่จะจัดงานเลี้ยงขึ้นปีละครั้งเท่านั้น บุคคลที่ถูกเชิญไปงานเลี้ยงก็ล้วนเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือผู้สูงศักดิ์ทั้งนั้น มาตรฐานของงานเลี้ยงก็สูงมาก ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นแล้วงานเลี้ยงจะออกมาหน้าตาเป็เช่นไร คุณหนูเ้าคะ หากคุณหนูไปงานเลี้ยงในครั้งนี้ คุณหนูต้องพาบ่าวไปด้วยนะเ้าคะ บ่าวจะได้เปิดหูเปิดตาดูความอลังการนั่นบ้าง”
ตำหนักองค์หญิงผู้เฒ่าจะทำการส่งจดหมายเชิญไปยังฮูหยินของแต่ละจวน ส่วนแต่ละจวนจะส่งผู้ใดเข้าร่วมบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฮูหยินผู้เป็ใหญ่ที่สุดแห่งจวนนั้น ๆ การเข้าร่วมนี้ไม่ได้จำกัดจำนวนคนแต่อย่างใด ฮูหยินจากบางจวนที่มีเมตตามากหน่อย ก็ถึงกับพาผู้มีศักดิ์เป็เพียงหลานของตนไปด้วย เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะได้พบเห็นภาพขบวนรถม้าที่เข้าแถวเรียงรายทอดยาวจากหน้าวังหลวงไปจนกระทั่งถึงตำหนักองค์หญิงผู้เฒ่าจนชินตา
ทว่าคิ้วเรียวของเสิ่นเชียนเกอกลับขมวดน้อย ๆ ใบหน้างามปรากฏรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยความขมขื่น เมื่อได้ใช้ชีวิตผ่านมาแล้วภพหนึ่ง นางจึงรู้จักตระกูลเสิ่นดีเสียยิ่งกว่าผู้ใด คนเ้าคิดเ้าแค้นเช่นเสิ่นฮูหยินน่ะหรือจะยอมพานางไปร่วมงานเลี้ยงด้วย หากนางยังไม่ยอมอ่อนข้อเชื่อฟังคำสั่ง ก็อย่าได้คิดได้ฝันว่ามารดาที่ไม่รักจะมีเมตตาพานางไปร่วมงานเลี้ยงด้วย
เหลียงเฉินที่เห็นว่าสีหน้าของคุณหนูรองดูผิดแปลกไปก็ชะงักลงทันที สาวใช้ลองเอ่ยทายความในใจของผู้เป็นายดู “ไม่ใช่ว่าฮูหยินจะไม่พาคุณหนูไปหรอกนะเ้าคะ?”
นี่เป็งานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่กลุ่มชนชั้นสูงเข้าร่วมงานเลี้ยงของจ่างกงจู่ก็เพื่อเป็เกียรติเป็ศรีแก่ตนเองและวงศ์ตระกูล คุณหนูรองเป็ถึงบุตรีร่วมสายเืของตระกูลเสิ่นเพียงผู้เดียว เช่นนั้นแล้วฮูหยินจะไม่พาคุณหนูรองไปด้วยได้อย่างไร
เสิ่นเชียนเกอไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่น้อย แต่ทว่าความลึกล้ำและสุขุมในดวงตาเมล็ดซิ่งกลับบ่งบอกทุกอย่างได้เป็อย่างดี
ั้แ่กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เสิ่นเชียนเกอก็ไม่เคยคาดหวังสิ่งใดจากบิดามารดาเลยแม้แต่น้อย
เหลียงเฉินแทบไม่อยากเชื่อความคิดตัวเอง หากมองในแง่มุมของผู้รับใช้ที่ดี นางควรจะให้เหตุผลกับตนเองว่า ฮูหยินเป็ผู้ดูแลและควบคุมจวนแห่งนี้ คงจะรู้ดีอยู่แล้วว่า สิ่งใดควรหรือไม่ควร สิ่งใดสำคัญหรือไม่สำคัญต่อตระกูลเสิ่น
ถึงอย่างนั้น สาวรับใช้ก็อดรู้สึกผิดหวังจนเ็ปไม่ได้ เพราะนางได้ยินว่า สวนหลักได้เชิญเถ้าแก่เนี้ยร้านเย็บปักมาทำการวัดสัดส่วนคนในจวนเพื่อเตรียมตัดชุดไปร่วมงานเลี้ยงแล้ว แต่กระทั่งตอนนี้ที่เถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นกลับไปแล้ว ก็ยังไม่มีผู้ใดมาบอกกล่าวเื่งานเลี้ยงที่ว่าแก่คนในสวนรองเลยสักคำ
นี่ชี้ชัดว่า เสิ่นฮูหยินไม่มีความคิดที่จะตัดชุดใหม่ให้คุณหนูรองเลยแม้แต่น้อย และแน่นอนว่า ฮูหยินก็ไม่คิดจะพาคุณหนูของนางไปร่วมงานเลี้ยงสำคัญในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
.
.
.